มานุษยวิทยาแห่งราตรีกาล: กลางคืนในฐานะวัตถุทางมานุษยวิทยา

 |  แนวคิด ทฤษฎีมานุษยวิทยา
ผู้เข้าชม : 118

มานุษยวิทยาแห่งราตรีกาล: กลางคืนในฐานะวัตถุทางมานุษยวิทยา

1. เกริ่นนำ

           บทความนี้สรุปสาระสำคัญจาก Anthropology of the Night: Cross-Disciplinary Investigations บทความในวารสาร Current Anthropology ปีที่ 51 ฉบับที่ 6 ธันวาคม 2010 (Galinier et al., pp. 819-847) บทความดังกล่าวเป็นผลจากการประชุมระหว่างนักจิตสรีรวิทยา (Psychophysiologists) กับนักมานุษยวิทยา มีเป้าหมายสำคัญเพื่อพิจารณา “กลางคืน” (The Night) เป็นขอบเขตหรือสนามการวิจัยใหม่ทางมานุษยวิทยา พร้อมทั้งเสนอกรอบแนวคิด “ภาวะราตรีกาล” หรือ “Nocturnity” เป็นเครื่องมือศึกษา มีหลักสำคัญคือพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย (Physical Changes) ควบคู่กับการตีความทางวัฒนธรรม (Cultural Interpretation) ซึ่งส่งผลต่อการจัดระเบียบสังคม การสร้างระบบความรู้เฉพาะ และการนิยามตัวตนของมนุษย์ที่ต่างไปจากสภาวะกลางวัน จุดประสงค์ของบทความมีสองประการคือ 1) นำเสนอสถานะปัจจุบันของแนวคิดทางมานุษยวิทยาเกี่ยวกับกลางคืน2) วางรากฐานการอภิปรายข้ามสาขาและร่างความคาดหวังของแต่ละสาขาวิชา

           เนื้อหาส่วนถัดไปเป็นการเปิดเผยความเข้าใจและกรณีศึกษาเกี่ยวกับมานุษยวิทยาแห่งราตรีกาล เริ่มต้นจากการชี้ถึงสถานะของกลางคืนที่ไม่ได้รับความสนใจในฐานะองค์ประกอบหลักทางมานุษยวิทยา การศึกษาข้ามสาขาวิชาจึงจะเข้ามาเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับกลางคืนในเชิงร่างกายและวัฒนธรรม ก่อนจะอธิบายต่อถึงความยืดหยุ่นของการนอนหลับตามบริบทวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี จากนั้นจึงนำไปสู่เรื่องราวเกี่ยวกับกลางคืนของแต่ละสังคมวัฒนธรรม และสรุปภาพรวมในส่วนสุดท้าย


2. “กลางคืน” วัตถุแห่งการศึกษาที่มานุษยวิทยาละเลย

           “กลางคืน” เป็นวัตถุทางการศึกษาที่ได้รับความสนใจต่างกันไปตามแนวทางของแต่ละสาขาวิชา จิตสรีรวิทยาจะเชื่อมโยงเข้ากับประเด็นการนอนหลับและความฝัน ส่วนมานุษยวิทยาในปัจจุบันยังคงลดทอนกลางคืนเป็นเพียงมิติเวลา แม้จะปรากฏว่าหลายสังคมเชื่อมโยงกลางคืนเป็นอาณาเขตเชิงพื้นที่และเวลา (spatiotemporal domains) ที่มีลักษณะเฉพาะต่างจากกลางวัน ทั้งยังมีผลกับการจัดระเบียบสังคม ระบบความรู้ และการนิยามตัวตน แม้การนอนหลับจะเป็นกลไกพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ แต่เมื่อนักมานุษยวิทยายังคงเชื่อมโยงกลางคืนเป็นภาวะชะงักงันของความคิดและการกระทำ กลางคืนจึงมีสถานะเป็นเพียง “ฉากหลัง” (backdrop) ของเรื่องเล่าทางชาติพันธุ์วรรณนาดั้งเดิม มองข้ามการพิจารณาในบริบท “วงจรของรอบวัน-คืน” (24-hour day-night cycle) หรือnychthemeron ดังจะพบกรณีว่าผู้ทำพิธีกรรมจงใจปรับเปลี่ยนวงจรการนอนหลับของผู้เข้าร่วมผ่านการให้อดนอน จนปรากฏ “นิมิต” (visions) ที่เชื่อมโยงกับบรรพบุรุษในโลกอื่น ดังนั้นกลางคืนจึงมีความเฉพาะและซับซ้อนกว่าความรับรู้ทั่วไป

           เมื่อมานุษยวิทยามีแนวโน้มละเลยอิทธิพลของวัฒนธรรมเกี่ยวกับกลางคืน จึงไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาประเด็นดังกล่าว บทความจึงชี้แก่นเรื่อง (theme) สองประการสำหรับการศึกษามานุษยวิทยาแห่งราตรีกาล ได้แก่ 1) ร่างกายของมนุษย์ตอนกลางคืน 2) พื้นที่-เวลาตอนกลางคืน (nocturnal space-time) รวมทั้งเสนอว่าจำเป็นต้องพัฒนาคำศัพท์และวิธีการวิเคราะห์/ตีความเฉพาะทาง เพื่อให้กลางคืนเป็นสิ่งศึกษาที่มีความชัดเจนทางมานุษยวิทยาและสามารถทำความเข้าใจได้ การประชุมข้ามสาขาวิชาจะเปิดเผยประเด็นการศึกษาทั้งสองประการ อย่างไรก็ตาม ความไม่ราบรื่นเกิดขึ้นในขั้นตอนการพัฒนาวิธีการศึกษา เนื่องจากด้านมานุษยวิทยาพบว่าชุดข้อมูลทางชาติพันธุ์วิทยาถูกรวบรวมไว้อย่างกระจัดกระจาย ส่วนจิตสรีรวิทยาก็ไม่สามารถนิยาม อธิบาย และวัดค่าตัวแปรทางวัฒนธรรมได้ รวมทั้งต้องพิจารณาเครื่องมือการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทสังคม มิใช่เพียงการสร้างแบบสอบถามโดยอ้างอิงจากวัฒนธรรมตะวันตก เพราะแต่ละสังคมมีบริบทเฉพาะที่แตกต่างจากวัฒนธรรมอื่น


3. การนอนหลับในยามค่ำคืน: ความยืดหยุ่นทางวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี

           การนอนหลับของแต่ละสังคมยืดหยุ่นไปตามบริบททางวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี มิได้มีกรอบแบบแผนที่ชัดเจน เป็นต้นว่า อุดมคติการนอนหลับของประเทศตะวันตกจำเป็นต้องมีระยะเวลาต่อเนื่อง 7-8 ชั่วโมง แต่บางสังคมอย่างชาวอเมริกันอินเดียน การตื่นขึ้นกลางดึกจากการกระตุ้นของสมาชิกในครัวเรือนกลับเป็นความปกติ หรือสังคมของชาวแอมะซอนในเขต Xingu ของบราซิลก็มักตื่นขึ้นมากลางดึก 2-3 ครั้ง เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ปัสสาวะ พูดคุย เกี้ยวพาราสี ตกปลา พฤติกรรมการนอนหลับเป็นช่วง ๆ (Fragmentation of Sleep) เหล่านี้สะท้อนความเชื่อมโยงของการนอนหลับและวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะต่างกันไปตามแต่ละสังคม การนอนหลับจึงมิได้มีเพียงรูปแบบที่เป็นสากลเพียงหนึ่งเดียว

           สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) ได้แก่ อุณหภูมิ เสียง และแสง ยังเป็นปัจจัยที่มีผลกับรูปแบบการนอนหลับ เนื่องจากมีความสอดคล้องกับกลไกชีวภาพทางร่างกายของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการนอนหลับที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพอาจเปลี่ยนไป เมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคม อย่างกรณีสังคมของชาวแอมะซอนในเขต Xingu ของบราซิลที่มักมีกิจกรรมต่าง ๆ ยามค่ำคืน แต่เมื่อพบกับไฟฟ้าและระบบเวลาก็ทำให้สังคมดังกล่าวมีช่วงเวลาการนอนที่ต่อเนื่องมากขึ้น ในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีมีบทบาทกับการทำให้รูปแบบของวัฒนธรรมเปลี่ยนไป รวมทั้งสามารถจัดการสิ่งเร้าธรรมชาติซึ่งเป็นข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมทางกายภาพได้


4. ”กลางคืน” ที่มีมากกว่า “ความมืดมิด”: สำรวจโลกทัศน์ยามค่ำคืนต่างสังคมวัฒนธรรม

           เรื่องเล่าในยามค่ำคืนมิได้เป็นเพียงความบันเทิงทั่วไป แต่มีการจัดระเบียบสังคมอยู่เป็นเบื้องหลัง ชาวยูคูนา (Yucuna) เป็นกรณีตัวอย่างสำหรับประเด็นนี้ พวกเขามีตำนานที่เล่าถึงโลกก่อนที่จะมีกลางคืนว่า เมื่อหนึ่งใน คาริปู ลาเคน่า (Karipú Lakená) หรือสี่วีรบุรุษ ได้ฝ่าฝืนกฎของตาปูรินา (Tapúrina) เทพเจ้าแห่งความฝันที่กำชับว่าห้ามเปิดผลถั่วขนาดเล็กที่บรรจุความมืดไว้ เป็นผลให้ความมืดพลันปรากฏขึ้น และสิ่งมีชีวิตกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดจากความมืดที่เกิดขึ้นกะทันหัน ตำนานดังกล่าวนี้มีอิทธิพลกับกฎเกณฑ์ของชาวยูคูนาในตอนกลางคืน ผู้ชายต้องเฝ้าเรือนยามวิกาล ผู้คนต้องหลีกเลี่ยงการหยุดพักในป่า และคนทรง (Shamans) จะเป็นผู้รับรองความปลอดภัยหลักหลังเวลาเที่ยงคืน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นตัวอย่างของกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องชุมชนจากอันตรายที่สมมติขึ้นแทนสิ่งที่ไม่ดีในเวลากลางคืน

           ถ้อยคำในยามค่ำคืน (Night Words) ยังยืนยันลักษณะเฉพาะของกลางคืนที่ต่างจากกลางวัน รวมถึงสะท้อนบริบทเชิงพื้นที่-เวลาของกลางคืนที่แตกต่างกันตามแต่ละสังคม โดยถ้อยคำในยามค่ำคืนเปิดเผยความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกัน เช่นกรณีของชาวแอมะซอนที่อาศัยอยู่ในบ้านรวม (Communal House) กับผู้คนราว 60-80 คน ถ้อยคำสนิทสนมเชิงกามารมณ์จึงมิได้เกิดขึ้นในพื้นที่ปิดเสมอไป ถ้อยคำในยามค่ำคืนยังมีอำนาจดึงดูดสิ่งชั่วร้าย ทั้งยังปรากฏเป็นไวยากรณ์ที่สะท้อนแบบแผนทางภาษาที่แต่ละสังคมใช้บอกเล่าประสบการณ์ เช่น ชายชราชาวซาวันเต (Xavante) แห่งเผ่า Gê ในบราซิลจะผูกโยงความฝันเข้ากับตำนาน กล่าวคือการเล่าความฝันเกี่ยวข้องกับอายุ ส่วนในภาษา Quechua แห่ง Cuzco จะใช้ -sqa เป็นปัจจัยต่อท้าย (Suffix) สำหรับการเล่าความฝันและตำนาน เพื่อเน้นย้ำเหตุการณ์ที่ผู้เล่าไม่ได้เผชิญในสภาวะปกติหรือไม่ได้มีประสบการณ์จริงในตอนตื่น ตรงกันข้ามกับชาวคิเช (Quiché) ที่จะเล่าผ่านสกรรมกริยา (transitive verbs) เน้นย้ำว่าผู้เล่าได้เป็นผู้กระทำบางอย่างจริงในความฝัน

           วัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันมิใช่สิ่งยืนยันความรับรู้และแสดงออกเกี่ยวกับกลางคืน เช่นกรณีของหมู่บ้านเทเนฮาปา (Tenejapa) และบาชาฮอน (Bachajón) ซึ่งอยู่ในพื้นที่วัฒนธรรมเซลตาล (Tzeltal) เช่นกัน แต่มีความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ องค์กรทางสังคม รวมถึงโลกทัศน์เกี่ยวกับกลางคืน เรื่องราวเกี่ยวกับกลางคืนในหมู่บ้านเทเนฮาปาสามารถพบได้ทั่วไป ผู้คนมักอธิบายประสบการณ์ยามค่ำคืนเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติอย่าง “อิลคาล” (ijk’al) หรือ “ชายชุดดำ” ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ขนดก และก้าวร้าว ที่มักขโมยผู้หญิงและสินค้าไปจากผู้ชาย เรื่องราวเกี่ยวกับอิลคาลเปิดเผยว่ากลางคืนสำหรับหมู่บ้านเทเนฮาปาเป็นพื้นที่ของกิจกรรมทางสังคม การแลกเปลี่ยน และความทรงจำร่วมกัน

           ตรงกันข้ามกับหมู่บ้านบาชาฮอน ที่ความรับรู้และการแสดงออกเกี่ยวกับกลางคืนเป็นเรื่องเฉพาะของผู้เชี่ยวชาญและผู้อาวุโสบางคน กลางคืนในโลกทัศน์ของหมู่บ้านนี้เต็มไปด้วยความวิตกกังวล โดยเชื่อมโยงกับ “ปูคุย” (pukuj) ซึ่งเป็นอารมณ์และการกระทำที่รุนแรง ชั่วร้าย และคุกคามชีวิต ความฝันของปัจเจกยังสร้างอาการป่วยให้กับตนเองและครอบครัว ค่ำคืนเป็นความน่ากังวล และผู้ชายจะต้องออกตรวจตราว่าครอบครัวของเขาจะปลอดภัยจากภยันตราย ดังนั้นในภาพรวมจะพบว่าสองหมู่บ้านที่มีวัฒนธรรมร่วมนี้ ต่างมีโลกทัศน์ว่าด้วยกลางคืนที่ต่างกัน สำหรับหมู่บ้านเทเนฮาปา โลกทัศน์ว่าด้วยกลางคืนทำให้สมาชิกของหมู่บ้านเกิดความเข้าใจร่วมในแบบแผนของภัยคุกคามที่ชัดเจน ขณะที่หมู่บ้านบาชาฮอน มีโลกทัศน์ที่เน้นย้ำความกังวลต่อกลางคืน เต็มไปด้วยความวุ่นวายและชั่วร้าย ความแตกต่างของสองหมู่บ้านนี้เปิดเผยความเข้าใจเกี่ยวกับกลางคืนว่าเป็นสิ่งสร้างทางวัฒนธรรม (Cultural Construct) ตามบริบทสังคม

           กลางคืนถูกมองเป็นเพียงสภาวะหยุดนิ่งไร้ความหมาย แต่สำหรับชาวโอโตมี (Otomi) ในเม็กซิโก กลับอุปมากลางคืนเป็น “งู เบซุย” (ngu besui) หรือ “บ้านแห่งความมืด” เป็นช่วงเวลาของการตั้งคำถามเกี่ยวกับตนเอง (Who am I ?) นอกจากนี้ ความรับรู้เกี่ยวกับกลางคืนมีหลายชุด สำหรับชาวอินูอิต “กลางคืน” และ “ความมืดมิด” เป็นสิ่งที่แยกออกจากกัน ในภูมิภาคอาร์กติก “กลางคืน-ความมืดมิด” และ “กลางวัน-แสงสว่าง” มิใช่คู่ความหมายที่เป็นจริงเสมอไป แสงสว่างสามารถรุกล้ำเข้าไปในเวลากลางคืน เช่นเดียวกับความมืดที่อาจเกิดขึ้นในเวลากลางวัน ชาวอินูอิตยังมีทัศนคติลดคุณค่าของการนอนหลับ กล่าวคือ มิได้ยึดถืออุดมคติการนอนหลับต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง ตามสังคมตะวันตกเพราะการนอนหลับนานเกินไปขัดประโยชน์กับการออกล่าสัตว์ กลางคืนจึงมิได้มีเพียงนัยยะของการพักผ่อนเสมอไป

           ความเฉพาะเจาะจงของกลางคืนมิได้ชัดเจนในเรื่องราวของชาติพันธุ์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังมีอยู่ในบริบทของสังคมเมืองและกฎหมายเช่นกัน การแสดงของนักเต้นคาบาเรต์ (Cabaret) ในปารีส เปิดเผยความพยายามของมนุษย์ที่ต้องการท้าทายเส้นแบ่งกลางวัน-กลางคืน แสงไฟเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งกับการแสดงคาบาเรต์ในเวลากลางคืน ทั้งยังทำหน้าที่เป็นเสื้อผ้าที่จะเปิดเผยหรือซ่อนเร้นบางส่วนของร่างกาย สิ่งนี้เป็นกระบวนการแปรรูป(Transfiguration) กลางคืนให้ดูเหมือนมีสภาวะกลางวัน จนสร้างร่างกายที่เป็นกลางวันมากเกินจริง (Hyper-diurnal body) ท้ายที่สุดความพยายามท้าทายเส้นแบ่งกลางวัน-กลางคืนกลับมีผลลัพธ์ที่ไม่ต่างกัน (nondifferentiation)กล่าวคือ แทนที่แสงไฟจะนำมาซึ่งความชัดเจน แต่ผลลัพธ์จากแสงสว่างในเวลากลางคืนกลับทำให้ร่างกายพร่าเลือนยากต่อการระบุตัวตนไม่ต่างกัน

           กฎหมายในยามค่ำคืนเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เปิดเผยลักษณะพิเศษของกลางคืนที่แตกต่างไปจากกลางวัน กฎหมายโรมันมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขโมยว่า ขโมยที่ถูกจับจะต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็น 2 เท่า และหากถูกจับได้ขณะกระทำผิดจะต้องสูญเสียอิสรภาพ แต่สำหรับการขโมยในยามค่ำคืนกลับมีบทลงโทษถึงขั้นประหาร ความรุนแรงดังกล่าวสามารถอธิบายผ่าน “เศรษฐศาสตร์แห่งราตรีกาล” (nocturnal economy) ที่อธิบายว่าเศรษฐกิจมีต้นทุนและภาระของการพิสูจน์ (burden of proof) ซึ่งต้นทุนของการพิสูจน์ความผิดในเวลากลางคืนมีต้นทุนสูง จนบางครั้งต้องยอมปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล โทษร้ายแรงจึงไปตกอยู่กับขโมยในยามค่ำคืนที่ถูกจับได้และต้องชดใช้ด้วยชีวิตแทนผู้ที่หนีรอด


5. ส่งท้าย

           บทความนำเสนอเนื้อหาการทำความเข้าใจกลางคืนในบริบทการศึกษาทางมานุษยวิทยา และอธิบายว่าการศึกษาข้ามสาขาวิชาระหว่างจิตสรีรวิทยากับมานุษยวิทยาจะเปิดเผยประเด็นร่างกายและพื้นที่-เวลาของกลางคืน และได้ยกเรื่องราวของแต่ละสังคมวัฒนธรรมขึ้นมาสนับสนุนความแตกต่างหลากหลายของรูปแบบการนอนหลับ โดยสามารถสรุปภาพรวมของเนื้อหาได้ 3 ประการ ดังนี้

           ประการแรก กลางคืนคือองค์ประกอบสำคัญของมนุษย์ที่มานุษยวิทยาหลงลืม บทความชี้ว่ากลางคืนเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต พิธีกรรม และมีความสำคัญมากกว่าการเป็นมิติเวลาที่สรรพสิ่งหยุดนิ่ง การจัดระเบียบสังคม ระบบความรู้ และการนิยามตัวตน ในแง่นี้กลางคืนจึงมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากกลางวัน

           ประการต่อมา กลางคืนเป็นสิ่งสร้างทางสังคม มิใช่สิ่งสากลร่วมกันในแต่ละสังคมวัฒนธรรมเสมอไป หากแต่มีบริบททางวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยีเฉพาะตน และแม้จะเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน กรอบแบบแผนเกี่ยวกับกลางคืนก็จะถูกสร้างขึ้นเป็นรูปแบบเฉพาะของสังคมนั้น ๆ

           ประการสุดท้าย กลางคืนมีความหมายในทุกพื้นที่-เวลา จุดเด่นหนึ่งของบทความคือ การพยายามสนับสนุนว่ากลางคืนมีมิติที่ซับซ้อนและหลากหลาย ผ่านการยกเรื่องราวที่สะท้อนโลกทัศน์เกี่ยวกับกลางคืนของสังคมวัฒนธรรมต่าง ๆ และยังชี้เพิ่มเติมว่าแม้ในบริบทของสังคมเมืองรวมถึงวิธีคิดเกี่ยวกับกฎหมาย กลางคืนก็ยังคงเป็นสิ่งที่ถูกท้าทาย ต่อรอง และจัดระเบียบอยู่เสมอ

           ท้ายที่สุดแม้บทความการศึกษาข้ามสาขาวิชานี้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า จิตสรีรวิทยาและมานุษยวิทยาไม่ได้ส่งเสริมกันอย่างชัดเจน การเรียบเรียงบทความขาดความเป็นเอกภาพ และจำเป็นต้องเก็บข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติม แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคำชื่นชมว่าเป็นบทความที่ทำความเข้าใจกลางคืนในฐานะโครงสร้างทางทฤษฎี (theoretical construct) ได้น่าสนใจ ส่วนมุมมองของผู้สรุปบทความ มีความคิดเห็นว่าแม้การศึกษาดังกล่าวอาจถูกชี้ช่องว่างของการศึกษาหลายประการ แต่ข้อเสนอแนะเหล่านี้ก็นับว่าสอดคล้องไปกับเป้าหมายสำคัญที่ต้องการให้กลางคืนปรากฏขึ้นในความสนใจทางมานุษยวิทยา เปิดเผยว่ากลางคืนเป็นมากกว่าสภาวะหยุดนิ่ง รวมทั้งการนอนหลับก็มิใช่เพียงกลไกของร่างกายที่อธิบายผ่านวิทยาศาสตร์ สำหรับคำถามที่ว่า “เรา (มนุษย์) คือใคร” กลางคืนคงอาจขยายความเข้าใจนั้นได้ชัดเจนขึ้น


(สรุปเนื้อหาจาก Galinier, J., Monod Becquelin, A., Bordin, G., Fontaine, L., Fourmaux, F., Roullet Ponce, J., Salzarulo, P., Simonnot, P., Therrien, M., & Zilli, I. (2010). Anthropology of the Night: Cross-Disciplinary Investigations. Current Anthropology, 51(6), 819–847. https://doi.org/10.1086/653691)


เอกสารอ้างอิง

Galinier, J., Monod Becquelin, A., Bordin, G., Fontaine, L., Fourmaux, F., Roullet Ponce, J., Salzarulo, P., Simonnot, P., Therrien, M., & Zilli, I. (2010). Anthropology of the Night: Cross-Disciplinary Investigations. Current Anthropology, 51(6), 819–847. https://doi.org/10.1086/653691


ผู้เขียน
ธรรมปพน ทรงธิบาย
ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


 

ป้ายกำกับ มานุษยวิทยา ราตรีกาล กลางคืน วัตถุทางมานุษยวิทยา ธรรมปพน ทรงธิบาย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา