คนพลัดถิ่นและการข้ามพรมแดนในมุมมองร่วมสมัย
(สรุปเนื้อหาจาก Daswani, G. (2013). The Anthropology of Transnationalism and Diaspora. Blackwell Publishing Ltd, 28-53.)
บทนำ
มานุษยวิทยาว่าด้วยการพลัดถิ่นและการข้ามพรมแดน คือการนิยามแนวคิดมานุษยวิทยาจากปรากฎการณ์ใหม่ตามบริบทของพื้นที่และเวลาที่เปลี่ยนไป โดยมีใจความสำคัญในการศึกษาผ่านบริบทความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ (Nation state) ประสบการณ์ และวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการจินตนาการถึงบ้านเกิดของ “คนพลัดถิ่น” ที่เคยจากมา เพื่อทำความเข้าใจความหมายของการต่อรองของคนพลัดถิ่น และการข้ามพรมแดนในมุมมองร่วมสมัย บทความนี้จะชี้ให้เห็นฉากทัศน์ที่ไม่หยุดนิ่งของพลวัต (dynamic) ทางสังคมท่ามกลางความท้าทายของคนพลัดถิ่นในบริบทความแตกต่างทางวัฒนธรรม สังคม และการเมือง ที่มาพร้อมกับคำถามที่ว่าท้ายที่สุดแล้วคนพลัดถิ่นเหล่านั้นจะดำรงอยู่ร่วมกันกับสังคมที่มีความแตกต่างจากพวกเขาอย่างไร
Daswani (2013) กล่าวว่าการนิยามความหมายของการพลัดถิ่นและการข้ามพรมแดนมีใจความสำคัญอยู่ที่คนพลัดถิ่นมีการจินตนาการถึงบ้านเกิดที่จากมา และมี “ความหวังว่าในซักวันจะสามารถกลับคืนสู่บ้านเกิดให้ได้” บริบทของรัฐชาติสมัยใหม่เป็นตัวกำหนดในการปิดกั้นวิถีชีวิตของผู้คนที่เคยไปมาหาสู่กันในแต่ก่อนกลับต้องถูกจำกัดในพื้นที่ของรัฐชาติที่มีพรมแดนที่แน่นอนภายใต้กฎหมายของรัฐนั้น ๆ อันจะนำไปสู่การทบทวนความหมายของการพลัดถิ่นและการข้ามพรมแดนใหม่ ด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ในบริบทเชิงพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไปทั้งทัศนะของนักมานุษยวิทยาเองและทัศนของคนพลัดถิ่นร่วมกัน นอกจากนี้งานวิชาการในทางสังคมวิทยาก็พยายามทบทวนความหมายใหม่
Johnson (2012) กล่าวว่าการศึกษาคนพลัดถิ่นและการข้ามพรมแดน (Transnationalism and Diaspora) ในทางสังคมวิทยากระแสหลัก มักนิยมใช้ข้อมูลเชิงตัวเลขที่แข็งทื่อในการศึกษาเพื่อสร้างข้อสรุปทั่วไปของนิยาม “การพลัดถิ่นและการข้ามพรมแดน” ตลอดจนการใช้ทฤษฎีที่ไม่รู้จบสิ้น หากแต่ขาดความเข้าใจมิติประสบการณ์ข้ามพรมแดนของคนพลัดถิ่น ที่เต็มไปด้วยจินตนาการที่สำคัญในการทำความเข้าใจในบริบททางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับตัวบุคคล ดังนั้นแล้ว การศึกษาพลวัตร่วมสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยการให้ความสำคัญไปที่วิถีชีวิตตั้งแต่ระดับปัจเจกในชุมชนคนพลัดถิ่นที่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นสิ่งที่อาจช่วยทำให้เข้าใจความหมายของคนพลัดถิ่นได้มากยิ่งขึ้น
Stanley (2010) กล่าวว่าจากงานศึกษาของ Thomas and Znaniecki ในชื่อเรื่อง “The Polish Peasant” ภายในเนื้อหากล่าวถึงชีวิตชาวนาพลัดถิ่นชาวโปแลนด์ในช่วงปี 1918-1940 ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ถูกถ่ายทอดจากงานทางสังคมวิทยา ดังนั้นบทบาทของนักสังคมวิทยาต้องมีหน้าที่เพื่อสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับอัตชีวประวัติของผู้ที่ถูกศึกษา การใช้จิตวิทยาในการปฏิสัมพันธ์ต่อพวกเขาจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์และตีความตามความคิดของผู้ที่ถูกศึกษาโดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่เขาพบเจอในฐานะผู้ที่สร้างความหมายให้กับชีวิตของพวกเขา งานชิ้นนี้ใช้การวิเคราะห์ผ่านข้อมูลแบบคุณภาพจากจดหมายส่วนตัวของคนพลัดถิ่นชาวโปรแลนด์ในสหรัฐอเมริกามากกว่า 750 ชุด ซึ่งมาจาก 50 ครอบครัว งานเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากในงานศึกษาชีวประวัติ ในทางสังคมวิทยา มานุษยวิทยา และจิตวิทยาเป็นอย่างมาก ในประเด็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่สามารถแยกออกจากร่างกาย (Ahmed, 2004: 131) ดังนั้นแล้วนิยามของการข้ามพลัดถิ่นและการข้ามพรมแดนจึงมีความซับซ้อนในมิติอารมณ์และความรู้สึกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Ahmed (2004) เห็นว่าความรักบ้านเกิดเกิดขึ้นจากประสบการณ์ในการโหยหาอดีตของคนพลัดถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับความรักในกลุ่มเผ่าพันธุ์ของตนเอง ความเป็นองค์กรเดียวกัน และความรักในพวกพ้องนั้น มักมีเหตุผลทางการเมืองเสมอ คนพลัดถิ่นถูกผลักออกจากส่วนหนึ่งของความเป็นชาติ อันมาจากกระแสความเกลียดชังจากความเป็นชาตินิยม การเหยียดเชื้อชาติ การจำกัดสิทธิจากการอ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐชาติสมัยใหม่ การทำให้กลุ่มคนพลัดถิ่นมีความรู้สึกแปลกแยกจึงเป็นอุปสรรคในการดำรงอยู่ของพวกเขา การโหยหาถึงอดีตของคนพลัดถิ่นจึงเป็นการต่อรองเชิงอัตลักษณ์ภายใต้กรอบของความเป็นรัฐชาติในสังคมร่วมสมัยที่พึงทำได้ อีกทั้งการเข้ามาของโลกาภิวัตน์ได้นำพลวัตที่ท้าทายมากยิ่งขึ้นต่อคนพลัดถิ่น แต่ในความท้าทายใหม่นี้ก็มีพื้นที่ในการต่อรองเชิงอำนาจได้เช่นกัน
Appadurai (1996) กล่าวถึงการก้าวข้ามพรมแดนที่ไม่หยุดนิ่งที่เป็นผลมาจาก โลกาภิวัตน์ในสังคมร่วมสมัยเริ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การเคลื่อนย้ายอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (cultural identity) ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบความเป็นรัฐชาติอีกต่อไปซึ่งการผสมและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความท้าทายต่อสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และนิเวศวิทยาในชุมชนท้องถิ่น การก้าวเข้าสู่ความเป็นยุคอาณานิคมใหม่ (neocolonialism) ที่ถูกพัฒนามาจากการปลดปล่อยจากเจ้าอาณานิคมยุโรป ความเป็นชาติไม่ได้ถูกปิดกั้นภายใต้เส้นเขตแดน ความเป็นชาติพันธุ์หรือกลุ่มคนได้ถูกแบ่งแยกออกจากกัน การโหยหาถึงชุมชนท้องถิ่นที่เป็น อัตลักษณ์ดั้งเดิมของเผ่าพันธุ์ตนเอง ได้เกิดขึ้นในทุกที่บนโลกใบนี้
Anderson (2006) เสนอแนวคิดชุมชนจินตกรรม (imagined communities) โดยกล่าวว่าความเป็นชาตินิยมถูกผลิตซ้ำผ่านเรื่องเล่า ภาษา สื่อสิ่งพิมพ์ และประวัติศาสตร์เพื่อให้ผู้คนสามารถจินตนาการถึงชุมชนของพวกเขา แนวคิดนี้สามารถนำมาอธิบายว่า ความเป็นชาติไม่ได้หายไปพร้อมกับการเคลื่อนย้ายพรมแดนแต่ถูกปรับให้อยู่ในรูปแบบของความทรงจำ และประสบการณ์ร่วม อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐชาติมีการกำหนดเขตแดนถึงอำนาจอธิปไตยไว้อย่างชัดเจน การจินตนาการถึงชุมชนมักถูกมองว่าสร้างความไม่มั่นคงต่อรัฐ ความรู้สึกที่ถูกปิดกั้นด้านอัตลักษณ์ของคนพลัดถิ่นโดยรัฐ ส่งผลต่อความแปลกแยกของคนพลัดถิ่นซึ่งไม่ได้เกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการปะทะกันระหว่างจินตนาการของคนพลัดถิ่นและกรอบความคิดแบบรัฐชาติสมัยใหม่นั้นเอง
มนต์ชัย ผ่องศิริ และมณีมัย ทองอยู่ (2013) ศึกษาคนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่ประเทศไทยซึ่งเกิดจากการเคลื่อนย้ายพรมแดนจากประเทศเมียนมา กลับมาสู่ดินแดน “มาตุภูมิ” (homeland) ที่พวกเขามองว่าคือบ้านเกิดเมืองนอนที่แท้จริง หลังจากที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดจากสนธิสัญญาปักปันเขตแดนอังกฤษ - สยามในปี พ.ศ. 2411 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 4 ทำให้คนไทยเหล่านั้นต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่นในเมียนมา ในพื้นที่ มะริด ทวาย และตะนาวศรี ต่อมาในช่วงรัฐบาลเผด็จการเมียนมาได้มีการคุกคามชาวไทยพลัดถิ่น พวกเขาจึงอพยพมายังประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้ถูกยอมรับว่าเป็นคนไทย อีกทั้งรัฐไทยยังจัด “ไทยพลัดถิ่น” ให้เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งจาก 18 กลุ่ม ด้วยเหตุนี้ ทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่ไร้สัญชาติไปโดยปริยาย และไม่ได้รับสิทธิเหมือนพลเมืองทั่วไป แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ได้รวมตัวกันต่อสู้ผ่านการต่อรองด้านประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และการนิยามตัวตนว่าเคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรสยามมาก่อน จากการที่ทุกครัวเรื่อนมีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทย เพื่อแสดงให้รัฐไทยเห็นว่าพวกเขาคือคนไทย จนเมื่อปี พ.ศ. 2555 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 มาตรา 3 จึงมีการรับรองสัญชาติไทยให้กับ “ไทยพลัดถิ่น” ในที่สุด จากพลวัตที่ไม่หยุดนิ่งนำมาสู่ความเป็นไปได้ของการกลับคืนสู่บ้านเกิดของคนพลัดถิ่น แม้ว่าจะเต็มไปด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ แต่ปรากฎการณ์ของคนไทยพลัดถิ่นก็ชี้ให้เห็นถึงการโต้แย้งแนวคิดคนพลัดถิ่นในแบบเดิม ดังที่ Daswani ได้กล่าวไว้ว่า คนพลัดถิ่นไม่สามารถกลับไปสู่บ้านเกิดได้ซึ่งทำได้เพียงจินตนาการถึงเท่านั้น (Daswani, 2013)
จากปรากฎการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับ Hall (1990) กล่าวว่าประวัติศาสตร์รวมถึงการอ้างประสบการณ์ที่มีร่วมกันกับประเทศแม่ มีความจำเป็นอย่างมากในการช่วยให้ค้นพบ อัตลักษณ์เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนสิทธิเพื่อให้เกิดการยอมรับความเจ็บปวดจากการเคยตกเป็นอาณานิคม รวมถึงอำนาจความรู้ถูกทำให้เป็นมาตฐานตามแบบตะวันตก ที่เกี่ยวกับการแบ่งแยกเชื้อชาติและอัตลักษณ์ออกจากกัน ถึงกระนั้นเขาก็เห็นว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนพลัดถิ่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนให้เหมือนกับชุมชนที่เขาต้องการ ดังนั้นแล้วความหมายของคนพลัดถิ่นนั้นมีการปรับเปลี่ยนอย่างไม่หยุดนิ่งอยู่เสมอผ่านเงื่อนไขเรื่องเวลา และสถานที่ ความเหมาะสมของพลวัตมีส่วนช่วยให้พวกเขาได้กลับบ้านเกิด ซึ่งต่างจากแนวคิด Diaspora คลาสสิคที่เชื่อกันว่าบ้านเกิดของคนพลัดถิ่นเป็นเพียงจินตนาการเท่านั้นและการธำรงอัตลักษณ์จึงมีเพียงแค่การโหยหาอดีต หากแต่ความสำเร็จเพื่อให้ได้รับการยอมรับนั้นต้องแลกมาจากการต่อรอง ผ่านกระบวนทางสังคม (Social movement) เป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเขาได้ต่อรองต่อความเป็นชาติที่เกิดขึ้นจากลัทธิอาณานิคมที่มีส่วนทำให้เขาต้องพลัดพรากจากประเทศแม่นั้นเอง
จากงานศึกษาของ Simpson (2012) ชี้ให้เห็นบทบาทของคนพลัดถิ่นในเมียนมาที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ส่งผลให้คนพลัดถิ่นผันตัวมาเป็นนักกิจกรรม (activist) เพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายกับนักกิจกรรมที่เป็นคนพลัดถิ่นที่อยู่ภายนอกประเทศเมียนมา เพื่อต่อสู้โดยการใช้ภาษาอังกฤษเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารกันเกี่ยวกับการต่อต้านการสร้างเขื่อนสาละวินจากความร่วมมือระหว่างรัฐวิสากิจ 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา และจีน จนโครงการต้องชะลอความคืบหน้าออกไป จากกรณีศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ายิ่งมีการกดขี่จากรัฐบาลเผด็จการเมียนมามากขึ้นยิ่งส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement) โดยคนพลัดถิ่นที่บรรลุผลสำเร็จในการรักษานิเวศวิทยา (ecology) ในชุมชนท้องถิ่นของตนเองจากรัฐบาลเผด็จการอำนาจนิยม (authoritarianism) นั่นเอง
บทสรุป
ความหมายของการพลัดถิ่นและการข้ามพรมแดนนั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถกำหนดนิยามไว้ได้อย่างตายตัวตามที่ Hall (1990) ได้กล่าวไว้ แต่ใจความของความหมายนั้นผูกติดกับบทบาทของคนพลัดถิ่นในฐานะผู้กระทำการทางสังคม (social actors) ที่มีส่วนในการปรับเปลี่ยน และต่อรองด้านอัตลักษณ์ที่มาจากความสัมพันธ์กับโครงสร้างอำนาจที่หลงเหลือจากลัทธิอาณานิคม (colonialism) ที่กดดันให้คนพลัดถิ่นต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาท่ามกลางพลวัตทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ความท้าทายด้านการยอมรับอัตลักษณ์ “ไทยพลัดถิ่น” จำเป็นต้องอ้างประวัติศาสตร์ของกลุ่มตนเองเพื่อที่จะได้รับสัญชาติไทยและเข้าร่วมเป็นพลเมืองไทย หรือบทบาทเครือข่ายข้ามชาติของนักกิจกรรมคนพลัดถิ่นในเมียนมาที่ต่อต้านการสร้างเขื่อนสาละวิน ซึ่งมีส่วนในการรักษานิเวศวิทยาในชุมชนท้องถิ่น การต่อรองที่มีพลวัตทั้งหมดนี้มาจากการกดขี่ที่เกิดขึ้นจากรัฐชาติสมัยใหม่ อีกทั้งยังส่งผลต่อการโหยหาอดีตและจินตนาการถึงชุมชนที่ต้องการนั้นการันตีว่าไม่ใช่เพียงการเพ้อฝันตามแนวคิด Diaspora แบบดั้งเดิม แต่ความหมายนั้นมีความลึกซึ้งและซับซ้อนในระดับจิตวิทยา อุปนิสัย และประสบการณ์โดยตรงของคนพลัดถิ่น ที่ใช้ทุนทางสังคม ทุนวัฒนธรรม ฯลฯ โดยปรับให้เป็นทุนทางการเมืองเพื่อการต่อรองกับโครงสร้างอำนาจของรัฐที่ไม่เป็นธรรมที่มีต่อคนพลัดถิ่น (Bourdieu, 1986) จึงเป็นใจความหลักของบทความนี้ในการนิยาม คนพลัดถิ่น ในมุมมองร่วมสมัย
บรรณานุกรม
Ahmed, S. (2004). The Cultural Politics of Emotion. Edinburgh University Press Ltd.
Appadurai, A. (1996). Modernity at Large Cultural Dimensions of Globalization. University of Minnesota Press.
Anderson, B. (2006). Imagined Communities. Reflections on the origin and spread of nationalism. Verso.
Bourdieu, P. (1986). The forms of capital. In J. G. Richardson (Ed.), Handbook of theory and research for the sociology of education (pp. 241–258). Greenwood Press.
Daswani, G. (2013). The Anthropology of Transnationalism and Diaspora. Blackwell Publishing Ltd, 28-53. https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1002/9781118320792.ch1
Hall, S. (1990). Cultural identity and diaspora. In J. Rutherford (Ed.), Identity: Community, culture, Difference (pp. 222-237). Lawrence & Wishart.
Johnson, N. C. (2012). Global journeys: From transnationalism to diaspora. Journal of International and Global Studies, 4(1), 42-58. https://doi.org/10.62608/2158-0669.1116
Phongsiri, M., & Thongyou, M. (2013). Generic Immigrant or Diaspora?: Negotiation on Self-defining of Thai Diaspora in Thai Society. Journal of Mekong Societies, 9(2), 1–24. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mekongjournal/article/view/11068
Simpson, A. (2012). An ‘activist diaspora’ as a response to authoritarianism in Myanmar: The role of transnational activism in promoting political reform. In F. Cavatorta (Ed.), Civil Society Activism Under Authoritarian Rule: A Comparative Perspective (pp.181-218). Publisher: Routledge.
Stanley, L. (2010). To the letter: Thomas & Znaniecki’s The Polish Peasant… and writing a life. sociologically speaking. Life Writing, 7(2), 137–151. https://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/14484520903445271
ผู้เขียน
พัชรพงษ์ จุลสม
นักศึกษา. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ป้ายกำกับ คนพลัดถิ่น การข้ามพรมแดน มุมมองร่วมสมัย พัชรพงษ์ จุลสม