คำสาปของวันจันทร์: การกลับไปทำงานและการเมืองของเวลาทำงาน

 |  วัฒนธรรมร่วมสมัย
ผู้เข้าชม : 136

คำสาปของวันจันทร์: การกลับไปทำงานและการเมืองของเวลาทำงาน

วันที่ถูกเกลียด

           เช้าวันจันทร์มักเริ่มต้นก่อนที่เราจะออกจากบ้าน เสียงนาฬิกาปลุกดังเร็วกว่าปกติ ชุดทำงานถูกหยิบกลับมาใส่ ถนนและรถไฟฟ้ากลับมาแน่นขนัด วันธรรมดาวันหนึ่งราวกับต้องการกำลังใจมากเป็นพิเศษ มีม เซ็งวันจันทร์(Monday blues) สามารถเข้าใจได้โดยแทบไม่ต้องอธิบาย เพราะวันจันทร์ถูกจดจำในฐานะวันที่ความเป็นอิสระสิ้นสุดลงและภาระทั้งสัปดาห์กลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง

https://shorturl.asia/4jDHu


https://shorturl.asia/1qC0M


           อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางการวิจัยไม่ได้ยืนยันตรงไปตรงมาว่าวันจันทร์เป็นวันที่ผู้คนรู้สึกเลวร้ายที่สุดเสมอไป การสำรวจชาวอเมริกันประมาณ 340,000 คนพบว่า อารมณ์ในวันจันทร์ไม่ได้แตกต่างจากวันอังคาร พุธ และพฤหัสบดีอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าอย่างชัดเจนคืออารมณ์เชิงบวกในวันศุกร์และช่วงสุดสัปดาห์ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ความรู้สึกดีขึ้นเมื่อสัปดาห์ทำงานกำลังสิ้นสุด อาจมีหลักฐานรองรับชัดกว่าความเชื่อว่าวันจันทร์เลวร้ายกว่าวันทำงานอื่นทั้งหมด (Stone et al., 2012) กระนั้น วันจันทร์เองกลับมีที่ทางพิเศษในความคิดของผู้คน งานของเดวิด เอลลิส และคณะ (David Ellis et al.) (2015) พบว่า ผู้เข้าร่วมการศึกษามีความเชื่อมโยงเชิงลบกับวันจันทร์อย่างเด่นชัด ขณะที่วันศุกร์เชื่อมโยงกับความหมายเชิงบวก วันทั้งสองจึงมีภาพแทนทางความคิดที่เข้มข้นและแยกออกจากวันกลางสัปดาห์ง่ายกว่า

           กล่าวได้ว่า ความสำคัญของวันจันทร์อยู่ที่พลังทางวัฒนธรรม เพราะวันจันทร์รวบรวมความรู้สึกหลายชนิด อาทิ ความเหนื่อยหน่าย การสูญเสียอิสระ การต้องเดินทาง และการกลับไปอยู่ใต้ตารางทำงานของผู้อื่น ซึ่งถูกบีบอัดเข้าไว้ในวันเดียว วันจันทร์กลายเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้คนพูดถึงความไม่พอใจต่อโลกของงานได้อย่างปลอดภัย ผ่านมุกตลก การพร่ำบ่น มีม หรือข้อความให้กำลังใจ คำถามที่น่าสนใจสำหรับบทความนี้อยู่ที่ว่า สังคมสร้างวันธรรมดาวันหนึ่งให้มีอำนาจเหนือร่างกายและความรู้สึกของผู้คนได้อย่างไร


วันจันทร์ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

           กลางวันและกลางคืนเกิดจากการหมุนของโลก ฤดูกาลสัมพันธ์กับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่สัปดาห์เจ็ดวันไม่ได้มีวงรอบทางธรรมชาติรองรับโดยตรง การที่วันหนึ่งถูกเรียกว่า “วันจันทร์” และถูกกำหนดให้เป็นเวลาเริ่มทำงาน เป็นผลจากการจัดระเบียบทางศาสนา เศรษฐกิจ และสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้น สัปดาห์มีพลังเพราะผู้คนจำนวนมากยอมรับจังหวะเดียวกัน โรงเรียนเปิด ธนาคารทำการ สำนักงานเรียกประชุม และระบบขนส่งเพิ่มความหนาแน่นจากจังหวะดังกล่าว วันจันทร์จึงเกิดจากสถาบันต่าง ๆ ที่ประสานชีวิตของผู้คนให้กลับเข้าสู่ตารางทำงานร่วมกัน (Zerubavel, 1989)

           จังหวะชีวิตเช่นนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม อี. พี. ทอมป์สัน (E. P. Thompson) (1967) อธิบายว่า การทำงานในสังคมก่อนอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งมักผูกอยู่กับภารกิจ เช่น ทำงานจนเสร็จ ดูแลสัตว์ตามความจำเป็น หรือปรับกิจกรรมตามฤดูกาล แต่ระบบโรงงานกลับต้องการแรงงานที่มาถึงพร้อมกัน ทำงานตามชั่วโมง และรักษาจังหวะการผลิตอย่างสม่ำเสมอ นาฬิกาในระบบอุตสาหกรรมจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกเวลาอีกต่อไป แต่ช่วยเปลี่ยนเวลาให้กลายเป็นหน่วยและจังหวะที่นายจ้างจัดสรร ตรวจสอบ และซื้อขายได้ วินัยของการตรงต่อเวลาและการเคารพเวลาค่อย ๆ ถูกทำให้ดูเหมือนคุณสมบัติส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบแรงงานแบบใหม่

           กระนั้นเอง การกลับเข้าทำงานอย่างเต็มกำลังในวันจันทร์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากการต่อรอง ในอังกฤษช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 มีธรรมเนียมที่ภายหลังเรียกว่าวันจันทร์ศักดิ์สิทธิ์ (Saint Monday) ซึ่งช่างฝีมือและแรงงานบางกลุ่มหยุดงาน ทำงานสั้นลง หรือเริ่มสัปดาห์อย่างไม่สม่ำเสมอ ธรรมเนียมนี้ไม่ได้พบเหมือนกันทุกพื้นที่และหลักฐานเกี่ยวกับขอบเขตของธรรมเนียมนี้เองก็ยังเป็นที่ถกเถียง แต่ข้อถกเถียงดังกล่าวนี้ช่วยทำให้เห็นว่า วันจันทร์เคยเป็นพื้นที่ซึ่งแรงงานบางส่วนยังสามารถต่อรองจังหวะงานของตนได้ การเสื่อมถอยของ วันจันทร์ศักดิ์สิทธิ์ จึงสัมพันธ์กับการขยายตัวของโรงงาน วินัยแรงงาน และการเคลื่อนวันพักไปสู่บ่ายวันเสาร์ ก่อนพัฒนาเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ในเวลาต่อมา (Reid, 1976; Tiratelli, 2022)

           ดังนั้น วันจันทร์สมัยใหม่จึงเกิดจากความเปลี่ยนแปลงสองด้านที่ดูขัดแย้งกัน การต่อสู้เพื่อลดเวลาทำงานช่วยสร้างวันหยุดที่ชัดเจนขึ้น แต่เมื่อเวลาพักถูกจัดไว้ในวันเสาร์และอาทิตย์ วันจันทร์ก็ยิ่งกลายเป็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างเวลาของตนเองกับเวลาที่ต้องกลับไปอยู่ภายใต้ตารางของงาน คำสาปของวันจันทร์จึงมีเงาของชัยชนะทางสังคมอยู่ภายใน เพราะหากไม่มีวันหยุด วันจันทร์ก็อาจไม่มีพลังมากพอให้ผู้คนรู้สึกว่าบางสิ่งเพิ่งถูกพรากไป


ร่างกายที่ต้องกลับเข้าจังหวะ

           ในทางหนึ่ง วันจันทร์อาจเริ่มตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ เมื่อเราตั้งนาฬิกาปลุก เข้านอนเร็วขึ้น เตรียมเสื้อผ้า ตรวจตารางประชุม หรือคำนวณเวลาที่ต้องออกจากบ้าน การกลับไปทำงานจึงเรียกร้องให้ร่างกายทั้งร่างกลับเข้าสู่จังหวะอีกแบบหนึ่ง จากเวลาที่อาจยืดหยุ่นและต่อรองได้ ไปสู่เวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าต้องตื่น เดินทาง ปรากฏตัว และพร้อมทำหน้าที่เมื่อใด ทอมป์สัน อธิบายว่า การขยายตัวของแรงงานอุตสาหกรรมทำให้การทำงานที่เคยจัดตามความสำเร็จของภารกิจถูกแทนที่มากขึ้นด้วยการทำงานตามหน่วยของนาฬิกา แรงงานต้องมาถึงตรงเวลาและใช้ช่วงเวลาที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง (Thompson, 1967) วันจันทร์จึงเกิดขึ้นผ่านกิจกรรมเล็ก ๆ ตั้งแต่การแต่งกาย การขึ้นรถเที่ยวเดิม การลงเวลา การเปิดอีเมล ไปจนถึงการเข้าประชุม กิจกรรมเหล่านี้ประสานร่างกายของผู้คนจำนวนมากเข้ากับตารางขององค์กร โรงเรียน ระบบขนส่ง และสถาบันอื่นพร้อมกัน

           ความเหนื่อยหน่ายวันจันทร์ยังเกิดจากการสูญเสียอำนาจกำหนดจังหวะชีวิตบางส่วนด้วย งานของ ริชาร์ด ไรอัน และคณะ (Richard Ryan et al.) (2010) ซึ่งศึกษาคนทำงาน 74 คนจากหลากหลายอาชีพ พบว่า ช่วงสุดสัปดาห์และช่วงที่ไม่ได้ทำงานสัมพันธ์กับอารมณ์และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยความแตกต่างดังกล่าวอธิบายได้บางส่วนจากการมีอิสระเลือกกิจกรรมและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นมากขึ้น การกลับเข้าสู่วันทำงานจึงหมายถึงการข้ามจากเวลาที่มีสิทธิเลือกและใช้ได้อย่างอิสระ ไปสู่เวลาที่ต้องประสานกับเงื่อนไขและข้อเรียกร้องเกี่ยวกับงาน อย่างไรก็ตาม การแยกระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวก็ไม่ได้ชัดเจนเสมอไป อีเมล การแจ้งเตือน และการทำงานที่บ้าน อาจทำให้เวลาขององค์กรแทรกเข้ามาในคืนวันอาทิตย์ได้ จูดี ไวจ์แมน (Judy Wajcman) (2015) เตือนว่า ความรู้สึกเร่งรีบในชีวิตร่วมสมัยไม่ควรถูกอธิบายว่าเกิดจากเทคโนโลยีเพียงลำพัง เพราะเทคโนโลยีทำงานอยู่ภายในลำดับความสำคัญและการจัดระเบียบทางสังคมที่กำหนดว่าใครควรพร้อมตอบสนองเมื่อใด วันจันทร์ในแง่นี้จึงถือได้ว่าเป็นกระบวนการปรับจังหวะของร่างกาย ร่างกายต้องตื่นให้ทัน เดินทางให้ตรงเวลา และกลับมาวางตัวในฐานะคนทำงานอีกครั้ง


เมื่อความพร้อมทำงานกลายเป็นความดี

           การกลับเข้าจังหวะงานในวันจันทร์ไม่ได้เรียกร้องเพียงให้ร่างกายมาถึงตรงเวลา คนทำงานยังต้องแสดงว่าตนพร้อม ผ่านน้ำเสียง สีหน้า การตอบข้อความ และท่าทีต่อเพื่อนร่วมงาน แม้จะเหนื่อยหน่าย เหม็นเบื่อ หรือวิตกกังวล การปรากฏตัวในสถานที่ทำงานจึงมีความหมายมากกว่าการนำแรงกายและความสามารถมาแลกค่าจ้าง เพราะเรายังถูกประเมินจากวิธีรู้สึกและวิธีแสดงความรู้สึกต่องานด้วย

           ความคาดหวังเช่นนี้มีรากอยู่ในความคิดที่ผูกการทำงานเข้ากับคุณค่าของบุคคล มักซ์ เวเบอร์ (Max Weber) (1930) แสดงให้เห็นว่า ในจริยธรรมแบบโปรเตสแตนต์บางนิกาย การทำงานอย่างมีระเบียบและต่อเนื่องจะได้รับความหมายทางศีลธรรม ไม่ได้เป็นเพียงหนทางหารายได้เท่านั้น แม้โลกการทำงานร่วมสมัยไม่อาจอธิบายด้วยศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ร่องรอยของความคิดดังกล่าวยังปรากฏในการยกย่องคนขยัน มีวินัย และพร้อมทุ่มเท ในขณะที่ความไม่กระตือรือร้นมักถูกมองว่าเป็นข้อบกพร่องของบุคคล กระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้งานกลายเป็นแกนกลางของอัตลักษณ์และความเป็นพลเมืองที่ดี จนคุณค่าของคนถูกผูกไว้กับความสามารถและความเต็มใจในการทำงาน (Weeks, 2011)

           องค์กรในแง่นี้จึงไม่ได้ควบคุมเพียงสิ่งที่คนทำ แต่ยังกำหนดอารมณ์ที่ควรแสดง อาร์ลี ฮอคไชลด์ (Arlie Hochschild) (2012) เสนอแนวคิดกฎของความรู้สึก เพื่ออธิบายบรรทัดฐานที่บอกว่าบุคคลควรรู้สึกและแสดงอารมณ์อย่างไรในสถานการณ์หนึ่ง ๆ คนทำงานอาจต้องสร้างรอยยิ้ม ระงับความหงุดหงิด หรือแสดงความกระตือรือร้นเพื่อให้เหมาะกับบทบาทการงาน แม้อารมณ์ภายในจะไม่สอดคล้องกัน เช้าวันจันทร์จึงเป็นช่วงเวลาที่คนไม่ได้เพียงกลับไปทำงาน แต่ยังต้องประกอบบุคลิกของคนพร้อมทำงานขึ้นมาใหม่ด้วย มีมเซ็งวันจันทร์หรือแม้แต่ล้อเลียนเจ้านายจึงมีความหมายสองด้าน ด้านหนึ่งคือ สิ่งเหล่านี้ช่วยประคับประคองอารมณ์และยืนยันว่าเราไม่ได้เหนื่อยอยู่คนเดียว อารมณ์ขันอาจเปิดพื้นที่ให้คนบ่นและวิจารณ์งานได้โดยไม่ต้องเผชิญหน้าตรง ๆ แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อความเหนื่อยถูกตอบด้วยคำแนะนำให้คิดบวก เติมพลัง หรือจัดการตนเอง ปัญหาเรื่องชั่วโมงทำงาน ความสัมพันธ์ในองค์กร และอำนาจกำหนดเวลาอาจถูกแปลให้กลายเป็นหน้าที่ทางอารมณ์ของแต่ละคน


ใครมีวันจันทร์ให้เกลียด

           การเกลียดวันจันทร์ดูเหมือนเป็นคำบ่นเกี่ยวกับงาน แต่ในทางหนึ่ง ภายในคำบ่นนี้มีความมั่นคงบางอย่างซ่อนอยู่ ผู้ที่มีวันจันทร์ให้เกลียดมักมีงานให้กลับไป มีตารางที่พอคาดการณ์ได้ และมีวันหยุดซึ่งแยกออกจากวันทำงานอย่างน้อยในระดับหนึ่ง วันจันทร์จึงเป็นทั้งวันที่เวลาส่วนตัวสิ้นสุดลง และเครื่องหมายว่าชีวิตยังมีจังหวะซึ่งรู้ล่วงหน้าได้ว่าเมื่อใดต้องทำงานและเมื่อใดอาจหยุดพัก แน่นอนว่า การมีงานและตารางแน่นอนไม่ได้ทำให้ความเหนื่อยจากวันจันทร์หมดความหมาย งานอาจหนัก ความสัมพันธ์ในองค์กรอาจกดดัน และเวลาส่วนตัวอาจถูกงานรุกล้ำอยู่เสมอ แต่ประสบการณ์เซ็งวันจันทร์แบบที่แพร่หลายในสื่อมักตั้งอยู่บนรูปแบบชีวิตเฉพาะ คือทำงานจันทร์ถึงศุกร์ หยุดเสาร์และอาทิตย์ และมีเส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตให้ข้ามได้ หมายความว่าภาพเช่นนี้ไม่ครอบคลุมโลกของการทำงานทั้งหมด

           ในประเทศไทย การสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2568 พบว่า จากผู้มีงานทำประมาณ 39.9 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน หรือร้อยละ 52.4 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2568) ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้บอกว่าแรงงานกลุ่มนี้รู้สึกอย่างไรต่อวันจันทร์ แต่ชี้ให้เห็นว่า การจ้างงานที่มีตารางแน่นอนและหลักประกันทางสังคมไม่ได้เป็นเงื่อนไขร่วมของผู้ทำงานทุกคน วันหยุดของผู้ค้ารายย่อย เกษตรกร พนักงานเป็นกะ ฟรีแลนซ์ หรือผู้ทำงานผ่านแพลตฟอร์มอาจเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ยอดขาย คำสั่งซื้อ หรือความต้องการของนายจ้าง ในกรณีแรงงานแพลตฟอร์ม ความยืดหยุ่นในการเลือกเวลาเปิดรับงานอาจอยู่ร่วมกับความไม่แน่นอนของรายได้และสถานะการจ้างงาน องค์การแรงงานระหว่างประเทศยังพบว่า คนทำงานแพลตฟอร์มในไทยได้รับอิสระบางส่วนในการจัดเวลาทำงาน แต่ยังเผชิญอำนาจต่อรองที่จำกัดและการคุ้มครองทางสังคมที่ไม่เพียงพอ (International Labour Organization, 2021) การไม่มีเจ้านายกำหนดเวลาโดยตรงจึงไม่เท่ากับมีเวลาเป็นของตนเอง หากคนทำงานต้องพร้อมรับงานเป็นเวลานานเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ

           ความไม่เสมอภาคทางเวลายังอยู่ที่ความสามารถในการวางแผนชีวิต บางคนรู้ตารางล่วงหน้าและสามารถนัดหมายกิจกรรมอื่นได้ ขณะที่บางคนต้องรอการเรียกเข้ากะหรือเผชิญการเปลี่ยนตารางกะทันหัน งานของ แดเนียล ชไนเดอร์ (Daniel Schneider) และคริสเต็น ฮาร์กเน็ต (Kristen Harknett) (2019) พบว่า ความไม่แน่นอนของตารางงานสัมพันธ์กับความทุกข์ทางจิตใจ ปัญหาการนอน และความสุขที่ลดลงในกลุ่มพนักงานบริการรายชั่วโมงในสหรัฐอเมริกา ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนชั่วโมงทำงาน แต่อยู่ที่เวลานอกงานอาจถูกเรียกคืนเมื่อใดก็ได้

           ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ไม่มีงานทำอาจดูเหมือนมีเวลาว่างมากกว่าคนทำงาน แต่เวลาที่ไม่มีงานไม่เหมือนวันหยุด เพราะไม่ได้ตั้งอยู่บนความมั่นคงของรายได้ และอาจไม่ตรงกับเวลาของครอบครัวหรือเพื่อน คริสโตบัล ยัง (Cristobal Young) และแชยุน อิม (Chaeyoon Lim) (2014) เสนอว่า เวลามีลักษณะเป็นทรัพยากรแบบเครือข่าย คุณค่าของเวลาว่างเพิ่มขึ้นเมื่อคนอื่นว่างพร้อมกัน การศึกษาของพวกเขาพบว่า แม้ผู้ว่างงานไม่ต้องออกไปทำงานในวันธรรมดา ความเป็นอยู่ทางอารมณ์ของพวกเขายังดีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์เมื่อผู้อื่นหยุดงานและสามารถใช้เวลาร่วมกันได้ การไม่มีงานจึงไม่ได้ทำให้เวลาทั้งหมดกลายเป็นเวลาของตนเอง เพราะเวลานั้นอาจเต็มไปด้วยการรอคอย ความไม่แน่นอน และการขาดจังหวะร่วมกับสังคม

           นอกจากนี้ วันหยุดเองก็ไม่ได้มีคุณภาพเท่าเทียมกัน แม้ผู้หญิงและผู้ชายอาจมีปริมาณเวลาว่างใกล้เคียงกัน แต่เวลาว่างของผู้หญิงก็มักถูกขัดจังหวะและปะปนกับงานดูแลมากกว่า (Bittman & Wajcman, 2000) วันหยุดของสมาชิกคนหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพราะอีกคนยังทำอาหาร ดูแลเด็ก หรือจัดการงานภายในบ้าน การมีวันหยุดในปฏิทินจึงไม่รับประกันว่าจะมีเวลาซึ่งตนควบคุมได้จริง ซาราห์ ชาร์มา (Sarah Sharma) (2014) ชวนให้มองว่า เสรีภาพทางเวลาของคนหนึ่งมักอาศัยการที่อีกคนต้องรอ เร่ง หรือพร้อมให้บริการ ความสะดวกในการกิน เที่ยว หรือซื้อสินค้าในวันหยุดตั้งอยู่บนการทำงานของพนักงานบริการและแรงงานส่งอาหาร ซึ่งต้องปรับจังหวะชีวิตตามเวลาของผู้อื่น เวลาจึงเกิดจากความสัมพันธ์ที่บางคนมีอำนาจกำหนดจังหวะ ขณะที่อีกคนต้องปรับตัวตาม

           การมีวันจันทร์ให้เกลียดจึงเป็นประสบการณ์ที่กำกวม เพราะหมายถึงการต้องกลับไปอยู่ใต้ตารางของงาน แต่ก็อาจหมายถึงการมีงานให้กลับไปทำ มีวันหยุดให้สูญเสีย และมีจังหวะชีวิตที่ยังพอคาดการณ์ได้ คนบางกลุ่มทุกข์เพราะต้องกลับไปทำงาน บางกลุ่มทุกข์เพราะไม่รู้ว่าจะมีงานให้ทำเมื่อใด และบางกลุ่มทุกข์เพราะไม่มีงานให้กลับไปเลย ถึงที่สุดแล้ววันจันทร์จึงไม่ได้แบ่งผู้มีอิสระออกจากผู้ถูกควบคุมอย่างง่าย ๆ แต่เผยให้เห็นว่า ความมั่นคง งาน และอำนาจเหนือเวลาถูกจัดสรรให้ผู้คนอย่างไม่เท่าเทียมกันเพียงใด


การเมืองของเวลาที่เป็นของเรา

           กล่าวได้ว่าวันจันทร์มีอำนาจเพราะสถาบันจำนวนมากใช้มันเป็นสัญญาณเรียกผู้คนกลับเข้าสู่จังหวะเดียวกัน สำนักงานเปิด โรงเรียนเริ่มเรียน การประชุมถูกนัด ระบบขนส่งหนาแน่น และร่างกายของผู้คนจำนวนมากต้องปรับตัวให้ตรงกับเวลาของงานอีกครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนกิจวัตรธรรมดาจึงเป็นการประสานชีวิตของผู้คนในวงกว้าง พร้อมกับกำหนดว่าเวลาใดควรใช้ทำงาน และเวลาใดจึงจะนับว่าเป็นเวลาของตนเอง

           คำถามที่สำคัญจึงไม่หยุดอยู่ที่ว่าเหตุใดเราจึงเกลียดวันจันทร์ แต่ควรถามต่อไปว่าใครมีอำนาจกำหนดจังหวะของสัปดาห์ ใครรู้ล่วงหน้าว่าจะได้ทำงานหรือหยุดเมื่อใด ใครสามารถปฏิเสธการเรียกใช้เวลาของตน และใครต้องปรับชีวิตตามตารางของนายจ้าง ลูกค้า หรือระบบจัดสรรงาน ความไม่แน่นอนของตารางทำให้ปัญหาเรื่องเวลาไม่ได้จำกัดอยู่ที่จำนวนชั่วโมงทำงาน เพราะแม้มีเวลาว่าง คนทำงานก็อาจวางแผนชีวิตไม่ได้หากไม่รู้ว่าเวลานั้นจะถูกเรียกคืนเมื่อใด (Schneider & Harknett, 2019)

           การมีเวลาเป็นของตนเองยังหมายถึงการมีเวลาตรงกับคนอื่นด้วย เวลาว่างในวันที่ครอบครัว เพื่อน และคนใกล้ตัวไม่ว่างพร้อมกัน อาจไม่เปิดโอกาสให้เกิดความสัมพันธ์ได้เท่ากับวันหยุดร่วมกัน (Young & Lim, 2014) ขณะเดียวกัน ความสะดวกทางเวลาของคนหนึ่งอาจตั้งอยู่บนการที่อีกคนต้องพร้อมรอ เร่ง หรือให้บริการ เวลาจึงควรถูกมองว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบหนึ่ง ไม่ใช่ทรัพยากรส่วนบุคคลที่แต่ละคนมีอยู่โดยลำพังอย่างเท่าเทียมกัน (Sharma, 2014) การเมืองของเวลาจึงมีความหมายกว้างกว่าการลดชั่วโมงทำงาน มันครอบคลุมความแน่นอนของตาราง สิทธิในการหยุด อำนาจปฏิเสธงาน และโอกาสที่จะมีเวลาร่วมกับผู้อื่น การตั้งคำถามต่อวันจันทร์เรียกร้องให้เรามองเห็นว่า ระเบียบเวลาที่ดูเป็นธรรมชาตินั้นสร้างเสรีภาพให้บางคนด้วยการจำกัดเวลาของคนอื่นอย่างไร

           กล่าวโดยสรุป คำสาปของวันจันทร์ไม่ได้อยู่ที่การเริ่มต้นวันแรกของการทำงานในสัปดาห์ แต่อยู่ที่การต้องส่งมอบจังหวะชีวิตให้แก่ระเบียบที่เราแทบไม่มีส่วนกำหนด และการคลายคำสาปนี้จำเป็นต้องท้าทายระเบียบเวลาที่สงวนอำนาจกำหนดไว้ให้แก่องค์กร นายจ้าง และตลาด ขณะเดียวกันก็ผลักภาระของการรอ การเร่ง และความไม่แน่นอนให้คนทำงานแบกรับ การเมืองของเวลาจึงหมายถึงการแย่งคืนอำนาจในการกำหนดว่าเวลาใดของชีวิตจะถูกซื้อขาย ถูกเรียกใช้ หรือกันไว้เป็นของเราเอง


รายการอ้างอิง

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2568). การสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2568. สำนักงานสถิติแห่งชาติ.

Bittman, M., & Wajcman, J. (2000). The rush hour: The character of leisure time and gender equity. Social Forces, 79(1), 165–189. https://doi.org/10.1093/sf/79.1.165

Ellis, D. A., Wiseman, R., & Jenkins, R. (2015). Mental representations of weekdays. PLOS ONE, 10(8), e0134555. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0134555

Hochschild, A. R. (2012). The managed heart: Commercialization of human feeling. University of California Press.

International Labour Organization. (2021). How to improve working conditions for gig workers in Thailand? International Labour Organization.

Reid, D. A. (1976). The decline of Saint Monday 1766–1876. Past & Present, 71(1), 76–101. https://doi.org/10.1093/past/71.1.76

Ryan, R. M., Bernstein, J. H., & Brown, K. W. (2010). Weekends, work, and well-being: Psychological need satisfactions and day of the week effects on mood, vitality, and physical symptoms. Journal of Social and Clinical Psychology, 29(1), 95–122.

Schneider, D., & Harknett, K. (2019). Consequences of routine work-schedule instability for worker health and well-being. American Sociological Review, 84(1), 82–114. https://doi.org/10.1177/0003122418823184

Sharma, S. (2014). In the meantime: Temporality and cultural politics. Duke University Press.

Stone, A. A., Schneider, S., & Harter, J. K. (2012). Day-of-week mood patterns in the United States: On the existence of “Blue Monday,” “Thank God it’s Friday,” and weekend effects. The Journal of Positive Psychology, 7(4), 306–314. https://doi.org/10.1080/17439760.2012.691980

Thompson, E. P. (1967). Time, work-discipline, and industrial capitalism. Past & Present, 38(1), 56–97.

Tiratelli, M. (2022). The working week in the long nineteenth century: Evidence from the timings of political events in Britain. Social Science History, 46(4), 675–702. https://doi.org/10.1017/ssh.2022.19

Wajcman, J. (2015). Pressed for time: The acceleration of life in digital capitalism. University of Chicago Press.

Weber, M. (1930). The Protestant ethic and the spirit of capitalism (T. Parsons, Trans.). Allen & Unwin.

Weeks, K. (2011). The problem with work: Feminism, Marxism, antiwork politics, and postwork imaginaries. Duke University Press.

Young, C., & Lim, C. (2014). Time as a network good: Evidence from unemployment and the standard workweek. Sociological Science, 1, 10–27. https://doi.org/10.15195/v1.a2

Zerubavel, E. (1989). The seven day circle: The history and meaning of the week. University of Chicago Press.


ผู้เขียน
วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
นักวิจัย  ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)


 

ป้ายกำกับ วันจันทร์ การทำงาน การเมืองของเวลา วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา