ความรับรู้เรื่องเฟรโนโลจี (Phrenology) ในสังคมไทย ผ่านตำราสมองและกะโหลกศีรษะ
น่าสังเกตเหลือเกินว่า ช่วงหลายปีหลัง ๆ มานี้ ในบรรณาพิภพของไทยมีการทยอยจัดพิมพ์หนังสือว่าด้วยเรื่องสมองออกมาหลายปกเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ดูเหมือนแปลมาจากหนังสือของต่างชาติและมักจะเป็นงานเขียนแนววิทยาศาสตร์ การแลเห็นสังคมนักอ่านกำลังตกอยู่ในความตื่นตัวเรื่องเกี่ยวกับสมอง จึงทำให้อดตั้งคำถามขึ้นมามิได้ว่า แล้วในประเทศของเราเริ่มริมีความสนใจต่อ “สมอง” หรือมีการจัดพิมพ์หนังสือว่าด้วยเรื่องราวนี้นับตั้งแต่เมื่อใด
นั่นคือ หนังสือตำราดูลักษณแห่งสมองศีศะเปนที่สังเกตบอกอัชฌาไศยบุคลมีเปนอย่างนั้น ๆ บนปกในของหนังสือระบุรายละเอียดคือ “ได้ลงพิมพ์ ณ กรุงเทพฯ ที่สวนนันท์อุทยาน ณวันพฤหัศเดือนหก แรมเจดค่ำปีกุนนพศก ๑๒๔๙” เมื่อตรวจสอบดูแล้วพบว่าวันแรมเจ็ดค่ำ เดือนหก ปีกุน นพศก จุลศักราช 1249 จะตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นวันศุกร์ ไม่ใช่วันพฤหัสบดี อาจเป็นไปได้ว่าการบันทึกวันบนหน้ากระดาษเกิดความคลาดเคลื่อน
ครั้นพลิกไปยังหน้า 2 จะปรากฏถ้อยความชี้แจงเกี่ยวกับหนังสือ
๏ ข้าพเจ้า ว.ฮ. แมกฟ้าร์แลนด์ ได้ตรวจดูตำหรับคำภีร์แพทย์ พบตำราใหม่อย่างหนึ่ง กล่าวแสดงด้วยลักษณสมอง ศีศะบุคลเปนที่พึงสังเกตรู้ความอัชฌาไศรย์ ในลักษณต่าง ๆ ได้แน่ชัด เปนของวิเสดจึ่งแปลออกเปนภาษาสยาม เพื่อจะได้เปน ประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายผู้มีใจศึกษาในตำราต่าง ๆ
๏ แรกเริ่มท่านนักปราชชาวเมืองเยรมนีมีท่านแฟรนซคอลเปนต้น ได้ศึกษาในการวิชาแพทย์ต่าง ๆ จนถึงได้ทดลองดูทุก ๆ ลักษณ แก่บุคลที่มีอัชฌาไศรย์คล้ายคลึงกันแลได้สอบสวนโหนกที่ศีศะ เหนเปนการถูกต้องเช่นเดียวกัน จึ่งได้จดหมายสำคัญไว้คิดจัดตั้ง เปนคัมภีร์ขึ้น แลได้ทำเปนรูปสมองมัทเกศีศะ มีเลขหมายไว้ให้เหนเปนสำคัญ
นั่นเผยให้ทราบว่า บุคคลผู้ที่แปลและเรียบเรียงคือ ว.ฮ. แมกฟ้าร์แลนด์ ซึ่งน่าจะหมายถึง วิลเลียม เฮย์ส แมคฟาร์แลนด์ (William Hays McFarland) โดยนำข้อมูลมาจากงานศึกษาของ “ท่านแฟรนซคอล” หรือ ฟรานซ์ โยเซฟ กัลล์ (Franz Joseph Gall) นักสรีรวิทยาชาวเยอรมัน
วิลเลียม เฮย์ส แมคฟาร์แลนด์ (เกิด 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1862) เป็นบุตรชายคนแรกของ ซามูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์ (Samuel Gamble McFarland) ผู้ซึ่งเป็นมิชชันนารีเพรสไบทีเรียนชาวอเมริกัน ซึ่งเดินทางเข้ามาในเมืองไทยเมื่อปี ค.ศ. 1860 (ตรงกับ พ.ศ. 2403) และดำรงตำแหน่งหัวหน้าโรงเรียนสวนนันทอุทยานหรือที่มักถูกเรียกขานกันว่า “สวนอนันต์” ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1878 (ตรงกับ พ.ศ. 2421) สำหรับ วิลเลียม นั้น ภายหลังสำเร็จการศึกษาและกลับมาจากสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1884 (ตรงกับ พ.ศ.2427) ก็เข้ารับราชการในกระทรวงกลาโหม ทั้งยังเขียนคู่มือเรียนภาษาอังกฤษชื่อ An English–Siamese Pronouncing Handbook และคิดคําในภาษาทหารขึ้นมาใช้ เช่น กลับหลังหัน และวันทยาวุธ เป็นต้น น่าเสียดายที่ วิลเลียม อายุสั้นเพียงแค่ 28 ปี เขาถึงแก่กรรมด้วยอหิวาตกโรคที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1891 (ตรงกับ พ.ศ. 2434) ทั้ง ๆ ที่เพิ่งแต่งงานได้ราว 4 ปีและมีบุตรสาวสองคน
ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดเลยที่หนังสือ หนังสือตำราดูลักษณแห่งสมองศีศะเปนที่สังเกตบอกอัชฌาไศยบุคลมีเปนอย่างนั้น ๆ ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดย วิลเลียม เฮย์ส แมคฟาร์แลนด์ จะจัดพิมพ์ขึ้น ณ สวนนันทอุทยาน อันเป็นโรงเรียนที่ ซามูเอล จี. แมคฟาร์แลนด์ บิดาของเขาเป็นผู้ดำเนินงานการสอนภาษาอังกฤษ
เนื้อหาของหนังสือเปิดฉากด้วยการบรรยายว่า
ในเริ่มตำรานี้ ข้าพเจ้าจะต้องขอกล่าวถึงมัธลุงค์สมองศีศะแห่งมนุษย์ โดยสังเขบภอเปนกระทู้ความแนะนำเรื่องตามซึ่งท่านนักปราชทั้งหลายที่ได้เรียนรู้ในลักษณดูร่างกายมนุษย์ว่ามัทธะลุงค์คือกล้ำมันสมองศีศะ แห่งบุคลนั้นเปนที่บังเกิดแห่งความคิด ความติรตรองแลเปน ๒ ซีกประสานกันอยู่ มีรูปสันถานคล้ายกันกับฟองไข่ เต็มอยู่ใน สมองเบื้องบน แล้วยังมีกล้ำมันอันเล็ก รองถัดอันใหญ่ลง มาอีกอันหนึ่ง กล้ำมันใหญ่เล็กทั้งสิ้นดังกล่าวมานี้ มีน้ำหนักประมาณ ๔๙ บาทเปนอย่างกลาง มีสีขาวช้ำเปนปุยครุคระ เหมือนเช่นรังปลวกซึ่งอยู่ในจอมดิน เมื่อกาลบุคล ยังเยาว์อยู่พื้นแห่งกล้ำมันนั้น ราบเรียบเสมอกัน เพราะเหตุด้วยความคิดนั้นยังมีน้อย ครั้นเมื่อเวลาเติบใหญ่มีอายุมากขึ้นไป ความคิดความติรตรองยิ่งขึ้น จึ่งกล้ำมันนั้นสูงบ้างต่ำบ้าง ไม่ราบเสมอกันได้ ด้วยความคิดความติรตรอง นั้นบังเกิดในกล้ำมันอันใหญ่ทั้งสิ้น เปนต้นว่าความคิดความติรตรองมากเท่าใน กล้ำมันที่แห่งนั้นก็สูงขึ้นเท่านั้น ส่วนกล้ำมันอันเล็กซึ่งรองถัดอันใหญ่ลงมา มีขนาดเพียงผลสัมเกี้ลยงเปนประมาณ แต่กล้ำมันนี้มีเส้นรู้สึกตลอดทั่วกันไปในกายตัว เปนที่บังคับเส้นทั้งปวงที่จะทำการงานต่าง ๆ เปนต้นว่ากิริยาเดินกล้ำมันอันเล็กนี้ กระทำให้ออกแรงเดินไปได้ตามเส้นแห่งลำเท้า บุคลที่มีกล้ำมันอันเล็กในสมองเสียเปนอันตรายไป นั้นมีกิริยาเดินประดุจคนเสพสุราเมาไม่ปรกติได้ ท่านนักปราชได้ทำการทดลองเปนอย่างที่สุด คือนกพิราบ ซึ่งมีกล้ำมันในสมองคล้ายกับมนุษย์ ได้เอามีดอย่างคมดีกรีดที่หลังศีศะ ผ่าพอเอากล้ำมันในสมองอันเล็กออกได้แล้วเย็บ แผลที่รอยผ่านั้นให้ สนิดอย่างเดิมปล่อยตัวนกไป นกนั้นมีอาการดิ้นรนบินไม่เปนปรกติได้ เปนสิ้นการทดลองแห่งสมองเล็กเพียงนี้ ฝ่ายในการทดลองกล้ำมันในสมองอันใหญ่นั้นก็เอาตัวนก พิราบมากระทำผ่าศีศะ เอากล้ำมันอันใหญ่ออกแล้ว เย็บเรียบร้อยดั่งซึ่งกล่าวมาแล้วนั้น ปล่อยไปนกก็มีอาการยืนง่วงอยู่กับที่ มิได้ดิ้นรนเพราะสิ้นแห่งความคิด การทดลองทั้ง ๒ นี้ ก็เห็นเปนแน่ว่าพอเชื่อเปนองค์พยานได้ ฝ่ายกล้ำมันในสมองอันใหญ่นั้น ใช่ว่าเปนลักษณอาการอย่างเดียวหามิได้ ปุยที่ครุคระนั้นคือเปนลักษณอาการแห่งกล้ำมันอันใหญ่ เปนต้นว่าความคิด ๆ ได้แต่ทีละสิ่งในครั้งเดียวคราวเดียวกัน แลในลักษณกล้ำมันอันใหญ่นั้น เปน ๓๕ ลักษณอุประมาเหมือนพนักงานประจำที่จำเกาะแต่ตำแหน่งใดก็ต้องตำแหน่งนั้นสิ่งเดียวเช่นอย่างความติรตรองนี้ก็เหมือนกัน ซึ่งจะติรตรองในครั้งเดียวคราวเดียวกัน นั้นหาเพ้อเจ้อไปได้ไม่ อนึ่งบุคลที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดก็ย่อมต่างๆกัน เพราะเหตุด้วยกล้ำมันในสมองศีศะมีอาการไม่เหมือนกัน อนึ่งความฝันนั้นต้องเข้าใจว่าอาการสมองนั้นๆ ย่อมเปนไปได้ตามลักษณอาการนั้นๆประ การหนึ่ง ยังมีบางคนที่เสียจริต ไม่มีสติในเรื่องการนั้น ๆ ส่วนความรู้ ในวิชาสิ่งอื่น ๆ ผู้นั้นย่อมจำทรงไว้แลมิได้หลงลืมเปนปรกกติดี ตามธรรมตา หนึ่งสมองศีศะเมื่อเปนอันตรายด้วยถูกอาวุธฤๅสิ่งใด ๆ ถึงแตกหัก ก็จำเภาะแต่อาการที่ถูกนั้นเสียไป อนึ่งความคิดในสมองซึ่งเปนที่แก่งแย่งกันได้นั้นก็มี คือว่าลักษณเปนที่ข่มขืนแก่กัน อุประมาดังผู้มีลักษณอันดีแลจะประพฤติตัวไห้ เปนคนพาล ลักษณอาการที่ดีก็เปนที่ข่มขืน มิอาจที่จะกระทำตนให้เปนไปได้ อาการที่ดีแลอาการที่เปนพาลทั้ง ๒ นี้ ถ้าแลลักษณใดเปนใหญ่กว่ากัน ก็ย่อมให้เปนไปตามลักษณอาการนั้นเปนต้น อาการที่ข่มขืนซึ่งกันแลกันดังกล่าวมานี้ ย่อมทุกสิ่งทุกอย่าง อาไศรยย์ด้วยความเจนในลักษณต่างๆให้นาน เพราะเหตุฉนี้ท่านนักปราชจึ่งได้ตั้งตำหรับไว้เพื่อให้ผู้ที่มีความเพียร ศึกษาดูโหนกแห่งศีศะ จะได้พึงเข้าใจในลักษณที่จะเปนไปต่างๆตามซึ่งจะพรรณาในลักษณอาการทั้ง ๓๖ ดังกล่าวต่อไปนี้ตามตัวเลขหมาย๚ะ
แน่นอนว่า ในหนังสือยังแสดงภาพของกะโหลกและสมอง โดยระบุหมายเลขกำกับพร้อมทั้งอธิบายส่วนต่างๆตามหมายเลขเหล่านั้น
เริ่มกันที่ภาพแรก คือ
.png)
ซึ่งปรากฏคำอธิบายดังนี้
๏ ๑ ความเสน่ห์มีใจประสงค์จะสืบกระกูลเปนต้น แลผู้ใดซึ่งประกอบลักษณอย่างนี้บริบูรณ ก็ย่อมรักษเปนผัวเมียอยู่กินด้วยกันชั่วชีวิตร์เปนปรกติดี
๏ ๒ เสน่ห์ในตัวบุตรลักษณอย่างนี้บริบูรณในตัวหญิงเปนนิไสยแห่งมารดา ทั่วทุกชาติทุกภาษา ถ้าแลมิได้อุปถัมบำรุงรักษาบุตรก็เปนที่เสียชาติเสียกระกูล ไม่เปนอันสืบเนื่องต่อกันมาได้ผู้ ใดผู้หนึ่งถ้ามีลักษณสิ่งนี้มากบริบูรณไม่ว่าชายหญิง ย่อมมีอัชฌาไศรยเรียบร้อยดี ถ้าแลเปนผู้มีวาศนาก็ย่อมมีความเมตตากับผู้น้อย
๏ ๓ คือเปนผู้มักจะอยู่กับถิ่นถานบ้านเรือนตนมิไค่รจะพอใจเที่ยว ไปต่างบ้านต่างเมือง แลตั้งบ้านเรือนอยู่แต่เดิมอย่างใดก็มักจะอยู่ไปอย่างนั้น มิไค่รจะเปลี่ยนแปลงให้งามขึ้นกว่าเก่าฤๅเสียไปมว่าเก่าเลย ฝ่ายท่านนักปราชอีกจำพวกหนึ่ง มีมิศเตอร์โกมป์เปนต้น ได้สังเกตดูผู้มีลักษณอย่างนี้ เหนว่าประกอบไปด้วยความหมั่นความเพียรในการทุกอย่าง แลมีปัญญาจำทรงซึ่งสิ่งรู้ไว้ได้นาน ๆ ไม่ไค่รจะหลงลืม แต่ความนี้จัดเปนแน่ทีเดียวยังมีได้ ด้วยท่านนักปราชยังหาพร้อมเพีรยงกันไม่
๏ ๔ คือความต้องใจในหมู่ญาติ แลมิตรทั้งปวง ถ้าผู้ใดประกอบด้วยลักษณ ๑ แลลักษณ ๔ นี้ถ้าได้เปนสามีภิริยากันแล้ว มิได้ขาดจากกันเลย แลในฝ่ายสัตว์เดรัจฉานท่านนักปราชก็ได้พิเคราะดู ลักษณนี้เหนเปนการแน่ด้วย คือมีในตัวสัตว์ที่เที่ยวเปนฝูง ๆ เปนต้นว่าโคกระบือแพะแกะ ก็ย่อม ติดตามตัวโจกไปเปนธรรมดาจำพวกสัตว์เหล่านี้
๏ ๕ วิวาทสู้กัน ท่านมิศเตอแฟรนซคอล ได้ตรวจดูศีศะ ผู้ซึ่งเปนคนมักมวยปล้ำหลายคน เหนมีโหนกลักษณนี้เปนต้น ฝ่ายบุคลที่ประกอปในลักษณมัทยมมักมีใจกล้าหาญมั่นคงองค์อาจดั่งทวยหารที่อย่างดีเปนต้น ถ้าผู้ใดมิได้ประกอบ ลักษณนี้ก็ย่อมมีใจอ่อนแอโอนน้อมท้อถอย ทำการใหญ่มิไคร่จะสำเร็จตลอดเลย
๏ ๖ มีน้ำใจมิไค่รจะสนอมสิ่งของทั้งปวง แลเปนเหตุผลแห่งความโมโห ที่จะทำทรัพย์สิ่งเคื่องไช้สรอยทั้งปวง ให้แตกหัก เสียหาย เปนอันตรายไปต่างๆได้ แลมักมีอัชฌาไศรยฉุนเฉียว
๏ รักชีวิตร แลมีความรวังกายอย่างยิ่ง ประการหนึ่งย่อมบำรุงตัวด้วยการบริโภค ล้วนแต่จะ เสาะแสวงหาของที่ดีที่ยิ่ง
๏ ๗ มีปัญญาอุบายเพราะความขลาด เปนต้นว่าแม่ทัพทำการณรงค์ ก็มิใคร่จะยกพลทวย หาญออกต่อยุธโดยซึ่งหน้า ย่อมหลีกเลี่ยงหาอุบายที่จะเปนการลับ ๆ บุคลผู้ใดมีลักษญอย่างนี้แก่กล้า ไม่ตั้งใจระงับได้ก็มักบังเกิดเปนคนมุสาวาท แลเปนคนฉ้อโกงอิดบิดพลิ้วต่างๆ
๏ ๘ ความโลกมักมากอยากได้ เปนต้นว่าทรัพย์สิ่งของมีใจสะสมไว้ แลมีใจตระหนี่มิไคร่จะใช้สรอยให้เปนคุณเปนประโชชน์ ต่อไป
๏ ๙ มีความคิดในสิ่งวิชาการ เปนต้นว่าช่างเขียนแกะสลักปั้น แลในฝ่ายสัตว์ดิรัจฉาน มีนกเปนต้นย่อมมีปัญญา ทำรังที่อยู่โดยเรียบร้อยยิ่งกว่าสัตว์อื่น ๆ
๏ ๑๐ ความถือตัวเปนผู้ดี คือจะกระทำสิ่งใดก็ไว้วางใจในตัวว่า อาจสำเร็จตลอดได้ในอัชฌาไศรยผู้ดีลักษณอันนี้เปนประทาน ถ้ามีลักษณบริบูร ก็ทำให้ผู้นั้นใจโตมือโตมีความอ้างอวดยกย่องตนเอง ยิ่งขึ้นเหลือเกิน ลักษณนี้ย่อมประกอบในฝ่ายชายมากกว่าหญิง
ส่วนภาพถัดไปคือ
.png)
๏ ๑๑ ชอบความสรรเสริญ หนึ่งมักยกย่องผู้อื่นด้วย ถ้าผู้ใดมีลักษณนี้มากย่อมรักษาชื่อเสียงแห่งตน ให้มีความดีขึ้น หากเสียชื่อเสียงแล้วผู้นั้นคงมีความโทมนัสอย่างยิ่ง แลยังมีบางคนก็ได้ฆ่าตัวเสีย ไม่ ขออยู่ต่อไป อันลักษณนี้มักมีในหญิงมากกว่าชาย ถ้าผู้ใดไม่ประกอบลักษณนี้แล้วผู้นั้นก็ปราสจาก ความละอายต่าง ๆ
๏ ๑๒ ความพิเคราะ ผู้ใดมีลักษณดั่งนี้มาดแม้นว่าเปนแม่ทัพ ก็มิได้เสียทีด้วยกลอุบาย อย่างหนึ่งอย่างใดเลย แลย่อมมีความกระดากใจตั้งระแวงอยู่เสมอ
๏ ๑๓ ใจบุญคือมีความปราถนา จะช่วยทุกข์ยากผู้อื่น ด้วยสละทรัพย์ก็ดีที่ด้วยความเล้าโลมปลอบโยน ก็ดีเปนต้น
๏ ๑๔ ความนับถือ ลักษณนี้มีต่างๆกันตามประเพณีบ้านแลเมือง แต่ผู้ใดประกอบด้วยลักษณนี้ ก็ย่อมถือในลัทธิการสาศนาเปนอุกฤษฎ์ย่างยิ่ง บุคลซึ่งเสียสติด้วยลักษณนี้มากกว่าลักษณอื่น ๆ
.png)
๏ ๑๕ ใจคอมั่นคงถ้าผู้ใดมีในลักษณนี้แก่กล้า ผู้นั้นย่อมมีใจดื้อดึงขืนแขง ไม่ไคร่จะเชื่อคำผู้อื่น
๏ ๑๖ ความซื่อตรงหนึ่ง ความซื่อสัตยสุดจริตหนึ่ง ท่านผู้มีปรีชาในเรื่องกฎหมาย ประกอบด้วยลักษณอันนี้ แลในการพิภากษาตัดสินข้อความท่านฟังคดีทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว พิจรณาตัด สินโดยซื่อตรง คือเปนคนใจยุติธรรมไม่ลำเอียงด้วยฝ่ายใด
๏ ๑๗ ความหวังใจหนึ่ง ความปราถนาหนึ่ง ลักษณนี้เปนที่บังเกิดแห่งความชื่นชมยินดี ในใจแล ย่อมให้ผู้นั้นสำเร็จการของตัวด้วยมโนรมย์ความสุขใจ แม้มีทุกข์ยากประการใดบ้างก็มิไคร่มีใจโทมนัศเส้ราหมองนัก แต่ลักษณนี้ ถ้าเปนใหญ่กว่าลักษณอื่นๆแก่ผู้หนึ่งผู้ใดแล้วก็มักแนะนำใจผู้นั้น ให้โตไปเล่นการพนันต่าง ๆ ด้วยหวังใจว่าคงจะชะนะแต่ฝ่ายเดียว
๏ ๑๘ ความแปลกปลาดในใจ ลักษณนี้ท่านแฟรนซคอลได้ตรวจดูเหนโหนกศีศะ บุคลซึ่งมีใจอยากชมสิ่งของที่แปลกปลาด แลคนเหล่านั้นมักมีใจอยากรู้เหตุ ในเรื่องความซึ่งแปลกปลาดต่าง ๆ แลย่อมจะออเออเชื่อไปทุกสิ่ง แลการอ่านหนังสือนั้น ก็ชอปเปนเรื่องเหาะเหินยักษมารเปนต้น ฝ่ายซึ่งว่าผีมีต่าง ๆ ก็มีใจเชื่อถือมั่นคงว่ามีจริงเปนแน่ด้วย
๏ ๑๙ ใจรักแต่สิ่งของที่ได้เหนอย่างสอาดงดงามทุกสิ่ง เปนที่ให้แต่งตัวแต่งบ้านเรือนหมดจดเรียบร้อย แลจะทำการสิ่งใดก็ชอบแต่สิ่งที่บริสุทธิงดงาม ท่านนักปราชที่ตั้งตำรานี้ได้ตรวจดูศีศะ ผู้ที่มีชื่อเสียงอย่างเลื่องฦๅในการแต่งบทโคลง แลในการช่างเขียนรูปภาพย์อย่างดี ก็เหนมีเปนใหญ่ ผู้มีวาศนาบันดาศักดิ์ย่อมประกอบด้วย ลักษณนี้ทั่วไปทุกชาติทุกภาษา
๏ ๒๐ ใจชอบเรื่องความเหตุการ ของที่หน้าหัวเราะ ถ้าลักษณนี้ประกอบกับลักษณ ๑๘ ด้วยผู้นั้นย่อมเปนคนใจดี มีอารีอารม รอบคอบ แลมักเล่าเรื่องที่ขันๆให้เปนที่สนุกสนานเพิลดเพิลนกัน หลาย ๆ คน
๏ ๒๑ ใจตลกคนอง บุคลที่คล่องแค่ลวชำนาญดีในการเต้นรำ ประกอบด้วยลักษณนี้เปนต้น
๏ ๒๒ ปัญญะเลอียดย่อมจำทรงสิ่งของที่ได้เหนแลที่ได้ยินไว้ โดยถ้วนถี่แม่นยำ ถ้าผู้ใดลักษณนี้น้อยถึงแม้ได้เหนได้ยิน ก็มิอาดที่จะจำไว้ใด้มักหลงลืมในคู่รเดียวยามเดียว ผู้ เปนช่างเขียนอย่างเอกนั้น มีลักษณสิ่งนี้มาก แม้ไปเหนรูปสิ่งใดๆกัลบมาแล้ว ก็อาจที่จะเขียนได้ไม่ให้รูปนั้นเพี้ยนผิด
แล้วก็มาถึงอีกภาพคือ
.png)
๏ ๒๓ ลักษณอันนี้คล้ายคลึง กับลักษณ ๒๒ ในตาจำหน้าคนแม่นอย่างที่สุด
๏ ๒๔ ปัญญาเลอียด สังเกตสิ่งของซึ่งเปนขนาดใหญ่เล็กเปนต้น ผู้ใดประกอบด้วยลักษณนี้ ย่อมแม่นยำในการซึ่งจะกะหมายสิ่งที่แลเหนใกล้แลไกล พอสมควรได้ว่ากว้างยาวใหญ่เท่านั้นก็ดี ฤๅกะประมาณทางเดินว่าจะไปกี่วันกี่เวลา แลทางกี่เส้นกี่ไมล์ก็ดีเปนการได้แน่ชัดมิไคร่ผิด
๏ ๒๕ ปัญญาสังเกต สิ่งของหนักแลเบารู้เปนแน่ได้ว่าสิ่งนั้นมีน้ำหนักกี่บาทกี่ชั่ง แต่ผู้ใดที่มีลักษณนี้เปนใหญ่นั้นน้อยคน
๏ ๒๖ ปัญญารู้แลสังเกตสีต่าง ๆ แลจำทรงชื่อไว้แม่นได้ ช่างประกอบประสมสีมีลักษณนี้เปนใหญ่ ลักษณอันนี้เจือไปไนการที่แลเหนแลดำรงอยู่ในสมองเหนือตาทั้ง ๒ ข้าง ถ้าผู้ใดรู้ตำหรับนี้ ก็พอเปนที่สังเกตได้เพราะคิ้วนั้นโก่งยิ่งกว่าคิ้วตามธรรมดา ผู้ที่มีลักษณนี้น้อย ย่อมจะสังเกตจำทรง ชื่อสีนั้นมิใคร่จะได้เปนแน่เลย
๏ ๒๗ ปัญญาจำตำบลแห่งที่ต่าง ๆ เปนต้นว่าทางอันไม่เคยไป ถ้าแลได้ไปเสียคั้รงหนึ่งแล้วถึงมาตรว่าไม่มีต้นไม้ แลสิ่งอื่นๆที่พอจะสังเกตตาได้แต่ไกลก็ดี ผู้มีลักษณนี้ย่อมตรงไปในตำบลแห่งที่นั้นได้ ไม่หลงวกเวียน ฝ่ายท่านแฟรนซคอลได้สังเกตลักษณนี้ในสมองศีศะแห่งเพื่อนคน หนึ่ง ในคราวที่ได้เที่ยวดักแร้วหานก ในท่ามกลางป่าเปลี่ยวเพื่อจะได้สอบสวนให้เปนแบบแผน ใน จำพวกนกเถื่อนตั้งเปนตำหรับไว้ต่อไป ในคราวนั้นท่านแฟรนซคอล กับเพื่อนใด้ไปตั้งแร้วไว้หลายตำบลในป่า ครั้นต่างคนต่างกัลบไปเกบแร้วท่านแฟรนซคอลก็หลงที่ตั้งแร้วไปหาถูกไม่ ส่วนเพื่อนผู้นั้นไปเกบๆได้ทุกแห่งทุกตำบลก็ด้วยเหตุมีลักษณนี้เปนใหญ่ ลักษณนี้กับลักษณ ๒๒ ย่อมเปนคู่กันแลผู้ประกอบนั้นมีใจชอบในการเที่ยว ส่วนท่านคฤษต์โตเฟอโกลำโบซึ่งเปนชาวยุโรป ได้ไปพบประเทศอะเมริกาก่อนชาวยุโรปผู้อื่นประมาณล่วงมาแล้ว ๔๐๐ ปีนั้น ท่านมีใจตั้งเปนแน่ว่าในฝ่ายทิศตวันตกคงมีทวีปเพราะลักษณนี้เปนใหญ่โบ่งเปนสำคัญ จึ่งเสาะแสวง เที่ยวไปจนพบได้สมความที่คิดหมายไว้นั้นทุกสิ่งทุกอย่าง
๏ ๒๘ ปัญญาเฉลิยวฉลาดในเลขวิทยาทุกอย่าง ด้วยท่านแฟรนซคอลได้สังเกตลักษณนี้เหนปรากดเปนโหนกที่เหนือหางคิ้วเด็ก มีเด็กผู้หนึ่งเปนต้น ยังมิได้ศึกษาในวิชาฉวางการคิดเลขอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถที่จะคิดได้โดยคล่องแค่ลวรวดเร็ว แลแม่นยำทันท่วงทีผู้จะไต่ถามทุกครั้ง
๏ ๒๙ ความธนิตสิถิล ในการที่จะกระทำสิ่งทั้งปวงคือลงมือทำการสิ่งใด ย่อมทำแต่สิ่งนั้นให้สำเร็จตลอดตามลำดับ มิได้มีใจวุ่นกังวลด้วยการสองสามอย่าง ในเวลาที่จะทำแลประกอบด้วยความเรียบร้อย ในการตกแต่งจัดตั้งเครื่องสิ่งของประดับประดา ถ้าบุคลที่มีลักษณนี้มากเปนใหญ่ แล้วถ้าเหนผู้ใดทำการไม่เรียบร้อยก็เปนที่รำคานใจ คิดแต่จะแก้ไขให้การนั้นดีขึ้นจงได้ ฝ่ายคนชาวป่าชาวบ้านนอกนั้นย่อมปราศจากในลักษณนี้ จึ่งการตกแต่งแลการบริโภค ไม่เปนอันสะอาดหมดจดดี
๏ ๓๐ ปัญญาเลอียดสังเกตติรตรอง จำเหตุการทั้งปวง แต่บันตาซึ่งเกิดขึ้นคือลักษณแห่งกิริยาการต่าง ๆ ลักษณนี้ ถ้าแลประกอบกับลักษณ ๒๒ ด้วยก็เปนที่บุคลสรรเสิญ ว่ามีปัญญาอย่าง เลอียดอย่างดีที่สุด เช่นผู้เปนหมอความเปนประธาน
๏ ๓๑ ปัญญาที่จะกะคาดเวลาได้ เปนต้นว่านอนหลับอยู่ แล้วตื่นขึ้นก็มีปัญญาคาดเวลากาลได้ว่าประมาณเท่านั้นทุ่มฤๅเท่านั้นโมง แลเปนที่แม่นแน่ใจในจังหวะ เพลงการต่าง ๆ ด้วย แลชอบใน การเล่นเต้นรำ ถ้าผู้ใดมีลักษณนี้มากนัก ชำนิชำนาญในการที่กล่าวมาในข้อนี้อย่างดีทั้งสิ้น
๏ ๓๒ ชอบในการเพลงต่าง ๆ ที่มีสำเนียงไพรเราะ มนุษย์โลกกทั่วกันทุกชาติทุกภาษามีลักษณนี้ตามธรรมดามากแลน้อย ทุกตัวคนแลที่จะไม่ชอบในเพลงของชาติตนนั้นบ้าง หามีไม่ ส่วนคนที่มีลักษณนี้บริบูรณก็สามารถอาจที่จะทำเพลงให้ผู้อื่นฟัง มีใจพลอยเพิลดเพิลนเปนไปตามเพลงได้ แลเมื่ออายุยังเยาว์อยู่ก็ฝึกสอนเรียนรู้ในการเพลงได้ง่ายอย่างที่สุด แลยังมีคนหนึ่งเรียกชื่อว่าปลัยด์ตอม เปนชาวประเทศอะเมริกาเสียซึ่งจักขุทั้งสอง แต่มีลักษณนี้เปนใหญ่เปนประธาน ก็ทำเพลงได้ตั้งแต่มีอายุเปนเด็กอยู่ มิได้มีผู้หนึ่งผู้ใดฝึกหัด ภายหลังต่อมาถ้าแลผู้ใดทำเพลงให้ฟังแล้วครั้นจบลงก็ทำขึ้นอย่างเพลงนั้น แลก็ยิ่งไพเราะกว่าผู้ที่ทำเพลงก่อนเปนอันมาก เพราะประกอบเสียงไปตามเพลงนั้นให้สมควร เปนที่พึงน่าสรรเสิญ
๏ ๓๓ มีปัญญาเฉลียวฉลาด ในคำภาษาที่จะพูดฤาแต่งหนังสือเปนคำที่ไพเราะ แลปัญญาซึ่งจะจำทรงถ้อยคำได้ถ้วนถี่ ลักษณนี้อยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง ถ้าผู้ใดมีมากก็แหลมออกมาเปนที่พึงสังเกตได้
๏ ๓๔ ปัญญาซึ่งจะเปรียบเทียบเคียง สิ่งของฤาเหตุการณ์อันใดซึ่งกันแลกัน แลคิดติรตรองดูด้วยสิ่งนั้น พอเปนที่สมควร
๏ ๓๕ ปัญญาเลอียดในการสืบต้นเหตุ เมื่อได้เห็นการซึ่งเปนผลเกิดขึ้น แต่เหตุนั้นให้ได้ความจริง ฤามิฉะนั้นรู้ต้นเหตุแล้วสามารถที่จะติรตรองดูต่อไป ว่าผลแห่งเหตุนั้นจะเกิดขึ้นอีกเปนประการใด เปนต้นว่าตระลาการผู้พิพากษาข้อความย่อมจะพิจารณาข้อคดีแล้ว ก็สืบสาวหาต้นเหตุเอาความจริงให้จงได้ ถ้าเปนนักปราชอย่างวิเสศก็ประกอบด้วยลักษณนี้เปนใหญ่ คนทั้งปวงก็ถือกันว่า ลักษณนี้เปนที่ประเสิรฐวิเสศกว่าลักษณทั้ง ๓๖ ประการ ดังพรรณามาจบสิ้นตำราแต่เพียงเท่านี้
(ถ้อยความที่ยกมาเป็นการคงไว้ซึ่งการสะกดตามแบบภาษาไทยที่ใช้ในหลักฐาน)
ดังกล่าวแล้วว่า วิลเลียม เฮย์ส แมคฟาร์แลนด์ เรียบเรียงหนังสือ หนังสือตำราดูลักษณแห่งสมองศีศะเปนที่สังเกตบอกอัชฌาไศยบุคลมีเปนอย่างนั้น ๆ โดยนำข้อมูลมาจากงานศึกษาของ “ท่านแฟรนซคอล” หรือ ฟรานซ์ โยเซฟ กัลล์ (Franz Joseph Gall) นักสรีรวิทยาชาวเยอรมัน ซึ่ง กัลล์ เป็นเจ้าของทฤษฎีเรื่อง เฟรโนโลจี (Phrenology) อันว่าด้วยการศึกษาขนาดและรูปทรงของกะโหลกศีรษะเพื่อบ่งชี้หรืออธิบายลักษณะนิสัย พฤติกรรม บุคลิกภาพ และความสามารถทางจิตใจของมนุษย์ กัลล์ มองว่าสมองเป็นชิ้นส่วนต่างๆมาประกอบกัน โดยแต่ละชิ้นส่วนแทนคุณสมบัติแต่ละอย่างที่แตกต่างกันของมนุษย์ ขณะที่กะโหลกศีรษะมีรูปร่างเหมือนสมอง ดังนั้นจึงสามารถศึกษาสมองรวมถึงพฤติกรรมและสภาพจิตใจของคนซึ่งควบคุมโดยสมองผ่านการพิจารณาขนาดและรูปทรงของกะโหลกได้
กัลล์ เสนอทฤษฎีเรื่อง เฟรโนโลจี ครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1790 ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นแนวคิดทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากและมีประสิทธิภาพในการศึกษาลักษณะของคน โดยเฉพาะ "ศาสตร์แห่งจิตใจ" (science of the mind) ทฤษฎีของ กัลล์ แพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ มีอิทธิพลและได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หรือนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา
การศึกษากะโหลกศีรษะเพื่อพิจารณาสมอง พฤติกรรม และสภาพจิตใจตามแนวทางของ เฟรโนโลจี ยังถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการแบ่งแยกกลุ่มคนและเชื้อชาติเพื่อกดขี่ข่มเหง ดังที่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีการศึกษากะโหลกของชนชาติต่าง ๆ แล้วนำข้อมูลมาใช้จำแนกเผ่าพันธุ์ โดยพยายามยกว่าเผ่าพันธุ์ของพวกตนเหนือกว่าและสูงส่งกว่าเผ่าพันธุ์อื่น ๆ เช่นการวิเคราะห์กะโหลกศีรษะของชาวแอฟริกันแล้วสรุปว่าแสดงถึงความด้อยกว่าทางสภาพจิตใจและสติปัญญา ชาวแอฟริกันจึงมีพฤติกรรมที่มีความเชื่องทำให้เหมาะสมกับการเป็นทาสและจำเป็นต้องมีเจ้านายปกครอง ขณะเดียวกันชาวยุโรปก็ยังเข้าไปแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ของชาวแอฟริกันเสียเองจนนำไปสู่ปัญหาทางเชื้อชาติและสงครามกลางเมืองในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา หรือการการวิเคราะห์กะโหลกศีรษะของชาวเยอรมันและชาวยิวแล้วนำไปสู่อุดมการณ์ของชาวเยอรมันที่ว่าตนเหนือกว่าชาวยิว จนทำให้เกิดความเกลียดชังและการล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในที่สุด
การที่ทฤษฎีเรื่อง เฟรโนโลจี ของ ฟรานซ์ โยเซฟ กัลล์ ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกตะวันตกมาตลอดศตวรรษที่ 19 ก็ไม่แปลกที่ทฤษฎีนี้จะถูกนำเข้ามาสู่สังคมไทยด้วย นั่นคือ วิลเลียม เฮย์ส แมคฟาร์แลนด์ ได้แปลและเรียบเรียงเป็นหนังสือ หนังสือตำราดูลักษณแห่งสมองศีศะเปนที่สังเกตบอกอัชฌาไศยบุคลมีเปนอย่างนั้น ๆ ในปี พ.ศ. 2430 (ตรงกับ ค.ศ. 1887) อันเป็นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แล้ว ซึ่งอันที่จริงในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา ทฤษฎีของ กัลล์ ค่อย ๆ เสื่อมคลายความนิยมลง เนื่องจากมีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์แบบใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่ แต่ผลพวงจากแนวคิดยังคงดำรงอยู่มาอีกยาวนาน โดยเฉพาะการแบ่งแยกเชื้อชาติที่ฝังแน่นอยู่ในสำนึกของชาวโลกจนก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงอย่างไร้เหตุผลแบบเรื้อรังเรื่อยมาจวบทุกวันนี้
มิอาจแน่ใจนักว่า หนังสือตำราดูลักษณแห่งสมองศีศะเปนที่สังเกตบอกอัชฌาไศยบุคลมีเปนอย่างนั้น ๆ มีอิทธิพลหรือส่งผลต่อความคิดของชาวสยามในการทำความเข้าใจกะโหลกศีรษะเพื่ออธิบายลักษณะนิสัย พฤติกรรม บุคลิกภาพ และความสามารถทางจิตใจของมนุษย์มากมายเพียงใด แต่ที่แน่ ๆ คือนี่อาจจะเป็นหนังสือเล่มสุดที่นำเสนอเรื่องราวของสมองและกะโหลกศีรษะสู่สังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2430 ก่อนที่ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2460 จะเริ่มมีการรับเอาองค์ความรู้อาชญาวิทยาแบบยุโรปเข้ามาใช้ในงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะแนวความคิดในการสืบสาวหาสาเหตุของการกระทำความผิดเพื่อนำมาสู่การลงโทษทางอาญา ซึ่งมีการเอ่ยถึงการพิจารณาถึงลักษณะของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงกะโหลกศีรษะด้วย บุคคลหนึ่งที่มีบทบาทในการนำเสนอเรื่องนี้คือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จวิชากฎหมายจากประเทศฝรั่งเศส ดังที่เขาได้ไปแสดงปาฐกถาเรื่อง “ปัญหาเกี่ยวแก่การลงอาชญาผู้กระทำผิดกฎหมาย” ณ สามัคยาจารย์สมาคมในโรงเรียนสวนกุหลาบเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2471 ตามคำเชิญของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เสนาบดีกระทรวงธรรมการ และต่อมาในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ทางโรงพิมพ์นิติสาส์นของ นายปรีดี ก็ได้นำถ้อยปาฐกถานี้มาจัดพิมพ์เป็นหนังสือให้ชื่อว่า ปาฐะเรื่องปัญหาเกี่ยวแก่การลงอาชญาผู้กระทำผิดกฎหมาย
หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้กล่าวถึงแนวคิดการหาสาเหตุการกระทำผิดอันแบ่งได้ออกเป็น 2 ลัทธิมาอภิปราย กล่าวคือ ลัทธิที่ 1 จะค้นหาสาเหตุโดยพิจารณาถึงลักษณะอวัยวะและเหตุส่วนบุคคลของผู้กระทำผิด ในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “เอโกล อองโตรโปจิก” (École Anthropologiques) ส่วนลัทธิที่ 2 จะค้นหาสาเหตุโดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์กับสถานที่ สภาพแวดล้อม ฐานะความเป็นอยู่ ความดำรงชีวิตของผู้กระทำผิด ในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “เอโกล โซซิโอโลจิก” (École Sociologique) ซึ่งแนวคิดของลัทธิแรกอย่าง “เอโกล อองโตรโปจิก” นั่นแหละที่ให้ความสำคัญกับการพิจารณารูปร่างและน้ำหนักกะโหลกศีรษะเพื่อบ่งชี้ถึงความเป็นผู้ร้ายโดยกำเนิดที่กระทำความผิดด้วยสันดานดั้งเดิม เช่น ถ้ากะโหลกศีรษะ “จุ ๑๑๐๑-๑๒๐๐ เซ็นติเม็ตร์ลูกบาศก์ มีคนร้ายมากกว่าดี ผู้ร้ายจำพวกนี้มักเป็นผู้ร้ายลักทรัพย์” หรือ ถ้ากะโหลกศีรษะ “จุ ๑๒๕๑-๑๓๐๐ เซ็นติเม็ตร์ลูกบาศก์ จำนวนคนร้ายมากกว่าคนดี มีผู้ร้ายฆ่าคนตายเป็นส่วนมาก ผู้ร้ายลักทรัพย์มีน้อย” เป็นต้น
แม้ หนังสือตำราดูลักษณแห่งสมองศีศะเปนที่สังเกตบอกอัชฌาไศยบุคลมีเปนอย่างนั้น ๆ ที่แปลและเรียบเรียงโดย วิลเลียม เฮย์ส แมคฟาร์แลนด์ จะเป็นหนังสือที่หาอ่านได้ยากยิ่งและแทบไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมักคุ้นในปัจจุบัน อีกทั้งในช่วงที่ตีพิมพ์ออกมาก็ดูเหมือนมิได้แพร่หลายสักเท่าใดนัก แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่านี่คือหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์อันแสดงให้เห็นว่าได้มีการนำเสนอถึงการศึกษาสมองและกะโหลกศีรษะตามทฤษฎีของ เฟรโนโลจี ของ ฟรานซ์ โยเซฟ กัลล์ ให้เป็นที่รับรู้ในสังคมไทยมาตั้งแต่ทศวรรษ 2430 เลยทีเดียว
เอกสารอ้างอิง
บาร์เร็ตต์, ลิซา เฟลด์แมน. 7½ บทเรียนสมองมหัศจรรย์. แปลโดย ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์. กรุงเทพฯ: bookscape, 2566.
ปรีดี พนมยงค์. ปาฐะเรื่องปัญหาเกี่ยวแก่การลงอาชญาผู้กระทำผิดกฎหมาย. พระนคร: โรงพิมพ์นิติสาส์น, 2471.
รวมปาฐกถาซึ่งแสดงที่สามัคยาจารย์สมาคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2470 ถึง 2474. พระนคร: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, 2474.
หนังสือตำราดูลักษณแห่งสมองศีศะเปนที่สังเกตบอกอัชฌาไศยบุคลมีเปนอย่างนั้นๆ. กรุงเทพฯ: สวนนันท์อุทยาน, 2430.
Pickover, Clifford A. The Medical Book: From Witch Doctors to Robot Surgeons, 250 Milestones in the History of Medicine. New York: Sterling Pub., 2012.
New Dictionary of the History of Ideas. edited by Maryanne Cline Horowitz. New York: Scribner, 2005.
ผู้เขียน
อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ
ป้ายกำกับ เฟรโนโลจี Phrenology สังคมไทย ตำราสมอง กะโหลกศีรษะ อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ