บทสำรวจว่าด้วย กาแฟ แรงงานทาส และอาณานิคม

 |  โบราณคดี และประวัติศาสตร์
ผู้เข้าชม : 58

บทสำรวจว่าด้วย กาแฟ แรงงานทาส และอาณานิคม

           “กาแฟ

           น. ชื่อเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ทำมาจากเมล็ดต้นกาแฟ.

           น. ชื่อไม้พุ่มหลายชนิดในสกุล Coffea วงศ์ Rubiaceae เช่น ชนิด C. arabica L.,C. canephora Pierre ex A. Froehner และ C. libericaBull. ex Hiern ชนิดหลังนี้ กาแฟใบใหญ่ ก็เรียก, กาแฟเป็นพืชแถบทวีปแอฟริกา ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ เมล็ดแก่คั่วแล้วบด ใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม ในเมล็ดกาแฟมีสารเคมีชนิดหนึ่ง เรียกว่า กาเฟอีน.”

           นิยามข้างต้นมาจากพจนานุกรมฉบับสำนักราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้กล่าวถึงที่มาของ “กาแฟ” หมายถึงเครื่องดื่ม และชื่อไม้พุ่มที่มีถิ่นกำเนิดจากทวีปแอฟริกา ลักษณะเมล็ดเป็นวงรี ปลายมน มีร่องตรงกลางเมล็ด มีความแตกต่างกันออกไปตามสายพันธ์ หากอยู่บนต้นเมล็ดจะเป็นสีเขียว แต่หากนำมาคั่วแล้วเมล็ดจะกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนจนถึงสีน้ำตาลเข้มไล่ตามระดับการคั่ว โดยพืชชนิดนี้ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก จนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมจนถึงปัจจุบัน บทความนี้จะพาไปสำรวจเส้นทางของกาแฟ พืชเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการผลิตด้วยแรงงานทาส โดยมีอาณานิคมเป็นดินแดนที่ทำกาแฟได้ขยายออกไปสู่ดินแดนตะวันตกและดินแดนตะวันออก


จากเอธิโอเปีย สู่ศาสนา และการค้า

           ในศตวรรษที่ 9 กาแฟถูกค้นพบครั้งแรกในเอธิโอเปีย ทวีปแอฟริกา โดยมีตำนานที่กล่าวถึงการค้นพบ เช่น คาลดี คนเลี้ยงแพะ สังเกตเห็นว่าแพะที่เขาเลี้ยงได้กินเมล็ดกาแฟ ทำให้มันมีพลังงานจนไม่นอนในเวลากลางคืน (National Coffee Association USA, n.d.) ต่อมาในศตวรรษที่ 15 กาแฟได้เดินทางไปสู่คาบสมุทรอาหรับ (Arabian Peninsula) และมีการเริ่มปลูกกาแฟในบริเวณเทือกเขาตอนเหนือของเยเมนจนเกิดการเรียกกาแฟบริเวณนี้ว่า อาราบิกา เยเมนสามารถผูกขาดการขายกาแฟโดยจะส่งกาแฟผ่านท่าเรือเมืองมอคคาไปยังเมืองต่าง ๆ ในอาระเบียและยุโรป (คเณศ กังวานสุรไกร, 2568)

           กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มีบทบาทในศาสนาอิสลาม เดิมทีผู้นำของกลุ่มผู้นับถือนิกายซูฟี นำเมล็ดกาแฟมาเคี้ยวเพื่อกระตุ้นความตื่นตัว (British Museum, 2021) และนิยมนำเปลือกผลกาแฟมาชงเป็นชาดื่มกับใบคาท (khat) ผู้นับถือนิกายซูฟีจะรวมตัวกันดื่มกาแฟบริเวณ ศาสนสถานหรือลานต่าง ๆ และดื่มในช่วงรอมฎอนตอนกลางคืน นอกจากนี้ ตำนานของการกำเนิดกาแฟถูกนำไปเชื่อมโยงถึงศาสดามูฮัมหมัด กล่าวว่า ท่านได้รับเมล็ดกาแฟจากเทวทูตกาเบรียลให้เป็นเครื่องดื่มของศาสนาอิสลาม (คเณศ กังวานสุรไกร, 2568) เมื่อกาแฟได้ถูกนำมาผูกเกี่ยวกับตำนานเช่นนี้ ทำให้การดื่มกาแฟถูกกระจายไปพร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาอิสลามผ่านทางการค้าและการแสวงบุญ ในศตวรรษที่ 15 กาแฟได้ขยายตัวไปถึงเมืองหลวงของอิสตัลบูลแห่งอาณาจักรออตโตมัน การบริโภคกาแฟจึงได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น กลายเป็นเครื่องดื่มที่สามารถดื่มได้ทั้งในร้านกาแฟ (Coffeehouse) และที่บ้าน แม้ว่าจะถูกการต่อต้านจากศาสนาและผู้มีอำนาจทางการเมืองก็ตาม (British Museum, 2021) เพราะการดื่มกาแฟทำให้เกิดการรวมตัวของคนหลากหลายชนชั้นได้อย่างเท่าเทียม สามารถพูดคุยและถกเถียงเรื่องราวได้อย่างอิสระในขณะที่มีสติสัมปชัญญะได้อย่างดี

ภาพที่ 1 ร้านกาแฟในดินแดนอาหรับ

(ที่มา: Library of Congress, https://www.loc.gov/item/2002718737/.)
 

           ในศตวรรษที่ 16 กาแฟได้เดินทางมาถึงแผ่นดินแดนยุโรป โดยมายังเมืองเวนิสซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีการค้าขายกับประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ในช่วงแรกกาแฟถูกมองว่าเป็นยารักษาโรค แต่เมื่อเวลาผ่านไปกาแฟถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มของปีศาจ (the devil’s cup) เพราะดูเหมือนจะมาแทนที่ไวน์ที่ใช้ในพิธีศีลมหาสนิท อย่างไรก็ตาม พระสันตะปาปาที่ 8 ได้ยอมรับเครื่องดื่มชนิดนี้ในเวลาต่อมา (history extra, 2016) เมื่อกาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนาและได้รับการยอมรับจากผู้นำทางศาสนาแล้ว ทำให้กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่แพร่หลายในยุโรป เกิดร้านกาแฟจนกลายเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารจากหนังสือพิมพ์และผู้คน (internet) และเป็นสถานที่ในการปลุกระดมการชุมนุม (สแตนเดจ, 2549, น. 171-177.)

           รูปแบบการบริโภคกาแฟ มีวิธีการชงแบบดั้งเดิมเรียกว่า อีบริก (Ibrik method) โดยจะใช้หม้อขนาดเล็กที่เรียกว่า อิบริก (ibrik) สำหรับการชงและการเสิร์ฟกาแฟ เป็นหม้อโลหะขนาดเล็กที่มีหูหิ้วยาวอยู่ด้านหนึ่งสำหรับเสิร์ฟ และผงกาแฟ น้ำตาล เครื่องเทศ และน้ำ จะถูกผสมเข้าด้วยกันก่อนชง จากนั้นนำไปต้มจนเกือบเดือดแล้วนำไปทำให้เย็นแล้วอุ่นซ้ำหลายครั้ง จึงค่อยเทใส่ถ้วยพร้อมฟองนมด้านบน (History of Coffee Brewing, 2024) อย่างไรก็ตาม วิธีการชงกาแฟได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุดิบและพื้นที่ ทำให้มีวิธีการชงกาแฟที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งวิธีการคั่ว การเริ่มมีเครื่องบด การผสมกาแฟ เป็นต้น


เมื่อกาแฟเดินทางไปยังดินแดนอาณานิคม

           ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก (world-economy) ได้ถือกำเนิดขึ้นราวศตวรรษที่ 16 เนื่องจากระบบศักดินาเริ่มเสื่อมถอยลง ในขณะที่การค้าระหว่างประเทศที่นำโดยอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ได้ขยายตัวมากขึ้น และเป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการเดินเรือ จนค้นพบดินแดนใหม่และนำไปสู่การล่าอาณานิคม โดยเศรษฐกิจระบบทุนนิยม (capitalism) เป็นการสร้างการค้าเสรี มุ่งเน้นการผลิตเพื่อทำกำไรมากกว่าการผลิตเพื่อใช้สอยเอง อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (Immanuel Wallerstein, 1930–2019) นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันได้เสนอทฤษฎีระบบโลก (World-Systems Theory) อธิบายถึงโครงสร้างที่แบ่งประเทศออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

           1. ประเทศแกนกลาง (Core) เป็นประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว มีเทคโนโลยีสูง มีอำนาจทางการเงินและการทหาร และที่สำคัญเป็นประเทศที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดจากระบบนี้

           2. ประเทศกึ่งรอบนอก (Semi-periphery) เป็นประเทศที่อยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศอุตสาหกรรมพัฒนากับประเทศที่กำลังพัฒนา โดยมีสถานะถูกหาผลประโยชน์จากประเทศแกนกลาง และหาผลประโยชน์ในประเทศกำลังพัฒนาไปในขณะเดียวกัน

           3. ประเทศรอบนอก (periphery) เป็นประเทศกำลังพัฒนาหรือยากจน ทำหน้าที่ในการส่งออกวัตถุดิบ มีแรงงานราคาถูก และเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์น้อยที่สุด (Wallerstein, 1974)

           ดังนั้น ประเทศในดินแดนยุโรปที่เป็นเจ้าอาณานิคม จึงมีสถานะเป็นประเทศแกนกลาง (Core) ในการหาผลประโยชน์จากประเทศที่ตกเป็นอาณานิคม โดยมีสถานะเป็นประเทศรอบนอก (periphery) ทำหน้าที่ในการป้อนผลผลิตให้ประเทศแกนกลาง รวมถึงการใช้แรงงานในการผลิตวัตถุดิบ โดยกาแฟ ได้กลายมาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบเป็นที่ต้องการของเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น ได้แก่ ดัตช์ (เนเธอแลนด์), ฝรั่งเศส และโปรตุเกส ได้นำกาแฟไปปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว (plantation crop) ในพื้นที่อาณานิคมเขตร้อนของตน

           จากแรงขับเคลื่อนของทุนนิยม เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการยกเลิกการผูกขาดกาแฟจากจักรวรรดิออตโตมัน ชาวดัตช์ได้ลักลอบการนำกิ่งกาแฟจากเยเมน ไปทดลองปลูกยังอินเดีย จนสามารถปลูกต้นกาแฟได้สำเร็จในปี 1616 และสามารถจัดตั้งไร่กาแฟในชวาได้ในทศวรรษ 1690 (เป็นส่วนหนึ่งในอินโดนีเซียในปัจจุบัน) (Brian D. Colwell, 2025) ซึ่งเป็นอาณานิคมที่สำคัญของบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ (Dutch East India Company, VOC) ด้วยความเป็นมหาอำนาจทางการค้าของดัชต์ เป็นผู้นำทั้งในด้านการค้า การเงิน และการเดินเรือ (Dutch Hegemony) ในศตวรรษที่ 16-17 ทำให้กาแฟจากชวาได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของยุโรป และคำว่า “Java” ก็กลายเป็นคำเรียกกาแฟในภาษาอังกฤษ (Benveniste, 2022)

           ในเวลาต่อมากาแฟได้ขยายเข้าสู่แถบทะเลแคริบเบียน โดยนายทหารเรือชาวฝรั่งเศสนามว่า กาเบรียล มาธ เดอคลี (Gabriel de Clieu) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำกิ่งกาแฟที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงได้รับจากชาวดัตช์ในปี 1714 ออกมาจากฝรั่งเศส โดยต้นกาแฟนี้ได้อยู่ในสวนพันธุศาสตร์ที่ชื่อว่า ชัคแดง เดอ แปลง (Jardin des Plantes) โดยมีหญิงสาวชนชั้นสูงให้ความช่วยเหลือให้เดอคลีลักลอบนำกิ่งกาแฟออกมาจากสวนสำเร็จในปี 1723 และนำไปปลูกที่เกาะมาร์ตินิก (Martinique) ในเวลาต่อมากาแฟอาราบิกาจึงได้ขยายสู่ดินแดนอาณานิคมในแถบทะเลแคริบเบียน หรือทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ทั้งใน คิวบา คอสตาริกา และเวเนซุเอลา และแซงต์-โดมิงก์ หรือ เฮติ (Saint-Domingue) (สแตนเดจ, 2549, น. 153-155)

           แต่สุดท้ายบราซิลได้กลายมาเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปี 1727 บราซิลเป็นหนึ่งในอาณานิคมของโปรตุเกส นายทหารฟรานซิสโก เด เมโล ปาเลตา (Francisco de Melo Palheta) ถูกส่งไปยังเฟรนช์เกียนา (French Guiana) เพื่อเจรจาเขตแดนกับฝรั่งเศส มีเรื่องเล่าว่านายทหารผู้นี้ได้รับเมล็ดกาแฟจากภรรยาของผู้ว่าการฝรั่งเศส แต่ปาเลตาก็สามารถนำเมล็ดพันธุ์กาแฟและต้นกาแฟหลายต้นกลับมาได้ ในปี 1770 มีการก่อตั้งไร่กาแฟแห่งแรกในรัฐริโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) และเริ่มการขนส่งผลผลิตกาแฟไปยังยุโรป การผลิตกาแฟในบราซิลเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปี 1800 มีการส่งออกกาแฟ 1,720 ปอนด์ ในปี 1820 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 12,896,000 ปอนด์ ในปี 1840 เป็น 137,300,000 ปอนด์ และเมื่อสิ้นสุดศตวรรษ บราซิลส่งออกกาแฟมากกว่าหนึ่งพันล้านปอนด์ต่อปี การปลูกกาแฟได้ขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว จนทำให้เซาเปาโล (São Paulo) กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตกาแฟของบราซิลในศตวรรษที่ 19 (casabrasil, n.d.)

ภาพที่ 2 เส้นทางการค้าทาสจากแอฟริกาสู่อเมริกาปี 1650-1860

(ที่มา: https://blog.richmond.edu/livesofmaps/2014/11/11/map-of-the-week-slave-trade-from-africa-to-the-americas-1650-1860/)


           อุตสาหกรรมการปลูกกาแฟขนาดใหญ่ทำให้เจ้าอาณานิคมต้องนำเข้าแรงงานทาสจากแอฟริกา โดยการขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (Transatlantic Slave Trade) และในขณะเดียวกัน แผนที่ได้แสดงสินค้าประเภทอื่นที่ประเทศแกนกลางได้ทำการผลิตวัตถุดิบ (raw materials) โดยใช้แรงงานทาสและทรัพยากรในประเทศรอบนอก ได้แก่ ยาสูบ ฝ้าย น้ำตาล เหมืองแร่ และข้าว เพื่อส่งออกไปยังยุโรป จนเกิดเป็นการค้าสามเหลี่ยม (Triangular trade) จำนวนทาสที่เป็นแรงงานในการทำไร่เดินทางมายังบราซิลมีจำนวนมากกว่า 5 ล้านคน นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในศตวรรษที่ 17 เพราะมีการผลิตอ้อยและการทำเหมืองเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน (casabrasil, n.d.)

           ทาสต้องเผชิญกับการทำงานในไร่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่โหดร้าย จากการบุกเบิกพื้นที่จากการถางป่า การดูแลต้นกาแฟ การเก็บเกี่ยวผลผลิต การใช้แรงในการแบกหาม ปัญหาด้านโภชนาการ และปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ได้รับการดูแลรักษา การทำโทษอย่างทารุณ รวมไปถึงการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนแรงงานทาสที่มหาศาล ทำให้แรงงานทาสสามารถมีครอบครัวได้ รวมถึงการตั้งชุมชนทาส (slave neighborhoods) ในไร่กาแฟขนาดใหญ่ (fazendas หรือ plantation) เช่น ไร่กัวริบู (Guaribú fazenda) ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาค วาสซูราส (Vassouras) ของหุบเขาปาราอีบา (Paraíba Valley) ในรัฐริโอเดจาเนโร ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตผลิตกาแฟสำคัญของบราซิล (Fischer, B., & Grinberg, K., 2023) เมื่อความต้องการของผลผลิตไม่ได้มีจำนวนลดน้อยลง ทำให้แรงงานทาสต้องทำงานหนักมากขึ้น ทำให้ทาสเกิดการลุกฮือครั้งใหญ่จนนำไปสู่การปฏิวัติเฮติ (Haitian Revolution) ในระหว่างปี 1791-1804 ในการปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส (Britannica Editors, 2026) ผลจากการปฏิวัตินี้ทำให้หลายประเทศได้มีการเลิกทาส จนกระทั่งบราซิลเป็นประเทศสุดท้ายในการเลิกทาสในปี 1888


บทสรุป

           กล่าวได้ว่า กาแฟ หลังจากถูกค้นพบในเอธิโอเปียแล้ว ได้ถูกเผยแพร่ในดินแดนอาหรับเป็นแห่งแรก พร้อมกับวัฒนธรรมการกินที่สอดคล้องกับพิธีกรรมในศาสนาอิสลาม ตั้งแต่การเคี้ยวเมล็ด จนนำไปสู่การดื่ม ร้านกาแฟยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทางความคิดของผู้คนและปัญญาชน เพราะการดื่มกาแฟทำให้เกิดการตื่นตัวและเกิดการถกเถียงเป็นเหตุผล นอกจากนี้ กาแฟ ยังเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจโลกท่ามกลางการเติบโตของระบบทุนนิยม แต่ในขณะเดียวกัน กาแฟก็เป็นพืชที่เติบโตมาพร้อมกับระบบอาณานิคม การค้าทาสและการกดขี่แรงงาน ผลจากการใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรมนำไปสู่การต่อต้านระบบอาณานิคม

           ในปัจจุบันภาคีเครือข่ายหลายแห่งได้ตระหนักถึงประเด็นการใช้แรงงานในการปลูกกาแฟและการต่อรองกับกลุ่มนายทุนเพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบในเรื่องของราคาสินค้าและผลกำไร ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคกาแฟได้ตระหนักถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับแหล่งปลูกกาแฟ อัตลักษณ์ และชาติพันธุ์มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมกาแฟ เช่น การเกิดโรคบนต้นกาแฟ ผลผลิตที่มีปริมาณลดน้อยลง ส่งผลกระทบไปยังราคาของเมล็ดกาแฟที่สูงขึ้น โดยปัญหาที่กำลังเผชิญเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบตั้งแต่ผู้ปลูกจนถึงผู้บริโภค จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของอุตสาหกรรมกาแฟที่จะต้องหาทางออกต่อไป

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน “Coffee Journey: ลิ้มรสกาแฟ แลวัฒนธรรม” #coffee matters


ข้อมูลอ้างอิง

ภาษาไทย

คเณศ กังวานสุรไกร, (2568, 13 สิงหาคม). เส้นทาง “กาแฟ” จากพืช ถึงเครื่องดื่มทางศาสนา แล้วเป็นธุรกิจฮิตทั่วโลกได้อย่างไร, ศิลปะวัฒนธรรม, จาก https://www.silpa- mag.com/history/article_8263

ทอม สแตนเดจ. (2551). ประวัติศาสตร์โลกใน 6 แก้ว. แปลโดย คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มติชน.

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2569, 21 กุมภาพันธ์). พจนานุกรม ฉบับสำนักราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. จาก https://dictionary.orst.go.th/


ภาษาอังกฤษ

Benveniste, Alexis. (2022). How ‘Java’ Became Coffee’s Nickname and a Programming Language, The New York Times. https://www.nytimes.com/2022/01/21/crosswords/how-java-became-coffees-nickname-and-a-programming-language.html

British Museum, (2021), Life in a cup: coffee culture in the Islamic world, https://www.britishmuseum.org/sites/default/files/2021-10/Life_in_a_cup_coffee_culture_in_the_Islamic_world_large_print_guide_1021.pdf#:~:text=A%20shaykh%20of%20the%20Shadhiliyya%20Sufi%20order,Ottoman%20capital%20Istanbul%20in%20the%20early%201500s.

Brian D. Colwell. (2025). A Complete History Of Coffee: From Ethiopian Wild Plant To Global Obsession. https://briandcolwell.com/a-complete-history-of-coffee-from-ethiopian-wild-plant-to-global-obsession/?utm_source=chatgpt.com

Britannica Editors. (2026). Haitian Revolution. https://www.britannica.com/biography/Toussaint-Louverture

Casabrasil. (n.d.). The History of Coffee in Brazil. https://www.casabrasilcoffees.com/brief-coffee-history.

Fischer, B., & Grinberg, K. (Eds.). (2023). The Boundaries of Freedom: Slavery, Abolition, and the Making of Modern Brazil. Cambridge: Cambridge University Press.

History Cooperative. (2024). History of Coffee Brewing. https://historycooperative.org/history-of-coffee-brewing/?utm_source=chatgpt.com

History extra, (2016). A drink for the devil: 8 facts about the history of coffee. https://www.historyextra.com/period/medieval/history-coffee-facts-discovery-use-drink-social-revolution/

Wallerstein, I. (1974). The Modern World System, Capitalist Agriculture and the Origins of the European World Economy in the Sixteenth Century. Academic Press, New York.


ภาพ

Haghe, L. & Roberts, D. The coffee shop, Cairo / David Roberts, R.A., None. [Published between 1846 and 1849] [Photograph] Retrieved from the Library of Congress, https://www.loc.gov/item/2002718737/.

University of Richmond. Map of the Week: Slave Trade from Africa to the Americas 1650-1860. Mappenstance. [Photograph] Retrieved from https://blog.richmond.edu/livesofmaps/2014/11/11/map-of-the-week-slave-trade-from-africa-to-the-americas-1650-1860/)


ผู้เขียน
จรัสศรี สมตน
นักวิชาการคลังข้อมูล  ฝ่ายคลังข้อมูลวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)


 

ป้ายกำกับ กาแฟ แรงงานทาส อาณานิคม จรัสศรี สมตน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา