บทความ

ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย

จรรยา ยุทธพลนาวี | 10 กุมภาพันธ์ 2564 | อคติทางวัฒนธรรม และความรุนแรง | ผู้เข้าชม : 602

ป้ายกำกับ อคติทางวัฒนธรรมและความรุนแรง

คำโปรย ความรุนแรงกับสังคมไทย ยังปรากฏคู่กันมาตลอด แม้ว่าจะมีความเชื่อว่าคนไทยรักสงบ ผู้คนทำนุบำรุงศาสนา แต่ในความเป็นจริงยังพบว่าปัญหาความรุนแรงสะสมอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน ดังที่จรรยา ยุทธพลนาวี บรรณารักษ์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้รีวิวหนังสือ ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย (2553) บรรณาธิการโดย ศ.ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กว่า 10 ปี ที่หนังสือเล่มนี้นำพาผู้อ่านโลดแล่นไปในเส้นทางสำรวจความรุนแรงที่ถูกซ่อนไว้ผ่านการศึกษาของนักวิชาการที่สนใจประเด็นความรุนแรง ทั้งความรุนแรงทางการเมือง ความรุนแรงเกี่ยวกับการรณรงค์เรื่องยาเสพติด ความรุนแรงจากวรรณากรรมเรื่องสิ่งแวดล้อม ความรุนแรงในสถานศึกษา และการลงโทษประหารชีวิต ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจความรุนแรง แสดงให้เห็นความสำคัญของการขจัดอคติ การเลือกปฏิบัติและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ที่นำมาเข้าใจสถานการณ์ความรุนแรงในปัจจุบันได้

img

 

ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย

 

จรรยา ยุทธพลนาวี 

บรรณารักษ์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

 

 

ภาพปกหนังสือความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย

 

ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บรรณาธิการ

           ปัญหาความรุนแรงเป็นปัญหาหนึ่งที่สั่งสมมานานในสังคมไทยภายใต้ความเชื่อที่ว่าคนไทยรักสงบ ผู้คนทำนุบำรุงในศาสนา แต่ทว่ามายาคติดังกล่าวกลับขัดแย้งกับภาพเหตุการณ์นานาทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏ

           หนังสือเรื่อง ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย ตีพิมพ์เมื่อปี 2553 รวบรวมผลงาน 6 เรื่อง ของนักวิชาการ 7 คน จึงเปรียบเสมือนพาหนะที่จะนำพาผู้อ่านทุกท่านให้โลดแล่นเข้าสู่การสำรวจความรุนแรงที่ถูกซุกซ่อนไว้ และชักชวนให้ผู้อ่านทบทวนตนเองว่าเราเป็น “ส่วนหนึ่ง” หรือ “ส่วนร่วม” ของขบวนการความรุนแรงใดๆ หรือไม่ ตลอดจนการค้นหาคำตอบในการคลี่คลายความรุนแรงต่างๆ ที่ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บรรณาธิการของหนังสือได้ทิ้งท้ายไว้ในบทนำว่า “...เมื่อรู้ “ที่ซ่อน” ของความรุนแรง จัดวางตำแหน่งแห่งที่ของปรากฏการณ์นี้ได้ในองค์ความรู้ทางวิชาการความรุนแรงทางการเมืองระดับสากล จนพอจะ “หา” พบแล้ว (สังคมไทย) จะได้อะไร”1

 

กำเนิดและพัฒนาการขององค์ความรู้ทางวิชาการว่าด้วยความรุนแรงทางการเมือง: บทสำรวจงานวิชาการในโลกตะวันตก

ประจักษ์ ก้องกีรติ

           บทเริ่มต้นของหนังสือเพื่อให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจพื้นฐานของเหตุการณ์ความรุนแรง และแนวคิดจากต่างประเทศเพื่อปูทางเข้าสู่เหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ ในบทนี้ผู้เขียนยกตัวอย่างเหตุการณ์ความรุนแรง เช่น การปราบปรามผู้ชุมนุมโดยรัฐในเหตุการณ์ 14 ตุลา, สงครามการปราบปรามยาเสพติดและวิสามัญฆาตกรรมภายใต้รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร รวมถึงความรุนแรงในภาคใต้ที่เกิดขึ้นเป็นระยะอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต แต่ปะทุรุนแรงขึ้นในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับจากปี พ.ศ. 2547 เหตุการณ์เหล่านี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชั้นดีที่ผู้เขียนชี้ชวนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

           เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจเหตุการณ์ความรุนแรงได้ดียิ่งขึ้น ประจักษ์ ก้องกีรติจึงทำการสำรวจเหตุการณ์ความรุนแรงในโลกตะวันตก ผ่านงานเขียนและงานวิจัยในประเด็นเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สงครามกลางเมือง สงครามแบ่งแยกดินแดน การจราจล ความรุนแรงโดยรัฐในมิติการศึกษาทางรัฐศาสตร์และมานุษยวิทยา โดยมุ่งหวังให้องค์ความรู้ในงานวิชาการดังกล่าว เกิดประโยชน์ในการจัดการความขัดแย้งที่อาจจะขยายตัวให้เกิดเป็นความรุนแรงในสังคมไทยได้

 

ปฏิบัติการสงครามของการรณรงค์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทย

พวงทอง ภวัครพันธุ์

           ในราวปี พ.ศ. 2546 คำว่า “ฆ่าตัดตอน” ดูจะเป็นคำที่ทุกคนคุ้นเคยและยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหายาเสพติดในสังคมไทย ตามที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศสงครามกับยาเสพติด โดยสื่อมวลชนรายงานว่าผู้ต้องสงสัยส่วนใหญ่ถูก “วิสามัญฆาตกรรม” ขณะที่รัฐบาลให้คำอธิบายต่อสาธารณะว่าเป็นการฆ่าปิดปากของผู้ค้ายาเสพติดด้วยกัน

           ความน่าสนใจที่ พวงทอง ภวัครพันธุ์ นำเสนอในงานชิ้นนี้คือสถิติจำนวนคดียาเสพติด ข่าวพาดหัวเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวนประชากรที่ใช้ยาเสพติด ซึ่งเป็นการเปิดเผยให้เห็นภาพลวงของการนำเสนอข้อมูลตัวเลขอันนำไปสู่การสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน ความกลัวต่อยาเสพติดนี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจควบคุมประชาชนและผลิตซ้ำวาทกรรมการใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องประเทศชาติ แทนที่จะส่งมอบความรู้และความจริงให้กับประชาชนเพื่อใช้ในการร่วมหาทางออกของปัญหาได้อย่างถูกต้อง

 

สืบรอย “ความรุนแรง” จากวรรณกรรมของขบวนการสิทธิชุมชนต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย

กฤษฎา บุญชัย

           ปัญหาจากการถูกกีดกันการเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มคนชายขอบ การกีดกันสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นพลังที่ผลักดันให้เกิดขบวนการความเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนในการต่อสู้ปกป้องทรัพยากรจากรัฐ นายทุน และทุนข้ามชาติ ในงานเขียนชิ้นนี้ผู้เขียนให้ความสนใจต่อขบวนการความเคลื่อนไหว 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) สมัชชาคนจน กรณีกลุ่มปัญหาเขื่อนในภาคอีสาน 2) กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด 3) เครือข่ายคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซ โรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 4) กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เพื่อคัดค้านการทำเหมืองแร่โปแตส

           ผู้เขียนวิเคราะห์แถลงการณ์ จดหมายเปิดผนึก รายงานข่าวจากขบวนการความเคลื่อนไหวทั้ง 4 กลุ่มข้างต้น และกล่าวถึงปัญหาความรุนแรงที่พบร่วมกันคือความรุนแรงในเชิงโครงสร้างที่มีรัฐและกลุ่มทุนนิยมเป็นกลไกในการแย่งชิงทรัพยากรจากชุมชน ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมจากความรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสอง การถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐและสังคม ผู้เขียนได้ให้ความเห็นว่าปฏิบัติการของขบวนการความเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้น เป็นความพยายามนำตนเองออกจากพื้นที่ความรุนแรงไปสู่ที่สาธารณะซึ่งพวกเขาสามารถระดมพลังทางสังคมเพื่อเปลี่ยนความรุนแรงให้กลายเป็นสภาวะความไม่รุนแรงได้

 

การศึกษา : มายาการความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม

อุษณีย์ ธโนศวรรย์ และศรีชัย พรประชาธรรม

           แม้สถานศึกษาซึ่งเป็นที่ให้ความรู้และกล่อมเกลาให้เยาวชนพัฒนาขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ แต่ก็ยังแฝงไปด้วยแนวคิดในการเลือกปฏิบัติ การจัดลำดับคุณค่าของผู้เรียน และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความไม่เท่าเทียมขึ้นในสังคม อุษณีย์และศรีชัย ผู้เขียนทั้งสองคนได้วิเคราะห์ปฏิบัติการที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในโรงเรียน ทั้งในด้านโครงสร้างการบริหารตามลำดับการบังคับบัญชา การจัดระเบียบร่างกายด้วยการกำหนดลักษณะเฉพาะของทรงผมและเครื่องแต่งกาย การจัดระเบียบด้านเวลาด้วยการกำหนดตารางกิจกรรมในแต่ละวัน การจัดระเบียบความรู้ด้วยการกำหนดให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ สำคัญกว่าความรู้ในสาขาอื่น และการจัดระเบียบพื้นที่ด้วยการจัดลำดับ “ห้องคิง”–“ห้องบ๊วย” ซึ่งเป็นปัจจัยก่อให้เกิดความรุนแรงในโรงเรียนที่มิได้จบแค่ในโรงเรียน แต่ติดตามกำกับไปที่ตัวของนักเรียนในพื้นที่อื่นด้วย

           ผู้เขียนให้ความเห็นเกี่ยวกับความรุนแรงในโรงเรียนไว้ว่า พื้นที่โรงเรียนอาจกลายเป็นพื้นที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ การสร้างระบบแบบอำนาจนิยมเพื่อการควบคุมที่ง่ายขึ้น มักจะปฏิเสธการมีสิทธิ มีเสียงของทั้งครูและนักเรียน ระบบเช่นนี้จึงเปรียบเหมือนการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของการเข้ามามีส่วนร่วมนั่นเอง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนจึงเป็นความรุนแรงทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเชิงโครงสร้างที่ร่วมผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

 

การศึกษาเรื่อง “กระแสโลกาภิวัตน์และการลงโทษประหารชีวิตในรัฐไทย”

ธัญญรัตน์ ทิวถนอม

           จากการตั้งคำถาม 2 ข้อของผู้เขียนสู่การหาคำตอบว่า รัฐไทยใช้เหตุผลข้ออ้างใดในการสร้างความชอบธรรมให้กับการลงโทษประหารชีวิต และ ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีอิทธิพลต่อรัฐไทยในสมัยต่างๆ ส่งผลต่อการใช้อำนาจอธิปไตย ตลอดจนการใช้อำนาจและความรุนแรงของรัฐไทยในสมัยนั้นอย่างไร

           ผู้เขียนได้สำรวจแนวคิดเรื่องรัฐ การลงโทษประหารชีวิตและทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษประหารชีวิตของรัฐไทย โดยกระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 มีผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนการลงโทษประหารชีวิตด้วยวิธีทรมานนักโทษประหารในรูปแบบต่างๆ ให้เหลือเพียงการประหารชีวิตด้วยวิธีการตัดศีรษะ ผู้เขียนได้อภิปรายนโยบายของรัฐบาล กฎหมาย และแนวทางการพิจารณาโทษประหารชีวิตของรัฐไทยแล้วให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้อำนาจ และการอ้างเรื่อง “ความจำเป็น”  ยึดเอาความเชื่อทางศาสนาของประชาชนเรื่องบาปบุญ และการรับผลกรรม มาเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมกับการลงโทษประหารชีวิตของผู้ที่ทำผิด ในส่วนท้ายของเนื้อหา ผู้เขียนเสนอว่าการแก้ไขบทลงโทษด้วยการประหารชีวิตของรัฐไทยควรเริ่มต้นด้วยการปรับทัศนคติของคนในสังคมไทย หยุดใช้ความรุนแรงจากภาครัฐ และปรับประบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจที่มีต่อผู้กระทำความผิดให้รับบทลงโทษในรูปแบบที่เหมาะสม

 

6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549 : จากชัยชนะสู่ความเงียบ (แต่ยังชนะอยู่ดี)

ธงชัย วินิจจะกูล

           ฝ่ายขวาคือใคร?

           ผู้เขียนได้ให้คำนิยามของ “ฝ่ายขวา” ในที่นี่ว่าเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมทั้งโดยตรงและโดยอ้อมกับการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อต่อต้านขบวนการนักศึกษาประชาชน “ฝ่ายซ้าย” ที่มีความคิดไปทางสังคมนิยมในช่วงประมาณเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 25192

           ข้อมูลจากการสนทนากับตัวแทนที่ได้ชื่อว่าอยู่ “ฝ่ายขวา” เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นำมาสู่บทวิเคราะห์ของผู้เขียนว่าในระยะ 30 ปีที่ผ่านมานั้น กลุ่ม “ฝ่ายขวา” มีความทรงจำต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร จัดการกับความรู้สึกและความทรงจำนั้นอย่างไร โดยที่ผู้เขียนมิได้ให้คำตัดสินว่าความทรงจำนั้นถูกหรือผิด แต่อภิปรายข้อมูลที่ได้รับจากการทบทวนความทรงจำของผู้เล่าเทียบเคียงกับเอกสารทางประวัติศาสตร์ โดยยกประเด็นที่น่าสนใจในการจัดการความทรงจำและความรู้สึกของฝ่ายขวา รวมถึงการให้ความสนใจกับ “ความเงียบ” ของผู้ร่วมเหตุการณ์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ความเงียบของฝ่ายขวาเนื่องจากความทรงจำที่เปลี่ยนไป ความเงียบอย่างจำใจ ความเงียบที่ช่วยให้จัดการกับฝันร้ายของตนเอง ความรู้สึกที่ว่าฝ่ายขวาไม่ผิด หรือแม้แต่ความรู้สึกว่าความยุติธรรมนั้นมีชนชั้น

           จากเนื้อหาทั้ง 6 เรื่องในหนังสือ แสดงให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงในสังคมไทยนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เกิดขึ้นได้ในระดับปัจเจกบุคคลและความรุนแรงนั้นสามารถขยายไปเป็นความขัดแย้งที่ลุกลามให้กลายเป็นปัญหาสังคมต่อไป

           หนังสือเล่มนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการขจัดอคติ การเลือกปฏิบัติและการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิได้อย่างเท่าเทียมกันบนพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันของมวลมนุษย์

           หนังสือเรื่องนี้รวมถึงหนังสือที่ว่าด้วยอคติทางวัฒนธรรม มีพร้อมให้บริการที่ห้องสมุด ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ห้องสมุด หรือติดต่อเพื่อขอยืมหนังสือผ่านทาง Facebook Fanpage: ห้องสมุด ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร–SAC Library และ Line: @sac-anthropology

 

วันและเวลาให้บริการ

ห้องสมุด ชั้น 7-8 วันจันทร์–ศุกร์ : 08.30–16.30 น. และวันเสาร์ : 09.00–16.00 น.

ห้องสมุดสุข กาย ใจ วันจันทร์–ศุกร์ : 08.00-18.00 น. และวันเสาร์ : 09.00–17.00 น.

 


 

1  ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. “บทนำ ; ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย” ใน ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2553, น.28

2  ธงชัย วินิจจะกูล. “6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549 : จากชัยชนะสู่ความเงียบ” ”ใน ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2553, น.415

 

 

 

ผู้เขียน

จรรยา ยุทธพลนาวี

บรรณารักษ์ ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)

 

บทความแนะนำ

ETHNOGRAPHIC FILMS DATABASE

หมวดหมู่ :

ป้ายกำกับ : ETHNOGRAPHIC, FILMS, DATABASE,

ความเป็นไทย/ความเป็นไท

หมวดหมู่ : ชาติพันธุ์ อัตลักษณ์

ป้ายกำกับ : ชาติพันธุ์ อัตลักษณ์,