เบื้องหลังคนใน

 |  การจัดการข้อมูลทางวัฒนธรรม
ผู้เข้าชม : 1704

เบื้องหลังคนใน

เบื้องหลังคนใน1

หลายคน อาจเคยตั้งคำถามว่า ในระหว่างการเก็บข้อมูลภาคสนามนักมานุษยวิทยาทำอะไรบ้าง งานของพวกเขาในแต่ละวันเริ่มกี่โมงและเลิกกี่โมง ทำไมพวกเขาถึงเป็นคนช่างซักช่างถามเหลือเกิน และทำไมเขาต้องคอยจดบันทึกอยู่ตลอดเวลาที่ทำการสอบถามข้อมูลต่างๆ หลายคนมักตั้งคำถามเหล่านี้เมื่อได้พบเห็นการทำงานภาคสนามของนักมานุษยวิทยา หรือมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ให้ข้อมูล เพื่อให้เราเข้าใจมากขึ้นถึงการทำงานภาคสนามของนักมานุษยวิทยาและตัวตนของพวกเขา บทความชิ้นนี้จึงต้องการนำเสนอให้เห็นว่า นักมานุษย-วิทยาทำอะไรบ้างระหว่างการเก็บข้อมูลภาคสนามในแต่ละวัน โดยการนำเสนอภาพ “เบื้องหลัง” การทำงานจากบันทึกภาคสนามของ ศ.ไมเคิล มอร์แมน (Michael Moerman) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งเคยเดินทางเข้ามาทำงานวิจัยภาคสนามเกี่ยวกับชุมชนไทลื้อบ้านแพด ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ในช่วงระหว่างปี 1959-1986รวมถึงการนำเสนอให้เห็นตัวตนของนักมานุษยวิทยาจากเบื้องหลังการทำงาน เพราะแม้นักมานุษยวิทยาจะพยายามทำ ความเข้าใจโลกของกลุ่มคนที่ตนเองศึกษา โดยการพยายามแฝงตัว ปรับตัว และเรียนรู้เกี่ยวกับกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยสายตาของคนใน แต่ในความพยายามทำตัวเป็น “คนใน” ของนักมานุษยวิทยานั้น กลับแสดงออกถึงความเป็น “คนนอก” อยู่ในบันทึกภาคสนามของพวกเขา3

ในระหว่างพิธีบูชาศาลที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราวก่อนทำการปลูกเรือนใหม่ มอร์แมนกำลังใช้เครื่องบันทึกเสียงบันทึกบทสวด
(ภาพจาก : โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-6-63)

ผู้เขียนและคณะทำงาน ขณะทำการสัมภาษณ์พ่อบุญมา มังคลาด “เกลอ” ของมอร์แมน  ทั้งคู่สนิทกันมากเพราะเกิดปีเดียวกัน (1932)

“…ตาไม่รู้หรอกว่าเขามาทำอะไร…รู้แต่ว่าตอนที่พ่อจานเขามาบ้านแพด เขามาศึกษาภาษาลื้อ… เขาชอบถามนู่น ถามนั่น เข้าออกบ้านนั้นบ้านนี้ไปเรื่อย…เวลาเขาไปไหนมาไหนก็จะมีเด็กๆ ในหมู่บ้านเดินตามเป็นขบวน เพราะไม่เคยเห็นฝรั่งกัน”5

เกือบ 50 ปีผ่านไป ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงไม่มีใครรู้ว่างานการศึกษาที่มอร์แมนเลือกพื้นที่บ้านแพดเป็นสนามวิจัยนั้น คือ งานศึกษาทางด้านมานุษยวิทยา จากการสอบถามบรรดาผู้อาวุโสของหมู่บ้าน ซึ่งมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่มอร์แมนมาทำงานวิจัยภาคสนามที่บ้านแพด ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ชัดเจนถึงภาพชีวิตการทำงานของเขาในแต่ละวัน แม้แต่แม่อัมพร มังคลาด อดีตแม่บ้านของมอร์แมนก็ให้ข้อมูลแก่ผู้เขียนได้เพียงคร่าวๆ ว่า “…ทุกเช้าพ่อจานจะตื่นนอนแต่เช้าตรู่ พอทำธุระส่วนตัวเสร็จก็จะสะพายกล้องกับย่ามเดินออกจากบ้าน…เที่ยวเดินเข้าออกบ้านโน้นบ้านนี้ หรือคอยตามคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย กว่าจะกลับเข้าบ้านก็มืดค่ำแล้ว พอกลับถึงบ้าน กินข้าว อาบน้ำเสร็จก็จุดตะเกียงนั่งพิมพ์ดีดต่อจนถึงดึกดื่นเป็นประจำ…ไม่มีใครนึกสงสัยหรอกว่าแกจะถามนั่นถามนี่ไปทำไม เพราะแกเป็นคนดี ใครก็รักใครก็ชอบ…”6

 

เมื่อกลับถึงที่พัก มอร์แมนจะทำการถอดความข้อมูลที่ได้จากการเฝ้าสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ซึ่งเขาจดไว้ในสมุดบันทึกและกระดาษจดบันทึก เพื่อพิมพ์ลงในบัตรบันทึกแบบเจาะ (Type Punch Field Note) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งในการเก็บข้อมูลภาคสนามของเขา โดยตัวเลขแถวใน (1-91) ที่ปรากฎรอบบัตรบันทึกแบบเจาะใช้สื่อแทนหัวข้อต่างๆ ที่ได้มีการแบ่งไว้แล้ว เพื่อการจัดระเบียบข้อมูลวิจัยภาคสนาม

ในเบื้องต้น ข้อมูลที่ผู้เขียนได้จากการสัมภาษณ์บรรดาผู้อาวุโสของหมู่บ้าน ดูจะยังไม่เพียงพอในการให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการทำงานภาคสนามของมอร์แมน เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าในแต่ละวันที่เขาเดินตระเวณไปทั่วหมู่บ้านนั้น เขาได้ทำอะไรบ้าง7

เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพการทำงานของมอร์แมนได้ชัดเจนมากขึ้น ผู้เขียนจึงเลือกที่จะนำเอาข้อมูลบางส่วนจากบันทึกประจำวันของเขามานำเสนอ โดยจะนำเสนอในรูปแบบของบัตรบันทึกแบบเจาะ และจะมีการนำเอาภาพถ่ายและภาพเขียนลายเส้นมาประกอบการอธิบายด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพการทำงานของมอร์แมนในหลายมิติ อย่างไรก็ดี ภาพถ่ายที่ผู้เขียนนำมาใช้ประกอบการอธิบายบันทึกเหตุการณ์ประจำวันนี้ของมอร์แมน มิได้ทำการระบุวันที่เอาไว้อย่างชัดเจนเหมือนบัตรบันทึกแบบเจาะ มีเพียงการระบุเดือนและปีที่ถ่ายบนกรอบสไลด์เท่านั้น ในความคิดของผู้เขียน แม้เอกสารทั้งสองประเภทนี้มิได้ถูกบันทึกในวันเดียวกัน แต่เอกสารทั้งสองประเภทได้รับการบันทึกขึ้นเพื่อใช้อธิบายเหตุการณ์เดียวกัน ผู้เขียนจึงเลือกที่จะนำเอกสารทั้งสองประเภทนี้มาใช้ร่วมกัน

» เชียงคำ 
การปลูกเรือน

13 ต.ค. 1959 …มีคนบอกฉันว่าขึ้น 1, 3, 6, 11 และ 13 ค่ำเป็นฤกษ์ดีในการปลูกเรือน…เสาเรือนถูกขุดเป็นหลุมลึกโดยไม้ขนาดยาวที่มีการติดแผ่นเหล็กหน้าแคบเอาไว้ ระหว่างการขุดหลุมมีการเทน้ำลงไปจนดินในหลุมกลายเป็นโคลน ไม้ไผ่ลำยาวถูกปักลงในหลุม (?) แล้วตอกด้วยก้อนหิน… บริเวณหัวเสาที่ถูกเจาะไว้เป็นเดือยถูกผูกเข้ากับเชือกซึ่งถูกผูกเข้ากับไม้ไผ่ลำยาว… ชาวบ้านจะดึงไม้ไผ่ที่ผูกกับหัวเสาเพื่อให้เสาลอยขึ้น จากนั้นจะมีคนคอยผลักให้เสาสูงขึ้นจากด้านล่าง ชายอีกคนจะคอยใช้ค้อนที่ทำจากไม้ ตีไปที่โคนของเสา เพื่อให้เสาเรือนเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลงหลุม…8
(ภาพจาก : โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-1/2-697, MM-1-1/1-38)

 » เชียงคำ
การเกี่ยวข้าว

14 ต.ค. 1959 …ฉันและอีโมจีน9 เดินตัดผ่านท้องนาซึ่งพื้นที่บางส่วนได้เริ่มทำการเก็บเกี่ยวไปแล้ว…กองฟางถูกมัดรวมกันเป็นฟ่อนวางพิงกัน หรือวางกองไว้รอบเสา ดูไปแล้วคล้ายกับต้นคริสต์มาสที่ไม่มีโคนต้น…ชาวบ้านใช้เคียวขนาดเล็กในการเกี่ยวข้าว ข้าวที่เกี่ยวแล้วจะถูกนำไปวางรวมกันเป็นกองตรงลานกว้าง…โต๊ะฟาดข้าวถูกนำมาวางบนเสื่อ จากนั้น ชาวบ้านจะใช้ไม้จับข้าวหนีบข้าวขึ้นมาหนึ่งกำแล้วนำไปฟาดกับโต๊ะ…เมล็ดข้าวที่ร่วงลงบนเสื่อจะถูกรวบรวมใส่ตระกร้าแล้วนำกลับไปหมู่บ้าน10
(ภาพจาก : โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-1/2-642, MM-1-1/1-57)

» เชียงคำ
การทำเทียนขี้ผึ้ง

12 พ.ย. 1959 …ชาวบ้านมารวมตัวกันที่บ้านของจรูญเพื่อช่วยกันทำเทียนขี้ผึ้งถวายวัดดอนชัย11

9:05     ขี้ผึ้ง 5 ก.ก.ถูกแบ่งใส่กะละมังสังกะสี 2 ใบแล้วนำไปตากแดด

9:45     ไส้เทียนถูกตัดให้ยาวเส้นละ 3 ฟุต

10:15   ชาวบ้านบางส่วนเริ่มลงมือม้วนขี้ผึ้งเข้ากับไส้เทียน…มีชาวบ้านตามมาสมทบเรื่อยๆ…
ระหว่างการทำงานชาวบ้านพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

12:10   หญิงสาวที่อยู่ในครัว นำส้มโอที่ปอกเปลือกแล้วใส่จานมาให้คนที่มาช่วยงานกิน

12:45   ตอนนี้ มีชาวบ้านมาช่วยทำเทียน 10 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ละ 2-3 คน บางคนก็นั่งทำอยู่คนเดียว

13:50   พักกินข้าวกลางวัน กับข้าววันนี้มีแกงไก่ใส่ผัก ฟักทองต้ม และถั่ว… หญิงจากเชียงราย
(ซึ่งดูเป็นคนก้าวร้าว) แสดงท่าทางเลียนแบบหมูจนชาวบ้านที่มาช่วยงานพากันขบขัน

15:35   หญิงจากเชียงรายทำกาวที่ทำมาจากข้าวเหนียว

15:40   ทำเทียนได้ทั้งหมด 630 เล่ม เทียนถูกแบ่งออกเป็นมัดละ 10 เล่มแล้วพันด้วยกระดาษสีญี่ปุ่น
โดยใช้กาวที่ทำจากข้าวเหนียวแต้มไว้ไม่ให้หลุด…12

(ภาพจาก : โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-1/2-465, MM-1-1/2-464)

» เชียงคำ
รวมกลุ่มจับปลา13

13 พ.ย. 1959

…5:30 เช้านี้เรา14 ตื่นนอนขึ้นมาด้วยความทุกข์ทรมาน เพราะอากาศที่หนาวเย็น

6:00 เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการขี่และจูงจักรยานไปบนถนนที่ขรุขระ

9:00 เมื่อเราไปถึง ผู้คนกำลังตระเตรียมเครื่องมือของตนให้พร้อมสำหรับการจับปลา…ดูเหมือนจะไม่มีผู้นำ หรือการจัดระเบียบใดๆ สำหรับกิจกรรมนี้ เมื่อถึงเวลา พวกผู้ชายค่อยๆ ทยอยเดินลงไปในน้ำ พร้อมกับตะโกนว่า “ไปๆ” และทำการตีน้ำ… ครึ่งชั่วโมงผ่านไปเมื่อปลาเริ่มมารวมกันเป็นฝูง… พวกเขาจึงใช้สุ่มจ้วงลงไปในน้ำเพื่อจับปลา ดูเหมือนสุ่มจะเป็นเครื่องมือจับปลาที่ใช้งานได้ไม่ดีเท่าใดนัก หากผู้ใช้ไม่มีความชำนาญ… ส่วนพวกผู้หญิงใช้ยอในการจับปลา (?) โดยทำงานไปพลางคุยกันไป… กลุ่มของพวกเธอแยกออกจากกลุ่มผู้ชาย… ตกเที่ยง ทุกคนหยุดพักเพื่อกินข้าว มีการสุมไฟเพื่อให้ความอบอุ่นและย่างปลาที่จับมาได้… เพื่อนของเมล15ชวนเราให้ร่วมวงด้วย เราตอบรับด้วยความเต็มใจ เพราะเราไม่ได้เตรียมข้าวกลางวันมาและตอนนี้เราก็หิวมากด้วย กับข้าวมื้อนี้มีปลาย่าง เนื้อหมักสีชมพูที่ดูดิบ16เครื่องเทศสีเขียวรสเผ็ด17 และมันหมูที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ… การเดินทางขากลับดูจะโหดร้ายกว่าตอนมา เพราะความเหนื่อยล้าและแสงแดดที่ร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ แถมจักรยานของเรายังยางแบนอีกต่างหาก เราจำเป็นต้องหาที่ปะยาง และขอน้ำดื่มจากบ้านที่เราแวะเพื่อปะยาง (ในน้ำจะมีอะมีบาหรือไม่มี เราไม่สนแล้ว เพราะเรากระหายน้ำมาก!)… แมรีแอนบ่น ออกมาว่าจะไม่เดินทางไปแบบนี้อีกแล้ว… เราคิดถึงทางด่วนที่แสนสะดวกและรวดเร็วที่นิวเจอร์ซีย์… รองเท้าฉันเปียกแฉะ แต่ฉันก็ไม่สามารถที่จะถอดออก แล้วถีบไปบนแป้นถีบจักรยานที่ใกล้จะพังได้… เรากลับถึงบ้านในที่สุด แล้วดื่มน้ำส้มที่ใส่น้ำแข็งจนเต็มแก้ว ไม่เคยนึกมาก่อนว่าน้ำส้มจะอร่อยถึงขนาดนี้…18

(ภาพจาก : โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-1/1-247, MM-1-1/1-252)

» องค์กรทางสังคม

13 ก.พ. 1961 …ความฮักกันฉันพี่น้องของผู้คนในชุมชน ถูกแสดงออกผ่านทางการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ ระหว่างกันเป็นประจำ… หากเป็นสิ่งของเล็กน้อย บ่อยครั้งที่พวกเขาจะไม่เอ่ยคำขอบคุณ ถือเป็นเรื่องปกติที่พี่น้องกันต้องปันกัน แต่หากเป็นสิ่งของสำคัญในโอกาสพิเศษ พวกเขาจึงจะเอ่ยคำขอบคุณ… หากเป็นที่สหรัฐอเมริกา ผู้คนคงอึดอัดใจกับความคิดเช่นนี้ พวกเขามักเคยชินแต่กับคำว่า “ความเท่าเทียมกัน”, “หน้าที่”, “การกุศล”, “ความยุติธรรม”, “การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม”, “จิตสำนึกของชุมชน”… ชาวบ้านบางคนบอกกับเราว่า “หากเขาไม่เคยช่วยเรา เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปช่วยเขา” ….ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังช่วยปลูกเรือนให้คำปัน แสงพูดออกมา (โดยไม่เขินอาย) ว่า พวกเขา19มาช่วยคำปันปลูกเรือน เพราะคำปันเคยเลี้ยงพวกเขา และพวกเขาจะเลี้ยงตอบแทนคำปัน เมื่อคำปันเดินทางไปลำปาง หรือพะเยา…20

ชาวบ้านกำลังช่วยกันปลูกเรือนให้มอร์แมน

(ภาพจาก : โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-1/2-592)

» คนนอกในคราบคนใน 

บางส่วนจากบันทึกภาคสนามของมอร์แมนที่ผู้เขียนนำเสนอนี้ อาจทำให้เราอนุมานได้ว่า นักมานุษยวิทยา คือ นักวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ที่มีความละเอียดลออในการเก็บข้อมูลภาคสนาม21 ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฎอยู่ในบันทึกภาคสนามของพวกเขาซึ่งได้มาจากการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมนั้น เจาะลึกและเข้าถึงพฤติกรรมของผู้คนในชุมชน

อย่างไรก็ดี ข้อความที่ปรากฏอยู่ในบันทึกภาคสนามของมอร์แมน กลับทำให้เราเห็นภาพ “เบื้องหลังคนใน” ในบางแง่มุม ซึ่งเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเด็น ดังนี้

  1. เบื้องหลังของการทำงาน

จากบันทึกภาคสนามของมอร์แมน และคำบอกเล่าของบรรดาผู้อาวุโสในหมู่บ้านที่เคยใกล้ชิดกับเขาในขณะทำการเก็บข้อมูลภาคสนามที่บ้านแพดนั้น เราจะเห็นภาพว่า งานของเขาเริ่มต้นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้า และเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้างานของเขาก็ยังไม่เสร็จสิ้นเช่นกัน มอร์แมนจะบันทึกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวันของเขาอย่างละเอียดจนน่าอัศจรรย์ใจ (ตามความคิดของผู้เขียน) ไม่ว่าจะเป็นเสียงระฆังวัดดัง หญิงสาวบ้านไหนไปซักผ้าที่แม่น้ำ บ้านไหนมีใครมาเยี่ยม คนมาเยี่ยมแต่งตัวอย่างไร ใครติดเงินใคร ใครกำลังทะเลาะกับใคร กับข้าวมื้อนี้มีอะไรบ้าง การเกี่ยวข้าวมีขั้นตอนอย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ฯลฯ เมื่อกลับถึงที่พัก เขาจะทำการถอดข้อความต่างๆ ซึ่งตลอดทั้งวันได้จดในสมุดจดบันทึก เพื่อพิมพ์ลงในบัตรบันทึกแบบเจาะ ท้ายที่สุดแล้ว ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้คนในชุมชน เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเขียนรายงานการวิจัย22

แต่ทั้งนี้ “ข้อความ-ภาพถ่าย-ภาพเขียนลายเส้น” ซึ่งมอร์แมนได้บันทึกเอาไว้ในบันทึกประจำวันนี้เอง กลับทำให้ผู้เขียนมองเห็น “แว่นตาที่ใช้ในการสอดส่องผู้คน” ของเขา เราสามารถแบ่งเป็นประเด็นต่างๆ ได้ ดังนี้

1.1 สถานที่

ข้อมูลแรกสุดที่ปรากฏอยู่ในบันทึกประจำวันของ มอร์แมนมักเป็นการพรรณนา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ๆ เขาเดินทางไปเก็บข้อมูล ตัวอย่างเช่น “…ฉันและอีโมจีนเดินตัดผ่านท้องนาซึ่งพื้นที่บางส่วนได้เริ่มทำการเก็บเกี่ยวไปแล้ว…กองฟางถูกมัดรวมกันเป็นฟ่อนวางพิงกัน หรือวางกองไว้รอบเสา…”23 หรือ “…เมื่อเราไปถึง ผู้คนกำลังตระเตรียมเครื่องมือของตนให้พร้อมสำหรับการจับปลา…บ้างก็ยืน บ้างก็นั่งยองๆ อยู่บนทุ่งที่มีหญ้าขึ้นสูง และล้อมรอบไปด้วยโคลนตม อีกฟากของแม่น้ำก็มีชาวบ้านอีกกลุ่มกำลังเตรียมตัวมาจับปลาเช่นกัน…”24

1.2 ผู้แสดง

ข้อมูลถัดมามักจะเป็นการบรรยายถึงบุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอ และข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับผู้แสดง ผู้แสดงเหล่านี้ก็คือบรรดาชาวบ้านที่มอร์แมนกำลังเฝ้าสังเกตพฤติกรรมอยู่นั่นเอง ตัวอย่างเช่น “…หญิงจากเชียงราย (ซึ่งดูเป็นคนก้าวร้าว) แสดงท่าทางเลียนแบบหมูจนชาวบ้านที่มาช่วยงานพากันขบขัน”25 หรือ “…คนแบบกำนันดูจะเป็นคนที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า เขาไม่สวมเครื่องแบบ แต่สามารถพบเห็นเขาได้ที่อำเภอ ชาวบ้านเรียกเขาว่า “พ่อ” และมักขอความช่วยเหลือต่างๆ จากเขาในเรื่องทั่วไป”26

1.3 กิจกรรม

เมื่อมีการอธิบายถึงสถานที่ และรายละเอียดของผู้แสดงซึ่งอยู่ในสถานที่แล้ว ข้อมูลสุดท้ายที่มอร์แมนอธิบาย คือ กิจกรรมที่เกิดขึ้น ณ สถานที่นั้นๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของบรรดาผู้แสดง (ชาวบ้าน) ทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น “…ชาวบ้านจะดึงไม้ไผ่ที่ผูกกับหัวเสาเพื่อให้เสาลอยขึ้น จากนั้นจะมีคนคอยผลักให้เสาสูงขึ้นจากด้านล่าง ชายอีกคนจะคอยใช้ค้อนที่ทำจากไม้ ตีไปที่โคนเสา เพื่อให้เสาเรือนเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลงหลุม…27 หรือ “…ชาวบ้านบางส่วนเริ่มลงมือม้วนขี้ผึ้งเข้ากับไส้เทียน…มีชาวบ้านตามมาสมทบเรื่อยๆ… ระหว่าง

การทำงานชาวบ้านพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน… 12:10 หญิงสาวที่อยู่ในครัว นำส้มโอปอกเปลือกใส่จานมาให้คนที่มาช่วยงานกิน… 12:45 ตอนนี้ มีชาวบ้านมาช่วยทำเทียน 10 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ละ 2-3 คน บางคนก็นั่งทำอยู่คนเดียว”28

“สถานที่-ผู้แสดง-กิจกรรม”29 สามสิ่งนี้ได้เผยให้เราเห็นถึงเบื้องหลังการทำงานของมอร์แมนว่า ตัวเขาเองมีวิธีการมองข้อมูลที่จะเก็บเพื่อการจดบันทึกเช่นกัน เพราะข้อมูลที่อยู่ในบันทึกประจำวันมักจะมีข้อมูลเกี่ยวข้องกับประเด็นทั้งสามนี้ปรากฏอยู่เสมอๆ นอกจากนี้ ในการเก็บข้อมูลแต่ละประเด็นของมอร์แมนนั้นก็แสดงให้เห็น “กรอบในการมอง” ของเขาที่มีต่อเหตุการณ์นั้นด้วย ตัวอย่างเช่น ในเหตุการณ์การทำเทียนขี้ผึ้งที่บ้านของจรูญ ข้อมูลจากภาพถ่ายและภาพเขียนลายเส้น รวมไปถึงข้อความส่วนใหญ่ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกนั้น อาจทำให้เราอนุมานไปได้ว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมของผู้หญิง แต่ทั้งนี้ ในขณะที่บรรดาผู้หญิงกำลังนั่งทำเทียนอยู่นั้นก็มีผู้ชายนั่งอยู่ในวงด้วย ดังปรากฏข้อความว่า “…พวกผู้ชายนั่งอยู่หลังผู้หญิง สูบยา และพูดคุยกัน…”30 จากการสันนิษฐานของผู้เขียน ข้อมูลเกี่ยวกับพวกผู้ชายที่ปรากฏอย่างผิวเผินในบันทึกเหตุการณ์การทำเทียนขี้ผึ้งที่บ้านจรูญอาจบอกให้เราทราบว่า ตามความคิดของมอร์แมน การทำเทียนขี้ผึ้งเป็นกิจกรรมของผู้หญิง แม้จะมีผู้ชายอยู่ในสถานการณ์ที่เกิดกิจกรรมนี้ด้วย แต่เนื่องจากพวกผู้ชายมิได้มีบทบาทใดเป็นพิเศษ นอกจากนั่งพูดคุยและสูบยา มอร์แมนจึงเน้นความสนใจในการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมไปที่บรรดาผู้หญิงที่กำลังนั่งทำเทียนขี้ผึ้งมากกว่า

ตัวอย่างอีกเหตุการณ์ที่ช่วยแสดงให้เห็นถึงกรอบในการมองของมอร์แมน คือ การรวมกลุ่มจับปลา ดังปรากฏข้อความว่า “พวกผู้ชายค่อยๆ ทยอยเดินลงไปในน้ำ พร้อมกับตะโกนว่า “ไปๆ”… ส่วนพวกผู้หญิงใช้ยอในการจับปลา (?) โดยทำงานไปพลางคุยกันไป… กลุ่มของพวกเธอแยกออกจากกลุ่มผู้ชาย…”31

ข้อมูลจากทั้งสองเหตุการณ์นี้อาจบอกเราได้ว่า มอร์แมนมองเห็นการแบ่งแยกการทำกิจกรรมบางประเภทระหว่างชาย-หญิงในชุมชนแห่งนี้ หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์บางอย่างที่แตกต่างกัน (เช่น ผู้ชายใช้สุ่ม ผู้หญิงใช้ยอ) ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การตอบคำถามบางประการให้กับตัวผู้เขียนเอง ในฐานะที่เป็นผู้ที่คลุกคลีกับเอกสารงานวิจัยภาคสนามของมอร์แมนมาเป็นเวลาเกือบสองปีว่า ตัวของ มอร์แมนก็มี “กรอบทางความคิด” ในการมองสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บข้อมูล และกรอบนี้เองที่เป็นตัวกำหนดมุมมองในการเก็บข้อมูลของเขา เช่น การมองว่า กิจกรรมการทำเทียนขี้ผึ้งเป็นกิจกรรมของผู้หญิง จึงเน้นให้ความสนใจในการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้หญิงเป็นพิเศษ หรือมองว่ามีการแบ่งแยกกลุ่มออกเป็นชาย-หญิง ในระหว่างการรวมกลุ่มจับปลา

  1. เผยความรู้สึก

นอกจากประเด็นเบื้องหลังการทำงานที่ผู้เขียนมองเห็นจากบันทึกภาคสนามของมอร์แมนแล้วนั้น นัยของข้อความที่บรรยายถึงรายละเอียดของสถานที่-ผู้แสดง-กิจกรรม ยังทำให้ผู้เขียนสัมผัสได้ถึง “ความรู้สึก” ของมอร์แมนขณะทำการจดบันทึกข้อมูลอีกด้วย เพราะในความพยายามที่จะแฝงตัวเป็น “คนใน” เพื่อเฝ้าสังเกตพฤติกรรมชาวบ้านนั้น ได้ปรากฏให้เห็นแกนของความเป็น “คนนอก” ของเขาอยู่ ความเป็นคนนอกของมอร์แมนที่ผู้เขียนสัมผัสได้ คือ คนที่มาจากต่างวัฒนธรรม และคนที่มาจากประเทศที่เจริญกว่า (สหรัฐอเมริกา)

มอร์แมนและภรรยา32 ถ่ายภาพคู่กันในอิริยาบถที่ค่อนข้างผ่อนคลาย ในระหว่างการกลับมาเก็บข้อมูลภาคสนามที่บ้านแพดอีกครั้งในปี 1986
(ภาพจาก : โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-66-7)

ด้วยเหตุนี้ ข้อความหลายแห่งที่ปรากฏอยู่ในบันทึกประจำวันของมอร์แมน จึงเผยให้เห็นตัวตน อารมณ์ และความคิดเห็นของเขา ตัวอย่างเช่น “…เพื่อนของเมลชวนเราให้ร่วมวงด้วย เราตอบรับด้วยความเต็มใจ เพราะเราไม่ได้เตรียมข้าวกลางวันมาและตอนนี้เราก็หิวมากด้วย…การเดินทางขากลับดูจะโหดร้ายกว่าตอนมา เพราะความเหนื่อยล้าและแสงแดดที่ร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ แถมจักรยานของเรายังยางแบนอีกต่างหาก เราจำเป็นต้องหาที่ปะยาง และขอน้ำดื่มจากบ้านที่เราแวะเพื่อปะยาง (ในน้ำจะมีอะมีบาหรือไม่มี เราไม่สนแล้ว เพราะเรากระหายน้ำมาก!)… แมรีแอนบ่นออกมาว่าจะไม่เดินทางแบบนี้อีกแล้ว… เราคิดถึงทางด่วนที่แสนสะดวกและรวดเร็วที่นิวเจอร์ซีย์…33 (ข้อความที่เป็นตัวหนาถูกเน้นโดยผู้เขียน)

นอกจากนี้ ในบางสถานการณ์เขาได้ใช้ค่านิยมแบบตะวันตกเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิน หรือตั้งคำถามกับการกระทำของชาวบ้าน ตัวอย่างเช่น “…ถือเป็นเรื่องปกติที่พี่น้องกันต้องปันกัน…หากเป็นที่สหรัฐอเมริกา ผู้คนคงอึดอัดใจกับความคิดเช่นนี้ พวกเขามักเคยชินแต่กับคำว่า “ความเท่าเทียมกัน”, “หน้าที่”, “การกุศล”, “ความยุติธรรม”, “การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม”, “จิตสำนึกของชุมชน”… ในระหว่างที่ชาวบ้านมาช่วยปลูกเรือนให้คำปัน แสงพูดออกมา (โดยไม่เขินอาย) ว่า พวกเขา34มาช่วยคำปันปลูกเรือน เพราะคำปันเคยเลี้ยงพวกเขา และพวกเขาจะเลี้ยงตอบแทนคำปัน เมื่อคำปันเดินทางไปลำปาง หรือพะเยา…35

แม้ในตำราเรียนมานุษยวิทยาจะพร่ำสอนเสมอว่าระหว่างการเก็บข้อมูลภาคสนาม นักมานุษยวิทยาต้องเฝ้าสังเกต และศึกษาพฤติกรรมของชาวบ้านที่ตนเองศึกษาด้วยใจที่เป็นกลาง ห้ามเอาความคิดของตนเองไปตัดสินการกระทำของชาวบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราต้องไม่ลืมว่านักมานุษยวิทยาเองก็เป็นเพียงปุถุชนทั่วไป มิใช่เครื่องจักรสังเกตการณ์ที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ อีกทั้งพวกเขาต่างเดินทางเข้าสู่สนามวิจัยพร้อมด้วย “เป้ทางวัฒนธรรม”36(cultural baggage) ของตน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไม่แสดงความไม่เห็นด้วย หรือตั้งคำถามบางประการกับกลุ่มคนที่ตนเองศึกษา เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ชาวบ้านกระทำอยู่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมของตน อย่างไรก็ดี ด้วยความเป็นนักวิจัยมืออาชีพ การแสดงออกของพวกเขาจึงมิใช่การลุกขึ้นมาคัดค้าน หรือแสดงความคิดที่ไม่เห็นด้วย เพราะจะเป็นการเข้าไปแทรกแซงพฤติกรรมของชาวบ้าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อห้ามร้ายแรงของการเก็บข้อมูลภาคสนามทางมานุษยวิทยา การแสดงออกทางอารมณ์และความคิดของพวกเขาจึงถูกถ่ายทอดลงในบันทึกประจำวันแทน37

ดังนั้น เราจึงพบเห็นอารมณ์ดีใจ (ดีใจที่ชาวบ้านชวนร่วมวงกินข้าวด้วย เพราะไม่ได้เตรียมข้าวมา) อารมณ์หงุดหงิดและคิดถึงบ้าน (จากความเหนื่อยล้าและความยากลำบากในการเดินทางกลับจากการดูชาวบ้านจับปลา) ความรู้สึกไม่ใส่ใจ (ไม่ใส่ใจแล้วว่าน้ำที่ดื่มจะสะอาดหรือไม่ ซึ่งในเวลาปกติแล้วอาจต้มน้ำก่อนดื่ม?) หรือแม้แต่การใช้ค่านิยมแบบตะวันตกมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินพฤติกรรมของชาวบ้าน ในเรื่องการแบ่งปันสิ่งของต่อกันและกัน38 สอดแทรกอยู่ในบันทึกประจำวันของมอร์แมน

» ส่งท้าย

อาจกล่าวได้ว่า เอกสารงานวิจัยภาคสนามของนักมานุษยวิทยาเปรียบเสมือน “บันทึกส่วนตัวของนักมานุษย- วิทยา” จึงไม่น่าแปลกใจหากเนื้อหาที่อยู่ภายในจะปรากฏให้เห็นลักษณะการทำงาน ตัวตนและความรู้สึกนึกคิดของผู้บันทึก

เอกสารงานวิจัยภาคสนามของมอร์แมนซึ่งผู้เขียนนำเสนอในบทความชิ้นนี้ ทำให้เรามองเห็นภาพ “เบื้องหลังการทำงาน” อย่างมีระบบ และ “เผยความรู้สึก” ที่แสดงให้เห็นอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของเขาในระหว่างการทำงานภาคสนาม แม้ว่าเนื้อหาในบทความจะเป็นการย้อนกลับไปวิพากษ์การทำงานภาคสนามของมอร์แมน แต่ก็เป็นไปด้วยจิตคารวะที่มีต่อการทำงานอย่างอุตสาหะของเขา นอกจากนี้ เนื้อหาบางส่วนที่มีการนำเสนออารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของมอร์แมนนั้นก็เป็นไปเพื่อการนำเสนอให้เห็นภาพความเป็น “ปุถุชน” ของนักมานุษยวิทยาเท่านั้น ผู้เขียนมิได้ต้องการจะจับผิดแต่อย่างใด

ขณะนี้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้นำบันทึกภาคสนามทั้งหมดของมอร์แมนมาจัดทำเป็น “ฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย” ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปทำการสืบค้นข้อมูล และดูเอกสารต้นฉบับได้จากฐานข้อมูลของศูนย์ฯ (www.sac.or.th)นอกจากงานของมอร์แมนแล้ว ทางศูนย์ฯ กำลังดำเนินการจัดทำคลังข้อมูลดิจิทัลงานวิจัยภาคสนามของนักมานุษยวิทยาอีกหลายท่าน เช่น

  • งานการศึกษาเกี่ยวกับชุมชนบางชัน จ.สมุทรปราการ ของ Prof. Jane และ Lucien Hanks นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน
  • ภาพถ่ายชนบนพื้นที่สูงเผ่าใน จ.เชียงใหม่ของนายประเสริฐชัยพิกุสิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยชาวเขา
  • สไลด์ภาพถ่ายชนบนพื้นที่สูงใน จ.เชียงราย และ จ.ตาก ของ Prof. Hans Manndorff นักมานุษยวิทยาชาวออสเตรีย
  • สไลด์ภาพถ่ายงานวิจัยภาคสนามของ ศ. ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์
  • บันทึกส่วนตัว และรายงานการขุดค้นทางโบราณคดีของ ศ.ชิน อยู่ดี

» บรรณานุกรม

หนังสือ

งามพิศ สัตย์สงวน. การวิจัยทางมานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.

ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล, บก. คนใน : ประสบการณ์ภาคสนามของนักมานุษยวิทยาไทย. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2545.

ยศ สันตสมบัติ. มนุษย์กับวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.

เอกสารอ้างอิงอิเล็กทรอนิกส์

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย.

Wikipedia. Cultural Baggage. Available from : http://en.wikipedia.org/wiki/Cultural_baggage (accessed on 16 October 2008).

บทสัมภาษณ์

บทสัมภาษณ์นางอัมพร มังคลาด เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2550 บ้านแพด ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา จากสมุดบันทึกภาคสนามของสิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี.

บทสมภาษณ์นายบุญมา มังคลาด เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2551 บ้านแพด ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา จากสมุดบันทึกภาคสนามของสิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี.

หนังสือแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความ

ฆัสรา มุกดาวิจิตร. “ชาติพันธุ์วิทยาคือ (การเอา) ชีวิต (รอด),” วิภาษา. ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 ลำดับที่ 12 (1 ส.ค.-15 ก.ย. 2551), น. 97-102.

ธันวดี สุขประเสริฐ และสิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี. “จดหมายเหตุภาพไทลื้อ : ย้อนรอยจากเอกสารของ มอร์แมน,” จดหมายข่าวสมาคมจดหมายเหตุไทย. ฉบับที่ 4 (ต.ค. 2550-ก.ย. 2551), น. 83-98.

สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี. “คอมมิวนิสต์บุกบ้านแพด!,” จุลสารหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์. ฉบับที่ 12 (มิ.ย. 2550-พ.ค. 2551), น. 66-85.

ขอขอบคุณ

คุณชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ บรรณาธิการและเพื่อนร่วมงานผู้แข็งขัน สำหรับข้อคิดเห็นและคำแนะนำต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อบทความชิ้นนี้


1 ชื่อของบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง คนใน : ประสบการณ์ภาคสนามของนักมานุษยวิทยาไทย (กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2545) บรรณาธิการโดย ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล เนื้อหาในหนังสือเป็นการรวบรวมบทความเกี่ยวกับประสบการณ์ภาคสนามจากบรรดานักมานุษยวิทยาระดับแนวหน้าของไทย หลายบทความได้มีการแสดงออกให้เห็นถึงตัวตน และอารมณ์ของนักมานุษยวิทยาในระหว่างการเก็บข้อมูล ภาคสนาม เพื่อให้ชื่อของบทความชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานภาคสนามของนักมานุษยวิทยาได้อย่างชัดเจน ผู้เขียนจึงเลือกที่จะหยิบเอาชื่อของหนังสือเล่มนี้มาใช้.

2 บทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะใช้ปี ค.ศ. เป็นหลักในการเขียน แต่ทั้งนี้ในส่วนของหนังสืออ้างอิงภาษาไทยซึ่งระบุปีที่ตีพิมพ์เป็น พ.ศ. ผู้เขียนจะไม่เปลี่ยนแปลง โดยจะยังคงปี พ.ศ. ไว้ตามเดิม ทั้งนี้เพื่อความสะดวกสำหรับผู้อ่านที่ต้องการสืบค้นเอกสารเพิ่มเติม.

3 แม้จะมีโอกาสได้เรียนวิชาทางด้านมานุษยวิทยาอยู่บ้างในสมัยที่เป็นนักศึกษา และมีประสบการณ์การออกภาคสนามอยู่พอประมาณ แต่ผู้เขียนก็มิได้ศึกษาทางด้านมานุษยวิทยาโดยตรง เป็นเพียงแค่คนที่ทำงานคลุกคลีกับเอกสารงานวิจัยภาคสนามของนักมานุษยวิทยาเท่านั้น บทความชิ้นนี้ จึงถูกเขียนขึ้นโดยเน้นที่การตีความจากเอกสารงานวิจัยภาคสนามของ มอร์แมนเป็นหลัก โดยยังคงขาดความลุ่มลึกในการนำแนวคิด หรือทฤษฎีทางมานุษยวิทยามารองรับสมมุติฐานหลายประการ ซึ่งถือเป็นความด้อยประสบการณ์ของผู้เขียนเอง.

4 “พ่อจาน” เป็นคำที่ชาวบ้านร่วมสมัยการวิจัยของมอร์แมนใช้เรียก ศ.ไมเคิล มอร์แมน-ผู้เขียน

5 บทสมภาษณ์นายบุญมา มังคลาด อายุ 76 ปี เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2008 บ้านแพด ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา จากสมุดบันทึกภาคสนามของสิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี. เนื่องจากเป็นการจดบันทึกภาคสนามขณะทำการสัมภาษณ์ เนื้อหาในการจดบันทึกจึงเป็นการจดเฉพาะใจความสำคัญ ส่วนเนื้อหาอื่นๆ เป็นการเก็บความภายหลังจากวีดิทัศน์ ซึ่งผู้เขียนและทีมงานได้บันทึกไว้เมื่อตอนไปออกภาคสนาม.

6 บทสัมภาษณ์นางอัมพร มังคลาด เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2007 บ้านแพด ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา จากสมุดบันทึกภาคสนามของสิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี.

7 ปัญหาเรื่องการได้ข้อมูลที่ไม่ละเอียดเพียงพอจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลนี้ ผู้เขียนคิดว่านอกจากความไม่รู้จริงๆ แล้ว อาจเป็นปัญหาเรื่องความทรงจำ เพราะผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีอายุค่อนข้างมาก (มากกว่า 70 ปีขึ้นไป) จากการสังเกตของผู้เขียน ขณะทำการสัมภาษณ์มีหลายครั้งที่ผู้ให้ข้อมูลต้องใช้เวลานึกทบทวนความทรงจำเป็นเวลานาน และมีหลายครั้งที่ผู้ให้ข้อมูลบางคนบอกกับผู้เขียนตามตรงว่าจำไม่ได้เพราะแก่แล้ว.

8 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-35. ผู้เขียนเลือกแปลความเฉพาะในส่วนที่อ้าง เนื่องจากบัตรบันทึกแบบเจาะที่มอร์แมนใช้บันทึกเหตุการณ์ประจำวันในแต่ละวันนั้น ในหนึ่งระเบียนมีเนื้อหาอยู่หลายแผ่นด้วยกัน.

9 ผู้เขียนยังไม่พบข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับบุคคลนี้ แต่ในบันทึกประจำวันของมอร์แมนมีการพูดถึงชื่ออีโมจีนอยู่พอสมควรในช่วงแรกของการเก็บข้อมูลภาคสนาม (1959) ผู้เขียนสันนิษฐานว่าอาจเป็นชาวตะวันตกที่อาศัยอยู่ใน อ.เชียงคำมาก่อน และคอยให้ความช่วยเหลือมอร์แมนในระหว่างการเก็บข้อมูลก็เป็นได้.

10 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-33.

11 วัดหย่วน บ้านดอนชัย-ผู้เขียน

12 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสาร หมายเลข MM-1-14-30.

13 ชาวบ้านแพดเรียกกิจกรรมดังกล่าวว่าการ “สักสุ่ม” มักจัดขึ้นในช่วงระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค.-ผู้เขียน

14 มอร์แมนและภรรยา-โดยผู้เขียน. Mrs. Marianne Moerman เป็นภรรยาคนแรกของมอร์แมนซึ่งมาทำการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยกันที่บ้านแพดในปี 1959.

15 ผู้เขียนยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับบุคคลนี้ แต่สันนิษฐานว่าอาจเป็นชาวตะวันตกที่อาศัยอยู่ใน อ.เชียงคำมาก่อน และคอยให้ความช่วยเหลือมอร์แมนในระหว่างการเก็บข้อมูลก็เป็นได้.

16 แหนม?-ผู้เขียน

17 น้ำพริกหนุ่ม?-ผู้เขียน

18 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-29.

19 ชาวบ้านที่มาช่วยงาน-ผู้เขียน.

20 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-11.

21 เรื่องวินัยในการเก็บข้อมูลภาคสนามนี้ อาจขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนตัวและพื้นฐานการฝึกอบรมทางด้านมานุษยวิทยา ซึ่งนักมานุษยวิทยาแต่ละคนได้รับติดตัวมาจากอาจารย์ผู้สอนด้วย จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับนักมานุษยวิทยาอาวุโสหลายท่าน แต่ละท่านล้วนมีวิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะการใช้บัตรบันทึกแบบเจาะเพื่อการเก็บข้อมูลนั้น ดูจะเป็นวิธีการเฉพาะที่นักมานุษยวิทยารุ่นเก่าบางสำนักใช้กันเท่านั้น.

22 ผู้อ่านสามารถดูผลงานวิจัยของมอร์แมนที่เกี่ยวกับชุมชนไทลื้อบ้านแพดได้จาก ธันวดี สุขประเสริฐ และสิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี, “จดหมายเหตุภาพไทลื้อ : ย้อนรอยจากเอกสารของมอร์แมน,” จดหมายข่าวสมาคมจดหมายเหตุไทย, ฉบับที่ 4 (ต.ค. 2550-ก.ย. 2551), น. 83-98. ผู้เขียนได้รวบรวมรายชื่องานวิจัยของมอร์แมนเอาไว้ในบทความดังกล่าวแล้ว. 12 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสาร หมายเลข MM-1-14-30.

23 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-33.

24 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-29.

25 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-30.

26 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-11.

27 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-35.

28 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-30.

29 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความหมายของสถานที่ ผู้แสดง และกิจกรรม ในการวิจัยทางมานุษยวิทยาได้จาก งามพิศ สัตย์สงวน, การวิจัยทางมานุษยวิทยา, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542), น. 69-71.

30 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-30.

31 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-29.

32 Mrs. Pat เป็นภรรยาคนที่ 2 ของมอร์แมนซึ่งมาทำการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยกันที่บ้านแพดในปี 1986.

33 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-29.

34 ชาวบ้านที่มาช่วยงาน-ผู้เขียน

35 โครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุทางมานุษยวิทยาในประเทศไทย, เอกสารหมายเลข MM-1-14-11.

36 เมื่อผู้คนจากวัฒนธรรมหนึ่งมีการปะทะสังสรรค์กับผู้คนจากต่างวัฒนธรรม ในบางครั้งอาจมีการแสดงออกทางพฤติกรรม หรือทางความคิดบางประการ เพื่อเข้าไปตัดสิน หรือสอดแทรกวัฒนธรรมที่ตนเองไม่เห็นด้วยโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก Wikipedia, Cultural Baggage, http://en.wikipedia.org/wiki/Cultural_baggage (accessed on 16 October 2008).

37 ในประเด็นเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์ หรือการตั้งคำถามกับกลุ่มคนที่ตนเองกำลังศึกษาในระหว่างการเก็บข้อมูลภาคสนามนั้น ผู้เขียนแนะนำให้อ่านงานของ ฆัสรา มุกดาวิจิตร, “ชาติพันธุ์วิทยาคือ (การเอา) ชีวิต (รอด),” วิภาษา, ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 ลำดับที่ 12 (1 ส.ค.-15 ก.ย. 2551), น. 97-102. ผู้อ่านจะได้อรรถรสเป็นอย่างยิ่งจากประสบการณ์ของฆัสรา ในระหว่างการติดตามสามีไปทำงานวิจัยภาคสนามที่ประเทศเวียดนาม.

38 ประเด็นเรื่องการใช้ค่านิยมแบบตะวันตกมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินกลุ่มคนอื่นๆ นั้น ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า มอร์แมนได้รับอิทธิพลมาจากงานการศึกษาเกี่ยวกับ “ลักษณะประจำชาติ” ของผู้คนแต่ละเชื้อชาติหรือไม่ เพราะบรรดานักมานุษยวิทยาสำนักอเมริกันในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีทฤษฎีที่เชื่อว่า วัฒนธรรมและบุคลิกภาพมีผลต่อการกำหนดพฤติกรรมของชนชาตินั้นๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวได้จาก ยศ สันตสมบัติ, มนุษย์กับวัฒนธรรม, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540), น. 179-195.

ป้ายกำกับ คนใน เบื้องหลัง ไมเคิล มอร์แมน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา