ศมส. ประกาศรับข้อเสนอการอภิปรายเป็นหมู่คณะในการประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69 หัวข้อ ใต้เงาวิกฤต: ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง Under The Shadow of Crisis: Lives and New Imaginations amid Structural Deterioration

ประกาศรับข้อเสนอการอภิปรายเป็นหมู่คณะ และข้อเสนอการฉายภาพยนตร์สั้นหรือสารคดี
ในการประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69
หัวข้อ ใต้เงาวิกฤต: ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง
Under The Shadow of Crisis: Lives and New Imaginations amid Structural Deterioration
8-10 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
.....................................................................................................................................................
ในโลกร่วมสมัย “วิกฤต” กลายเป็นฉากหลังของชีวิตในทุกหนแห่ง เป็นแรงสั่นสะเทือนที่ลอดผ่านชีวิตตั้งแต่ระดับโลกไปจนถึงลมหายใจของแต่ละคน ตั้งแต่สภาวะของสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความผันผวนทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน ความไม่มั่นคงของชีวิตแรงงานในระบบเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำสูง ความคลอนแคลนของโครงสร้างพื้นฐานที่เปราะบางต่อภัยพิบัติ การฉ้อฉลของผู้มีอำนาจที่กลายเป็นวงจรอันคุ้นตาในสังคม ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นบาดแผลซึ่งยังไม่คลี่คลาย การเรียนรู้ที่ไม่เท่าทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่ปกคลุมสังคมราวกับหมอกควัน วิกฤตดังกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงคำบรรยายสถานการณ์ ณ ขณะเวลาหนึ่ง ๆ หากแต่เป็นสภาวะเรื้อรังที่กำหนดวิธีการดำรงอยู่ วิธีการรับรู้ และวิธีการที่จะสร้างจินตภาพแห่งความหวังของผู้คนในสังคม
การมองวิกฤตเพียงในฐานะเหตุการณ์ฉับพลันที่ต้องรับมือหรือแก้ไข อาทิ แผ่นดินไหว ตึกถล่ม น้ำท่วม และถนนทรุด มักทำให้เรามองไม่เห็นความจริงที่ท้าทายยิ่งกว่า นั่นคือความจริงที่ว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงผิวหน้าของการเสื่อมถอยที่สั่งสมมายาวนานและซ่อนตัวอยู่ในระบบที่รองรับชีวิตประจำวัน เมื่อประสิทธิภาพขาดหายหรือแม้แต่ถูกทำลายลง สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือรอยปริแตกของโครงสร้างที่ไม่เคยได้รับการคำนึงถึง วิกฤตจึงมิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเท่านั้น หากแต่ยังปรากฏในรูปของความผุพังอย่างช้า ๆ ที่สะสมผ่านนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง สถาบันทางสังคมที่ไร้ความรับผิดชอบ เทคโนโลยีที่กำกับผู้คนมากกว่ารับใช้ และความเชื่อที่ถูกทำให้เป็นปกติจนไม่ถูกคำถาม ลักษณะเช่นนี้ทำให้ความเปราะบาง ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมดำรงอยู่ต่อไปอย่างแนบเนียน แม้จะไม่ถูกประกาศว่าเป็นปัญหาอย่างเป็นทางการก็ตาม ในความหมายนี้ “วิกฤต” จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่ปะทุขึ้น แต่ยังเป็นกระบวนการเรื้อรังที่ทำให้การเสื่อมสลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบชีวิต ไปจนกว่าจะถึงวันที่ตัวมันเองเผยตัวขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
วิกฤตไม่เคยอยู่นอกพรมแดนของโลกวิชาการ หากแต่กำลังระอุ ปะทุ และลุกลามจนยากจะเพิกเฉย นักมานุษยวิทยาและวงการวิชาการไม่อาจจำกัดบทบาทเป็นเพียงผู้เฝ้ามองการล่มสลายอย่างไม่แยแส การประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69 ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในปีนี้ เชิญชวนให้นักมานุษยวิทยา นักวิชาการสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมวัฒนธรรม ผู้มีความสนใจ ตลอดจนผู้มีประสบการณ์ในวิกฤตต่าง ๆ ร่วมทบทวนวิกฤตในฐานะกรอบคิดที่จะเผยให้เห็นกลไกที่ทำให้ความเจ็บปวด ความไม่แน่นอน หรือความไม่เสมอภาคบางอย่างถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ โดยไม่จำกัดว่าวิกฤตดังกล่าวต้องปรากฏในรูปของความรุนแรงทางกายภาพ เศษซากที่พินาศย่อยยับ หรือภัยพิบัติที่มองเห็นได้ชัดเจน
บนจุดมุ่งหมายนี้ การประชุมวิชาการจะเปิดรับข้อเสนอการอภิปรายเป็นหมู่คณะ การฉายภาพยนตร์สั้นหรือสารคดี ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการ ที่ตั้งคำถามหรือนำเสนอประเด็นใหม่ ๆ เกี่ยวกับสภาวะวิกฤตในมิติต่าง ๆ ที่กำลังกำหนดความเป็นไปของโลกและชีวิตผู้คน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สนับสนุนการอภิปรายที่ท้าทายคำจำกัดความเดิมของวิกฤต เปิดพื้นที่ให้กับความคิดที่หลากหลาย และนำเสนอประเด็นที่จะทลายความคุ้นชิน ซึ่งจะช่วยให้สังคมมองเห็นวิกฤตได้มากกว่าที่เคยมอง ผ่านระดับของวิกฤตและตัวอย่างประเด็นย่อยดังต่อไปนี้
1. วิกฤตในระดับโลก
ในโลกปัจจุบัน วิกฤตจำนวนมากก่อตัวขึ้นในระดับที่เกินพรมแดนของรัฐชาติ และทำงานผ่านโครงสร้างระดับโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ ทรัพยากร เทคโนโลยี และความรู้เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น วิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและการขูดรีดทรัพยากร ห่วงโซ่อุปทานข้ามชาติ การแสวงหาผลประโยชน์ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประเทศ ตลอดจนการไหลเวียนของข้อมูล อุดมการณ์ ความรู้ และอำนาจ ล้วนทำให้วิกฤตไม่อาจถูกเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะต่อพื้นที่และเวลา หากแต่เป็นสภาวะเชิงโครงสร้างที่กำหนดเงื่อนไขการดำรงชีวิตของผู้คนจำนวนมากไปพร้อมกัน ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านั้นจะไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือได้ประโยชน์จากโครงสร้างเหล่านั้นโดยตรง
ในแง่หนึ่ง วิกฤตระดับโลกไม่ได้กระจายผลกระทบอย่างเท่าเทียม หากแต่ทำงานผ่านระเบียบโลกที่อนุญาตให้ความมั่นคง ความสะดวกสบาย และความเจริญรุ่งเรืองของบางพื้นที่ ดำรงอยู่ได้ด้วยการผลักภาระความเสี่ยงไปยังพื้นที่อื่น ทั้งในรูปของมลพิษ การสูญสิ้นทรัพยากร แรงงานราคาถูก หรือชีวิตที่ต้องอยู่กับความไม่แน่นอน พร้อมกันนั้น โครงสร้างความรับรู้และเทคโนโลยีระดับโลก ตั้งแต่แบบแผนการศึกษา มาตรฐานความรู้ ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่าอะไรควรถูกนับว่าเป็นปัญหา อะไรควรถูกมองข้าม และความจริงแบบใดควรได้รับการยอมรับ วิกฤตในระดับโลกจึงไม่ใช่เพียงความล้มเหลวของระเบียบ หากแต่ยังเป็นผลลัพธ์ของระเบียบที่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการกระจายความเปราะบางอย่างไม่เสมอภาค
ประเด็นย่อยของการอภิปรายวิกฤตในระดับโลกไม่เพียงตั้งคำถามต่อโครงสร้างข้ามพรมแดนที่จัดระเบียบพื้นที่ เวลา ทรัพยากร เทคโนโลยี ความรู้ และอำนาจเข้าด้วยกัน หากแต่ยังชวนสำรวจว่าวิกฤตเหล่านี้ทำงานเป็นสภาวะเชิงโครงสร้างที่กำหนดเงื่อนไขการดำรงชีวิตของผู้คนอย่างไร ตั้งแต่วิกฤตอันเกิดจากการจัดสรรพื้นที่ การลงทุน และห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ เวลาและความทรงจำที่ถูกหล่อหลอมด้วยประวัติศาสตร์อาณานิคมและความเป็นสมัยใหม่ สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมจากการขูดรีดทรัพยากรในระบบทุนนิยมข้ามพรมแดน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกกำกับด้วยแพลตฟอร์มและอัลกอริทึม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการชี้นำว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือคุณค่าที่สังคมควรยอมรับ การอภิปรายวิกฤตในระดับนี้ยังเปิดพื้นที่ให้จินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เช่น การจัดการทรัพยากรที่ไม่ผลักภาระข้ามแดน ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไม่ผลิตความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการออกแบบเทคโนโลยีและระบอบความรู้ที่คำนึงถึงความเป็นธรรมในระดับโลกมากกว่าความเติบโตเชิงเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว เพื่อให้เห็นว่าแม้วิกฤตจะเป็นผลผลิตของระเบียบโลก แต่ก็เป็นพื้นที่ที่อาจบ่มเพาะระเบียบใหม่ที่แตกต่างออกไปได้เช่นกัน
2. วิกฤตในระดับชาติและสถาบันทางสังคม
ในบริบทของรัฐชาติ วิกฤตมิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะผลสะเทือนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า หากแต่ถูกผลิต กำกับ และทำให้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องผ่านนโยบาย กฎหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถาบันที่มีอำนาจจัดระเบียบชีวิตของประชาชน รัฐและสถาบันทางสังคมมิได้เป็นเพียงผู้รับมือกับปัญหา หากแต่ยังเป็นผู้กำหนดว่าอะไรควรถูกนับว่าเป็นวิกฤต อะไรควรถูกมองข้าม และชีวิตแบบใดสมควรได้รับการคุ้มครองหรือถูกปล่อยให้รับความเสี่ยงด้วยตนเอง วิกฤตที่เกิดขึ้นในระดับชาติจึงมักไม่ใช่เป็นความล้มเหลวฉับพลัน หากแต่เป็นผลสะสมมาจากความผุพังเชิงโครงสร้างที่ค่อย ๆ หล่อหลอมเงื่อนไขการใช้ชีวิตของผู้คนในระยะยาว
สถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น ระบบการเมือง ระบบกฎหมาย ระบบราชการ ระบบการศึกษา และความช่วยเหลือของรัฐ มักแปรความไม่เสมอภาคให้กลายเป็นความปกติผ่านกติกา หลักสูตรทางการศึกษา เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ เอกสารทางราชการ ตลอดจนแพลตฟอร์มลงทะเบียน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ ระบบการศึกษาที่เน้นเชื่อฟังมากกว่าการตั้งคำถาม การจัดการความทรงจำและมรดกวัฒนธรรมที่คัดเลือกบางเรื่องให้เป็นทางการ ได้ผลักไสบางประสบการณ์ออกไปอยู่นอกความทรงจำของชาติ วิกฤตจึงดำรงอยู่ในรูปของความคลุมเครือ อคติ และความรู้สึกไร้อำนาจของประชาชนจำนวนมาก โดยที่ไม่จำเป็นต้องถูกประกาศว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด
ประเด็นย่อยของการอภิปรายในระดับชาติและสถาบันทางสังคมมุ่งสำรวจว่า วิกฤตถูกผลิตซ้ำและทำให้ดำรงอยู่ได้อย่างไร ผ่านกลไกของอำนาจ ความรู้ และความชอบธรรม ที่รัฐและสถาบันต่าง ๆ เป็นผู้กำกับ ตั้งแต่การบริหารพื้นที่และชีวิตที่ผลักคนบางกลุ่มไปสู่ความเป็นชายขอบ การควบคุมเวลาและความทรงจำผ่านการศึกษา ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการจัดการสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และระบบนิเวศที่เอื้อประโยชน์ต่อบางกลุ่ม ขณะเดียวกันก็สร้างความเปราะบางให้กับผู้อื่น การทุจริตและทุนสีเทาที่ฝังตัวในโครงสร้างการเมือง ตลอดจนเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ความไม่เสมอภาคกลายเป็นเรื่องปกติ การพิจารณาวิกฤตในระดับนี้ยังเปิดโอกาสให้ขบคิดถึงจินตภาพใหม่ของรัฐและสถาบัน เช่น รูปแบบการบริหารที่ยึดโยงกับความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง การจัดการทรัพยากรที่รับรองศักดิ์ศรีของผู้คนทุกกลุ่ม ระบอบความรู้ที่ให้พื้นที่แก่เสียงที่เคยถูกลดทอน ตลอดจนการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่สร้างความเป็นไปได้แทนการส่งต่อความเปราะบาง เพื่อให้เห็นว่าวิกฤตอาจเป็นทั้งเครื่องสะท้อนความล้มเหลว และจุดตั้งต้นของการรื้อสร้างสังคมที่ดีขึ้นได้พร้อมกัน
3. วิกฤตในระดับท้องถิ่นและพื้นที่
ในระดับท้องถิ่น วิกฤตมิได้ปรากฏเป็นนโยบาย ข้อกฎหมาย หรือข้อความในเอกสาร หากแต่ยังสัมผัสได้ผ่านพื้นที่ที่ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ ตั้งแต่ชุมชนเมือง พื้นที่ชนบท เขตอุตสาหกรรม ไปจนถึงชายแดนและพื้นที่นอกสายตาของการพัฒนา พื้นที่เหล่านี้มักต้องรองรับผลพวงของการตัดสินใจในระดับที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นมลพิษจากการผลิต ระบบขนส่งที่ไม่ปลอดภัย การจัดการทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต หรือความเปราะบางจากภัยพิบัติที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ วิกฤตในระดับพื้นที่จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจบลง หากแต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ผู้คนต้องอาศัยอยู่ต่อ โดยแทบไม่มีอำนาจต่อรองกับเงื่อนไขที่กำหนดชีวิตของตนเอง
ความสำคัญของวิกฤตระดับท้องถิ่นมักชี้ให้เห็นว่า วิกฤตไม่ได้เกิดขึ้นหรือกระจายตัวอย่างเป็นกลาง หากแต่ถูกจัดสรรอย่างมีแบบแผนตามภูมิศาสตร์ ความเป็นเมืองและชนบท ตลอดจนสถานะทางสังคมของพื้นที่ต่าง ๆ พื้นที่บางแห่งถูกออกแบบหรือกำหนดบทบาทให้เป็นพื้นที่รองรับความเสี่ยงแทนพื้นที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รับน้ำในอุทกภัย แหล่งสะสมมลพิษจากการผลิตในพื้นที่อุตสาหกรรม จุดรองรับขยะและสิ่งปฏิกูลจากศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่แหล่งแรงงานราคาถูกที่ถูกกดค่าจ้างโดยกลไกของระบบทุนนิยม ขณะเดียวกัน พื้นที่เหล่านี้ยังเผชิญกับโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม ภาวะไร้อำนาจในการจัดการทรัพยากร การเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างไม่เท่าเทียม ตลอดจนการถูกทำให้มองไม่เห็นในแผนพัฒนาระดับมหภาค เงื่อนไขทั้งหมดนี้สะท้อนว่า วิกฤตระดับนี้มิได้เป็นเพียงผลข้างเคียงที่ไม่ตั้งใจของการพัฒนา หากแต่เป็นองค์ประกอบเชิงโครงสร้างที่ทำให้ความปกติและเสถียรภาพของสังคมในระดับอื่นสามารถดำรงอยู่ได้
ประเด็นย่อยของการอภิปรายวิกฤตในระดับท้องถิ่นและพื้นที่ เชื้อเชิญให้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และโครงสร้างอำนาจ ตั้งแต่วิถีชีวิตในพื้นที่ที่ถูกทำให้เป็นชายขอบ เมืองที่ผลักคนจนและแรงงานนอกระบบออกจากสายตา ชุดความคิดและประวัติศาสตร์กระแสหลักที่กำหนดเวลาและความทรงจำของกลุ่มคนและชุมชนชาติพันธุ์ การอยู่กับมลพิษเรื้อรังและทรัพยากรที่เสื่อมโทรม ความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ควรหล่อเลี้ยงชีวิต ไปจนถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ต้องรับภาระความไม่แน่นอนจากนโยบายระดับชาติ การอภิปรายในระดับพื้นที่ไม่เพียงเผยให้เห็นความหนักหน่วงของวิกฤต หากแต่ยังเปิดพื้นที่ให้ค้นพบจินตภาพใหม่ที่ก่อร่างขึ้นจากชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น เช่น รูปแบบการอยู่ร่วมกันที่เกิดจากการประคับประคองกันของชุมชน ทางเลือกในการจัดการทรัพยากรที่สอดคล้องกับพื้นที่ การสร้างความหมายใหม่ให้กับอัตลักษณ์และความทรงจำของท้องถิ่น หรือแม้แต่ความคิดสร้างสรรค์ที่ผุดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดต่าง ๆ ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ท้องถิ่นและพื้นที่จะเป็นจุดรับแรงกระแทกของวิกฤต แต่ก็เป็นจุดกำเนิดของความเป็นไปได้ใหม่ที่อาจกลายเป็นคำตอบต่อระเบียบที่กำลังผุพังได้เช่นกัน
4. วิกฤตในระดับชีวิตประจำวันและปัจเจก
ในระดับชีวิตประจำวัน วิกฤตได้แทรกซึมจากนโยบาย โครงสร้าง หรือเหตุการณ์รุนแรงลงมาอยู่ในจังหวะเล็ก ๆ ของการใช้ชีวิต ร่างกายที่ต้องรอคอยอย่างไร้กำหนดในระบบราชการ เวลาและพลังงานที่ถูกใช้ไปกับการเดินทาง งานเอกสาร การพิสูจน์ตัวตน หรือการปรับตัวกับระบบที่ไม่ยืดหยุ่น ความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการเรียน การทำงาน และการดูแลผู้อื่น ตลอดจนการหาเลี้ยงชีพภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เปราะบาง วิกฤตในระดับปัจเจกเหล่านี้ไม่ใช่เพียงประสบการณ์เฉพาะบุคคล หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่กำหนดว่าการใช้ชีวิตแบบใดจะถูกมองว่าเป็นปกติ เป็นไปได้ หรือสมควรได้รับการยอมรับในสังคม
ชีวิตประจำวันยังเป็นพื้นที่ที่อำนาจของความรู้ การเรียนรู้ และความทรงจำทำงานอย่างแนบเนียน ผู้คนจำนวนมากเติบโตขึ้นภายใต้ระบบการศึกษาที่เน้นการเชื่อฟังมากกว่าการตั้งคำถาม และผลลัพธ์จากการทดสอบมากกว่าความหมายของการเรียนรู้ แบบเรียน พิพิธภัณฑ์ และสื่อต่าง ๆ ล้วนมีส่วนกำหนดว่าอะไรควรถูกจดจำ อะไรควรถูกลืมเลือน และวิธีคิดแบบใดควรถูกมองว่าถูกต้อง วิกฤตในระดับปัจเจกจึงมักปรากฏในรูปของความรู้สึกที่ไม่สอดคล้อง ความแปลกแยก หรือความคลางแคลงต่อความจริงที่เป็นทางการ
ประเด็นย่อยของการอภิปรายในระดับชีวิตประจำวันและระดับปัจเจกมุ่งพิจารณาว่า วิกฤตในสังคมร่วมสมัยถูกทำให้ปรากฏและดำรงอยู่ในชีวิตของผู้คนอย่างไร ผ่านประสบการณ์ที่สั่งสมในร่างกาย ผัสสะ อารมณ์ และความทรงจำ วิกฤตในระดับนี้ไม่ใช่สภาวะนามธรรมที่ล่องลอย หากแต่แทรกซึมอยู่ในข้อจำกัดของการใช้พื้นที่ การเคลื่อนย้าย และการอยู่อาศัย อาทิ ในความยากจนและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่กดทับผ่านความเหนื่อยล้าและความวิตกกังวล ในจังหวะเวลาและแบบแผนของการเรียน การทำงาน และการดูแลผู้อื่นที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติภายใต้โครงสร้างที่ไม่ยืดหยุ่น ตลอดจนในมลพิษ ทรัพยากรที่เสื่อมโทรม และระบบนิเวศที่ถดถอย การมองวิกฤตในระดับนี้ยังเปิดพื้นที่ให้เห็นจินตภาพใหม่ที่ก่อร่างจากการใช้ชีวิตเอง เช่น วิธีการจัดการเวลา อารมณ์ และความสัมพันธ์ที่ผู้คนสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน กลยุทธ์การดูแลในครอบครัวและชุมชน การสร้างพื้นที่ปลอดภัยท่ามกลางระบบที่สั่นคลอน ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ การต่อรอง และการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในชีวิตประจำวันซึ่งอาจกลายเป็นหน่วยพื้นฐานของความเป็นไปได้ใหม่ที่สังคมไม่อาจมองข้าม
เงื่อนไขและข้อปฏิบัติ
1. ผู้เสนอส่งข้อเสนอมาตามแบบฟอร์มที่กำหนด (ตามเอกสารดาวน์โหลด)
2. คณะผู้อภิปรายมีจำนวน 3-4 คน
3. ผู้อภิปรายต้องเขียนสรุปเนื้อหาของการอภิปราย (การอภิปรายเป็นหมู่คณะ) เพื่อจัดทำเป็นเอกสารสืบเนื่องจากการประชุม
4. ผู้อภิปรายต้องเป็นนักวิชาการไทยหรือนักวิชาการต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
5. ผู้เสนอส่งข้อเสนออภิปรายเป็นหมู่คณะได้ 1 หัวข้อเท่านั้น [แต่อาจเป็นผู้อภิปรายหรือร่วมเสวนาในข้อเสนออื่นได้]
6. ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะต้องยืนยันเข้าร่วมการประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69 ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569
การส่งข้อเสนอ
1. ข้อเสนออภิปรายเป็นหมู่คณะและข้อเสนอฉายภาพยนตร์สั้นหรือสารคดี
- เปิดรับ: 20 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม 2569
- ประกาศผล: ภายในวันที่ 20 เมษายน 2569
- ส่งสรุปเนื้อหาของการอภิปราย: ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569
ส่งข้อเสนอ อีเมล Conference69@sac.or.th
ติดต่อสอบถาม Facebook fanpage: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร-SAC