ผีในห้อง: การหลอกหลอนและการสร้างความหมายในสังคมไทยร่วมสมัย

 |  วัฒนธรรมร่วมสมัย
ผู้เข้าชม : 142

ผีในห้อง: การหลอกหลอนและการสร้างความหมายในสังคมไทยร่วมสมัย

บทนำ: ผีที่อยู่ในห้อง

           ภาพมีมหนึ่งสมมติว่ามีคนคนหนึ่งกำลังดูคลิปตลกและหัวเราะอยู่ตามลำพังในห้องพัก ข้อความด้านบนเขียนว่า “ผม: *ดูคลิปตลกแล้วหัวเราะคนเดียว*” ก่อนที่ “ผีในห้อง” จะปรากฏขึ้นพร้อมคำตัดสินว่า “ไอ้เหี้ยนี่อาการหนักแล้ว” ความขบขันของภาพเกิดจากการทำให้ช่วงเวลาส่วนตัวกลายเป็นฉากที่มีผู้สังเกตการณ์ร่วมอยู่ด้วย คนในห้องคิดว่าตนเองอยู่ลำพัง ขณะที่ผีกลับทำให้เห็นว่าพฤติกรรมซึ่งดูเป็นเรื่องส่วนตัวสามารถถูกมองและถูกตัดสินได้เสมอ ผีในห้องจึงเป็นทั้งคำเรียกและรูปแบบการสื่อสารที่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์นำไปสร้างเป็นมีมขำขัน โดยหยิบประสบการณ์ธรรมดา เช่น การอยู่คนเดียว ความเบื่อ ความเหงา หรือการทำสิ่งที่อาจดูแปลกในสายตาผู้อื่น มาจัดวางใหม่ให้กลายเป็นสถานการณ์ที่ผู้คนเข้าใจและหัวเราะร่วมกันได้

ที่มา https://www.shorturl.asia/6d3gti

           ความน่าสนใจของผีในห้องอยู่ที่การทำให้พื้นที่ส่วนตัวปรากฏว่ามีความสัมพันธ์ทางสังคมแฝงอยู่ ห้องอาจเป็นห้องเรียนออนไลน์ ห้องทำงาน ห้องเช่า หรือห้องนอนที่ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่เป็นเวลานาน ทว่าพื้นที่เหล่านี้ยังคงมีสายตา ความคาดหวัง และบรรทัดฐานจากโลกภายนอกเข้ามากำกับอยู่ คำว่าผีจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความน่ากลัว แต่ยังทำให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกมอง ความอับอาย หรือความโดดเดี่ยวปรากฏขึ้นในรูปของอารมณ์ขัน แม้จะมีความใกล้เคียงกับสำนวน elephant in the room ซึ่งใช้เรียกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแต่ไม่ถูกพูดถึง ผีในมีมดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นผู้ชมและผู้ตัดสินพฤติกรรมของคนในห้องด้วย บทความนี้จึงชวนพิจารณาว่า ผีในห้องถูกสร้างให้ทำหน้าที่อย่างไร การอยู่ตามลำพังถูกเปลี่ยนให้เป็นฉากที่มีผู้ชมได้อย่างไร และเสียงหัวเราะจากมีมเหล่านี้เปิดเผยความรู้สึกหรือบรรทัดฐานทางสังคมแบบใด


การหลอกหลอนในฐานะกรอบการวิเคราะห์

           เอเวอรี กอร์ดอน (Avery Gordon) (1997) เสนอว่า การหลอกหลอน (haunting) เกิดขึ้นเมื่อบางสิ่งซึ่งยังไม่ได้รับการจัดการยังคงแทรกตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน การหลอกหลอนจึงไม่ได้หมายถึงการปรากฏตัวของผีในความหมายทางไสยศาสตร์เท่านั้น ประสบการณ์ ความทรงจำ หรือความไม่เป็นธรรมซึ่งถูกทำให้เงียบยังคงมีผลต่อชีวิตล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกหลอนซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์ กอร์ดอนอธิบายการหลอกหลอนในลักษณะนี้ผ่านแนวคิดการปรากฏตัวของสิ่งที่ไม่ปรากฏ (presence of absence) กล่าวคือ สิ่งหนึ่งอาจไม่ปรากฏให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังคงแสดงพลังผ่านความรู้สึก เหตุการณ์ หรือความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน การที่บางสิ่งไม่ยอมจากไปจึงบ่งชี้ถึงเงื่อนไขทางสังคมที่ทำให้สิ่งนั้นยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ถูกปกปิด การกดขี่ที่ไม่ถูกพูดถึง หรือความทรงจำร่วมที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย

           เมื่อมองกลับไปยังบริบทสังคมไทย จะพบว่าการนิยามผียังสัมพันธ์กับเรื่องเล่าและความเชื่อที่ผูกผีไว้กับสถานที่ เช่น บ้าน ห้องพัก หอพัก หรือห้องเรียน สถานที่เหล่านี้จึงมีความหมายมากกว่าขอบเขตทางกายภาพ เพราะความทรงจำ ความกลัว และเรื่องเล่าทางสังคมสามารถเข้ามากำหนดการรับรู้พื้นที่ได้ การวิเคราะห์ “ผีในห้อง” ผ่านกรอบการหลอกหลอนจึงช่วยตั้งคำถามว่า สิ่งใดกำลังปรากฏผ่านตัวละครผี และสิ่งใดกำลังถูกทำให้ไม่ปรากฏในชีวิตของผู้ใช้มีม ความกดดันทางการศึกษา การควบคุมจากครอบครัว หรือความโดดเดี่ยวในสังคมเมืองอาจเป็นบริบทที่ทำให้ห้องถูกจินตนาการว่าไม่ได้เพียงพื้นที่แห่งหนึ่ง ๆ เพราะห้องยังมีสายตาและความรู้สึกบางอย่างติดตามอยู่เสมอ

           เมื่อใช้มุมมองนี้มาพิจารณาภาพมีมที่สมมติว่ามีคนคนหนึ่งหัวเราะอยู่ตามลำพัง กล่าวได้ว่าผีในห้องจึงทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์และผู้ตัดสิน มากกว่าจะเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏขึ้นเพื่อสร้างความกลัว คนในภาพอาจอยู่ในห้องเพียงลำพัง แต่คำพูดของผีทำให้เห็นว่าในพื้นที่ส่วนตัวยังคงมีสายตาทางสังคมแฝงอยู่ เป็นสายตาที่ปราศจากผู้มองแต่กำกับตัวผู้รู้สึกว่าตนเองถูกมองว่ากำลังกระทำตนไม่เหมาะสม การสื่อสารของมีมจึงเกิดขึ้นในสภาวะก้ำกึ่งของการปิดบังและเปิดเผย ความรู้สึกแปลก อับอาย หรือเหงา แต่ไม่อยากอยู่ในสภาวะนั้น อาจถูกทำให้สื่อสารได้ผ่านมุกตลกและการสร้างมีม ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ามีมทุกชิ้นมีความหมายในแบบเดียวกัน ความหมายของผีขึ้นอยู่กับบริบทของภาพ ผู้สร้าง และประสบการณ์ร่วมของผู้รับสารด้วย (Gordon, 1997)


มีมผีในห้องกับการสื่อสารประสบการณ์

           มานิตา รุ่งอุทัย (2566) ศึกษาวัยรุ่นกับการสื่อสารเพื่อสร้างความหมายให้กับมีม (meme) ผีในห้อง โดยพิจารณาทั้งการสร้างความหมาย บทบาทหน้าที่ของมีม และการถอดรหัสของผู้รับสาร เธอแสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นไม่ได้เป็นเพียงผู้เสพมีม กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวยังมีส่วนในการดัดแปลง สร้าง และเผยแพร่ความหมายผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในห้องกลายเป็นประสบการณ์ร่วมของผู้คนบางกลุ่ม ผีในห้องจึงทำหน้าที่สื่อสารทั้งความเบื่อ ความเหงา มิตรภาพ และการล้อเลียนตนเอง ขณะเดียวกันก็สามารถใช้เสียดสีสังคมและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ การมีส่วนร่วมกับมีมจึงช่วยสร้างความรู้สึกยึดโยงกับกลุ่มและพื้นที่ (sense of belonging) พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สร้างความหมายจากประสบการณ์ของตนเอง ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับงานศึกษามีมดิจิทัลที่มองว่ามีมเป็นความคิดสร้างสรรค์ในชีวิตประจำวัน (vernacular creativity) หรือความคิดสร้างสรรค์แบบสามัญชนในโลกออนไลน์ (Shifman, 2014)

           บทความนี้ต้องการขยับคำถามไปอีกระดับว่า เหตุใดประสบการณ์เหล่านี้จึงถูกทำให้ปรากฏผ่านผี และผีช่วยจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างคนในห้องกับสายตาทางสังคมอย่างไร เมื่อพิจารณาภาพมีมที่คนคนหนึ่งหัวเราะอยู่ตามลำพัง ผีทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ชมและผู้ตัดสินพฤติกรรมที่เจ้าตัวคิดว่าไม่มีใครเห็น ภาพดังกล่าวจึงทำให้ความเป็นส่วนตัว ความอับอาย และความรู้สึกแปลกแยกปรากฏขึ้นผ่านมุกตลก การสื่อสารของมีมอาจช่วยให้ผู้คนเชื่อมโยงประสบการณ์ระหว่างกัน เปิดพื้นที่สำหรับการล้อเลียนหรือการวิพากษ์สังคม และในบางบริบทอาจเชื่อมต่อกับการวิจารณ์ทางการเมืองได้พร้อมกัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การหัวเราะกับมีมเหล่านี้ช่วยคลี่คลายความรู้สึกที่กดทับอยู่ หรือทำให้เราเห็นเงาของสิ่งที่ยังไม่ได้รับการยอมรับชัดเจนขึ้น (Gordon, 1997)


การอยู่ตามลำพังกับสายตาทางสังคม

           ในบริบทของมีม ผีในห้องทำให้การอยู่ตามลำพังปรากฏเป็นสถานการณ์ที่มีผู้สังเกตการณ์และผู้ตัดสินร่วมอยู่ด้วย ห้องจึงเป็นมากกว่าพื้นที่ทางกายภาพ เพราะเป็นพื้นที่ที่เวลา ความสัมพันธ์ และความคาดหวังทางสังคมเข้ามาจัดระเบียบชีวิต ตั้งแต่ห้องเรียนออนไลน์ที่กำกับการเรียนรู้ ห้องทำงานที่เชื่อมโยงคุณค่าของคนเข้ากับประสิทธิภาพ ไปจนถึงห้องนอนที่ในช่วงล็อกดาวน์อาจกลายเป็นพื้นที่ซึ่งความเหงาและความกดดันปรากฏชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับวัยรุ่นทุกคนในแบบเดียวกัน ภาพมีมที่คนคนหนึ่งหัวเราะอยู่ตามลำพังจึงควรถูกอ่านในฐานะการจัดวางประสบการณ์บางอย่างให้กลายเป็นเรื่องขำขัน ผีทำให้เห็นว่าความรู้สึกแปลก อับอาย หรือโดดเดี่ยวไม่ได้เป็นเรื่องภายในจิตใจเพียงลำพัง แต่ยังสัมพันธ์กับการคาดคะเนว่าผู้อื่นจะมองพฤติกรรมของตนอย่างไร และสัมพันธ์กับบริบทที่ทำให้คนต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จำกัดเป็นเวลานาน

           การนำความรู้สึกดังกล่าวมาสร้างเป็นมีมทำให้ประสบการณ์ส่วนตัวกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนรับรู้และตอบสนองร่วมกันได้ ในความหมายนี้ ผีในห้องอาจพิจารณาได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการหลอกหลอนแบบรวมหมู่ (collective haunting) เพราะผีในบริบทนี้ช่วยทำให้ความรู้สึกและบรรทัดฐานที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นในรูปแบบที่ผู้ใช้หลายคนเข้าใจร่วมกัน อย่างไรก็ตาม คำว่า “รวมหมู่” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าวัยรุ่นทุกคนมีประสบการณ์หรือจุดยืนเหมือนกัน แต่หมายถึงการที่มีมเปิดพื้นที่ให้ประสบการณ์บางอย่างถูกทำให้มองเห็นและส่งต่อได้ การหัวเราะกับผีในห้องจึงอาจช่วยคลายความตึงเครียด สร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ล้อเลียนตนเอง หรือเสียดสีสังคมได้พร้อมกัน ความหมายของมีมจึงไม่จำเป็นต้องลงเอยที่การต่อต้านเสมอไป แต่อยู่ที่การทำให้ผู้ใช้รับรู้ว่าความรู้สึกซึ่งเกิดขึ้นในห้องของตนเองสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของผู้อื่นได้


การสื่อสารทางอ้อมกับสิ่งที่พูดยาก

           ความน่าสนใจของผีในห้องอยู่ที่การสื่อสารผ่านสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาโดยตรง มีมอาศัยภาพ ตัวละคร และข้อความสั้น ๆ เพื่อทำให้ความรู้สึกบางอย่างซึ่งพูดได้ยากปรากฏขึ้นในรูปแบบที่ผู้คนเข้าใจร่วมกัน การหลอกหลอนในมุมนี้จึงหมายถึงการกลับมาของประสบการณ์ที่ถูกละไว้หรือยังไม่ได้รับการคลี่คลาย สิ่งที่หายไปจากคำพูดตรงไปตรงมาอาจกลับมาในรูปของมุกตลก สายตาของผี หรือคำตัดสินสั้น ๆ สำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม ความกดดันจากครอบครัว ความคาดหวังทางการศึกษา ความเหงา หรือความรู้สึกไร้อำนาจทางการเมืองอาจไม่ถูกเล่าเป็นคำประกาศหรือข้อเรียกร้อง หากแทรกอยู่ในเรื่องเล่าที่ดูเป็นเรื่องเล่น ๆ ห้องจึงเป็นทั้งพื้นที่ส่วนตัวและฉากที่ทำให้เห็นกระบวนการทำให้เงียบ (silencing) เพราะแม้ผู้คนจะอยู่ตามลำพัง พวกเขายังต้องคาดคะเนว่าพฤติกรรมของตนจะถูกมองและประเมินอย่างไร

           มีมผีในห้องจึงเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับสื่อสารประสบการณ์ที่ไม่สะดวกจะกล่าวตรง ๆ เสียงที่ปรากฏเป็นการบอกเป็นนัยว่าความรู้สึกนั้นยังคงอยู่และยังมีคนอื่นรับรู้ได้ การหลอกหลอนทำงานผ่านเสียงที่กลับมาในรูปของเงา ทำให้สิ่งที่ถูกละไว้ปรากฏโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทั้งหมด (Gordon, 1997) ในแง่นี้ การเมืองของผีในห้องอยู่ที่การต่อรองว่าอะไรจะถูกทำให้มองเห็น ใครสามารถพูดได้ และความรู้สึกแบบใดจะถูกส่งต่อในพื้นที่ออนไลน์ มีมบางชิ้นอาจช่วยคลายความตึงเครียดหรือสร้างความเป็นพวกเดียวกัน ขณะที่บางชิ้นอาจใช้ล้อเลียนและวิพากษ์สังคม การสื่อสารทางอ้อมเช่นนี้จึงไม่ได้ทำให้เสียงที่ถูกกดหายไป หากเปลี่ยนรูปแบบของเสียงให้สามารถดำรงอยู่และถูกได้ยินในเงื่อนไขที่ผู้สร้างและผู้รับสารยอมรับร่วมกัน


ผีในห้องกับการต่อรองบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม

           เมื่อขยับการพิจารณาจากประสบการณ์ของวัยรุ่นไปสู่ระดับสังคม ผีในห้องช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับระเบียบทางวัฒนธรรมที่กำกับการใช้ชีวิต ห้องสอบ ห้องเรียน ห้องประชุม และห้องพิจารณาคดีล้วนเป็นพื้นที่ที่กำหนดบทบาท เวลา วิธีการพูด และสิทธิในการมองเห็นของผู้คนแตกต่างกันไป พื้นที่เหล่านี้จึงทำงานผ่านกฎเกณฑ์และลำดับชั้น มากกว่าจะเป็นเพียงสถานที่รองรับกิจกรรม การวิเคราะห์เช่นนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของฟูโกต์ (Foucault, 1977) ที่ชี้ให้เห็นว่าการจัดวางพื้นที่และการกำกับพฤติกรรมสามารถทำให้ผู้คนเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองได้ เมื่อกลับมาพิจารณาภาพมีม คำพูดของผีที่ตัดสินว่าคนในห้อง “อาการหนักแล้ว” จึงสะท้อนการทำงานของบรรทัดฐานในระดับเล็ก ๆ ผู้พูดไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหน้าที่หรือสถาบันใดโดยตรง เพราะการประเมินอาจปรากฏผ่านสายตาที่ถูกจินตนาการขึ้นมาและถูกนำเข้ามาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว

           มีมผีในห้องในบริบทต่าง ๆ ยังอาจเชื่อมโยงกับการเมืองของสิ่งที่พูดได้ยากในสังคมไทย คำถามทางการเมือง ความทรงจำที่ขัดแย้ง หรือความไม่เท่าเทียมอาจไม่ได้ปรากฏในมีมทุกชิ้นโดยตรง แต่มีมบางแบบเปิดช่องให้ผู้ใช้พูดถึงความรู้สึกเหล่านี้ผ่านการล้อเลียน การพูดเป็นนัย หรือการทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเรื่องขำ มุมมองดังกล่าวช่วยให้เราเรียกสิ่งที่ยังส่งผลต่อชีวิตแม้ไม่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นประเด็นหลอนสังคม (Gordon,1997) อย่างไรก็ตาม การมองผีในห้องในฐานะการเมืองวัฒนธรรมเองควรถือเป็นการตั้งคำถาม ไม่ใช่การสรุปว่ามีมทุกชิ้นเป็นเสียงต่อต้านโครงสร้างอำนาจ เสียงหัวเราะอาจช่วยสร้างความเป็นพวกเดียวกัน ทำให้ความอึดอัดถูกมองเห็น หรือช่วยให้ผู้คนดำรงอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ง่าย การเมืองของมีมจึงอยู่ที่การต่อรองว่าเรื่องใดจะถูกทำให้ปรากฏ ใครจะมีสิทธิ์ตีความ และความรู้สึกแบบใดจะได้รับการยอมรับในพื้นที่ออนไลน์และในชีวิตประจำวัน


สรุป

           ผีในห้องอาจเริ่มต้นจากมีมตลกที่เล่าประสบการณ์ของคนคนหนึ่งซึ่งอยู่ตามลำพัง แต่การจัดวางให้มีผีเป็นผู้ชมและผู้ตัดสินทำให้พื้นที่ส่วนตัวปรากฏว่ามีสายตาทางสังคมแฝงอยู่ด้วย มีมดังกล่าวจึงช่วยทำให้ความเหงา ความอับอาย ความรู้สึกแปลกแยก และความกดดันบางอย่างถูกสื่อสารผ่านอารมณ์ขัน ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันสำหรับทุกคน และภาพมีมหนึ่งภาพก็ไม่อาจยืนยันว่ามีมทั้งหมดสะท้อนโครงสร้างอำนาจแบบเดียวกันได้ อย่างไรก็ตาม การหลอกหลอนในความหมายของกอร์ดอน (1997) ช่วยให้เห็นว่าความรู้สึกหรือประสบการณ์ซึ่งยังไม่ได้รับการจัดการอาจกลับมาปรากฏผ่านตัวละคร เรื่องเล่า และเสียงหัวเราะในชีวิตประจำวัน

           หากงานของมานิตา รุ่งอุทัย (2566) แสดงให้เห็นพลังสร้างสรรค์ บทบาททางสังคม และศักยภาพทางการเมืองของวัยรุ่นในการใช้มีมผีในห้อง บทความนี้ตั้งคำถามต่อไปว่าผีทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับสายตาทางสังคมมองเห็นได้อย่างไร การสื่อสารผ่านมีมอาจช่วยสร้างความเป็นพวกเดียวกัน คลายความตึงเครียด เปิดทางให้ล้อเลียนหรือวิพากษ์สังคม และทำให้ประสบการณ์ที่พูดตรง ๆ ได้ยากถูกส่งต่อในรูปแบบที่ผู้คนยอมรับร่วมกัน อารมณ์ขันจากมีมจึงมีได้หลายความหมาย ทั้งการประคองตนเอง การเปิดเผยความอึดอัด และการต่อรองกับบรรทัดฐานที่กำกับชีวิต ผีในห้องจึงยังคงกลับมาได้ตราบใดที่ความรู้สึกหรือความสัมพันธ์บางอย่างยังไม่ได้รับการมองเห็นและจัดการ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า สังคมไทยจะทำให้ผีเหล่านี้ปรากฏในฐานะปัญหาที่ควรรับฟังได้อย่างไร ก่อนที่มันจะกลับมาในรูปของมุกตลก มีม และเสียงหัวเราะซ้ำแล้วซ้ำเล่า


รายการอ้างอิง

Foucault, Michel. 1977. Discipline and Punish: The Birth of the Prison. Translated by Alan Sheridan. New York: Pantheon.

Gordon, Avery. 1997. Ghostly Matters: Haunting and the Sociological Imagination. Minneapolis: University of Minnesota Press.

Shifman, Limor. 2014. Memes in Digital Culture. Cambridge, MA: MIT Press.

มานิตา รุ่งอุทัย. 2566. “วัยรุ่นกับการสื่อสารเพื่อสร้างความหมายมีมผีในห้อง.” วิทยานิพนธ์ปริญญาวารสารศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
https://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2023/TU_2023_6407030110_17757_28942.pdf


ผู้เขียน
วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
นักวิจัย  ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)


 

ป้ายกำกับ ผี การหลอกหลอน การสร้างความหมาย สังคมไทยร่วมสมัย มีม วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา