“รามันในอดีต”: ร่องรอยและเรื่องเล่าในพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมโกตาบารู
หากกล่าวถึง “รามัน” หรือ “รามา” (Rama) มีข้ออธิบายว่าคำดังกล่าวในภาษามลายูสัมพันธ์กับความหมายถึงชุมชนขนาดใหญ่หรือผู้คนจำนวนมาก (ประพนธ์ เรืองณรงค์, 2547) พื้นที่อำเภอรามันมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ภาษา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนาน และเคยเป็นหนึ่งในเจ็ดหัวเมืองปัตตานี ในปัจจุบัน ร่องรอยของเมืองรามันยังคงปรากฏทั้งในชื่ออำเภอและชื่อบ้าน “โกตาบารู” ซึ่งหมายถึงเมืองใหม่หรือป้อมใหม่ โดยคำว่า “โกตา” หมายถึงป้อมหรือเมือง และ “บารู” หมายถึงใหม่ (ประพนธ์ เรืองณรงค์, 2547) โกตาบารูเคยเป็นศูนย์กลางของเมืองรามันในช่วงการปกครองแบบเจ็ดหัวเมือง
เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโกตาบารูส่วนหนึ่งถูกรวบรวมและนำเสนอผ่าน “พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมโกตาบารู (บ้านดาโต๊ะมูลียอ)” ตำบลโกตาบารู อำเภอรามัน จังหวัดยะลา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคล ดำเนินการโดย ต่วนอับดุลเลา ดาโอ๊ะมารียอ และซัมซีเยาะห์ ดาโอ๊ะมารียอ ภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน อาหารจำลอง อุปกรณ์การละเล่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับอดีตของเมืองรามัน บทความนี้จึงชวนทำความรู้จักรามันผ่านประวัติศาสตร์ อาหาร เครื่องแต่งกาย การแสดง และการละเล่น โดยใช้วัตถุและเรื่องเล่าในพิพิธภัณฑ์เป็นจุดตั้งต้นในการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องของวัฒนธรรมในพื้นที่ปาตานี
จากเจ็ดหัวเมืองปัตตานี สู่อำเภอหนึ่งของจังหวัดยะลา
ก่อนจะมีสถานะเป็นอำเภอรามันดังเช่นปัจจุบัน รามันเคยเป็นหนึ่งในหัวเมืองที่สัมพันธ์อยู่ในโครงสร้างการปกครองของปาตานี ต่อมาในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สยามได้จัดแบ่ง ปาตานีออกเป็นเจ็ดหัวเมือง ได้แก่ เมืองตานี เมืองยะหริ่ง เมืองหนองจิก เมืองระแงะ เมืองสาย เมืองยะลา และเมืองรามัน โดยมีโกตาบารูเป็นศูนย์กลางของเมืองรามัน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 2430 เป็นต้นมา สยามดำเนินการปฏิรูประบบราชการและรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการก่อรูป “รัฐสมัยใหม่” และระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (กุลลดา เกษบุญชู มี๊ด, 2562) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับหัวเมือง รวมถึงหัวเมืองทางตอนใต้ ซึ่งค่อย ๆ ถูกผนวกรวมเข้าสู่ระบบการบริหารราชการแบบรวมศูนย์มากขึ้น
เมืองรามันเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ โดยเฉพาะทองคำและดีบุก และมีชุมชนชาวจีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทำเหมือง การค้นพบและแสวงหาประโยชน์จากแหล่งแร่ยังสัมพันธ์กับข้อพิพาทเรื่องอำนาจเหนือพื้นที่ระหว่างรามันกับเปรัก ในช่วงที่เส้นเขตแดนยังไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจน จนเกิดการเจรจาและทำการปักปันเขตแดนใน พ.ศ. 2442 (วันอิฮซาน ตูแวสิเดะ, 2567)
การเปลี่ยนแปลงด้านการปกครองของหัวเมืองมลายูตอนเหนือดำเนินต่อเนื่องในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาค ใน พ.ศ. 2445 สยามเร่งจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองทางตอนใต้ และต่อมาใน พ.ศ. 2449 มีการปรับโครงสร้างจากเจ็ดหัวเมืองเป็นสี่หัวเมือง โดยรามันถูกรวมเข้ากับยะลาเป็นเมืองยะลา ต่อมา สนธิสัญญา Anglo-Siamese Treaty 1909 (พ.ศ. 2452) ระหว่างสยามกับอังกฤษได้กำหนดเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับดินแดนมลายูภายใต้อังกฤษให้ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ปาตานีรวมถึงรามันอยู่ภายในเขตแดนของสยาม (วันอิฮซาน ตูแวสิเดะ, 2567) หลังจากนั้น ระบบการปกครองยังมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เช่น การเปลี่ยนจาก “เมือง” เป็น “จังหวัด” ใน พ.ศ. 2459 และการยกเลิกมณฑลปัตตานีเป็นจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา ใน พ.ศ. 2476 (ครองชัย หัตถาการ, 2552)
การกำหนดเขตแดนและการปรับโครงสร้างการปกครองแบบรัฐสมัยใหม่ทำให้รามันเปลี่ยนสถานะจากหัวเมืองในอดีตมาเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดยะลา อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองไม่ได้ทำให้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นสูญหายไปทั้งหมด หลายองค์ประกอบยังคงได้รับการสืบทอด ปรับเปลี่ยน และให้ความหมายใหม่จากคนในพื้นที่จนถึงปัจจุบัน
.jpg)
เอกสารทางราชการเปลี่ยนชื่อจากอำเภอโกตาบารูเป็นอำเภอรามัน ถ่ายโดย นายศิวพงษ์ วงศ์คูณ
ข้าว ปลา สมุนไพร และเครื่องเทศ
“ละแซ” เป็นอาหารเส้นที่มีลักษณะคล้ายขนมจีน แต่เส้นมีขนาดใหญ่กว่า โดยนำแป้งที่นึ่งสุกแล้วมาม้วนและตัดตามแนวขวาง เป็นอาหารพื้นถิ่นที่ยังพบได้ในพื้นที่ กระบวนการทำเริ่มจากนำข้าวสารมาแช่ค้างคืน บดเป็นแป้งและรีดน้ำออก จากนั้นนวดแป้ง ผสมน้ำ ใส่ถาดและนึ่งจนสุก ก่อนใช้น้ำมันทาที่มือ ม้วนแป้งเป็นเส้นแล้วตัดให้มีขนาดพอดีคำ นิยมรับประทานกับผักสดและน้ำยาแกงปลาใส่กะทิและเครื่องแกงพื้นบ้าน ซึ่งแต่ละสูตรอาจแตกต่างกันไป (Pattani Heritage City, ม.ป.ป.)
.jpg)
อาหารพื้นถิ่นมลายู ถ่ายโดย นายศิวพงษ์ วงศ์คูณ
“ตูปะซูตง” หรือปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว เป็นอาหารที่ผสมรสคาวและหวาน วัตถุดิบหลัก ได้แก่ ปลาหมึก ข้าวเหนียว น้ำตาลแว่น เกลือ และกะทิ โดยใช้ตะไคร้ช่วยลดกลิ่นคาว ขั้นตอนโดยทั่วไปคือ นำข้าวเหนียวที่แช่ค้างคืนหรือนึ่งสุกแล้วบรรจุลงในตัวปลาหมึก ปิดด้วยส่วนหนวดและกลัดไว้ จากนั้นต้มกับหางกะทิจนข้าวเหนียวสุก จึงเติมน้ำตาลแว่นและหัวกะทิ แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนได้รสและความข้นตามต้องการ อาหารชนิดนี้นิยมทำรับประทานในครัวเรือน และพบได้มากในช่วงถือศีลอด (สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา, 2564)
“ปูตูฮาลือบอ” เป็นขนมพื้นถิ่นที่มีเม็ดซัด เครื่องเทศชนิดหนึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ ร่วมกับข้าวสารแดง ข้าวเหนียว และพืชสมุนไพรหลายชนิด เช่น ขมิ้น ตะไคร้ ขิง หอมแดง กระเทียม และใบเตย รวมทั้งน้ำตาลและมะพร้าว ขั้นตอนประกอบด้วยการเตรียมแป้งและสมุนไพร ทำไส้จากน้ำตาลแว่นและน้ำตาลทราย แล้วนำไปนึ่งในพิมพ์ เมื่อสุกจึงกดหรือตีให้แบนและโรยมะพร้าวก่อนรับประทาน (ฐิตารีย์ ศรีสุรัตน์ และซอฟียะห์ ยียูโชะ, 2555)
อาหารที่กล่าวมาสะท้อนการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นร่วมกับเครื่องเทศและวิธีปรุงที่หลากหลาย ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และอาหารกึ่งคาวกึ่งหวาน จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมอาหารของปาตานียังสัมพันธ์กับการติดต่อแลกเปลี่ยนในโลกมลายูและเครือข่ายการค้าบริเวณมหาสมุทรอินเดียมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม อาหารแต่ละชนิดเกิดจากการปรับใช้วัตถุดิบ รสนิยม และความรู้ของคนในพื้นที่ จนมีลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น
ผ้า เครื่องแต่งกาย และสถานะทางสังคม
ผ้าโสร่งเป็นเครื่องแต่งกายสำคัญในพื้นที่ อย่างผ้าปาเต๊ะ เป็นผ้าที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของเครือข่ายการผลิตและการค้าจากชวาและพื้นที่มลายู รวมถึงผ้าที่ผลิตในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โสร่งที่เป็นผ้าฝ้ายทั่วไปนิยมใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ผ้าที่มีวัสดุและกรรมวิธีซับซ้อนกว่า เช่น ผ้าจวนตานี ผ้าซอเก๊ะ ผ้าปาลางิง และผ้ายาวอ นิยมใช้กับการแต่งกายในโอกาสพิเศษหรืองานพิธี และในอดีตบางชนิดพบในกลุ่มเจ้านายหรือผู้มีฐานะ
ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ มีการจัดแสดงผ้าหลายชนิด เช่น ผ้าปะลางิง ผ้าโสร่งยาวอบือเละ และผ้าลือปะห์ ซึ่งแตกต่างกันทั้งกรรมวิธีการผลิตและลวดลาย บางชนิดพบเห็นได้ยากในปัจจุบัน หนึ่งในวัตถุสำคัญคือผ้าโสร่งปาเต๊ะโบราณของต่วนอาซีเยาะห์ ลงซัน ธิดาเจ้าเมือง โกตาบารูมันห์ เนื้อผ้าและลวดลายมีรายละเอียดโดดเด่น ประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิต ดาวหกแฉก ลายพรรณพฤกษา และลายผีเสื้อ
.jpg)
ผ้าโสร่งปาเต๊ะโบราณของต่วนอาซีเยาะห์ ลงซัน ธิดาเจ้าเมืองโกตาบารูมันห์ ถ่ายโดย นายศิวพงษ์ วงศ์คูณ
นอกจากนี้ยังมีผ้า “ซอเก๊ะ” ซึ่งในอดีตนิยมใช้กับการแต่งกายในโอกาสงานพิธีของกลุ่มชนชั้นสูง ตามข้อมูลที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ผ้าชนิดนี้มีที่มาจากอินเดียและแพร่หลายในมลายู เป็นผ้าทอมือด้วยเส้นฝ้ายหรือไหมและยกดอกด้วยดิ้นเงินหรือดิ้นทอง มีลวดลายเฉพาะ เช่น ลายลูกพริกไทย ลายลูกหวาย และลายเกล็ดพิมเสน พิพิธภัณฑ์ฯ จัดแสดงผ้าซอเก๊ะโบราณของโต๊ะกูต่วนยูฮารี ไซค์อาลี เครือญาติเจ้าเมืองรามัน ซึ่งระบุว่ามีอายุกว่าศตวรรษ
ความละเอียดของวัสดุ เทคนิคการทอ และลวดลายของผ้าเหล่านี้สะท้อนทั้งทักษะของช่างและบทบาทของเครื่องแต่งกายในฐานะเป็นสิ่งแสดงรสนิยม ฐานะ และความเหมาะสมตามโอกาส หากพิจารณาร่วมกับประวัติของผู้ครอบครองผ้าที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แล้ว จะเห็นถึงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมการแต่งกายชนชั้นสูงแห่งเมืองรามัน
การแสดงและการละเล่น: จากราชสำนักสู่ชุมชน
“มะโย่ง” เป็นศิลปะการแสดงมลายูที่มีทั้งการแสดง ดนตรี และการร่ายรำ และมีความสัมพันธ์กับราชสำนักปาตานีมาอย่างยาวนาน (ประพนธ์ เรืองณรงค์, 2540) ระบุว่า การแสดงในวังรายาปัตตานีมีมาไม่น้อยกว่า 400 ปี โดยมีผู้หญิงเป็นนักแสดงหลัก และนิยมจัดในวังหรือบ้านขุนนาง รวมถึงงานต้อนรับอาคันตุกะ การแสดงอาจดำเนินต่อเนื่องหลายคืน โดยไม่มีฉากและม่าน เนื้อเรื่องมักเกี่ยวข้องกับความรักและเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ต่อมามะโย่งได้มีการปรับเปลี่ยนการแสดงไปตามบริบทสังคม เช่น การนำดนตรีสมัยใหม่เข้ามาประกอบการแสดง
พิพิธภัณฑ์ฯ จัดแสดงเครื่องแต่งกายประกอบการแสดง “มะโย่ง” แห่งเมืองรามัน โดยข้อมูลประกอบวัตถุระบุว่า การแสดงนี้มาจากวังเมืองปัตตานี ตัวเอกเป็นเพศหญิงและแต่งกายคล้ายเครื่องทรงของกษัตริย์ สวมมงกุฎ กำไลข้อมือและข้อเท้า เสื้อปักเลื่อม ตาข่าย และคริสตัล ชุดที่จัดแสดงเป็นฝีมือของนายสมาน โดซอมิ จากพิพิธภัณฑ์บ้านกือเม็ง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดทักษะการปักเย็บจากนายกูซง กูโว๊ะ เครือญาติเจ้าเมืองยะหริ่ง และเคยใช้ในการแสดงทั้งในพิธีกรรมท้องถิ่นและงานวัฒนธรรมนานาชาติที่ Universiti Malaysia Kelantan รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
พิพิธภัณฑ์ฯ ยังจัดแสดงอุปกรณ์สำหรับการเล่น “หมากขุม” หรือ “หมากหลุม” ประกอบด้วยลูกหมากและรางหมากขุม รางที่จัดแสดงมีลักษณะโดดเด่นจากการแกะสลักลวดลายสัตว์อย่างประณีต แสดงให้เห็นว่าของใช้เพื่อการละเล่นก็สามารถมีคุณค่าด้านงานช่างและความงามได้ นอกจากความสนุกสนาน การเล่นหมากขุมยังเกี่ยวข้องกับการนับ การคำนวณ และการวางแผน การละเล่นรูปแบบใกล้เคียงกันพบแพร่หลายในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และแอฟริกา (ศูนย์ฯ, 2565)
.jpg)
หมากขุม ถ่ายโดย นายศิวพงษ์ วงศ์คูณ
จากร่องรอยในอดีต สู่เรื่องเล่าในพิพิธภัณฑ์
ประวัติศาสตร์ อาหาร เครื่องแต่งกาย การแสดง และการละเล่นที่ปรากฏในพิพิธภัณฑ์ สะท้อนทั้งพัฒนาการภายในพื้นที่และการติดต่อแลกเปลี่ยนกับโลกภายนอก โดยเฉพาะเครือข่ายในโลกมลายูและมหาสมุทรอินเดีย การค้าไม่ได้แลกเปลี่ยนเพียงสินค้าและทรัพยากร แต่ยังพาผู้คน ความรู้ เทคโนโลยี ภาษา และรูปแบบทางวัฒนธรรมเคลื่อนย้ายข้ามพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้โดยตรงทั้งหมด หากถูกคัดเลือก ปรับเปลี่ยน และผสมผสานเข้ากับเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น จนเกิดรูปแบบเฉพาะของพื้นที่
ในแง่นี้ พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมโกตาบารูจึงมิได้เป็นเพียงสถานที่เก็บรักษาวัตถุ แต่เป็นพื้นที่ที่คนในชุมชนคัดเลือก จัดวาง และให้ความหมายแก่เรื่องราวของตนเอง วัตถุแต่ละชิ้นจึงทำหน้าที่เชื่อมโยงความทรงจำของครอบครัว ชุมชน และประวัติศาสตร์ของเมืองรามันเข้าด้วยกัน พิพิธภัณฑ์มีบทบาทสำคัญในการส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้แก่คนรุ่นหลัง และเปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนได้ทำความเข้าใจความหลากหลายทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชายแดนใต้ผ่านมุมมองของคนในพื้นที่
สามารถเข้าชมข้อมูลได้ที่ ฐานข้อมูล “พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมโกตาบารู (บ้านดาโต๊ะมูลียอ)” https://museum.sac.or.th/MuseumDetail?MID=1619
บรรณานุกรม
กุลลดา เกษบุญชู มี๊ด. (2562). ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย. (อาทิตย์ เจียมรัตตัญญ, ผู้แปล). ฟ้าเดียวกัน. (ผลงานต้นฉบับตีพิมพ์ในปี 2552).
ครองชัย หัตถาการ. (2552). ประวัติศาสตร์ปัตตานี สมัยอาณาจักรโบราณถึงการปกครอง 7 หัวเมือง. พิมพ์ครั้งที่ 2. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ฐิตารีย์ ศรีสุรัตน์ และ ซอฟียะห์ ยียูโชะ. (2555). “ปูตูฮาลือบอ” ขนมสมุนไพรโบราณ มรดกความสัมพันธ์ไทย-มาเลย์. RUSAMILAE JOURNAL, 33(1), 54–58. https://so05.tcithaijo.org/index.php/rusamelae/article/view/63088
ประพนธ์ เรืองณรงค์. (2540). บุหงาปัตตานี คติชนไทยมุสลิมชายแดนภาคใต้. มติชน.
ประพนธ์ เรืองณรงค์. (2547). (บทผนวกเกียรติยศ). ใน สุจิตต์ วงษ์เทศ, (บ.ก.), รัฐปัตตานี ใน “ศรีวิชัย” เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 2). (น. 345). มติชน
วันอิฮซาน ตูแวสิเดะ. (2567). ปาตานีฉบับชาติ(ไม่)นิยม: สงครามช่วงชิงอำนาจก่อนปักปันเส้นเขตแดน. มติชน.
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (2569). พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมโกตาบารู (บ้านดาโต๊ะมูลียอ). พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย. https://museum.sac.or.th/MuseumDetail?MID=1619
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (2565). หมากขุม. ฐานข้อมูลเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน. https://traditional-objects.sac.or.th/th/equipment-detail.php?ob_id=427
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา. (2564). “ตูปะซูตง” ขนมหวานพื้นบ้าน ชาว 3 จังหวัดใต้ เมนูสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น. https://yala.prd.go.th/th/content/category/detail/id/953/iid/39674
Pattani Heritage City. (ม.ป.ป.). ละซอ ละแซ ในตำนาน. https://pattaniheritagecity.psu.ac.th/pattanistory/%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%8B%E0%B8%AD-%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%8B-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99/
ผู้เขียน
จรัสศรี สมตน
นักวิชาการคลังข้อมูล ฝ่ายคลังข้อมูลวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ป้ายกำกับ รามัน พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมโกตาบารู บ้านดาโต๊ะมูลียอ จรัสศรี สมตน