ม้ากับคน ในสายสัมพันธ์และการควบคุม
ความเป็นมาของม้าเลี้ยง
นักโบราณคดีจูเลียต คลัตตัน-บร็อก กล่าวว่า “สัตว์เลี้ยงแตกต่างจากสัตว์ป่าตรงที่มันพึ่งพาอาศัยมนุษย์และจะอยู่ใกล้ชิดมนุษย์ด้วยความสมัครใจของมันเอง” (Clutton-Brock, 1987) แม้ว่าภาพม้าจะปรากฏในศิลปะถ้ำยุคหินเก่าเมื่อประมาณ 30,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่เป็นเพียงม้าป่าที่ถูกล่าเพื่อเอาเนื้อมาบริโภค สันนิษฐานว่าม้าป่ามีหัวใหญ่ สีน้ำตาลอ่อน คอหนา แผงคอตั้งตรง และขาค่อนข้างสั้นและแข็งแรง นักมานุษยวิทยา เดวิด แอนโทนี กล่าวว่าแหล่งวัฒนธรรมบริเวณชายฝั่งทะเลดำตอนเหนืออาจจะเป็นพื้นที่ที่ม้าถูกเลี้ยงในยุคแรก ๆ (Anthony, 2007) ทั้งนี้บริเวณดังกล่าวเป็นทุ่งหญ้าสเตปป์เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ การศึกษาทางด้านพันธุกรรมสันนิษฐานว่าม้าที่มนุษย์เลี้ยงเพื่อใช้งานมีถิ่นกำเนิดในเขตทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตะวันตกของยูเรเซีย โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำโวลกา-ดอนตอนล่าง และช่วง 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล ม้าเลี้ยงก็ขยายตัวไปทั่วทวีปยูเรเซีย (Librado et al., 2021; Taylor, 2024) สายพันธุ์ม้าถูกปรับปรุงมาโดยตลอดโดยฝีมือของมนุษย์เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการขนส่ง การเดินทางไกล กาทำงานในภาคเกษตรกรรม การแข่งขันจนถึงการใช้ในสนามรบ การเลี้ยงม้าในยุโรปค่อยแพร่กระจายจากภาคตะวันตกไปสู่ภาคตะวันออกและเอเชียกลาง ในช่วง 3,300–2,600 ปีก่อนคริสตกาล บริเวณทวีปยูเรเซียบริเวณที่ราบสเตปป์ปอนติก-แคสเปียน มีวัฒนธรรมยัมนาย่า (Yamnaya) หรือวัฒนธรรมหลุมฝังศพซึ่งอยู่ในช่วงปลายยุคทองแดงถึงต้นยุคสำริด คำว่า “ยัมนาย่า” เป็นภาษารัสเซียแปลว่า “เกี่ยวกับหลุม” เนื่องจากมีการค้นพบเนินดินสำหรับสร้างหลุมฝังศพ นักโบราณคดีเชื่อว่ามนุษย์ในวัฒนธรรมยัมนาย่าเป็นบรรพบุรุษผู้พูดภาษาอินโด-ยุโรปในปัจจุบัน (Indo-European languages) รวมทั้งยังเป็นสังคมที่รู้จักการเลี้ยงสัตว์ การประมง การหาอาหาร การผลิตเครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือ และอาวุธ ชาวยัมนาย่าเป็นชนเผ่าเร่ร่อนหรือกึ่งเร่ร่อน มีระบบหัวหน้าเผ่า และใช้ม้าในการต้อนฝูงสัตว์ขนาดใหญ่ รวมถึงใช้เกวียนและรถลากในการเดินทางระยะไกล (Anthony, 2023)
ชาวยัมนาย่าเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการขี่ม้า จากการค้นพบซากศพของชาวยัมนาย่าจำนวน 5 ศพ ซึ่งมีอายุระหว่าง 3,021 ถึง 2,501 ปีก่อนคริสตกาล จากเนินดินฝังศพในโรมาเนีย บัลแกเรีย และฮังการี พบว่ารูปร่างของกระดูกเกี่ยวข้องกับการขี่ม้า (Trautmann et al., 2023) นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์พิจารณาว่าการใช้ม้าเป็นพาหนะเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางวัฒนธรรมของมนุษย์ทั้งเรื่องการติดต่อข้ามวัฒนธรรมและการอพยพย้ายถิ่น ในช่วงยุคบาบิโลนโบราณ (2,000 ปีก่อนคริสตกาล) พบภาพและข้อความในอักษรลิ่ม (cuneiform) เกี่ยวกับการขี่ม้า คาดว่าการจัดตั้งกองทหารม้าเพิ่งเริ่มในช่วง 2,000 ปีก่อนคริสตกาล มีข้อสันนิษฐานว่าบริเวณประเทศยูเครน และแหล่งโบราณคดีโบไต (Botai) ในคาซัคสถานช่วงยุคหินใหม่ อาจจะเป็นพื้นที่ต้นกำเนิดของการเลี้ยงม้า (Levine, 2005; Outram et al., 2009; Taylor & Barrón-Ortiz, 2021) หลักฐานการขี่ม้าโดยมนุษย์มาจากร่องรอยการสึกหรอของฟันที่เกิดจากเหล็กบังเหียน พบมูลม้าเป็นชั้น ๆ ในหลุมที่เคยเป็นบ้าน ยังพบหลักฐานการรีดนมม้า พบไขมันจากนมม้าซึมเข้าไปในเศษเครื่องปั้นดินเผามีอายุเก่าถึง 3,500 ปีก่อนคริสตกาล (Outram et al., 2009)
ในช่วง 1,500-1,000 ปีก่อนคริสตกาล ม้าถูกนำมาใช้ลากรถม้าอย่างแพร่หลาย เช่น ในตะวันออกใกล้ กรีซ และทุ่งหญ้าสเตปป์ยูเรเซีย (Levine, 2005) ช่วง 1,400 ก่อนคริสตกาล พบจารึกคิกกูลี (Kikkuli) ของชาวฮิตไทต์อธิบายถึงการเพาะพันธุ์และการฝึกม้า (Bukalov, 2024) ข้อความในจารึกคิกกูลี อธิบายสูตรการฝึกฝน การออกกำลังกายและการให้อาหารม้าตลอดระยะเวลา 214 วัน การดูแลม้า ได้แก่ การลูบไล้ล้างตัวด้วยน้ำอุ่น และให้อาหารด้วยข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ และหญ้าแห้งอย่างน้อยวันละสามครั้ง การวิ่งเหยาะ ๆ จะมีการหยุดพักเป็นระยะเพื่อให้ม้าได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นักรบชาวฮิตไทต์ใช้รถม้าในการสู้รบและสามารถครอบครองดินแดนตุรกี ซีเรีย เลบานอน และอิรักตอนเหนือ (Nyland, 1993) ช่วง 800-700 ปีก่อนคริสตกาลในเทือกเขาอัลไตและอัสซีเรีย พบหลักฐานเกี่ยวกับบังเหียน อานม้าและอุปกรณ์เทียมม้าอื่น ๆ (Levine, 2005) สันนิษฐานว่าระหว่าง 1,300 ถึง 800 ปีก่อนคริสตกาลมีการบันทึกเกี่ยวกับการฝึกหัดขี่มาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ในคัมภีร์ฤคเวทยุคสำริดตอนปลายมีบทสรรเสริญชายหนุ่มที่สามารถขี่ม้าได้ ในบันทึกของโฮเมอร์ กล่าวไว้ในโอดิสซีอุส (ยูลิสซีส) เกี่ยวกับการใช้รถม้าลากเพื่อขนส่งนักรบไปยังสนามรบ และเรื่องราวของชาวคิโคเนียนที่สู้รบบนหลังม้า (Bukalov, 2024)
ในช่วงยุคหินกลาง ยุคหินใหม่ และยุคทองแดง พบกระดูกม้าในแหล่งโบราณคดีบริเวณภาคพื้นยุโรปจำนวนมาก หลุมฝังศพ 16 แห่งจากวัฒนธรรมซินทาชตาในรัสเซียและเปโตรฟกาในคาซัคสถาน (Sintashta and Petrovka cultures) ช่วง 2,100–1,700 ปีก่อนคริสตกาล ในหลุมฝังศพพบหัวและกีบของม้าคู่หนึ่งฝังรวมกับรถม้า (Bukalov, 2024) กระดูกของม้าป่าถูกพบในแหล่งโบราณคดีของวัฒนธรรมฉีเจียและซีบา มีอายุเก่าแก่ระหว่าง 2,000–1,600 ก่อนคริสตกาล ตั้งอยู่ในมณฑลกานซูและมณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน (Linduff, 2003) นอกจากนั้น หลักฐานโครงกระดูกจากแหล่งโบราณคดีในชิเหรินจือโกวและซีโกวทางตะวันออกของซินเจียงบ่งชี้ว่า ช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล มีการฝึกฝนการขี่ม้าและการยิงธนูบนหลังม้าตามแนวชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน (Li et al., 2020) นอกจากนั้น มีการค้นพบกระดูกม้าและเหล็กบังเหียนม้าในแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมสุสานคันธารา (ประมาณ 1,200 - 800 ปีก่อนคริสตกาล) ในหุบเขาสวัต ประเทศปากีสถาน (Azzaroli, 1975) ในปี ค.ศ. 2008 นักโบราณคดีได้ค้นพบภาพเขียนบนหินในเขตธัมบาลินทางตอนเหนือของโซมาเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพวาดนักล่าบนหลังม้าที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบ ภาพเขียนบนหินนี้มีรูปแบบศิลปะเอธิโอเปีย-อาหรับ และมีอายุระหว่าง 1,000 ถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล (Mire, 2008) การขี่ม้าของมนุษย์นับเป็นเทคนิคในการล่าสัตว์ที่สำคัญและเป็นแบบแผนสังคมที่มีการตั้งถิ่นฐาน
การเลี้ยงม้าให้เชื่อง
ม้าเลี้ยงในปัจจุบันจัดอยู่ใน สายพันธุ์โฮลาร์กติก (Holarctic species) (Weinstock et al., 2005) ที่มาของม้าป่ามีกำเนิดในทวีปอเมริกาและค่อย ๆ แพร่พันธุ์ไปในทวีปยูเรเซียผ่านทางดินแดนอลาสก้าถึงรัสเซีย หลังสิ้นสุดยุน้ำแข็ง ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้สายพันธุ์ม้าป่าหลายชนิดสูญพันธุ์ในทวีปอเมริกา และมีหลงเหลือรอดในบางส่วนของทวีปยูเรเซีย ปัจจุบันม้าป่าสายพันธุ์เปรเซวาลสกีที่พบในมองโกเลียกำลังใกล้สูญพันธุ์(Lau et al., 2009) นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสายพันธุ์ม้าเลี้ยงมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมมายาวนาน โดยเฉพาะ ยีน ZFPM1 เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ ยีนนี้อาจทำให้ม้าเชื่องขึ้นและฝึกง่ายขึ้น (Librado et al., 2021) การทำให้ม้าเชื่องยังถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ม้ามีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ในเขตยูเรเซียมีสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่รอดของม้าได้ดีกว่าทวีปอเมริกา ม้ามีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูงและต้องการเพื่อนเพื่อความอยู่รอด (Budiansky, 1997) รูปแบบหนึ่งของการเลี้ยงม้าให้เชื่องคือการเลี้ยงลูกม้าไว้เป็นสัตว์เลี้ยง ส่วนม้าโตเต็มวัยจะถูกฆ่าเพื่อเอาเนื้อไปบริโภค ลูกม้าที่เลี้ยงไว้เมื่อโตเต็มวัยจะถูกนำไปผสมพันธุ์จนเกิดลูกที่มีความเชื่องและกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ การนำลูกสัตว์มาเลี้ยงยังพบได้ในวัฒนธรรมพื้นบ้านหลายแห่งซึ่งบ่งบอกว่าลูกสัตว์คือที่มาของการเป็นสัตว์เลี้ยงที่มนุษย์นำมาอยู่ร่วมในสังคม อย่างไรก็ตาม ชนพื้นเมืองในอเมริการู้จักการขี่ม้ามานานแต่พวกเขามิได้ผสมพันธุ์ม้าป่า เพียงแต่นำมามาเลี้ยงและใช้งานโดยผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ลูกของมันจะคุ้นเคยกับการเกิดและเติบโตในชุมชนมนุษย์
ชนเผ่าอะปาเช่ในอเมริกาคือกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญในการขี่ม้า เนื่องจากคุ้นคยกับการค้ากับชาวสเปนในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทักษะการขี่ม้าของอะปาเช่ เปลี่ยนบทบาทพวกเขาไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความเร็ว ทำให้สามารถขยายอาณาเขตและกลายเป็นนักรบที่น่าเกรงกลัว นักโจมตีที่รวดเร็ว เป็นนักล่ากระทิงที่เก่งกาจ ม้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและการมีบทบาททางสังคมของชาวอะปาเช่ ม้าจึงเป็นมิตรและจิตวิญญาณของอะปาเช่ (Hämäläinen, 2003; Seymour, 2013) นักมานุษยวิทยา คลาร์ก วิสเลอร์ (1914) กล่าวว่าช่วงทศวรรษ 1630 เมืองทาออสของชนเผ่าปูเอโบลในเขตตะวันตกของอเมริกาคือศูนย์กลางการค้าสำคัญระหว่างชนเผ่าพื้นเมืองกับชาวสเปน ช่วงที่ชาวสเปนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ราบภาคตะวันตกของอเมริกามักเจอการปล้นแย่งชิงม้าจากชนพื้นเมืองบ่อย ๆ การปล้มม้าถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของการใช้ม้าในหมู่ชาวอินเดียนพื้นเมือง ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการผสมพันธุ์ระหว่างม้าเลี้ยงและม้าป่า ทำให้เกิดม้าสายพันธุ์ลูกผสมที่ ชนพื้นเมืองนำมาเลี้ยงและใช้งาน อย่างไรก็ตาม เมื่อม้ามีความสำคัญและเป็นพาหนะในกลุ่มชนพื้นเมืองอินเดียนในอเมริกา ทำให้เกิดการติดต่อระหว่างเผ่าดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเป็นปัจจัยที่ทำให้ความขัดแย้งระหว่างเผ่ามีความรุนแรงมากขึ้น (Lawrence, 1985)
ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับม้า
การขี่ม้าถือเป็นวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เพราะมนุษย์ต้องรู้จักลักษณะนิสัยและอารมณ์ของม้า ขณะเดียวกันก็ต้องฝึกม้าให้ยอมรับคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการขี่ (Thompson & Birke, 2014) เห็นได้จากวัฒนธรรมคาวบอยที่มนุษย์ควบคุมม้าด้วยเทคนิคและอุปกรณ์ต่าง ๆ (Patton, 2003) ในการขี่ม้าและแข่งม้า มนุษย์กับม้าจะต้องรวมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Smith, 2015) ทำให้เกิดวิทยาศาสตร์ของการขี่ม้า (Equitation science) โดยการประเมินตรวจสอบศักยภาพของคนกับม้าอย่างเป็นระบบ (Boot & McGreevy, 2015) ซึ่งความรู้เกี่ยวกับการขี่ม้าย้อนไปถึงยุคกรีกโดยซีโนโฟนเป็นผู้เขียนตำราการขี่ม้า มีการอธิบายถึงจริยศาสตร์ม้า (equine ethology) และทฤษฎีการเรียนรู้ มุ่งเน้นการทำความเข้าใจสัญชาตญาณตามธรรมชาติ โครงสร้างทางสังคม และการรับรู้ของม้า โดยการสังเกตม้าในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่า เพื่อปรับปรุงวิธีการเลี้ยงม้าบ้านให้ดียิ่งขึ้น เซโนฟอนแนะนำว่าไม่ควรฝึกม้าด้วยความโกรธและไม่ควรดึงบังเหียนแรงเกินไป ซึ่งต่างไปจากการฝึกม้าในปัจจุบันที่มุ่งควบคุมม้าให้เชื่อฟังภายใต้หลักการมนุษย์ต้องเหนือกว่าสัตว์ (Dominance-based training) การฝึกม้าดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักเพราะเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างม้ากับคน
การฝึกม้าในปัจจุบัน หันมาสนใจสวัสดิภาพและความปลอดภัยของม้า หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและการทำร้ายม้า ตระหนักว่าม้าแต่ละตัวมีนิสัยเฉพาะตัวและตอบสนองต่อสิ่งเร้าแตกต่างกัน จึงต้องใช้วิธีการที่ยืดหยุ่นมากกว่าการฝึกตามกฎที่แข็งตัว รวมทั้งทำให้ม้าเกิดความผ่อนคลาย เพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือที่ดี (Boot & McGreevy, 2015) ปัจจุบัน การฝึกขี่ม้าจึงพยายามกลับไปหาศาสตร์แบบโบราณเพื่อสร้างศิลปะของการขี่ม้าที่รวมคนกับม้าเข้าด้วยกัน บางประเทศเช่นฝรั่งเศสพยายามเสนอให้บรรจุศิลปะการขี่ม้าของฝรั่งเศสให้เป็นมรดกโลกทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรมการขี่ม้าเป็นการแลกเปลี่ยนข้ามจากหลายวัฒนธรรม มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง (Adelman & Thompson, 2017) ในประเทศโมร็อคโค มีศิลปะของการขี่ม้าเรียกว่า “ทบูริดา” (Tbourida) เป็นการแสดงขี่ม้าเพื่อให้นักท่องเที่ยวชม โดยเป็นการจำลองเหตุการณ์โจมตีของทหารม้าในอดีต โดยผู้ขี่ม้าในชุดพื้นเมืองควบม้าพร้อมกันและยิงปืนพร้อมกัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและประวัติศาสตร์ของชนเผ่า การแสดงนี้ยูเนสโกรับรองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Tally, 2017) การขี่ม้าในสังคมสมัยใหม่ต่างไปจากอดีต เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขี่ม้าค่อนข้างสูงและเป็นกีฬาของคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี ทำให้การขี่ม้าในชมรมและสโมสรเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น (Adelman & Thompson, 2017)
นักมานุษยวิทยา Korkmaz (2025) วิเคราะห์ว่าการฝึกขี่ม้าในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ที่ปรากฎอยู่ในสนามฝึกม้าคือการเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthropocentric value) การคิดและการตัดสินใจของมนุษย์จะมีความสำคัญมากกว่าการตัดสินใจของม้า ม้าที่ถูกควบคุมจึงเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่มนุษย์ใช้เพื่อการขี่และแข่งขัน กรณีศึกษาสโมสรขี่ม้าในเมืองอังการ่าประเทศตุรเกีย พบว่าเป็นชุมชนที่มีคนหลากหลายในด้านอายุและฐานะทางสังคม ทั้งคนดูแลม้า ผู้ฝึกสอน นักขี่ม้า นักเรียนฝึกขี่ม้า และครอบครัวของนักเรียน ผู้ฝึกสอนขี่ม้าเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุด เพราะสามารถ สั่งการม้าและนักเรียนฝึกขี่ม้าได้ คนที่มาเรียนขี่ม้ามีทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีเป้าหมายต่างกัน บางคนฝึกไปเพื่อแข่งขัน บางคนฝึกเพื่อเป็นงานอดิเรก เป็นกิจกรรมสันทนาการ เป็นการเข้าสังคม ผู้มาเรียนขี่ม้าเห็นว่าการขี่ม้าเป็นกิจกรรมทางกายและช่วยผ่อนคลาย หลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวัน นักขี่ม้าสนใจการสร้างมิตรภาพและเพื่อนในกลุ่มที่มาเรียนด้วยกัน นอกจากนั้นครอบครัวของผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์กับม้าอย่างผิวเผิน เช่น การเฝ้าดู การสังเกตกิจกรรมของลูก ๆ ในแง่เศรษฐกิจ ผู้สอนขี่ม้าได้รับเงินค่าจ้างในการสอน ในขณะที่ผู้เรียนคือคนจ่ายเงินในการเข้าร่วมกิจกรรมและการฝึกขี่ม้า รวมถึงการซื้อสินค้าในสโมสรขี่ม้า
การศึกษาของ Korkmaz (2025) มีโอกาสสังเกตพฤติกรรมของม้าในพื้นที่ขี่ม้า คอกม้า และพื้นที่คอยของครอบครัว พร้อมทั้งบันทึกปฏิสัมพันธ์ของคนกับม้า รหัสทางภาษา และการมีส่วนร่วมต่าง ๆ มีการสัมภาษณ์คนดูแลม้า ครูฝึก นักขี่ม้า และผู้มาเยี่ยมชม เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคนกับม้าในมิติทางอารมณ์ จริยธรรม และการปฏิบัติ มีการวิเคราะห์ผังพื้นที่ของสโมสรขี่ม้าเพื่อประเมินว่าการจัดระเบียบเชิงพื้นที่มีอิทธิพลต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับม้าอย่างไร Korkmaz (2025) พบว่ารูปแบบทางสังคมในสโมสรขี่ม้านั้นเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจน ครูฝึกม้าเน้นว่าม้าจำเป็นต้องวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ มิเช่นนั้นมันจะป่วย รวมทั้ง การบังคับให้ม้าวิ่งเป็นวงกลมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยไม่มีมนุษย์ขี่ สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์มีอำนาจสั่งม้า สนามขี่ม้าและคอกม้าถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของม้า ปราศจากพื้นที่ให้ม้าได้พักผ่อนหรือใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ ส่งผลให้ม้าเกิดความเครียด เช่น การร้องเสียงแหลมอย่างต่อเนื่อง การเตะประตู หรือพยายามกัดมนุษย์ เป็นต้น
Korkmaz (2025) ยังระบุว่าในขณะที่มนุษย์สามารถเข้าถึงพื้นที่ทางสังคมที่กว้างขวาง เช่น ร้านอาหาร สนามเทนนิส และพื้นที่โยคะ ม้ากลับถูกเลี้ยงไว้ในสถานที่ที่โดดเดี่ยวและห่างไกล คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ในสโมสรขี่ม้าจึงถูกกำหนดโดยประโยชน์ใช้สอยของมนุษย์เป็นหลัก การออกแบบพื้นที่สโมสรยังจำกัดปฏิสัมพันธ์ตามธรรมชาติระหว่างม้าด้วยกัน ลดทอนปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของพวกมันเหลือเพียงการติดต่อทางสายตาหรือการได้ยิน ปราศจากการอยู่ร่วมกันทางกายภาพ สิ่งนี้คือการจำกัดอิสรภาพและพลวัตทางสังคมตามธรรมชาติของม้า นอกจากนั้น ภาษาที่ใช้ควบคุมม้ายังบ่งบอกถึงการแบ่งแยก เช่น “ม้าดี” “ม้าดื้อ” ม้าเชื่อฟัง” “ม้าขยัน” เป็นการนิยามโดยใช้ความคิดของมนุษย์ตัดสิน ทำให้ม้าถูกลดทอนเป็นเพียงสิ่งที่ทำหน้าที่สนองความต้องการของมนุษย์ เป็นการควบคุมพฤติกรรมม้าให้อยู่ในระเบียบและโลกทัศน์ของมนุษย์ ภายใต้สโมสรขี่ม้าจึงเต็มไปด้วยระเบียบที่ลดทอนความรู้สึกและความต้องการของม้า เช่น ม้าที่มักส่งเสียงร้องหรือส่ายหัวบ่อย ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณของความเครียด ความเบื่อหน่าย หรือไม่สบายตัว มักถูกมองเป็นเพียง "ความดื้อรั้น" และเป็นตัวปัญหา จะเห็นว่าม้าถูกควบคุมด้วยวิธีคิดประโยชน์นิยม (utilitarian framework) ที่มีมนุษย์สั่งการ
Adelman & Thompson (2017) กล่าวว่าแนวโน้มโลกปัจจุบัน การใช้งานม้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากการใช้แรงงานม้า (work horse) ไปสู่การใช้ม้าเพื่อกีฬาและสันทนาการมากขึ้น (sport horse) ในสถานากรณ์นี้ ม้าถูกทำให้เป็นสินค้าเพื่อใช้ประโยชน์ในระบบทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่อย่างชัดเจน ม้ากำลังตกอยู่ภายใต้การทำงานที่เหน็ดเหนื่อยเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ซึ่งได้รับประโยชน์เป็นตัวเงิน แต่ม้ากำลังอ่อนแรง แม้ว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และม้าจะมีความคงที่มาโดยตลอดในประวัติศาสตร์ แต่รูปแบบการสร้างและการให้คุณค่าต่อปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นกลับมีความแตกต่างกันอย่างมาก เห็นได้จากการใช้ม้าเป็นกิจกรรมของชนชั้นสูง การแสดงอำนาจความเป็นชาย ความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างแรงงานในฟาร์มม้ากับนายทุน เป็นต้น ม้าจึงเปรียบเสมือนผู้แบกรับภาระอันหนักอึ้งในโครงสร้างอำนาจที่มนุษย์กระทำต่อสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น
เอกสารอ้างอิง
Adelman, M. & Thompson, K. (Eds.). (2017). Equestrian Cultures in Global and Local Contexts. Berlin: Springer Nature.
Anthony, D. W. (2007). The Horse, the Wheel, and Language. Princeton, NJ: Princeton University Press.
Anthony, D. W. (2023). "The Yamnaya Culture and the Invention of Nomadic Pastoralism in the Eurasian Steppes". In Kristiansen, Kristian; Kroonen, Guus; Willerslev, Eske (eds.). The Indo-European Puzzle Revisited (1 ed.). (pp. 13–33). Cambridge: Cambridge University Press.
Azzaroli, A. (1975). Two Proto-historic Horse Skeletons from Swāt, Pakistan. East and West, 25 (3/4), 353–357.
Boot, M., & McGreevy, P. D. (2015). The X files: Xenophon re-examined through the lens of equitation science. Journal of Veterinary Behavior: Clinical Applications and Research, 8(5), 367–375.
Budiansky, S. (1997). The Nature of Horses. New York: Free Press.
Bukalov, A. V. (2024). About ancient horse riders - imaginary and real (Commentary to the article “First bioanthropological evidence for Yamnaya horsemanship” by Martin Trautmann et al.) Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/378902416_About_ancient_horse_riders__imaginary_and_real_Commentary_to_the_article_First_bioanthropological_evidence_for_Yamnaya_horsemanship_by_Martin_Trautmann_et_al
Clutton-Brock, J. (1987). A Natural History of Domesticated Mammals. London: British Museum of Natural History.
Hämäläinen, P. (2003). The Rise and Fall of Plains Indian Horse Cultures. The Journal of American History, 90(3), 833-862.
Korkmaz, E. (2025). Subjectivity of Horses and Postmodern Anthropology: A Critical Essay. Kültür Araştırmaları Dergisi, 1(25), 226-247.
Lawrence, E. A. (1985). The horse in crow Indian culture, past and present hoofbeats and society: Studies of human-horse interactions (pp. 1–57). Bloomington: Indiana University Press.
Lau, Allison; Lei Peng; Hiroki Goto; Leona Chemnick; Oliver A. Ryder & Kateryna D. Makova (2009). Horse Domestication and Conservation Genetics of Przewalski's Horse Inferred from Sex Chromosomal and Autosomal Sequences. Molecular Biology and Evolution, 26 (1), 199–208.
Levine, M. A. (2005). Domestication and early history of the horse. In D. S. Mills & S. M. McDonnell. (Eds.) The Domestic Horse: The Origins, Development, and Management of its Behaviour. (pp. 5-11). Cambridge: Cambridge University Press.
Li, Y. et al. (2020). Early evidence for mounted horseback riding in northwest China. Proceedings of the National Academy of Sciences, 117 (47), 29569–29576.
Librado, P. et al. (2021). The origins and spread of domestic horses from the Western Eurasian steppes. Nature, 598 (7882), 634–640.
Librado, P. et al. (2021). The origins and spread of domestic horses from the Western Eurasian steppes. Nature, 598 (7882), 634-640.
Linduff, K. M. (2003). A walk on the wild side: late Shang appropriation of horses in China". In Levine, Marsha; Renfrew, Colin; Boyle, Katie (Eds.). Prehistoric Steppe Adaptation and the Horse. (pp. 139–162). Cambridge: McDonald Institute.
Mire, S. (2008). The Discovery of Dhambalin Rock Art Site, Somaliland. African Archaeological Review, 25 (3–4), 153–168.
Nyland, A. (1993). The Kikkuli Method of Horse Training, Kikkuli Research. Smith and Stirling.
Outram, A. K.; et al. (2009). The Earliest Horse Harnessing and Milking. Science, 323 (5919), 1332–1335.
Patton, P. (2003). Language, power and the training of horses. In C. Wolfe (Ed.), Zoontologies: The question of the animal (pp. 83–99). Minneapolis: University of Minnesota Press.
Seymour, D. J. (2013). Horse Herd Size and the Role of Horses among the Mescalero Apache: A Response to Osborn. In E. J. Brown, C. J. Condie & H .K. Crotty. (Eds.). From the Pueblos to the Southern Plains. ( pp.141-146). Albuquerque: Archaeological Society of New Mexico.
Smith, S. (2015). Dancing with Horses: The Science and Artistry of Coenesthetic Connection. In N. Carr & J. Young (ed.), Domestic Animals and Leisure (pp. 216–240). London: Routledge.
Tally, G. (2017). The Gunpowder Games: Traditional Equestrianism as Moroccan Invented Heritage Tourism. In Adelman, M. & Thompson, K. (Eds.). (2017). Equestrian Cultures in Global and Local Contexts. Berlin: Springer Nature.
Taylor, W. T. (2024). When Horse became Steed. Scientific American, 331 (5), 24–30.
Taylor, W. T. T. & Barrón-Ortiz, C. I. (2021). Rethinking the evidence for early horse domestication at Botai". Scientific Reports, 11 (1), 7440.
Thompson, K., & Birke, L. (2014). The horse has got to want to help: Human-animal Habituses and networks in amateur show jumping. In J. Gillett & M. Gilbert (Eds.), Sport, animals, and society (pp. 69–84). New York: Routledge.
Trautmann, M. et al. (2023). First bioanthropological evidence for Yamnaya horsemanship. Science Advances, 9(9), eade2451.
Weinstock, J. et al. (2005). Evolution, systematics, and phylogeography of Pleistocene horses in the New World: a molecular perspective. PLOS Biology, 3(8), e241.
Wissler, C. (1914). The Influence of the Horse in the Development of Plains Culture. American Anthropologist, 16(1), 1-25.
ผู้เขียน
ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ
ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ป้ายกำกับ ม้า ความสัมพันธ์ การควบคุม ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ