บทความ

อ่านเรื่อง อ่านโรค ตอนที่ 2 ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการจัดการโรคระบาดในสังคม

จรรยา ยุทธพลนาวี และคณะ | 17 มิถุนายน 2563 | วัฒนธรรมร่วมสมัย | ผู้เข้าชม : 3288

คำโปรย โรคระบาดใหญ่ที่เคยแพร่ระบาดในสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น คือ โรคห่า อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ ซึ่งทำให้ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบางโรคเป็นโรคที่ระบาดแพร่กระจายหลายพื้นที่ทั่วโลก ในเอกสารประวัติศาสตร์มีการบันทึกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการรับมือ การแก้ปัญหาจากโรคระบาดไว้ ทั้งในส่วนของความพยายามคิดค้นการปลูกฝีเพื่อรักษาไข้ทรพิษของนายแพทย์บรัดเลย์ รวมถึงการประกาศให้ควบคุมการระบาดของอหิวาตกโรคด้วยการรักษาความสะอาด ตลอดจนการนำความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อวางรากฐานการสาธารณสุขในประเทศไทย

img

อ่านเรื่อง อ่านโรค  ตอนที่ 2

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการจัดการโรคระบาดในสังคม

 

จรรยา ยุทธพลนาวี

ปริยฉัตร เวทยนุกูล

วิภาวดี โก๊ะเค้า

บรรณารักษ์ ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

           

ตอนที่ 2 ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการจัดการโรคระบาดในสังคม

           โรคระบาดใหญ่ที่เคยแพร่ระบาดในสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น คือ โรคห่า อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ ซึ่งทำให้ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบางโรคเป็นโรคที่ระบาดแพร่กระจายหลายพื้นที่ทั่วโลก

           ในเอกสารประวัติศาสตร์มีการบันทึกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการรับมือ  การแก้ปัญหาจากโรคระบาดไว้ ทั้งในส่วนของความพยายามคิดค้นการปลูกฝีเพื่อรักษาไข้ทรพิษของนายแพทย์บรัดเลย์ รวมถึงการประกาศให้ควบคุมการระบาดของอหิวาตกโรคด้วยการรักษาความสะอาด ตลอดจนการนำความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อวางรากฐานการสาธารณสุขในประเทศไทย

 

Black Death ห่าลง จีนถึงไทย ตายทั้งโลก

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

 

 

           Black Death เป็นชื่อเหตุการณ์โรคระบาดในประวัติศาสตร์โลกที่ทำให้มีคนตายนับล้าน Black Death หรือกาฬโรคนั้น โดยมากเชื่อกันว่าเชื้อโรคเพาะตัวที่เมืองจีนในต้นศตวรรษที่ 14 ระบาดโดยมีหมัดหนูเป็นพาหะแพร่เชื้อมาสู่คนที่อาศัยตามเมืองท่าซึ่งสำเภาจีนแวะจอดขนถ่ายสินค้า สำเภาจีนได้เลาะเลียบชายฝั่งติดต่อค้าขายกับบ้านเมืองรอบอ่าวไทยตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่โรคระบาดจากจีนถึงไทย แล้วค่อยแพร่ไปยุโรปตามเส้นทางสายไหมโดยอาศัยหนูในท้องเรือสินค้า

           การระบาดของกาฬโรคนั้นเกิดขึ้นอย่างน้อย 3 ครั้ง คือ 1. การระบาดครั้งใหญ่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ เมื่อปี พ.ศ. 1085 การระบาดครั้งนี้ทำให้โรคแพร่กระจายไปรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 2. การระบาดในช่วงปลายยุคกลางของยุโรปที่ทำให้เกิดการเรียกโรคนี้ว่า “Black Death” เป็นที่มาของชื่อ “กาฬโรค” 3. การระบาดใหญ่ครั้งสุดท้าย มีรายงานครั้งแรกใน พ.ศ. 2439 และได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงพื้นที่โลกใหม่อย่างทวีปอเมริกา นับเป็นครั้งแรกที่ความตายสีดำแพร่ระบาดออกไปพื้นที่โลกเก่า ก่อนจะมีรายงานการระบาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่แมนจูเรีย เมื่อปี พ.ศ. 2454

 

โรคระบาดที่เมืองแอชดอด (The Plague at Ashdod) ภาพเขียนสีน้ำมันบนผืนผ้าใบฝีมือ นิโกลาส์ ปุสแซง (Nicolas Poussin)

 

           ขณะที่ โรคห่า มักมีการเข้าใจว่าคือ “อหิวาตกโรค” แต่จากตำนานเรื่องพระเจ้าอู่ทองอพยพหนีโรคห่านั้น ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า “โรคห่า” ที่พระเจ้าอู่ทองพาผู้คนอพยพหนีจากเมืองเดิมแล้วมาสถาปนากรุงศรีอยุธยา คือ “อหิวาตกโรค”

           ผู้เขียนจึงได้สืบค้นประวัติศาสตร์การระบาดของโรคและเทียบเคียงระยะเวลาการระบาด แล้วจึงสันนิษฐานว่าโรคห่าอีกโรคหนึ่งที่ระบาดตั้งแต่จีนถึงยุโรป คือ กาฬโรค ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 1874–1897 ซึ่งคาบเกี่ยวกับการสถาปนากรุงศรีอยุธยา

           “กาฬโรค” แพร่ระบาดเข้ามาในอุษาคเนย์ตามเส้นทางการค้าโลกข้ามมหาสมุทรจากจีนดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว เมืองท่าอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญคือ นครศรีธรรมราช ปรากฏหลักฐานเรื่อง “ไข้ยมบน” ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชว่า เป็นโรคระบาดที่ทำให้มีคนตาย โดยนัยยะแล้ว มีความหมายเทียบเคียงกับ “โรคห่า” คือไม่ได้ระบุชัดเจนว่าหมายถึงโรคใด สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เสนอข้อสันนิษฐานโดยอาศัยแนวทางของอัลเบิร์ต บาฟ (Albert C. Baugh) และ โธมัส เคเบิล (Thomas Cable) ที่กล่าวในหนังสือเรื่อง A History of the English Language ถึงการระบาดของกาฬโรคจนทำให้ผู้คนในเกาะอังกฤษล้มตายกว่าร้อยละ 30 ทำให้ภาษาฝรั่งเศสที่แพร่หลายในชนชั้นสูงเริ่มหายไปและชนชั้นแรงงานที่มีบทบาทในสังคมจึงฟื้นความนิยมภาษาอังกฤษขึ้นอีกครั้ง เช่นกันกับการระบาดของกาฬโรคที่ทำให้กลุ่มคนชั้นสูงในอยุธยาเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ผู้ที่พูดภาษาเขมรได้ล้มหายตายจากไป กลุ่มคนที่พูดภาษาไทย-ลาวที่แต่เดิมไม่ได้เป็นชนชั้นสูงเข้ามามีบทบาทแทน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน

           ประวัติการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวที่ผู้เขียนหยิบมาอภิปราย เป็นเพียงคำตอบส่วนหนึ่งของบทพิสูจน์ว่าตำนานเรื่องพระเจ้าอู่ทองหนีโรคห่ามาสร้างกรุงศรีอยุธยาจริงหรือไม่ “โรคห่า” จึงไม่ควรหมายถึง “อหิวาตกโรค” เพียงอย่างเดียวเสมอไป และไม่ควรปฏิเสธความเป็นไปได้ว่า “กาฬโรค” ระบาดจากจีนเข้ามาในอุษาคเนย์และกรุงศรีอยุธยา

 

จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ : ราชอาณาจักรสยาม

มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์, แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร

 

 

           มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ เป็นเอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เข้ามาเพื่อทูลพระราชสาส์นเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา

           จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ถูกบันทึกขึ้นในราวปี พ.ศ. 2231 โดยพรรณนาถึงกรุงศรีอยุธยาซึ่งตรงกับช่วงปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีเนื้อความพรรณนาในหลากหลายด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การกินอยู่ การแต่งงาน ขนบธรรมเนียมประเพณี การปกครอง และเรื่องทั่วๆ ไป

           นอกจากการบันทึกด้วยลายลักษณ์อักษร ลาลูแบร์ยังบันทึกเป็นภาพวาดเพื่อช่วยอธิบายเนื้อหาที่บันทึก จดหมายเหตุฉบับนี้อาจจะมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เนื่องจากลาลูแบร์อาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเพียง 3 เดือน 6 วัน เท่านั้น แต่ก็มีข้อความหลายประการที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์การสาธารณสุขสมัยกรุงศรีอยุธยา

           ลาลูแบร์ได้พรรณนาเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บของชาวสยามว่า มีอายุไม่ยืนจากการดื่มสุรา ชาวสยามผจญกับโรคภัยไข้เจ็บก็คือโรคป่วงที่เกิดจากอาหารเป็นพิษทำให้เกิดอาการท้องร่วง และโรคบิดที่เกิดจากการดื่มน้ำไม่สะอาด เจือปนกรดหรือเป็นน้ำที่ไม่ได้ตกตะกอนไว้อย่างน้อยสามสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือน หากใครเป็นโรคดังกล่าวแล้วก็ยากที่จะรักษาได้เพราะอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ในที่สุด

           โรคติดต่อที่ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากคือโรคห่า หรือที่เรียกว่าโรคฝีดาษ (หรือไข้ทรพิษ) ผู้คนที่ตายด้วยโรคดังกล่าวจะถูกฝังศพโดยไม่ได้เผาศพ ลาลูแบร์ได้บันทึกลักษณะเรือนของชาวสยามที่มักเป็นเรือนไม้ริมน้ำ ซึ่งชาวสยามได้นำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ในการอุปโภคบริโภคเป็นปัจจัยหนึ่งให้เกิดโรคป่วงและโรคบิด ตามที่เขาได้กล่าวไว้ในเรื่องเครื่องดื่มสามัญของชาวสยาม

           “... โดยที่ชาวสยามไม่ได้ไปตวงตักมาจากต้นน้ำซึ่งคงอยู่ไกลมาก ฉะนั้น น้ำที่ได้มา (จากแม่น้ำลำคลอง) นั้นจึงสะอาด ก็ต่อเมื่อได้ตักค้างไว้หลายๆ วัน...”

 


 

ภาพบน ท้องพระโรง

ภาพล่าง เรือนของชาวสยาม

 

           ธรรมเนียมของผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่าการเผาศพคือการสนองคุณให้แก่ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ภายหลังจากการฝังศพผู้ที่ตายด้วยโรคห่าได้ 3 ปี ก็จะขุดศพที่เคยถูกฝังไว้ขึ้นมาเผาศพให้ เนื่องจากเคยขุดศพที่ถูกฝังขึ้นมาเร็วกว่านั้นพบว่าทำให้โรคห่ากลับมาระบาดอีกครั้ง

 

หมอบรัดเลย์กับสังคมไทย

สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

           หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความประกอบการสัมมนาเรื่อง หมอบรัดเลย์กับสังคมไทย ในโอกาสครบ 150 ปีที่หมอบรัดเลย์เดินทางมาถึงเมืองไทย มีเนื้อหาที่น่าสนใจทั้งในเรื่องของการแพทย์และการพิมพ์ที่หมอบรัดเลย์นำมาสู่ประเทศสยาม

           ในงานเขียนชิ้นนี้ สรุปสาระสังเขปเรื่อง หมอบรัดเลย์กับการแพทย์ จากเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง หมอบรัดเลย์กับสังคมไทย ผลงานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของหมอบรัดเลย์หรือนายแพทย์แดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley) คือการคิดค้นการปลูกฝีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ

           ในอดีตโรคระบาดร้ายแรงคือ โรคไข้ทรพิษระบาด เป็นโรคที่น่ากลัวมาก มีคนตายเป็นจำนวนมาก ในสมัยอยุธยาจัดการกับศพผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคไข้ทรพิษด้วยการฝัง และ “ไข้ทรพิษสูญหายไปจากโลกแล้ว” จากการประสบความสำเร็จในการปลูกฝีป้องกันโรคไข้ทรพิษโดยนายแพทย์เจนเนอร์ (Edward Jenner) ซึ่งการทดลองเป็นผลสำเร็จครั้งแรกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2383 หลังการระบาดของโรคนี้ ในปี พ.ศ. 2385 หมอบรัดเลย์ใช้ความพยายามในการทดลองปลูกฝีอยู่หลายปีหลังจากที่ นายแพทย์เจนเนอร์ พบวิธีปลูกฝีแล้ว โดยการใช้สะเก็ดพันธุ์หนองฝีโคซึ่งมิชชันนารีผู้หนึ่งนำมาจากเมืองบอสตัน ประเทศอเมริกา

           การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษนี้นับเป็นงานสาธารณสุขที่สำคัญ นายแพทย์มนัสวี อุณหนันท์ จึงเสนอว่า “พ.ศ. 2383 เป็นปีที่ได้เริ่มมีการสาธารณสุขครั้งแรกในไทย และนายแพทย์บรัดเลย์ก็ควรถูกยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มงานสาธารณสุขด้านการป้องกันโรคของเมืองไทยโดยแท้”

 

 

ภาพ ก. ภาพหล่อทองแดงแสดงการปลูกฝีของ หมอเจนเนอร์ให้กับเด็กชายที่มารับการปลูกฝีป้องกันเป็นรายแรก

ภาพ ข. เป็นผลให้ หมอบรัดเลย์นำมาใช้กับพลเมืองไทย จนเป็นสาเหตุให้มีการดัดแปลงแก้ไขจนไข้ทรพิษสูญหายไปจากโลก

 

           แม้จะทำการทดลองปลูกฝีสำเร็จ แต่ยังคงมีปัญหาเนื่องจากต้องนำเข้าสะเก็ดพันธุ์หนองฝีโคซึ่งใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าจะมาถึงสยาม หมอบรัดเลย์จึงทำการทดลองผลิตสะเก็ดพันธุ์หนองฝีโคด้วยตนเอง

           ในปลายปี พ.ศ. 2385 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบ จึงพระราชทานโคให้แก่
หมอบรัดเลย์เพื่อทำการทดลอง และในปีเดียวกันหมอบรัดเลย์ไม่สามารถป้องกันลูกสาวคนเล็กไม่ให้ติดเชื้อโรคไข้ทรพิษนี้ได้ จนทำให้ลูกสาวเสียชีวิตลงจากโรคไข้ทรพิษเมื่ออายุได้เพียง 7 เดือน

 

รอยเวลา : เส้นทางประวัติศาสตร์สุขภาพ

นภนาท อนุพงศ์พัฒน์, วิชัย โชควิวัฒน, โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

 

 

           หนังสือรอยเวลา : เส้นทางประวัติศาสตร์ทางสุขภาพ รวบรวมเรื่องราวการต่อสู้กับความเจ็บป่วย และโรคภัยไข้เจ็บของผู้คนในอดีต ผ่านการเรียงลำดับเหตุการณ์และรูปภาพที่เคยถูกบันทึกไว้ ซึ่งเป็นภาพที่หาชมได้ยาก โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น ภาคที่ 1 ช่วง 3,000 ปีก่อนยุคปัจจุบัน-พ.ศ. 2367 (ยุคก่อนประวัติศาสตร์-รัชกาลที่ 2) ภาคที่ 2 ช่วง พ.ศ. 2368-2452 (รัชกาลที่ 3-รัชกาลที่ 5) และภาคที่ 3 ช่วง พ.ศ. 2453-ปัจจุบัน (รัชกาลที่ 6-รัชกาลที่ 9)

           โรคระบาดหนึ่งที่น่าสนใจในอดีตซึ่งทำให้คนตายเป็นจำนวนมากและเกิดการระบาดอยู่หลายครั้ง จนทำให้เห็นถึงการต่อสู้และกระบวนการจัดการเพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อโรคระบาด คือ โรคอหิวาตกโรค หรือเรียกว่า โรคไข้ป่วงใหญ่ จากพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ระบุไว้ว่าระบาดมาทางทะเลจากเกาะหมาก (ปีนัง) เข้ามาทางเมืองสมุทรปราการจนถึงกรุงเทพ มีศพลอยมาตามน้ำเป็นจำนวนมาก วิธีแก้ปัญหาในเวลานั้นคือการทำพิธีอาฏานิยสูตรแต่พิธีดังกล่าวไม่สามารถทำให้โรคนี้หายได้และได้ยกเลิกพิธีนี้ไปในการระบาดครั้งต่อมา

 

 

ภาพ ลักษณะความแออัดของเรือนแพริมแม่น้ำเจ้าพระยาในอดีตที่ผู้คนทั้งใช้น้ำและทั้งทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในน้ำ ทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย

 

 

ภาพ แนวทางการรักษาโรคของหมอบรัดเลย์ที่เผยแพร่ในบางกอกรีคอร์เดอร์ หนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์

 

           หมอบรัดเลย์ได้เสนอแนวคิดในการนำสาธารณสุขเข้ามาควบคุมการระบาดของอหิวาตกโรค ในหนังสือพิมพ์ บางกอกรีคอร์เดอร์ หลังจากเกิดการระบาดครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2392 โดยเสนอว่าเสนาบดีควรประกาศให้บ้านเรือนในกรุงเทพ ชำระล้างสิ่งสกปรกให้สะอาด หากใครไม่ทำตามจะถูกปรับเงินโดยอ้างอิงถึงกฎหมายที่ออกในยุโรปและอเมริกา แต่ทว่าความคิดเห็นดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองในเวลานั้น

           ในปี พ.ศ. 2424 เกิดการระบาดของอหิวาตกโรคอีกครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานพยาบาลชั่วคราวในพื้นที่ต่างๆ 48 แห่ง เมื่อโรคระบาดสงบลง ภายหลังแนวคิดนี้ได้นำมาสู่การจัดตั้ง “ศิริราชพยาบาล” เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกและเปิดโรงพยาบาลในวันที่ 5 เดือน 6 พ.ศ. 2431

 

“ศาลา” “ยา” และ “โรคระบาด”  วิถีการแพทย์แผนไทยในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาวศาลายา

อภิลักษณ์ เกษมผลกูล ในหนังสือเรื่อง ศาลายาโอสถ เรื่องยาและตำราแพทย์ในแวดวงชาวศาลายา

 

 

           กล่าวถึงที่มาของชื่อย่าน “ศาลายา” มาจากการที่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เป็นแม่กองขุดคลอง “มหาสวัสดี” และได้สร้างศาลาจำนวน 7 หลังไว้ระหว่างเส้นทางการขุดคลอง ซึ่งศาลาหลังตรงกลางนั้น เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ให้เขียนตำรายารักษาโรคต่างๆ ใส่แผ่นกระดานติดไว้ คนจึงได้เรียกศาลาหลังนั้นว่า ศาลายา และศาลาอีกหลังได้ใช้เป็นศาลาสำหรับปลงศพคนของท่าน จึงได้ชื่อเรียกว่า ศาลาทำศพ และเปลี่ยนเป็น ศาลาธรรมสพน์ในเวลาต่อมา

           สาเหตุที่มีการบันทึกตำรายาไว้ที่ศาลานี้  มีความเกี่ยวโยงมาจากประวัติศาสตร์โรคระบาดในแขวงเมืองนครไชยศรี ในช่วงรัชกาลที่ 4-6 โดยมีเอกสารจดหมายเหตุบันทึกอาการป่วยของพระยาสุนทรบุรี เจ้าเมืองนครไชยศรี และการระบาดของอหิวาตกโรค ซึ่งทำให้ราษฎรล้มตายเป็นจำนวนมาก รวมถึงการจัดทำ “บาญชีการรักษาพยาบาลในมณฑลนครไชยศรี ร.ศ. 128” นั้นได้กล่าวถึงโรคที่บันทึกไว้ 6 ชนิดและอหิวาตกโรคเป็นโรคที่ราษฎรเป็นมากที่สุด

 

จากปีศาจสู่เชื้อโรค : ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย 

ชาติชาย มุกสง

 

 

           หนังสือเล่มนี้ เริ่มต้นเนื้อหาด้วยการกล่าวถึง พัฒนาการของโรคระบาดในโลกตะวันตกและประสบการณ์เผชิญโรคระบาด โดยเฉพาะปัญหาเรื่องจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ทำให้เกิดความแออัดของผู้คน การสร้างที่อยู่อาศัยผิดสุขลักษณะ ของเสียจากโรงงาน ฯลฯ ซึ่งก่อให้เกิดโรคติดเชื้อ เช่น ไข้รากสาดใหญ่ ปอดบวม ฝีดาษ วัณโรค

           ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทางการแพทย์ได้พบว่าสาเหตุของโรคระบาดนั้นเกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก นำไปสู่การคิดค้นวิธีการรักษาโดยใช้ยากำจัด การฉีดวัคซีน การปลูกฝี ประกอบกับรัฐสมัยใหม่ที่ให้ความสนใจการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะมากขึ้น โรคระบาดติดเชื้อจึงไม่ใช่ปัญหาสุขภาพสำคัญอีกต่อไป

 

 

           ขณะที่ประวัติศาสตร์ความเจ็บป่วยในสังคมไทย โรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญกับการระบาดอย่างรุนแรงมีอยู่ด้วยกัน 3 โรค ได้แก่ กาฬโรค อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ เนื่องจากคนไทยสมัยโบราณเชื่อกันว่าโรคระบาดเกิดจากการที่ผีทำ อำนาจเหนือธรรมชาติบันดาลให้เกิด โดยผู้เขียนอธิบายถึงกรณีพงศาวดารสมัยรัชกาลที่ 2 ให้ข้อมูลว่าการเกิดโรคระบาดลงรากนั้นมาจากผีโกรธและบันดาลให้เกิดโรค ราชสำนักสยามจึงได้จัดการกับโรคระบาดด้วยพิธีการทางศาสนา โดยให้พระสงฆ์ตั้งพิธีสวดอาฏานาฏิยสูตร หรือที่รู้จักกันต่อมาว่า พระราชพิธีอาพาธ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ยกเลิกพิธีกรรมดังกล่าว และหันมาใช้ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ใช้การจ่ายยารักษาโรคแก่ราษฎรและใช้วิธีการทางสาธารณสุขเพื่อทำลายและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคแทน

 

 

           การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งทางการสาธารณสุขไทย เกิดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐประชาชาติ ซึ่งระบอบการเมืองใหม่ให้ความสนใจกับการสร้างคุณภาพของประชากร การแพทย์สมัยใหม่และการสาธารณสุขจึงเป็นเครื่องมือของรัฐ รวมถึงรัฐบาลคณะราษฎรได้มีนโยบายในการสร้างรัฐไทยให้กลายเป็น “รัฐเวชกรรม” ซึ่งมีผลให้การแพทย์และสาธารณสุขขยายตัว และกลายเป็นสถาบันที่ผลิตความรู้ทางสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนเพื่อสนับสนุนกลไกของรัฐ  โดยเริ่มต้นด้วยการสร้างโรงพยาบาลที่จังหวัดชายแดนในระยะแรกเพื่อต้องการ “อวด” ประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนที่จะขยายบริการทางการแพทย์ไปสู่ชนบทเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น เป็นการสร้างอำนาจทางการแพทย์ควบคู่ไปกับการสร้างอำนาจของรัฐ

 

เชื้อโรค ร่างกายและรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย

ทวีศักดิ์ เผือกสม

 

 

           ผู้เขียนได้ค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของการแพทย์ตะวันตก “ก่อนสมัยใหม่”การแพทย์สมัยใหม่และระบบการดูแลสุขภาพในสังคมไทย  เปิดเรื่องด้วยการแพทย์ตะวันตกที่เริ่มต้นขึ้นช่วงกรุงศรีอยุธยา โดยความรู้ทางการแพทย์ตะวันตกเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ มีการจัดตั้งสถานพยาบาลของมิชชันนารี ซึ่งทำให้การแพทย์แบบจารีตของไทยเริ่มปรากฏอิทธิพลจากตะวันตก ทั้งองค์ประกอบทางเภสัชจนถึงตำรายา  พัฒนาการทางการแพทย์ของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของมิชชันนารีกลุ่มต่างๆ ที่นำความรู้และวิทยาการมาเผยแพร่ให้ชนชั้นนำ จนกระทั่งการแพทย์ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายหลังจากที่ แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradly) ได้ใช้ความรู้เรื่องการผ่าตัดและการปลูกฝีให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

 

แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradly)

 

           การเปลี่ยนแปลงไปสู่การแพทย์สมัยใหม่ของตะวันตก ซึ่งมีหลักอยู่ที่การค้นพบและพิสูจน์ว่าเชื้อจุลินทรีย์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าคือสาเหตุของการเกิดโรค หรือที่เรียกว่าการแพทย์หลังปาสเตอร์ สิ่งที่น่าสนใจในการเปลี่ยนผ่านเพื่อเข้าสู่ยุคการแพทย์สมัยใหม่ของประเทศไทย คือการที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ มีความเห็นว่าการประกาศใช้กฎหมายตั้งด่านกักเรือในขณะที่เกิดกาฬโรคนี้จะทำสะดวกมากขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าการแพทย์ในสังคมไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอีกระดับ

           นอกจากนี้ ผู้เขียนชี้ชวนให้เห็นถึงความสำคัญการแพทย์สมัยใหม่ และระบบการดูแลสุขภาพในสังคมไทยในประเด็นหลัก 3 ประการ นั่นคือ การเข้ามาของความคิดเรื่องเชื้อโรคในสังคมไทยช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นับตั้งแต่ นายแพทย์เอช. แคมเบล ไฮเอต (H. Campbell Highet) ได้เสนอมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้กาฬโรคเข้ามาระบาดในกรุงเทพฯ ด้วยการกักด่านตรวจเรือ หามาตรการกักไม่ให้กาฬโรคที่ระบาดอยู่ภูเก็ตเข้ามายังแผ่นดินใหญ่ และการจัดการสุขาภิบาลในกรุงเทพฯ ที่ไม่ควรจัดเฉพาะภายในกำแพงพระนคร

           ประการต่อมา กล่าวถึงการดูแลจัดการกับร่างกายของพลเมือง ที่เริ่มจากแนวคิดในการเพิ่มพลเมืองด้วยการใช้ระบบสาธารณสุข อันเป็นการก้าวเข้าสู่รัฐสมัยใหม่ที่ไม่สามารถยกทัพไปกวาดต้อนประชากรอย่างในอดีต รวมถึงความคิดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของพลเมืองให้แข็งแรงเพื่อเพิ่มความมีประสิทธิภาพในการผลิตส่งผลให้มีความพยายามในการจัดตั้งและขยายกิจการสุขาภิบาลออกไปตามหัวเมือง

           รวมถึงการขยายตัวของโรงพยาบาลและการให้ความสำคัญกับความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ ภายหลังจากการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้นเป็นครั้งแรกที่โรงพยาบาลศิริราช ในปี พ.ศ. 2433 ในระยะแรกหลักสูตรของโรงเรียนแพทย์ที่จัดตั้งขึ้นนั้นแตกต่างจากความรู้ทางการแพทย์แบบจารีตของไทย โดยเฉพาะการเรียนเกี่ยวกับกายวิภาค ภายหลังจากได้รับความช่วยเหลือด้านแพทยศาสตร์ศึกษาจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ หลักสูตรการแพทย์จึงมีความทันสมัยขึ้น มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนแพทย์

           นโยบายดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับการวางนโยบายของรัฐในด้านการสาธารณสุขเพื่อสร้างให้พลเมืองมีสุขอนามัยที่ดี รวมถึงแนวความคิดในการสร้างรัฐเวชกรรม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แม้ยังไม่ชัดเจนในความหมายของคำว่ารัฐเวชกรรมมากนัก แต่ความคิดนี้ก็นำไปสู่โครงการอนามัยหัวเมือง ซึ่งต้องการขยายความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่โดยมีโรงพยาบาลเป็นหมุดหมายสำคัญ รวมถึงความคิดการสร้างชาติด้วยโครงการสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายของประชาชนพลเมืองของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม อันส่งผลให้เกิดนโยบายการจัดตั้งโรงพยาบาลชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐานที่ช่วยให้รัฐสามารถควบคุมสุขภาพพลานามัยของประชากรในระดับครัวเรือนได้

 

ปกิณกคดี 100 ปี การสาธารณสุขไทย

โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, บรรณาธิการ

 

           

           เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี ของการจัดตั้งกรมสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขจัดทำหนังสือเรื่อง “ปกิณกะ 100 ปีการสาธารณสุขไทย” เพื่อนำเสนอประวัติศาสตร์สาธารณสุขไทย จำนวน 100 เรื่อง ซึ่งทำให้เห็นภาพรวมและพัฒนาการของการสาธารณสุขในไทย เริ่มตั้งแต่การเจ็บไข้ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีข้อมูลจากการขุดค้นแห่งโบราณคดีโคกพนมดี จังหวัดชลบุรีที่ทำให้ทราบข้อมูลการเจ็บป่วยทั้งโรคระบาด การเสียชีวิตของเด็กแรกเกิด การเจ็บป่วยของสตรีที่เนื่องมาจากการตั้งครรภ์บ่อย รวมถึงหลักฐานการก่อตั้ง “อโรคยาศาล” ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นข้อบ่งชี้ว่าโรงพยาบาลไม่ได้มีอยู่แค่เพียงในสังคมที่ทันสมัยแล้วเท่านั้น

           ส่วนการสาธารณสุขในยุคประวัติศาสตร์ เริ่มต้นที่หลักฐานการรักษาพยาบาลในสมัยสุโขทัย ดังที่ปรากฏในศิลาจารึกกรุงสุโขทัยหลักที่ 1 ที่เชื่อว่า “พระขพุงผี” เป็นเทวดาอารักษ์ที่ต้องทำพิธีกรรมเซ่นสรวงดังมีการพบตุ๊กตาเสียกบาลจำนวนมาก

           ในสมัยต่อมาปรากฏตำนานตั้งกรุงศรีอยุธยาเรื่องพระเจ้าอู่ทองอพยพหนีโรคห่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โรคระบาดโดยเฉพาะไข้ทรพิษเป็นปัญหาที่ร้ายแรง พบการแพร่ระบาดขึ้นหลายครั้ง การแพทย์ในราชสำนักจะมี “หมอหลวง” คอยให้การรักษา ส่วนชาวบ้านธรรมดาจะอาศัยการรักษาจาก “หมอเชลยศักดิ์” และ “หมอพระ”  ในยุคนี้ความรู้การแพทย์จากตะวันตกเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาด้วยคณะมิชชันนารี ทั้งยังเริ่มมีการจัดการระบบประปาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการสุขาภิบาลครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

           สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังคงอาศัยความรู้ทางการแพทย์จากกรุงศรีอยุธยาสืบมา จนกระทั่งวิทยาการของชาวตะวันตกได้หลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ 4 ทรงเปิดรับความรู้จากชาวตะวันตกและยอมรับเทคโนโลยีใหม่ พร้อมขุนนางชนชั้นสูงจำนวนหนึ่งที่ได้เปิดรับวิทยาการตะวันตกก่อนที่จะแพร่หลายอย่างกว้างขวางในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมทั้งเป็นช่วงที่มีการจัดการด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบมากขึ้น ทั้งในเรื่องการสร้างโรงพยาบาลศิริราช การจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ ขยายการสาธารณสุขออกไปยังหัวเมืองและสนับสนุนระบบสุขาภิบาล การพัฒนาด้านการแพทย์และการสาธารณสุขยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่กันกับการพัฒนาประเทศเมื่อเข้าสู่รูปแบบรัฐสมัยใหม่มาจนถึงในปัจจุบัน

 

 

           นอกจากนี้ คณะผู้จัดทำยังได้รวบรวมสิ่งสำคัญทางการแพทย์และการสาธารณสุขไทย ไม่ว่าจะเป็น  เวชกรรมและเภสัชกรรมไทย หมอพื้นบ้าน การเจ็บป่วยและโรคระบาด ร้านยาของหมอบรัดเลย์ หมอเฮ้าส์ และการผ่าตัด การคลอด หมอตำแย การอยู่ไฟกับการแพทย์สมัยใหม่ ความเชื่อเรื่องอายพิศม์กับโรคระบาด บุคคลสำคัญในการสาธารณสุขไทย การสร้างโรงพยาบาลในยุคแรก การป้องกันโรคระบาดด้วยการกักกันโรค (Quarantine) พัฒนาการของสถาบันด้านการสาธารณสุขไทย  นโยบายของรัฐด้านการสาธารณสุข การแพทย์ในยุคสงคราม พฤติกรรมด้านการสาธารณสุขของประชาชน ความตาย พิธีกรรมและความคิดหลังความตาย  สุดท้ายได้กล่าวถึงหอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติและหอประวัติศาสตร์สุขภาพกับการบันทึกประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขในประวัติศาสตร์ไทย