เหตุเกิดที่ท่าชะมวง: เมื่อเสียงประชาชนดังกว่าเสียงปืน

 |  อคติทางวัฒนธรรม และความรุนแรง
ผู้เข้าชม : 12

เหตุเกิดที่ท่าชะมวง: เมื่อเสียงประชาชนดังกว่าเสียงปืน

           เมื่อได้อ่านข่าวประชาชนลงคะแนน "โหวตโน" ในการเลือกตั้งนายก อบต.ท่าชะมวง ที่จังหวัดสงขลา หลังผู้สมัครคนสำคัญถูกยิงเสียชีวิต ก็พาลให้นึกถึงการทำวิจัยของตัวเองเมื่อหลายปีก่อน

           “น้องรออยู่บนรถนะ ล็อคประตูด้วย ไม่ว่ายังไงห้ามลงจากรถเด็ดขาด เดี่ยวพี่ลงไปเคลียร์สถานการณ์ก่อน”

           ข้างต้นนี้คือประโยคที่พี่หัวคะแนนคนหนึ่งพูดกับผมในค่ำคืนหนึ่งระหว่างที่กำลังขับรถออกจากร้านอาหารเมื่อกินมื้อค่ำกันเสร็จ หลังจากที่ตระเวนหาเสียงมาทั้งวัน

           ตอนนั้นผมเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลเพื่อเอามาเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องความรุนแรงในการเลือกตั้งของไทย ผมเลือกศึกษาทั้งหมด 6 จังหวัดกระจายไปในทุกภูมิภาค โดยใช้วิธีลงภาคสนามไปสังเกตการณ์การหาเสียง การปราศรัย และการลงพื้นที่ของผู้สมัครของพรรคการเมืองต่าง ๆ ทั้งนี้ใช้วิธีวิจัยแบบติดตามตัวบุคคลที่อยู่ในการแข่งขันเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด โดย "เดินตามเงา" (shadowing) ไปตามพื้นที่หาเสียง ตามแต่เขาจะอนุญาต ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ทั้งตัวผู้สมัคร หัวคะแนนหลัก หัวคะแนนรอง เจ้าหน้าที่พรรค รวมถึงคนที่อาชีพเป็นมือปืนรับจ้าง เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากสำหรับนักวิจัย แต่ก็ชวนให้มีเรื่องระทึกขวัญ

           เมื่อผมตามติดไปลงพื้นที่กับหัวคะแนนคนหนึ่ง (ขอสงวนนามและพรรคที่สังกัด) ซึ่งเป็นผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญของนักการเมือง วันที่เกิดเหตุการณ์เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เขตนั้นมีการแข่งขันดุเดือดเข้มข้นเพราะคะแนนไม่ทิ้งห่างกันมาก ในวันดังกล่าวพี่หัวคะแนนตระเวนไป “ปฏิบัติการ” เข้าหาชาวบ้านในพื้นที่ช่วงชิงคะแนนเสียงเพื่อโน้มน้าวใจให้ลงคะแนนให้ผู้สมัครของตน ตกค่ำเมื่อกินข้าวกันเสร็จและกำลังขับรถออกจากร้านอาหารซึ่งระหว่างทางค่อนข้างมืดและเปลี่ยวมาก ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำคันหนึ่งขับปาดหน้า สักพักก็มีกลุ่มคนเดินลงมาจากรถท่าทางขึงขังเอาเรื่อง ในรถมีผมกับพี่หัวคะแนน 2 คน แกบอกให้ผมอยู่บนรถห้ามลงไป แกจะลงไปเคลียร์

           ผมก็นั่งใจไม่ดีอยู่บนรถ ล็อคประตูตามคำแนะนำ

           ผ่านไปประมาณ 15 นาที แกกลับขึ้นมา บอกไม่มีอะไร คุยกันเรียบร้อยแล้ว คนที่มาขับรถปาดหน้าก็คือ หัวคะแนนของฝ่ายตรงกันข้าม เข้ามาขู่และเตือนว่าอย่ามาหาเสียงแถวนี้ตอนกลางคืน เพราะมันเป็น “ถิ่น”(หมายถึงพื้นที่ฐานเสียง) ของเขา

           นับเป็นการวิจัยภาคสนามที่ตื่นเต้นระทึกใจไม่น้อย

           เหตุการณ์นั้นคือ การเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 และพื้นที่เกิดเหตุคือ จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ เรื่องความรุนแรงในการแข่งขันทางการเมือง มีการลอบสังหารกันอยู่บ่อยครั้งในเกือบทุกการเลือกตั้ง เรียกได้ว่าเป็นสนามการเลือกตั้งที่นองเลือด

           ถ้าดูภาพรวมความรุนแรงทั่วประเทศในการเลือกตั้งปี 2554 ที่ผมลงพื้นที่ พบว่าเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งสิ้น 56 เหตุการณ์ มีคนบาดเจ็บ 16 ราย และเสียชีวิตทั้งสิ้น 14 ราย ซึ่งเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ ในอดีต ถือว่าความรุนแรงในการเลือกตั้งของไทยมีแนวโน้มที่ลดลง1 ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกยังคงเผชิญกับปัญหาความไม่สงบและความสูญเสียจากความขัดแย้งรุนแรงในการเลือกตั้งอย่างหนักหน่วง2

           ถามว่าสาเหตุที่เราเห็นการลดลงของการใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชนะกันในการเลือกตั้งเพราะอะไร ก็ต้องตอบว่ามีหลายสาเหตุประกอบกัน ทั้งในแง่การแข่งขันมีการเปลี่ยนรูปไปสู่การแข่งขันเชิงนโยบายและอุดมการณ์มากขึ้น พรรคการเมืองก็มีรูปแบบการหาเสียงที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้สมัครที่เข้าสู่สนามแข่งขันก็มีความหลากหลายขึ้นในแง่ภูมิหลังอาชีพ ไม่ได้มีแต่กลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าพ่อเหมือนแต่เดิม นอกจากนั้นปัจจัยสำคัญคือ บทบาทของสื่อที่มีการรายงานใกล้ชิด บวกกับค่านิยมของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ปฏิเสธการใช้อิทธิพลข่มขู่และใช้กำลังเพื่อเอาชนะคู่แข่ง กลายเป็นว่าจากข้อมูลที่ผมรวบรวม มีตัวอย่างในหลายเขตเลือกตั้งที่ฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงกลายเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งอย่างยับเยิน ชาวบ้านหันไปเทคะแนนให้ฝ่ายที่ถูกกระทำจากความรุนแรงอย่างท่วมท้น ทั้งเป็นคะแนนสงสารให้เหยื่อของความรุนแรง และเป็นคะแนนเพื่อประท้วงฝ่ายที่ก่อเหตุรุนแรงไปในเวลาเดียวกัน

           การเปลี่ยนแปลงค่านิยมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งไม่แพ้สาเหตุอื่น ๆ เพราะมันคือการสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ และสร้างบรรทัดฐานใหม่ ที่อิทธิพลมืด การข่มขู่ข่มเหง และการใช้กำลังกลายเป็นปัจจัยลบ ไม่ใช่ปัจจัยบวกที่จะทำให้ชนะเลือกตั้ง นักการเมืองคนใดใช้ความรุนแรงมีราคาที่ต้องจ่าย

           ตั้งแต่ทศวรรษ 2550 มีแนวโน้มในทางบวกที่ชัดเจนว่าความรุนแรงไม่ใช่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเหมือนตอนสมัยยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ช่วงทศวรรษ 2520 ตอนนั้นการลอบสังหารคู่แข่งเป็นปรากฎการณ์ปรกติของการเลือกตั้งไทย โดยเฉพาะเขตที่เรียกว่า “ช้างชนช้าง” หรือผู้สมัครจากตระกูลการเมืองบ้านใหญ่มาลงในเขตเดียวกัน ยุทธวิธีของผู้สมัครเหล่านี้คือกำจัดคู่แข่งให้พ้นทางในช่วงก่อนเลือกตั้ง ตัวเองจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการหาเสียง ไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากในการซื้อเสียง รับประกันเก้าอี้ผู้แทนราษฎรแบบไม่ต้องแข่งขัน แต่ปัจจุบัน ความรุนแรงกลายเป็นกระสุนด้าน และย้อนกลับมาหาตัวเอง

           ในขณะที่งานศึกษาของผมศึกษาการเลือกตั้งระดับชาติ งานวิจัยของณัฐกร วิทิตานนท์ (2565) ซึ่งศึกษาการเลือกตั้งท้องถิ่นก็พบแนวโน้มแบบเดียวกัน คือ ความรุนแรงในการเลือกตั้งท้องถิ่นลดลงตามลำดับ ในช่วงที่มีการกระจายอำนาจใหม่ ๆ ตอนหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ความรุนแรงเกิดขึ้นมาก แต่เมื่อมีการเลือกตั้งต่อเนื่องหลายครั้งทั้งระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั้งฝั่งนักการเมืองท้องถิ่นและประชาชนก็เรียนรู้และปรับตัว แม้จะยังคงปรากฎให้เห็นปัญหาการใช้อิทธิพลอยู่ในหลายพื้นที่ แต่การใช้ความรุนแรงแบบอุกอาจลดลง และกลายเป็นเรื่องยกเว้น และเช่นเดียวกับการเลือกตั้งระดับชาติ ฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงมักถูกปฏิเสธจากชาวบ้าน

           ตัดกลับมาที่ตำบลท่าชะมวง ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวน 2 คน หนึ่งในผู้สมัคร คือ นายพยอม สังข์ทอง หรือ “กำนันยอง” ซึ่งเป็นคนที่ชาวบ้านรักและถูกคาดหมายว่าจะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ ได้ถูกยิงเสียชีวิตไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ทำให้เหลือผู้สมัครเพียงรายเดียว ซึ่งต้องให้ข้อมูลว่าสงขลาถือเป็นพื้นที่ที่มีประวัติของการเกิดเหตุรุนแรงสูงติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยในการเลือกตั้งระดับชาติระหว่างปี 2518-2554 สงขลาติดอันดับ 9 ของประเทศสำหรับการเป็นจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการแข่งขันเลือกตั้งสูงสุด3

           เมื่อเหลือผู้สมัครเพียงรายเดียว ผู้สังเกตการณ์จึงพากันคิดว่าผลการเลือกตั้ง อบต.ท่าชะมวงจึงดูไม่น่าจะมีลุ้น เพราะปราศจากการแข่งขัน แต่ปรากฎว่าเมื่อนับคะแนนเสร็จ คะแนนโหวตโน (กาไม่เลือกผู้สมัครคนใดเลย) กลับท่วมท้นเหนือกว่าคะแนนของผู้สมัคร จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ​ และที่สำคัญแม้จะไม่มีการแข่งขัน กลับปรากฏว่าชาวบ้านไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันอย่างถล่มทลาย ผลการลงคะแนนดังกล่าวทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ และตามกฎหมาย ผู้สมัครคนเดิมจะไม่สามารถลงสมัครได้อีก ซึ่งตีความได้อย่างชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในตำบลท่าชะมวงใช้บัตรเลือกตั้งของตนเชิงสัญลักษณ์ เพื่อส่งสัญญาณที่ดังยิ่งกว่าเสียงปืนว่าพวกเขาไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรง

           ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นที่ อบต.ท่าชะมวง คือสัญญาณในทางบวกของพัฒนาการประชาธิปไตยไทย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่นิ่งดูดาย ไม่เพิกเฉยต่อสิทธิของตัวเอง ทั้งยังใช้พลังร่วมกันเพื่อส่งเสียงปฏิเสธการใช้วิถีทางที่ไม่ชอบธรรมเพื่อเข้าสู่อำนาจ เป็นพลังแบบสันติวิธีของคนธรรมดาสามัญ

           นับเป็นแสงสว่างในห้วงเวลาที่สำคัญ


อ้างอิง

ณัฐกร วิทิตานนท์ (2565), “ความขัดแย้งและความรุนแรงในการเมืองท้องถิ่นไทย” ใน ธเนศวร์ เจริญเมือง,

ณัฐกร วิทิตานนท์, ปฐมาวดี จงรักษ์ และสุภาภรณ์ อาภาวัชรุตม์ (กองบรรณาธิการ), 125 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2565 เล่ม 3 การเมืองท้องถิ่น ความร่วมมือ ปัญหา อุปสรรค และความขัดแย้ง (เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์), 179-210.

ประจักษ์ ก้องกีรติ (2564), “การเลือกตั้งกับความรุนแรง: สาเหตุ ผลกระทบ และทางออก,” ใน ประจักษ์ ก้องกีรติ (บรรณาธิการ), การเมือง อำนาจ ความรู้: หลักรัฐศาสตร์เบื้องต้นสำนักธรรมศาสตร์ (รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศยาม, 2564).

Prajak, Kongkirati (2013), “Bosses, Bullets, and Ballots: Electoral Violence and Democracy in Thailand 1975-2011,” PhD Dissertation, Australian National University, Canberra.

Birch, Sarah, Ursula Daxecker, Kristine Höglund (2020), “Electoral violence: An introduction,” Journal of Peace Research, 57(1): 3-14.


1  ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของสถิติความรุนแรงในการเลือกตั้งไทยตั้งแต่ปี 2518-2554 ดูใน Prajak (2013), pp. 174-76.

2  ดู Birch, Daxecker, and Höglund (2020); ประจักษ์ (2564).

3  ดูสถิติ 16 จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดใน Prajak 2013, p. 179. จังหวัดอื่นๆ มีอาทิ นครศรีธรรมราช ลพบุรี ปราจีนบุรี กาญจนบุรี เป็นต้น


ผู้เขียน
รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บทความสำหรับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)


 

ป้ายกำกับ ท่าชะม่วง เสียงประชาชน เสียงปืน การเลือกตั้ง ความรุนแรง รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา