พินิจความขยะแขยง: มีอะไรให้ศึกษาในความน่าสะอิดสะเอียน (Abjection)
หากให้ผู้อ่านคิดถึงสิ่งที่ทำให้รู้สึกขยะแขยงหรือชวนอาเจียนจนต้องเบือนหน้าหนี เชื่อว่าคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก ศพขึ้นอืดพร้อมด้วยหนอนชอนไช ของเหลวและของเสียภายในร่างกายสิ่งมีชีวิต เป็นตัวอย่างสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกคลื่นไส้ เกิดความหลอน จิตตก และอาจกินข้าวไม่ค่อยลงไปอีกหลายมื้อ ความขยะแขยงจึงไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์ควรทำความรู้จัก ตรงกันข้าม มนุษย์จำเป็นต้องเดินเลี่ยงออกไปให้ไกลที่สุด
แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ตามมาคือ สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยงนั้น ในที่สุด ก็จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกเขาอยู่ดี เพราะทุกคนมีของเหลวตลอดจนของเสียภายในร่างกายตามธรรมชาติ และมีร่างกายที่ผุพังตามกาลเวลาเมื่อร่างกายนั้นหมดลมหายใจไปแล้ว ถ้าเช่นนั้น ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงก่อให้เกิดความสะอิดสะเอียนและถูกผลักไสให้อยู่ห่างไกลจากสายตามนุษย์ ? มีใครกำหนดว่าสิ่งใดเป็นหรือไม่เป็นความขยะแขยงกระนั้นหรือ ? แล้วการแบ่งแยกระหว่างสิ่งที่เป็นกับไม่เป็นความขยะแขยง ส่งผลอย่างไรต่อการจัดการสังคม ? นี่เป็นคำถามที่นักวิชาการในหลายสาขาต่างให้ความสนใจที่จะศึกษาและตอบคำถามเหล่านั้น มันคือการศึกษาความน่าสะอิดสะเอียน (Abjection) ในฐานะภาพสะท้อนของสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่บทความชิ้นนี้จะกล่าวถึงต่อไป
Julia Kristeva กับ แนวคิดเรื่องความสะอิดสะเอียน
บุคคลสำคัญที่ทำให้ความน่าสะอิดสะเอียนกลายเป็นประเด็นสำคัญในวงวิชาการก็คือ Julia Kristeva นักปรัชญาและจิตวิทยา ซึ่งศึกษาเรื่องการก่อตัวของอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์จากการพบเจอสิ่งขยะแขยง โดยในหนังสือรวมบทความของเธอ Powers of Horror: An Essay on Abjection (1982) เธอได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งขยะแขยงนั้นNeither Subject Nor Object หรือก็คือของก้ำกึ่งที่ไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา (Subject)หรือเป็นวัตถุ (Object) แปลกประหลาดที่อยู่นอกตัวเรากันแน่ น้ำเลือด น้ำหนอง ของเสียต่าง ๆ ในร่างกาย ย่อมดำรงอยู่ภายในตัวของมนุษย์ แต่เมื่อมันถูกขับออกมาจากร่างกาย (ไม่ว่าจะเป็นของใครหรือสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม) คำถามจะเกิดขึ้นแก่ผู้พบเห็นว่า “สิ่งที่ดูแปลกประหลาดนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของฉันจริง ๆ อย่างนั้นหรือ” ข้อสงสัยที่ชวนกระอักกระอ่วนเช่นนี้เอง ที่นำมาสู่อารมณ์ความรู้สึกสะอิดสะเอียนและต้องการพาตนเองไปให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น
Kristeva ยังได้กล่าวต่อไปว่า ความรู้สึกสะอิดสะเอียนนี้ เริ่มก่อตัวในอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อมนุษย์คนนั้นถือกำเนิด และกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีโครงสร้างทางสัญญะซึ่งเป็นกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต หากกล่าวในเชิงรายละเอียด ช่วงของการอยู่ในครรภ์มารดานั้น มนุษย์ยังคงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของรก เลือด ของเสีย ตลอดจนอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายของมารดาได้จนเสมือนเป็นเนื้อเดียวกัน กระทั่งมนุษย์ได้ออกมาใช้ชีวิต ณ โลกใบใหม่นั้นเอง เขาจึงเริ่มเรียนรู้ว่า เขาจำเป็นต้องใช้ชีวิตผ่านการมีอัตลักษณ์หรือตัวตนใหม่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีโครงสร้างสัญญะเหล่านั้น เขาไม่สามารถที่จะกลับไปเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของมารดาได้อีกแล้ว นั่นไม่ใช่ตัวตนของเขา ของทั้งหลายภายในร่างกายที่ครั้งหนึ่งเคยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด กลายเป็นความแปลกปลอม น่าสะอิดสะเอียน และต้องปฏิเสธ
ดูเหมือนว่า Kristeva จะมองการเกิดขึ้นของความรู้สึกสะอิดสะเอียนที่เป็นไปตามกลไกตามธรรมชาติทางจิตวิทยา แต่ความรู้สึกสะอิดสะเอียนนี้ ก็อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมด้วย การที่มนุษย์จะรับรู้ว่าสิ่งใดเป็นหรือไม่เป็นความขยะแขยงนั้น อยู่ภายใต้โครงสร้างทางความคิดที่สังคมในพื้นที่แห่งนั้น ๆ กำหนดไว้ ในเมื่อมนุษย์มองเห็นความสำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่สังกัดอยู่ การเรียนรู้อัตลักษณ์ ระบบ และระเบียบที่สังคมแห่งนั้นกำหนด จึงถือเป็นเรื่องจำเป็น ดังนั้น การสัมผัสกับสิ่งที่สังคมกำหนดว่าเป็นความขยะแขยง เท่ากับเป็นการรบกวนอัตลักษณ์ ระบบ และระเบียบทางสังคมที่มนุษย์ผู้นั้นยึดถือ ความรู้สึกไม่สบายใจต่อสิ่งเหล่านั้นจึงสามารถเกิดขึ้นได้ (Julia Kristeva, 1982, p.4)
ความสะอิดสะเอียน และการจัดการสังคม
การศึกษาเรื่องความสะอิดสะเอียน ไม่ใช่การสนับสนุนให้มนุษย์หันกลับไปสัมผัสดื่มด่ำกับของเสียของคัดหลั่ง หากแต่เป็นการศึกษาเพื่อขยายองค์ความรู้ต่อไปว่า การกำหนดว่าสิ่งใดเป็นหรือไม่เป็นความขยะแขยงนั้น เกี่ยวพันกับการจัดการสังคม ซึ่งในหลายครั้งนำมาสู่อคติและ/หรือความรุนแรง การเผยแพร่วาทกรรมให้คนกลุ่มหนึ่งคือสิ่งสกปรกในสังคม และนำมาสู่การกวาดล้าง คือตัวอย่างซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อสังเกตนี้
ข้อสังเกตดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ เพราะ Kristeva เชื่อมโยงเรื่องความสะอิดสะเอียนเข้ากับการจัดการสังคมเช่นกัน เธอยกกรณีของการกวาดล้างชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (Julia Kristeva, 1982, p.174-187) ซึ่งเธอพบว่าก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้น ส่วนหนึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำให้ชาวยิวกลายเป็นสิ่งสกปรก นักวรรณกรรมชาวฝรั่งเศสผู้สนับสนุนนาซีเยอรมัน Louis-Ferdinand Céline ไม่อ้อมค้อมที่จะเขียนหนังสือว่าเลือดของชาวยิวคือของที่ไม่สมควรให้กระเด็นเข้าตาในระหว่างที่มีการใช้ความรุนแรง หรือการขอให้ฝรั่งเศสอย่าลงไปอยู่ในโคลนตม การใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับชาวยิวคือสิ่งที่ต้องกระทำ การนำสิ่งที่สังคมกำหนดว่าเป็นของเสียหรือของน่าขยะแขยงอย่างเลือดและโคลนตม มาสวมทับอัตลักษณ์ชาวยิวนั้น คือการสร้างบรรยากาศให้ผู้คนเกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียน และกลายเป็นความชอบธรรมให้เกิดการปราบปรามชาวยิว ทั้งที่ชาวยิวก็เป็นมนุษย์ มีความสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกคน และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่บริบททางสังคมกลับกำหนดให้ชาวยิวกลายเป็นอื่น (Otherness) ที่รบกวนอัตลักษณ์ ระบบ และระเบียบของผู้คนในสังคมแห่งนั้น
Kristeva แล้ว Rina Arya (2017) ได้ขยายความเพิ่มเติมให้เห็นว่า ความน่าสะอิดสะเอียนนี้ บางครั้งก็สัมพันธ์กับความรังเกียจ (Disgust) ในฐานะที่เป็นสิ่งมืดมิดซึ่งอยู่ในตัวมนุษย์ โดยมนุษย์มีการจินตนาการ แสวงหา ซึมซับ ตลอดจนฉายภาพบางอย่างเพื่อให้ตนเองและผู้อื่นได้สัมผัสถึงความน่ารังเกียจของสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยานี้ ถูกนำมาใช้ในหลายบริบท รวมถึงในบริบทของสังคมที่แบ่งแยกความเป็นเราและความเป็นอื่น ในบริบทดังกล่าว จะพบเห็นผู้คนซึ่งมุ่งมองหาและนำภาพความเป็นอื่นมาทำให้ฝ่ายเดียวกันเกิดประสบการณ์ความรับรู้ร่วมกันถึงความน่ารังเกียจของภาพเหล่านั้น ดังกรณีของยุโรปยุคอาณานิคม ซึ่งมีการนำกลุ่มบุคคลที่มีความผิดปกติทางร่างกาย หรือกลุ่มบุคคลที่มาจากทวีปอันไกลโพ้น มาเป็นนักแสดงให้ได้ชมว่าพวกเขาดำรงชีวิตที่ด้อยกว่าหรือไร้อารยะกว่าชาวยุโรปอย่างไร การปฏิบัติต่อนักแสดงเหล่านั้นจึงมีลักษณะที่คล้ายกับการปฏิบัติต่อสัตว์ป่าหายากในคอกขัง จนเป็นที่มาของนิทรรศการสวนสัตว์มนุษย์ (Human Zoo) การปฏิบัติต่อนักแสดงในสวนสัตว์มนุษย์ คือการสร้างอัตลักษณ์ต่อนักแสดงเพื่อดึงดูดชาวยุโรปให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นสิ่งที่ถูกเรียกว่าเป็นของต่ำกว่าชาวยุโรป และส่งผลให้สวนสัตว์มนุษย์เป็นที่นิยมอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง (Rikke Andreassen, 2015)
จากกรณีของชาวยุโรป-ชาวยิว หรือชาวยุโรป-นักแสดงในสวนสัตว์มนุษย์ จะเห็นได้ว่าความสะอิดสะเอียนยังเป็นเรื่องของอำนาจ การกำหนดให้สิ่งใดเป็นความขยะแขยง มีเป้าประสงค์เพื่อแสดงถึงอำนาจที่เหนือกว่าของผู้กำหนดด้วย ซึ่งนอกจากในกรณีของชาวยุโรปแล้ว ก็ยังมีอีกหลายกรณีและในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายกันไป ดังเช่น ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์ (2565) ได้ชี้ให้เห็นประเด็นเรื่องความอนามัยในสังคมไทยสมัยใหม่ว่า ในสมัยจารีต ความสะอิดสะเอียนจากการพบเห็นซากศพและความโสโครกต่าง ๆ ในพื้นที่สาธารณะ คงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นง่ายกว่าปัจจุบัน เนื่องจากผู้ปกครองยังขาดกลไกการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม แม้รัฐสมัยใหม่จะมีกลไกในการกำจัดสิ่งขยะแขยงเหล่านั้นได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่สิ่งขยะแขยงยังคงอำพรางอยู่ในกลไกดังกล่าวเพื่อดำรงไว้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกสะอิดสะเอียนของผู้คน และทำให้ผู้คนเหล่านั้นเชื่อว่าอย่างไรเสียก็คงไม่มีหนทางในการหลีกเลี่ยงแบบใดที่ดีกว่าหนทางของรัฐอีกแล้ว เป็นการยอมรับอำนาจของรัฐไปโดยปริยาย ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาล ซึ่งแม้ภายนอกจะถูกเรียกขานว่าเป็นสถานที่เพื่อการอนามัยที่ดีของมนุษย์ แต่ในความเป็นจริง มันยังกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคและความตายแห่งใหม่ ไม่มีใครรู้สึกสุนทรีย์กับบรรยากาศของโรงพยาบาล ยิ่งโรงพยาบาลที่รัฐไม่ให้ความสำคัญในการพัฒนาปรับปรุง ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้เกิดขึ้นแก่ผู้ใช้บริการ (รวมถึงเจ้าหน้าทึ่โรงพยาบาล) มากเท่านั้น แต่ทุกคนก็ยังคงต้องพึ่งพาโรงพยาบาล เพราะเป็นสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่จะทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีตามแนวทางวิทยาศาสตร์ การมาโรงพยาบาลแต่ละครั้ง จึงมักเป็นความรู้สึกกระอักกระอ่วนให้ใครหลายคน
เช่นเดียวกับงานวิจัยด้านมานุษยวิทยาของ กนกวรรณ สมศิริวรางกูล (2566) ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงกรณีของการประกอบอาชีพทำความสะอาดของชาวไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ งานชิ้นนี้กนกวรรณพบว่า การยึดถือเรื่องของความสะอาดในสังคมสมัยใหม่ภายใต้การกำกับของทุน ได้ส่งผลให้ธุรกิจบริษัทรับจ้างทำความสะอาดตามสถานที่ต่าง ๆ ขยายตัวมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าสังคมกำลังผลักให้พ่อบ้านแม่บ้านทำความสะอาดเหล่านี้ ไปอยู่ในพื้นที่ที่สังคมมองเห็นแต่ก็ทำเป็นมองไม่เห็นเพราะมีความรู้สึกสะอิดสะเอียนเมื่อต้องสัมผัสเป็นเวลานานนั่นคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความสกปรกซึ่งต้องมีการเช็ดถูทุกวัน พ่อบ้านแม่บ้านทำความสะอาดจึงเสมือนกลุ่มคนที่ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ แม้จะอยู่ร่วมกับคนทุกกลุ่มในสถานที่ทำงานแห่งเดียวกัน นอกจากนั้น โดยเหตุที่เป็นกลุ่มคนซึ่งได้รับการแบ่งแยกออกไป พ่อบ้านแม่บ้านทำความสะอาดจึงเป็นอาชีพที่มีความเปราะบางและขาดความมั่นคง อาชีพดังกล่าวมักเป็นอาชีพแบบจ้างเหมา (เมื่อจบสัญญา ถ้าบริษัทไม่จ้างต่อ ก็ต้องหาบริษัทใหม่ไปเรื่อย ๆ) ทั้งยังมีรายได้ต่ำจนจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นตามตารางเวลาที่นายจ้างกำหนดหากต้องการได้ค่าตอบแทนเพิ่มอีกเล็กน้อย สิ่งนี้คือภาพสะท้อนของอำนาจซึ่งฝังอยู่ในโลกของความสะอาด โลกที่ไม่ยอมรับความสกปรกซึ่งดำรงอยู่ในโลกใบเดียวกัน และต้องการให้คนกลุ่มหนึ่งเข้าไปปกปิดความสกปรกเหล่านั้นโดยเพิกเฉยต่อการดำรงชีวิตของคนกลุ่มดังกล่าวนี้
ทิ้งท้าย
ความสะอิดสะเอียนจากการสัมผัสของที่ถูกเรียกว่าเป็นความขยะแขยง ไม่ใช่เพียงกลไกทางธรรมชาติของมนุษย์ หากแต่มีประเด็นที่น่าจะสามารถศึกษาต่อยอดไปได้อีก โดยเฉพาะอารมณ์ความรู้สึกสะอิดสะเอียนซึ่งเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางความคิดที่สังคมยึดถือ การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงดังกล่าวนี้ ยังช่วยให้เรามองเห็นความสัมพันธ์ของกลุ่มคนต่าง ๆ ในสังคมหลายแห่ง ซึ่งอาจดำรงอยู่ภายใต้ความไม่เท่าเทียมกัน คนบางกลุ่มถูกผลักให้ไปอยู่ในพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่มองว่าสกปรกและน่าสะอิดสะเอียน คนเหล่านี้จึงได้รับการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม โดยในหลาย ๆ ครั้ง ยังเป็นการปฏิบัติที่นำไปสู่ความสูญเสีย การเหยียดสีผิวของคนที่ไม่เหมือนกับประชาชนส่วนใหญ่ การเหยียดผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ คือกรณีร่วมสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพการณ์เหล่านี้
บางทีแล้ว ความสะอิดสะเอียนจากการสัมผัสกับของเสียต่าง ๆ ที่ขับออกมาจากร่างกายมนุษย์ คงไม่น่าวิตกเท่ากับความสะอิดสะเอียนที่เกิดจากการชี้นิ้วนำของมนุษย์ซึ่งกำลังมองหาความสะอาดบริสุทธิ์ของสังคมด้วยกันเอง
รายการอ้างอิง
Andreassen, Rikke. (2015). Human Exhibition: Race, Gender and Sexuality in Ethnic Displays. Ashgate.
Arya, R. (2017). Abjection Interrogated: Uncovering the Relation Between Abjection and Disgust. Journal of Extreme Anthropology, 1 (1): 48-61.
Kristeva, J. (1982). Powers of Horror: An Essay on Abjection. Columbia University Press.
กนกวรรณ สมศิริวรางกูล. (2566). โลกของความสะอาด: แม่บ้านพ่อบ้านไทใหญ่จ้างเหมาบริการในเชียงใหม่. มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 25 (2): 136-165.
ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์. (2565). รัฐสยดสยอง. มติชน.
ผู้เขียน
ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข
นักวิจัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ป้ายกำกับ ความขยะแขยง ความน่าสะอิดสะเอียน Abjection ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข