เมื่อ ‘รัฐ’ รุกคืบบ้านปางแดงใน: บทสะท้อนอัตลักษณ์ อารมณ์ และความรู้สึกของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางภายใต้ระบบทุนนิยม
อารัมภบท
การเคลื่อนย้ายตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่ก่อนการสถาปนารัฐชาติ ประกอบไปด้วย กะเหรี่ยง ม้ง เมี่ยน ลีซู ลาหู่ และอ่าข่า ต่อมากลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ได้ถูกระบุให้เป็นชาวไทยภูเขาที่มีความหมายว่าเป็น ‘กลุ่มชาติพันธุ์พื้นถิ่น’ ที่อาศัยพื้นที่ตั้งรกราก ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์นอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้นจะถูกเรียกว่า ‘ชนกลุ่มน้อย’ ได้แก่ จีนฮ่อ ไทใหญ่ และ ดาราอาง ในกรณีของประเทศไทยนั้น คนพลัดถิ่นส่วนใหญ่เป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า การอพยพย้ายถิ่นฐานของกลุ่มผู้อพยพในประเทศไทยจึงสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทย เนื่องจากประสบปัญหาความไม่มั่นคงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเป็นผลพวงจากระบบอาณานิคมและการเกิดขึ้นของรัฐชาติสมัยใหม่ที่มีการกำหนดขอบเขตของรัฐ ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทั้งความขัดแย้งระหว่างรัฐและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ภายในรัฐ โดยเฉพาะรัฐที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับ (ยศ สันตสมบัติ, 2543: 227) อาจกล่าวได้ว่าเส้นพรมแดนของรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นได้ละเลยมิติทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ของผู้คนในดินแดนนั้น ทำให้การดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการคำนึงถึง (วาสนา ละอองปลิว, 2546: 2)
สำหรับกลุ่มอพยพในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยส่วนใหญ่อพยพมาจากประเทศพม่า ซึ่งอยู่ในฐานะผู้พลัดถิ่น ทำให้การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มักอยู่บนพื้นที่สูง มีความยากลำบากในการเข้าถึง ซึ่งการตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่สูงห่างไกลความเจริญและห่างไกลผู้คนทำให้ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้กลายเป็น ‘คนชายขอบ (marginal people)’ ที่ไร้ซึ่งเสียง อำนาจ และการมีตัวตน ทว่า การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มอพยพบนพื้นที่สูงส่วนใหญ่มีการตั้งถิ่นฐานก่อนการประกาศเป็นพื้นที่เขตป่าสงวน อีกทั้งรูปแบบการใช้ที่ดิน ภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างจากคนไทยพื้นราบ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการสะท้อนทัศนคติของคนไทยพื้นราบที่มีต่อคนพื้นที่สูงกลายเป็นภาพจำของความอคติทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการกำหนดขอบเขตของรัฐ ตลอดจนการสำรวจสำมะโนครัวประชากร ที่พยายามสร้างความแตกต่างทางชาติพันธุ์ และในช่วงสงครามเย็นกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณพื้นที่สูงกลายเป็นเครื่องมือในการกำหนดภาพลักษณ์และสร้างอคติทางชาติพันธุ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นด้วยมุมมองเกี่ยวกับภัยความมั่นคงของชาติ
ประเด็นปัญหาที่สำคัญของบทความนี้คือ การทำความเข้าใจถึงกระบวนการก่อร่างสร้างตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางภายใต้บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral history) จากบุคคลร่วมสมัยเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว นับเป็นการสะท้อนเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อมุ่งสะท้อนอัตลักษณ์ อารมณ์ ความรู้สึก โดยผู้เขียนได้ใช้กรอบคิดในการมองพื้นที่ผ่านแนวคิดทางประวัติศาสตร์สังคมและเศรษฐกิจ (Social and economic history) แนวคิดดังกล่าวเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ในระดับชุมชนที่อาศัยการตีความความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง และอธิบายพลวัตทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านปางแดงใน ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวไม่ถูกกล่าวถึงและไม่เป็นที่รู้จักมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในประเทศไทย เนื่องจากเพิ่งมีการอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อต้นทศวรรษ 2520 จนกระทั่งมีการจับกุมชาวดาราอางเมื่อ พ.ศ. 2532 ในข้อหาบุกรุกพื้นที่เขตป่าสงวนและมีการปล่อยตัวเมื่อปี พ.ศ. 2535 แต่ชาวดาราอางก็ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานแต่อย่างใด จนกระทั่งมีการเข้ามาของโครงการพัฒนา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจภายในชุมชน
ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ [โดยสังเขป] ของชาวดาราอางบ้านปางแดงใน
ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ปางแดงในระบุว่า พื้นที่ปางแดงในเดิมทีเรียกว่า ‘บ้านห้วยหก’ เป็นหย่อมบ้านทุ่งหลุก หมู่ที่ 9 ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สาเหตุที่เรียก ‘บ้านห้วยหก’ นั้นเกิดขึ้นจากการที่มีลำห้วยหกสายไหลผ่านขนานกับหมู่บ้านและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากลำห้วยนี้อุปโภคบริโภค แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เรียกว่า ‘บ้านปางแดงใน’ (ปวีณา สุริยา, 2565) พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง คำว่า ‘ดาราอาง’ เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง โดยมีความหมายว่า ‘คนที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง’ หรือเรียก ว่า ‘ดาอาง’ ขณะที่ชาวไตในรัฐฉานส่วนใหญ่เรียกชาวดาราอางว่า ‘คุนลอย’ หมายถึง ‘คนดอย’ หรือ ‘คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง’ (ดำรงพล อินจันทร์, 2568) อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางว่า ‘ปะหล่อง’ซึ่งเป็นคำที่ชาวไทใหญ่และพม่าเรียก มีความหมายว่า ‘พวกชาวเขา’ โดยมีนัยที่สื่อความหมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ นอกจากนี้ยังมีการเรียกชื่อที่แตกต่างกันไป เช่น รูไม (Rumai) เตอะอั๋ง (Ta-ang) เบิงลอง คุนลอย (Kunloi) ฯลฯ เหล่านี้หมายถึงชาวดาราอาง (สกุณี ณัฐพูลวัฒน์, 2545: 99-100)
ในอดีตบรรพบุรุษของชาวดาราอางตั้งถิ่นฐานอยู่บนพื้นที่ราบ เมื่อมีชาวไทใหญ่เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกับกลุ่มชาวดาราอางและมีประชากรที่มากกว่า ส่งผลให้กลุ่มชาวดาราอางก่อตั้งหมู่บ้านที่กระจายตัวบนพื้นที่สูง ทำให้ภาษาและการแต่งกายมีความแตกต่าง เหล่านี้ยังผลให้ชาวดาราอางในพื้นที่ต่าง ๆ กลายเป็นชนกลุ่มน้อยและอาศัยอยู่ในเขตรัฐฉาน ซึ่งแบ่งการปกครองออกเป็นรัฐเล็ก ๆ ทุกรัฐมีชาวไทใหญ่อาศัยอยู่ ยกเว้นรัฐตองบายหรือรัฐปะหล่องซึ่งมีผู้ปกครองเป็นดาราอาง (นนทวรรณ แสนไพร, 2554: 67) ทว่า กลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติค (Austroasiatic) หรือในกลุ่มภาษามอญ-เขมร เหมือนกับกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ว้า ฯลฯ แบ่งย่อยเป็นกลุ่มภาษาปะหล่อง ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน (สุวิไล เปรมศรีรัตน์, 2542: 270)
เศรษฐกิจแบบพึ่งพาสู่การรุกเข้ามาของ ‘ทุนนิยม’
การเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือเกิดขึ้นภายใต้บริบทของทุนนิยมทางเศรษฐกิจที่เกิดการขยายตัวของพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ราบของอำเภอเชียงดาว ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่ของชาวดาราอางบ้านปางแดงในก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2532 เปิดช่องทางให้เกิดการเคลื่อนย้ายเข้าครอบครองพื้นที่และดำรงชีพด้วยการเป็นแรงงานรับจ้างภายหลังจากการอพยพตั้งถิ่นฐาน เนื่องจากรัฐมีความลักลั่นในการจัดการพื้นที่เขตป่า ปัญหาระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และภาครัฐจึงก่อตัวขึ้นภายใต้บริบทของการแสวงหาทรัพยากร
ในช่วงก่อนทศวรรษ 2520 มีการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง 2-3 ครอบครัว ประมาณ 10-20 คน อพยพจากดอยลาย รัฐฉาน ประเทศพม่า โดยมีนายคำ จองตาล เป็นผู้นำ (นาง A, การสื่อสารส่วนบุคคล, 6 เมษายน 2569) หลังจากนั้นมีการย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านนอแล อำเภอฝาง และย้ายเข้ามาพักอยู่ในบ้านแม่จร อำเภอเชียงดาว ซึ่งมีชาวดาราอาง 3 ครัวเรือนมาอยู่ก่อน ระยะแรกชาวดาราอางมีการรับจ้างให้กับ ‘โครงการหลวงดอยอ่างขาง’ อีกทั้งยังมีการเดินทางข้ามพรมแดนไปเพาะปลูกพืชในเขตประเทศพม่า (นนทวรรณ แสนไพร, 2554: 80) ต่อมาถูกอิทธิพลของ ‘ขุนส่า’ จาง ซีฟู (Chang Chi-fu) อดีตผู้นำกองทัพเมิงไต เข้าคุกคาม ยังผลให้กลุ่มชาวดาราอางอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่อำเภอเชียงดาว จนกระทั่งมีการอพยพมายังบ้านปางแดงในระยะต่อมา
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางบ้านปางแดงใน คือการได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองระหว่างทหารพม่า ทหารไทใหญ่ และกองกำลังว้าแดง นอกจากปัจจัยทางการเมืองแล้วยังมีปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ชาวดาราอางอพยพย้ายถิ่นฐาน เนื่องจากชาวดาราอางมีความต้องการในด้านการแสวงหาที่ดินทำกินและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่คงความอุดมสมบูรณ์ การเคลื่อนย้ายและอพยพตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านปางแดงใน ช่วงต้นทศวรรษ 2520 ชาวดาราอางจำนวน 11 ครัวเรือน ได้ย้ายถิ่นฐานจากบ้านแม่จอน ก่อนจะย้ายเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ป่าปางไม้แดง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม บริเวณลุ่มน้ำแม่เตาะ - ห้วยอีโก๋ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านปางแดงในปัจจุบัน โดยชาวดาราอางยังชีพด้วยการเป็นแรงงานรับจ้างเก็บใบชา และเป็นแรงงานรับจ้างในกิจกรรมการเกษตรของคนพื้นราบ ควบคู่กับการผลิตข้าวไร่เพื่อยังชีพในพื้นที่สวนชา (วาสนา ละอองปลิว, 2546: 67)
อย่างไรก็ตาม การอพยพระยะแรกยังไม่พบปัญหาความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการอพยพในระยะแรกเป็นการอพยพเฉพาะกลุ่มและจำนวนไม่มาก ทำให้แต่ละครัวเรือนสามารถเข้าถึงพื้นที่การผลิตได้ แต่ความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจปรากฏเด่นชัดเมื่อชาวดาราอางเริ่มอพยพเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น โดยพื้นฐานของความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่เพื่อการผลิตแตกต่างกัน เพราะครัวเรือนที่อพยพมาภายหลัง มักมีพื้นที่การผลิตที่น้อยกว่าครอบครัวที่อพยพมาในระยะแรก ทำให้การผลิตเพื่อบริโภคของแต่ละครัวเรือนมีความแตกต่าง เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เด่นชัดอีกประการ คือการเกษตรเชิงพาณิชย์ ที่เปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพสู่การผลิตพืชพาณิชย์ เป็นเหตุทำให้เกิดความแตกต่างในการสะสมทุนของแต่ละครัวเรือน (วาสนา ละอองปลิว,2546: 76) ทว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากการผลิตเพื่อยังชีพสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เกิดขึ้นเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2532 ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตต่อชุมชนอย่างมาก เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวชาวดาราอางบ้านปางแดงในถูกจับกุมข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าและเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้าการประกาศเขตอุทยาน อำนาจที่รัฐอ้างในการครอบครองพื้นที่ปรากฏในพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2521 กำหนดบริเวณที่ดินป่าเชียงดาว ในตำบลเชียงดาว และตำบลอื่น ๆ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และต่อมามีการประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ 988 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้เพิกถอนป่าเชียงดาว ในตำบลเชียงดาว และพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติบางส่วน2 จึงทำให้พื้นที่ป่าซึ่งรัฐอ้างความเป็นเจ้าของสร้างความคลุมเครือเป็นอย่างมากต่อการใช้พื้นที่
“มีคนติดคุก 29 คน ระยะเวลา 3 ปี 6 เดือน ตำรวจมาจับเฉพาะผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวขึ้นรถ หลอกว่าให้ไปเอาของที่เชียงดาว”
นาง A (การสื่อสารส่วนบุคคล, 6 เมษายน 2569)
อย่างไรก็ตาม การใช้พื้นที่การผลิตของชาวดาราอางถูกควบคุมอย่างเข้มงวด โดยพื้นที่การผลิตจำนวนหนึ่งถูกนำไปปลูกป่าเป็นเขตพื้นที่ป่าสงวน ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้วิถีชีวิตด้านเศรษฐกิจของชาวดาราอางบ้านปางแดงในเปลี่ยนแปลงไป เพราะ ‘ผู้ชาย’ ซึ่งเป็นแรงงานหลักของครอบครัวถูกจับกุม ทำให้แรงงานที่เหลือส่วนใหญ่เป็น ‘ผู้หญิง’ การทำงานในภาคการเกษตรจึงเป็นการเพาะปลูกเพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียว ในแง่หนึ่งการพัฒนาสมัยใหม่ทำให้ชาวดาราอางต้องปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการปลูก ‘งา’ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด การรับซื้อผลผลิตจึงอยู่ภายใต้การจัดการของกลุ่มนายทุนที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘พ่อเลี้ยง’ เป็นคนเข้ามารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมด (นนทวรรณ แสนไพร, 2554: 116-117) ทว่า การเข้ามาของระบบพ่อเลี้ยงนั้น เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 2500 เนื่องจากภาคเหนือเกิดการขยายตัวของการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ ทำให้พ่อเลี้ยงเข้ามาจัดการอย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่การหาเมล็ดพันธุ์ และรับซื้อผลผลิต (อานันท์ กาญจนพันธุ์, 2553: 152-174) ด้วยเหตุนี้ชาวดาราอางบางส่วนจึงเริ่มให้ความสนใจกับการผลิตพืชพาณิชย์เพื่อส่งขายภายหลังจากที่ ‘ผู้ชาย’ พ้นโทษออกมาในปี พ.ศ. 2535
“ระหว่างที่ชาวบ้านปลูกพืช ทางการก็มาดำเนินการปลูกป่าทับ 2 ไร่ หลังการถูกจับมีการปลูกพืชเพิ่มคือ ข้าวโพด ขายกิโลกรัมละ 3-6 บาท มีพ่อค้าคนเมืองมารับ แต่กว่าจะมารับก็หลายเดือน ของที่เก็บไว้ก็โดนหนูกิน พืชส่วนใหญ่ที่ปลูกก็มีการแบ่งบางส่วนกิน และบางส่วนขาย ซื้อปุ๋ยก็จ้างรถคนในเมืองไปซื้อให้”
นาง A (การสื่อสารส่วนบุคคล, 6 เมษายน 2569)
ภายใต้ข้อจำกัดของการใช้ที่ดิน ทำให้ชาวดาราอางต้องเผชิญหน้ากับสภาวะที่เป็น ‘ชายขอบ’ ในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร อย่างไรก็ตามเมื่อชาวดาราอางปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเชิงพาณิชย์ โดยพืชพาณิชย์ที่ชาวดาราอางนิยมปลูก ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วแดง ถั่วแปะยี (นาง A, การสื่อสารส่วนบุคคล, 6 เมษายน 2569) ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งให้กับพ่อค้าคนเมือง การเปลี่ยนแปลงของระบบการผลิตภายในกลุ่มชาติพันธุ์สู่การผลิตพืชเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางด้วยกันเอง กล่าวคือ บางกลุ่มหันมาเป็นพ่อค้าคนเมืองที่มีกำลังในการสะสมทุนภายใต้การผลิตเชิงพาณิชย์ได้ดีกว่าบางกลุ่มที่เป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าทางการเกษตรและเผชิญกับปัญหาภาระหนี้สินจากการผลิตและความไม่มั่นคงภายใต้ระบบการผลิต ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถพึ่งพารายได้จากการเป็นแรงงานรับจ้าง เนื่องจากความต้องการแรงงานในภาคการเกษตรมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงทางอัตลักษณ์ของชาวดาราอางจากการทำการเกษตรเพื่อยังชีพสู่การเป็นแรงงานภายใต้ระบบทุนนิยมทางเศรษฐกิจ คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับ ‘ทุน’ ที่เกิดขึ้นภายใต้การผนวกชุมชนชาวดาราอางให้เข้าสู่ระบบการผลิตพืชพาณิชย์ผ่านระบบอุปถัมภ์ที่เป็น ‘พ่อค้าคนเมือง’ อาจกล่าวได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงสถานะทางเศรษฐกิจของชุมชนชาวดาราอางไม่สามารถเป็นการพัฒนาทางเลือกเพื่อความมั่นคงของชุมชนชาติพันธุ์ได้เท่าที่ควร แต่มีความเกี่ยวข้องกับระบบตลาดการค้าพืชพาณิชย์ค่อนข้างมาก
‘โครงการพัฒนา’ กับความสัมพันธ์เชิง ‘อุปถัมภ์’
การเสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่ดอยอ่างขางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) เมื่อ พ.ศ. 2525 เป็นการเสด็จฯ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรชาวลาหู่และกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ในบริเวณโครงการหลวงอ่างขาง ในช่วงเวลาดังกล่าวชาวดาราอางที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนมารอรับเสด็จฯ พร้อมกับชาวลาหู่ ไทใหญ่ และจีนฮ่อ โดยชาวดาราอางได้เตรียมถวายพระพุทธรูป ขันดอก และเครื่องแต่งกายของหญิงดาราอาง (สกุณี ณัฐพูลวัฒน์, 2545:117) ซึ่งเปรียบเสมือนกับตัวแทนของความจงรักภักดี และเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นพี่น้องกับคนไทยที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา (สายชล สัตยานุรักษ์, 2555: 83) สารัตถะที่สำคัญของการรับเสด็จฯ ในครั้งนี้คือการแสวงหาสถานะความเป็น ‘พลเมืองไทย’ ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากชาวดาราอางถูกจัดวางไว้ในพื้นที่ของความเป็นอื่น และต้องเผชิญกับการถูกทำให้เป็นผู้ไร้พื้นที่ (displaced people) จากความสัมพันธ์บนโครงสร้างของกลุ่มอำนาจทั้งที่เป็นรัฐและทุน ในแง่หนึ่งความเป็นชายขอบจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการสถาปนาอำนาจของรัฐศูนย์กลาง ขณะเดียวกันในทางเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์กลางและชายขอบมีความสัมพันธ์ที่ขึ้นตรงต่อกันและพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่วาทกรรมความเป็นชายขอบกลับปฏิเสธความสัมพันธ์ในเชิงพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมองคนชายขอบเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ซึ่งรวมเอาพวก ‘ชาวเขา’ เข้าด้วยกัน (ปิ่นแก้ว เหลืออร่ามศรี, 2546: 14-15) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวดาราอางเผชิญกับภาวะชายขอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภายหลังจากการปล่อยตัวชาวดาราอางบ้านปางแดงในที่เป็น ‘ผู้ชาย’ พ.ศ. 2535 ชุมชนชาวดาราอางมีความสัมพันธ์กับอำนาจนอกพื้นที่มากขึ้น ทั้งรัฐ คนเมือง กลุ่มนักพัฒนา และเป็นที่รู้จักจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ความเป็นอื่นของชุมชนดาราอางถูกประกอบสร้างผ่านการนำเสนอภาพจำในฐานะ ‘หมู่บ้านด้อยการพัฒนา’ (วาสนา ละอองปลิว, 2546: 103) ในฐานะพื้นที่เป้าหมายของความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ผ่านโครงการพัฒนา ยังผลให้ใน พ.ศ. 2549 มูลนิธิโครงการหลวงภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้สนับสนุนให้โครงการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ดำเนินการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการปลูกหญ้าแฝกร่วมกับชุมชนท้องถิ่นตามโครงการ และได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ดำเนินงานด้านการพัฒนาการเกษตร โดยเริ่มเข้าดำเนินงานในพื้นที่บ้านปางแดงใน ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน การเข้ามาของโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการประสานงานด้านการพัฒนาในพื้นที่ชนบทระหว่างรัฐบาลกับองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งปรากฏการวางนโยบายพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่นโยบายด้านการพัฒนาเห็นได้เด่นชัดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 และฉบับที่ 9 ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘การเน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา’ มาเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ (ชนิดา ชิตบัณฑิตย์, 2550: 310-311) ดังนั้นการเข้ามาของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง พื้นที่อำเภอเชียงดาว จึงเป็นเรื่องของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของชุมชนดาราอางเพื่อแก้ปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือนจากสถานะทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดของการใช้ที่ดินทางการเกษตร และสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการยื่นขอสัญชาติและบัตรประชาชน ตลอดจนปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะได้รับ เนื่องจากชุมชนดาราอางบ้านปางแดงในประสบปัญหาเรื่องไฟฟ้าและน้ำประปาที่ยังไม่มี โดยปกติจะใช้น้ำจากบ่อบาดาล ด้วยเหตุนี้ การเข้ามาของโครงการพัฒนาสิ่งที่ตามมานอกจาก ‘การพัฒนา’ ของชุมชน จึงรวมไปถึงการเข้ามาของไฟฟ้า น้ำประปา และถนนลาดยาง
“...ไม่มีบัตรประชาชน จนทุกวันนี้มีแค่บัตรสีชมพู โดยขอตั้งแต่ก่อนมีลูก จนมีลูกไปแล้ว 3 คน บัตรจึงได้มาทีหลัง แต่เมื่อมีบัตร ก็ไม่ได้รับสิทธิจากรัฐเท่าคนที่มีบัตรประชาชน และไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง หรือแม้แต่จะได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง แต่โชคดีที่ยังได้รับสิทธิ์บัตรทองในการไปรักษาที่โรงพยาบาล ส่วนลูก ๆ ได้รับบัตรประชาชนครบแล้ว...”
“เรารู้สึกดีกับการเข้ามาของโครงการหลวง เพราะทำให้มีไฟฟ้าใช้ และมีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะโครงการนี้”
นาง A (การสื่อสารส่วนบุคคล, 6 เมษายน 2569)
ต่อมาชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงในเริ่มก่อตั้งกลุ่มหัตถกรรม ในปี พ.ศ. 2550 โดยเริ่มมาจากกลุ่มสตรีและผู้สูงอายุ กลุ่มหัตถกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาไปที่การย้อมสี ปักผ้า และทอผ้าลายปักโบราณ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากพม่า เช่น ลายโคโลง (แสดงถึงรุ้ง) ลายตีนหนู (แสดงถึงการทำนา), ลายตานกอินทรี (แสดงถึงการมองการณ์ไกล) และสามารถประยุกต์ลายได้ ในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 77 คน โดยเป็นสตรีทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีการย้อมผ้าฝ้ายจากสีธรรมชาติ โดยการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) มาร่วมทดสอบกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น เพกา (สีเหลืองเข้มเขียว) ใบมะม่วง (ให้สีเหลือง) เปลือกประดู่ (ให้สีแดง) ขี้ครั่ง (ให้สีม่วง) ซึ่งช่วยเสริมให้การพัฒนาหัตถกรรมเกิดขึ้น เช่น ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้งานหัตถกรรม การศึกษาดูงานต่างประเทศ และการเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชน
“....เมื่อเจ้าหน้าที่คนแรก (พี่อู๊ด นายดิเรก อินต๊ะฟองคำ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง - ผู้เขียน) เข้ามา เกิดอุปสรรคทางด้านภาษา การเดินทาง โครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย ความไว้วางใจ และความเชื่อ ... เจ้าหน้าที่โครงการเก่ง ช่วยเหลือชาวบ้าน ทุกคนจึงนับถือเป็นอาจารย์เป็นผู้มีความรู้ และนอนอยู่กับชาวบ้าน...”
นาง B (การสื่อสารส่วนบุคคล, 6 เมษายน 2569)
ด้วยเหตุนี้ การผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงใน ในฐานะ ‘หมู่บ้านด้อยพัฒนา’ ถูกนำเสนอสู่ภายนอกด้วยการเข้ามาช่วยเหลือของโครงการพัฒนาซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิง ‘อุปถัมภ์’ เพื่อปรับเปลี่ยนภาพแทนของหมู่บ้านด้อยพัฒนาให้อยู่บนโครงสร้างของการพัฒนา นับตั้งแต่ทศวรรษ 2540 การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในชุมชนที่มีสถานีส่งเสริมการเกษตรของโครงการหลวง และในชุมชนบนภูเขาทั่วไป หรือชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ (ประสิทธิ์ ลีปรีชา, 2565: 129) กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมในการหารายได้ให้ประเทศ
บทส่งท้าย
จากการเข้าพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามในชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงใน ได้สะท้อนให้เห็นวาทกรรมและกระบวนการประกอบสร้างความเป็น ‘คนนอก’ ของรัฐไทยที่ปฏิบัติต่อชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงใน ภายใต้เงื่อนไขอคติทางชาติพันธุ์ที่รัฐส่วนกลางเป็นผู้กำหนด ความแตกต่างในการนิยามและจัดประเภทกลุ่มชาติพันธุ์โดยรัฐนำไปสู่การปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในแง่หนึ่ง ชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงในถูกตีตราว่าเป็น ‘ชนกลุ่มน้อย’ และ ‘ผู้พลัดถิ่น’ ที่เดินทางอพยพมายังพื้นที่ เพราะภัยจากความขัดแย้งในประเทศพม่า ส่งผลให้พวกเขาถูกมองผ่านโลกทัศน์ ‘ชาตินิยม’ ของรัฐไทยอย่างคับแคบว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง เป็นกลุ่มผู้อพยพที่เข้ามาแย่งชิงทรัพยากรและทำลายผืนป่า ซึ่งเป็นการสร้างวาทกรรม ‘ศัตรูแปลกหน้าของรัฐ’ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐเข้าควบคุมพื้นที่และแทรกแซงวิถีชีวิตของประชากรในชุมชนบ้านปางแดงใน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นิยามความเป็น ‘คนใน’ หรือ ‘คนนอก’ ของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นผลผลิตจากการประกอบสร้างโดยรัฐตามแต่ผลประโยชน์ทางการเมืองและความมั่นคงในแต่ละยุคสมัย ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในปัจจุบันรัฐไทยจะพยายามชูวาทกรรม ‘สังคมพหุวัฒนธรรม’ แต่ก็เป็นเพียงการยอมรับในเชิงวัฒนธรรมเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเท่านั้น โดยที่สิทธิขั้นพื้นฐานอันชอบธรรมในฐานะมนุษย์กลับถูกละเลยและไม่ได้คุ้มครองอย่างเท่าเทียม หากวิเคราะห์ในประเด็นของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง ปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินถือเป็นประเด็นสำคัญที่แบ่งแยกวิถีชีวิตของชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงใน ความขัดแย้งระหว่างสิทธิทางนิตินัย (กฎหมายของรัฐ) และสิทธิทางพฤตินัย (การอยู่อาศัยทำกินจริงของชาวบ้านตามวิถีชีวิต) ปรากฏเด่นชัดในพื้นที่บ้านปางแดงใน ซึ่งทับซ้อนกับเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา รัฐใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ากดดันอย่างรุนแรง ดังจะเห็นได้การจับกุม ‘ผู้ชาย’ ในชุมชนที่เป็นแรงงานหลักในกิจกรรมทางการเกษตร ภายใต้ข้อกล่าวหาเรื่องการบุกรุกเขตป่าสงวน
ด้วยมูลเหตุจากการสูญเสียแรงงานหลัก ได้ส่งผลให้โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงในเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน แรงงาน ‘ผู้หญิง’ ที่เหลืออยู่ต้องแบกรับภาระและปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจากการทำเกษตรเพื่อยังชีพสู่ระบบการเกษตรเชิงพาณิชย์ ผ่านการพึ่งพา ‘พ่อเลี้ยง’ หรือนายทุนท้องถิ่นในการปลูกงา ซึ่งไม่สามารถพัฒนาเป็นทางเลือกเพื่อความมั่นคงของชุมชนได้ จนกระทั่งการเข้ามาของ ‘รัฐ’ ในรูปแบบของโครงการพัฒนาผ่านมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการ ‘อุปถัมภ์’ ชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงในให้พ้นจากสถานะของหมู่บ้านด้อยพัฒนาสู่การพัฒนาภายในชุมชน แต่การพัฒนาที่ทำให้ชุมชนดาราอางบ้านปางแดงในพ้นจากสถานะหมู่บ้านด้อยพัฒนาภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของรัฐ เป็นการปลอดปล่อยชุมชนให้พึ่งพาตัวเองได้จริง หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านจากระบบทุนนิยมทางเศรษฐกิจสู่การพึ่งพาโครงสร้างอำนาจและกลไกการชี้นำของรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเท่านั้น
บรรณานุกรม
ราชกิจจานุเบกษา
กฎกระทรวง พ.ศ. 2525. (2525, 26 ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 99 ตอนที่ 192 หน้า 1-2.
พระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2521. (2521, 24 สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 95 ตอนที่ 87 หน้า 19-21.
พระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2532. (2532, 1 สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 106 ตอนที่ 120 หน้า 381-384.
หนังสือและบทความในหนังสือ
ชนิดา ชิตบัณฑิตย์. (2555). โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
ประสิทธิ์ ลีปรีชา. (2565). ชาติพันธุ์สัมพันธ์: การเมืองของความสัมพันธ์และแนวคิดการศึกษา. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี. (2546). อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และความเป็นชายขอบ. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
ยศ สันตสมบัติ. (2543). หลักช้าง: การสร้างใหม่ของอัตลักษณ์ไทในใต้คง. กรุงเทพฯ: วิถีทรรศน์.
สุวิไล เปรมศรีรัตน์. (2542). ภาษาและชาติพันธุ์ในเขตที่ราบสูงโคราช. ใน สังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทย(น. 270). กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
บทความในวารสาร
สกุณี ณัฐพูลวัฒน์. (2545). ดาระอั้ง: คนชายขอบสองแผ่นดิน. วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา, 21(1), 97-119.
สายชล สัตยานุรักษ์. (2555). การต่อสู้บนพื้นที่ความทรงจำของคนหลากหลายชาติพันธุ์ในประเทศไทย.หน้าจั่ว: ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมไทย, 8, 78-83.
อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2533). วัฒนธรรมพ่อเลี้ยง: เลี้ยงใครใครเลี้ยง. สมุดสังคมศาสตร์, 12(3-4), หน้า 152-174.
วิทยานิพนธ์
นนทวรรณ แสนไพร. (2554). การเคลื่อนย้าย การตั้งถิ่นฐาน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตด้านเศรษฐกิจของชาวดาระอั้งในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่].
วาสนา ละอองปลิว. (2546). ความเป็นชายขอบและการสร้างพื้นที่ทางสังคมของคนพลัดถิ่น: กรณีศึกษาชาวดาระอั้งในอำเภอเชียงดาว [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่].
สื่ออิเล็กทรอนิกส์
ดำรงพล อินจันทร์. (2568, 2 เมษายน). ดาราอาง. ฐานข้อมูลชาติพันธุ์. https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=173
ปวีณา สุริยา. (2565, 25 ธันวาคม). บ้านปางแดงใน. วิกิชุมชน. https://wikicommunity.sac.or.th/community/75
1 ปรับปรุงจากรายงานการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามในชุมชนชาวดาราอางบ้านปางแดงใน ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรายวิชา ป.445 ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรียบเรียงโดย ฉัตรฤทัย น้อยปั่น, ปารมี ปาลียะ, พลกฤต นฤพันธาวาทย์, และ กฤตินันท์ โตสกุล
2 ระยะแรกก่อนการประกาศเขตอุทยานนั้น อำนาจที่รัฐอ้างในการครอบครองพื้นที่ปรากฏในพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2521 กำหนดบริเวณที่ดินป่าเชียงดาวในท้องที่ตำบลเมืองแหง ตำบลเมืองงาย ตำบลเมืองคอง ตำบลเชียงดาว และตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต่อมามีการประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ 988 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้เพิกถอนป่าเชียงดาว ในท้องที่ตำบลเปียงหลวง ตำบลเมืองแหงกิ่งอำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาว และตำบลเมืองนะ ตำบลเมืองงาย ตำบลปิงโค้ง ตำบลเมืองคอง ตำบลเชียงดาว และตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 537 (พ.ศ. 2516) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติบางส่วน จนกระทั่งมีการประกาศพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2532 กำหนดบริเวณที่ดินป่าเชียงดาว ป่าแม่งัด และป่าแม่แตง ในท้องที่ตำบลปิงโค้ง ตำบลเชียงดาว ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว ตำบลสันทราย ตำบลป่าไหน่ ตำบลบ้านโป่ง ตำบลป่าตุ้ม ตำบลน้ำแพร่ ตำบลแม่แวน ตำบลแม่ปั๋ง ตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าว และตำบลบ้านเป้า ตำบลช่อแล ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ (เน้นข้อความโดยผู้เขียน)
ผู้เขียน
ฉัตรฤทัย น้อยปั่น
นักศึกษาสาขาวิชาประวัติศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ป้ายกำกับ รัฐ บ้านปางแดงใน ชาติพันธุ์ดาราอาง อัตลักษณ์ ระบบทุนนิยม ฉัตรฤทัย น้อยปั่น