การไม่ระบุอัตลักษณ์ (Disidentification)

 |  Gender and Queer Anthropology
ผู้เข้าชม : 32

การไม่ระบุอัตลักษณ์ (Disidentification)

ความเป็นมาของแนวคิด Disidentification

           แนวคิด Disidentification หรือการไม่ระบุอัตลักษณ์ มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของ José Esteban Muñoz นักวิชาการเควียร์อเมริกันเชื้อสายคิวบา โดยในปี ค.ศ.1999 เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง Disidentifications: Queers of Color and the Performance of Politics เพื่อทำความเข้าใจศิลปะ การแสดง การเคลื่อนไหวทางสังคม และการดำรงอยู่ของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่เป็นคนผิวสี มูนอซตั้งคำถามและท้าทายการเมืองกระแสหลักของกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนในปัจจุบัน โดยโต้แย้งว่าการเมืองของกลุ่มเกย์เลสเบี้ยนมีเป้าหมายเพื่อสิทธิการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน และการรับเกย์เข้าทำงานในกองทัพ ซึ่งล้วนติดอยู่ในกรอบบรรทัดฐานตายตัว มูนอซเชื่อว่าเควียร์คือ “สิ่งที่ยังมาไม่ถึง" เป็นปลายเปิดของความเป็นไปได้ พยายามเชื่อมโยงเควียร์เข้ากับสุนทรียะและการแสดงออกทางศิลปะ นำไปสู่การกล่าวถึง การแสดงที่แยกตัวออกจากอัตลักษณ์เดิม (disidentificatory performances) สนใจความคิดสร้างสรรค์และการก้าวข้ามกฎเกณฑ์ของระบอบอำนาจและการชี้นำทางวัฒนธรรม มูนอซเชื่อว่าศิลปะและงานสร้างสรรค์คือหนทางที่จะทำให้มีชีวิต (Alvarado, 2015; Capofreddi, 2021; Muñoz, 2009)

           ความคิดที่มีอิทธิพลต่อมูนอซ คือความคิดของนักปรัชญาฝรั่งเศส Michel Pêcheux ซึ่งเป็นนักคิดสายวาทกรรมและสัญวิทยา โดยอธิบายให้เห็นว่ากลุ่มคนชายขอบถูกทำให้มีอัตลักษณ์ภายใต้อำนาจของคนกลุ่มใหญ่ กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ตามบรรทัดฐานของอำนาจ คือการตอกย้ำบทบาทที่สังคมสร้าง ส่วนการโต้แย้งการมีอัตลักษณ์ (Counteridentification) คือการไม่ปฏิบัติตามบทบาทที่สังคมกำหนดและหันไปสร้างอัตลักษณ์นอกกรอบที่ยังผลิตซ้ำอำนาจเดิม ส่วนการไม่ระบุอัตลักษณ์ (Disidentification) คือการเปิดเผยให้เห็นเล่ห์เหลี่ยมและความอัปยศของการสร้างอัตลักษณ์ ซึ่งมักถ่ายทอดออกมาในงานศิลปะเควียร์ มูนอซวิพากษ์อำนาจของคนผิวขาวและลัทธิอาณานิคมที่ควบคุมคนผิวดำซึ่งเป็นคนรักเพศเดียวกันให้อยู่ใต้กฎเกณฑ์ทั้งเรื่องเชื้อชาติและเพศสภาพ มูนอซจึงเสนอแนวคิด Disidentification เพื่อใช้ตอบโต้กับความรุนแรงเชิงระบบที่กระทำต่อกลุ่มคนผิวดำชายขอบทางเพศ ลักษณะของตัวตนที่ไม่ระบุอัตลักษณ์มิใช่การต่อต้านหรือโค่นล้มบรรทัดฐานทางเพศที่ครอบงำ แต่เป็นการปรับ แก้ไขและสร้างใหม่ภายใต้การเอาตัวรอดในชีวิตประจำวันในพื้นที่สาธารณะ (counterpublics) การไม่ระบุอัตลักษณ์ตายตัวตามกรอบเพศที่กำหนดไว้ยังเป็นการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ที่ยืดหยุ่น ลื่นไหล และเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเพศนอกกรอบทั้งหลายสามารถแสดงตัวที่ไม่เหมือนชายหญิง ทั้งนี้การแสดงตัวแบบไร้นิยามคือสุนทรียะและอิสรภาพ เป็นการยืนยันถึงการไม่อยู่ในบรรทัดฐาน

           ในวงการเควียร์ศึกษา นำแนวคิด Disidentification ไปใช้อธิบายศิลปะของคนผิวดำที่เป็นเพศนอกกรอบเพื่อทำความเข้าใจการสู้ชีวิตของคนเหล่านี้ เควียร์ผิวดำสร้างงานศิลปะในพื้นที่สาธารณะเพื่อแสดงตัวตนที่ไม่เหมือนคนผิวขาวชายหญิงชนชั้นกลาง เสมือนเป็นการสร้างโลกที่แตกต่าง อาจกล่าวได้ว่าเป็นชีวิตสาธารณะที่แหกกฎ เช่นผลงานสร้างสรรค์ของ Felix Gonzalez-Torres ศิลปินเกย์เชื้อสายคิวบา ผลงานชื่อ Untitled (1991) เป็นภาพเตียงนอนหมอนสองใบที่ยับยู่ยี้ มีรอยบุ่มที่หมอนเหมือนมีคนเคยนอน ภาพติดตั้งอยู่ในกรอบป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ความหมายของผลงานนี้สื่อให้เห็นเกย์ที่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ เตียงว่างเปล่าที่เคยเป็นที่นอนของคนที่มีลมหายใจ เกย์ตายไปอย่างไร้การเหลียวแล สะท้อนว่าสังคมรักต่างเพศเพิกเฉยต่อชีวิตของเกย์ในช่วงทศวรรษ 1980 เกย์กลายเป็นสัญลักษณ์ของความส่ำส่อนทางเพศและเป็นพาหะโรคที่น่ากลัว ผลงานนี้นำเอาเตียงนอนในฐานะวัตถุเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ใช้สำหรับนอน ทุกคนเห็นและรับรู้ถึงความหมายของเตียง ถูกใช้เป็นวัตถุแห่งการประชดประชัน ทำให้เห็นร่องรอยของมนุษย์ที่เคยนอนจนผ้าปูที่นอนและหมอนยับย่น เตียงเป็นร่องรอยแห่งอดีต

ผลงานชื่อ Untitled (1991) บนกรอบป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ การสร้างสรรค์ของของ Felix Gonzalez-Torres ศิลปินเกย์เชื้อสายคิวบา ภาพจาก https://www.moma.org/collection/works/79063


           Disidentification ในฐานะกลวิธีเพื่อการมีชีวิต ตัวอย่างเช่น วัยรุ่นหญิงเลสเบี้ยนที่ไม่เปิดเผยตัวตน นั่งชมรายการโทรทัศน์กับมารดา โดยรายการนั้นมีตัวละครเป็นเลสเบี้ยน แม้เธอจะรู้สึกตรงกับตัวละครเลสเบี้ยน แต่เธอไม่แสดงความรู้สึกออกมาให้มารดารับรู้ ถือเป็นกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดท่ามกลางสังคมที่ยึดถือบรรทัดฐานแบบรักต่างเพศ ในกรณีนี้วัยรุ่นหญิงยังคงเป็น “ผู้หญิง” ในสายตาของแม่ แต่ขณะเดียวกันก็รับอารมณ์แบบเลสเบี้ยนที่ปรากฎอยู่ในโทรทัศน์มาเก็บไว้ในใจ ถือเป็นการสร้างอารมณ์แบบหญิงรักหญิงภายใต้ภายใต้บรรยากาศครอบครัวรักต่างเพศ อย่างไรก็ตาม การเอาตัวรอดภายใต้โครงสร้างอำนาจนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นสูตรสำเร็จ แต่ละบุคคลจะมีวิธีการของตัวเองขึ้นอยู่กับบริบท เวลา โอกาสและสถานการณ์ เช่น ชายรักชายในสังคมชนบทมิได้นิยามตนเองเป็น “เกย์” ตามบรรทัดฐานของเกย์ในเมือง


ความคลุมเครือและการไม่มีอัตลักษณ์ในโลกออนไลน์

           การศึกษาของ Szulc (2020) พบว่าในสื่อสังคมออนไลน์ มีการสร้างอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย เช่น agender (ไม่มีเพศ) เควียร์ นอนไบนารี่ เควียร์เกย์ เควียร์เฟม (queer femme) และ girlfag เป็นต้น การปฏิบัติที่แสดงถึงการไม่ระบุอัตลักษณ์ที่ตายตัวมีกลวิธีที่หลากหลาย Szulc (2020) แยกวิธีการไม่ระบุอัตลักษณ์เป็น 3 แบบ คือ (1) การไม่ระบุอัตลักษณ์ในเชิงกลยุทธ์ (Strategic disidentifications) จะปรากฎขึ้นในกรณีปกป้องตนเองจากการถูกคุกคามหรือเผชิญกับความก้าวร้าว เป็นการไม่ระบุตัวตนเพื่อปกป้องตนเองจากความรุนแรง เพื่อคงสถานะให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายหรือรักษาความคลุมเครือไว้ หรือเพื่อเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐหรือหน่วยงานซึ่งมีกฎระเบียบที่ต้องทำตาม (2) การไม่ระบุอัตลักษณ์ตามสถานการณ์ (contextual disidentifications) หมายถึงการปฏิบัติที่ไม่ระบุอัตลักษณ์ตามบริบทต่าง ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรม สื่อ และความรู้สึก (3) การแยกตัวออกจากอัตลักษณ์แบบกำกวม (Doubtful disidentifications) หมายถึงการตั้งคำถามต่อความสมบูรณ์แบบในอัตลักษณ์ต่าง ๆ สิทธิในการมีอัตลักษณ์ และความเต็มใจที่จะมีอัตลักษณ์ดังกล่าว

           การศึกษาของ Cavalcante (2018) กล่าวว่าคนข้ามเพศชายแต่ใจเป็นหญิงในสหรัฐอเมริกาใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างโลกของตัวเอง (inhabitable worlds) ท่ามกลางพื้นที่สาธารณะในชีวิตจริงที่ไม่เปิดรับกลุ่มคนเหล่านี้ กลุ่มคนข้ามเพศสามารถสร้างตัวตนที่แตกต่างพร้อมกับใช้ชีวิตร่วมกับเพศตามบรรทัดฐาน ซึ่งเป็นลักษณะของ “ความธรรมดาที่แตกต่าง” (queerly ordinary) นอกจากนั้น การไม่ระบุอัตลักษณ์ที่ชัดเจนยังสัมพันธ์กับการทับซ้อนของ อัตลักษณ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติ ชนชั้น อายุ ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ กระบวนการไม่ระบุอัตลักษณ์เป็นขั้นตอนต่อเนื่อง โดยเริ่มจากบริบทที่ทำให้บุคคลเลือกแสดงตัวตนเพื่อเงื่อนไขบางอย่างพร้อม ๆ กับการตั้งคำถามกับอัตลักษณ์บางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตตัวเอง จนถึงการแสวงหาวิธีใหม่เพื่อแสดงตัวตนที่แตกต่างและไม่ยึดติดกับอัตลักษณ์ถาวร

           Szulc (2020) กล่าวว่าการมีชีวิตของเพศนอกกรอบมิใช่การโค่นล้มหรือยอมตามบรรทัดฐาน แต่มีทั้งสองส่วนดำเนินไปในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การมีอัตลักษณ์หลายแบบและทับซ้อนในเวลาเดียวกันมิใช่ความคงที่ เพราะการปฏิบัติเพื่อแสดงตัวตนสัมพันธ์กับเงื่อนไขที่บุคคลเข้าไปเกี่ยวข้อง ความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศที่พบในปัจจุบันจึงไม่ควรจัดเป็นหมวดหมู่และชนิดที่แข็งตัว แต่เป็นกลวิธีที่บุคคลนำมาใช้ในบริบทใดบริบทหนึ่ง Cover (2018) กล่าวว่าคนรุ่นใหม่ (เจนซี, Z generation) นิยมใช้สื่อดิจิทัลอย่างเข้มข้นและพบว่าส่วนใหญ่พยายามสร้างตัวตนด้วยคำเรียก “นอนไบนารี่” (non-binary) คำเรียกอัตลักษณ์อื่นเช่น เกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กช่วล จะเป็นคำที่ไม่นิยม แต่สนใจความรู้สึกที่ลื่นไหลไม่ผูกติดกับการแยกเพศแบบคู่ตรงข้าม อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีดิจิทัลก็ทำให้คนรุ่นใหม่เผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้ง การดูหมิ่นเหยียดหยาม และการแบ่งแยกเช่นกัน เมื่อแต่ละคนพยายามสร้างตัวตนในแบบของตัวเองก็ยิ่งเห็นความซับซ้อนและหลากหลาย การเป็นกลุ่มอัตลักษณ์เดียวกันเริ่มไม่มีความหมายอีกต่อไป ภายในกลุ่มเควียร์ก็มีเส้นแบ่งชนิดของความรู้สึกทางเพศที่แยกย่อยไปมากมาย


ข้อจำกัดของ Disidentification

           ในขณะที่แนวคิด Disidentification ช่วยให้เห็นยุทธวิธีเอาตัวรอดของเพศนอกกรอบภายใต้บริบทที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต สนใจการใช้ประโยชน์จากบรรทัดฐานเพื่อสร้างตัวตนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเองและคนอื่น แต่มีนักวิชาการบางคนตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดนี้ดูเหมือนสนใจการมีชีวิตมากกว่าการโค่นล้มอำนาจ คำอธิบายของมูนอซจึงถูกวิจารณ์ว่าละเลยการเมืองแต่เน้นความโรแมนติกมากเกินไป เห็นได้จากการระบุว่าDisidentification คือ กลยุทธ์สำหรับเอาชีวิตรอด (survival strategy) ของกลุ่มเควียร์ชายขอบที่ถูกมองข้ามจากเกย์เลสเบี้ยนผิวขาว ทำให้มูนอซเชื่อว่าเควียร์ผิวดำนำบรรทัดฐานทางเพศมาปรับแก้และสร้างแบบแผนของตัวเอง ทำให้มีความมั่นใจที่จะอยู่ในสังคมต่อไป เปรียบเสมือนเป็นการเสริมพลังให้กับวัฒนธรรมย่อย (subcultural empowerment) (Perez, 2020) รวมทั้งเชื่อว่าเควียร์ชายขอบมีตัวตนแบบไม่ระบุอัตลักษณ์ (disidentifying subject) เห็นได้จากวัฒนธรรมย่อยเต้นบอลลูมของเควียร์ผิวดำ แต่ความเชื่อดังกล่าวของมูนอซไม่กล้าท้าทายระบอบเสรีนิยมใหม่ที่ดำรงอยู่ในสังคม ผลงานส่วนใหญ่ของมูนอซได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิดสตรีนิยมแบบซิคานา (Chicana feminism) และปรัชญามาร์กซิสต์ของคนผิวดำ (Black Marxist philosophy) ซึ่งล้วนวิจารณ์อำนาจของคนผิวขาวแบบชายเป็นใหญ่

           มูนอซยังสนใจงานสร้างสรรค์ของศิลปินแหวกขนบ พั้ง นางโชว์ และผู้กำกับภาพยนตร์ที่เป็นคนผิวดำและมีชีวิตคนเมือง เช่น Jean-Michel Basquiat, Vaginal Davis, Isaac Julien และ Pedro Zamora มากกว่าจะสนใจวัฒนธรรมประชานิยมของเควียร์ผิวดำในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ ทำให้มูนอซอธิบายประสบการณ์ของศิลปินเควียร์บางคนและนำมาเป็นตัวอย่างของกลยุทธ์เอาชีวิตรอด (Arrizon, 2002) กล่าวคือมองการดิ้นรนในระดับปัจเจกมากกว่าการวิพากษ์โครงสร้างอำนาจ ทำให้การไม่ระบุอัตลักษณ์ดำรงอยู่ในระดับบุคคล การอธิบายดังกล่าวนี้อาจมองความมีตัวตนของปัจเจกแบบโรแมนติก (romanticization of agency) หมายถึงเห็นการสร้างสรรค์ของบุคคลเป็นกลไกที่สร้างชีวิต เยียวยาจิตใจ และการมีตัวตนภายใต้บรรทัดฐานที่ยังมีพลังอำนาจ คำถามคือ ศิลปะของเควียร์นอกกรอบคือเครื่องมือต้านทานหรือโค่นล้มอำนาจใช่หรือไม่ถ้าสังคมยังคงดำเนินไปบนโครงสร้างที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ศิลปะเควียร์ของคนผิวดำที่มูนอซหยิบมาวิเคราะห์เป็นกลุ่มเควียร์ชาวคิวบาที่อพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีโอกาสแสดงผลงานมากกว่ากลุ่มเควียร์ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในคิวบา ดังนั้นประสบการณ์เควียร์ผิวดำในสหรัฐอเมริกาอาจมิใช่บรรทัดฐานที่จะนำไปอธิบายเงื่อนไขชีวิตของเควียร์ชายขอบในวัฒนธรรมอื่น

           Phelps (2018) ตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ขยายอำนาจมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 อุดมการณ์ปัจเจกนิยมที่ประสบความสำเร็จเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการแสวงหาสิทธิเสรีภาพของชนกลุ่มน้อย รวมถึงกลุ่มเกย์เลสเบี้ยนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิความเป็นพลเมืองภายใต้โครงสร้างอำนาจทุนนิยมที่ยึดมั่นในบรรทัดฐานรักต่างเพศ Phelps (2018) กล่าวว่าประชาชนในสหรัฐจำนวนมากพร้อมจะยอมรับบุคคลที่เป็นเกย์และเลสเบี้ยนในพื้นที่สาธารณะ และยังเปิดกว้างในการรับรองสิทธิบางประการที่คุ้มครองตามกฎหมาย แต่พวกเขามีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่าเกย์เลสเบี้ยนจะต้องละทิ้งอัตลักษณ์ของตนเอง โดยนำกลับไปแสดงออกเฉพาะในพื้นที่ส่วนตัว ปัญหาก็คือการไม่ระบุอัตลักษณ์เควียร์ในพื้นที่สาธารณะ คือการสนับสนุนโครงสร้างอำนาจเดิมที่ยังมีการแบ่งแยกกีดกันทางสังคม ในแง่นี้การไม่ระบุอัตลักษณ์ที่ชัดเจนก็อาจทำให้ระบอบอำนาจมีพลังต่อไปซึ่งสิ่งนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในทศวรรษ 1950 ภายใต้การเคลื่อนไหวของสมาคมแมตตาชิน ผลที่ตามมาคือการต่อสู้ของเกย์เลสเบี้ยนกลายเป็นการแสวงหาการยอมรับในเชิงประนีประนอมมากกว่าการเป็นการโค่นล้มแบบถอนรากถอนโคน

           การศึกษาของ Nash (2023) อธิบายประสบการณ์ของเควียร์เพศหญิงผิวขาวชนชั้นกลางที่มีการศึกษาในเขตชนบทของออสเตรเลีย พบว่าคนเหล่านี้ไม่สนใจนิยามอัตลักษณ์ทางเพศที่ชัดเจนเพราะพวกเขาได้รับสิทธิในฐานะคนผิวขาวโดยไม่ต้องสร้างอัตลักษณ์เควียร์แบบมวลชนเพื่อต่อสู้กับความไม่เท่าเทียม การไม่ระบุอัตลักษณ์ในกรณีนี้ทำให้เห็นว่าเควียร์ที่เป็นชนชั้นกลางและเป็นคนผิวขาวมีสถานะที่มั่นคงทางสังคม การไม่ระบุอัตลักษณ์อาจมีนัยยะของการประนีประนอมกับระบอบอำนาจ หมายถึงการอยู่ร่วมกับหรือปรับตัวให้เข้ากับอำนาจเพื่อให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการโดยไม่ทำลายระเบียบกฎเกณฑ์ที่สังคมยึดถือ ซึ่งมูนอซเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวบททางวัฒนธรรมทั้งงานศิลปะ การแสดง ภาพถ่าย และภาพยนตร์ ตัวบทเหล่านี้ถูกมองเป็นพื้นที่ทางเลือกของเควียร์ (alternative spaces) และเป็นการสร้างสรรค์ตัวตน (self-creation) อาจกล่าวได้ว่าการเมืองแบบไม่ระบุอัตลักษณ์ให้ประโยชน์ในระดับปัจเจกที่มีศักยภาพและต้นทุนทางวัฒนธรรม แต่อาจลดทอนพลังมวลชนที่ต้องการโค่นล้มโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม


เอกสารอ้างอิง

Alvarado, Leticia. (2015). What Comes after Loss?": Ana Mendieta after José. Small Axe, 19(2), 104–110.

Arrizon, A. (2002). Book Review: Disidentifications: Queers of Color and the Performance of Politics. Theatre Journal, 54(3), 507-508.

Cavalcante, A. (2018). Struggling for ordinary: Media and transgender belonging in everyday life. New York: New York University Press.

Capofreddi, Peter. (2021). Disidentifications: Identitarian and Epistemic Consequences of Normativity and Refusal. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/ 381910291_Disidentifications_Identitarian_and_Epistemic_Consequences_of_Normativity_and_Refusal

Cover, R. (2018). Micro-minorities: The emergence of new sexual subjectivities, categories, and Labels among sexually diverse youth online. In S. Talburt (Ed.), Youth sexualities: Public feelings and contemporary cultural politics (pp. 279–301). Santa Barbara, CA:Praeger

Muñoz, José Esteban. (1999). Disidentifications: Queers of Color and the Performance of Politics. University of Minnesota Press.

Muñoz, Jose Esteban. (2009). Cruising Utopia: The Then and There of Queer Futurity. New York University Press.

Grant, R. & Nash, M. (2023). Homonormativity or queer disidentification? Rural Australian bisexual women’s identity politics. Sexualities, 23(4), 592-608.

Perez, R. (2020). More Nearly: On José Esteban Muñoz’s “The Sense of Brown”. Retrieved from https://lareviewofbooks.org/article/more-nearly-on-jose-esteban-munozs-the-sense-of-brown/

Phelps, W. G. (2018). The Politics of Queer Disidentification and the Limits of Neoliberalism in the Struggle for Gay and Lesbian Equality in Houston. Journal of Southern History, 84(2), 311-348.

Szulc, L. (2020). Digital Gender Disidentifications: Beyond the Subversion Versus Hegemony Dichotomy and Toward Everyday Gender Practices. International Journal of Communication, 14, 5436–5454.


ผู้เขียน
ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ
ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)


 

ป้ายกำกับ การไม่ระบุอัตลักษณ์ Disidentification ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา