การไม่ระบุอัตลักษณ์ (Disidentification)
ความเป็นมาของแนวคิด Disidentification
แนวคิด Disidentification หรือการไม่ระบุอัตลักษณ์ มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของ José Esteban Muñoz นักวิชาการเควียร์อเมริกันเชื้อสายคิวบา โดยในปี ค.ศ.1999 เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง Disidentifications: Queers of Color and the Performance of Politics เพื่อทำความเข้าใจศิลปะ การแสดง การเคลื่อนไหวทางสังคม และการดำรงอยู่ของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่เป็นคนผิวสี มูนอซตั้งคำถามและท้าทายการเมืองกระแสหลักของกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนในปัจจุบัน โดยโต้แย้งว่าการเมืองของกลุ่มเกย์เลสเบี้ยนมีเป้าหมายเพื่อสิทธิการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน และการรับเกย์เข้าทำงานในกองทัพ ซึ่งล้วนติดอยู่ในกรอบบรรทัดฐานตายตัว มูนอซเชื่อว่าเควียร์คือ “สิ่งที่ยังมาไม่ถึง" เป็นปลายเปิดของความเป็นไปได้ พยายามเชื่อมโยงเควียร์เข้ากับสุนทรียะและการแสดงออกทางศิลปะ นำไปสู่การกล่าวถึง การแสดงที่แยกตัวออกจากอัตลักษณ์เดิม (disidentificatory performances) สนใจความคิดสร้างสรรค์และการก้าวข้ามกฎเกณฑ์ของระบอบอำนาจและการชี้นำทางวัฒนธรรม มูนอซเชื่อว่าศิลปะและงานสร้างสรรค์คือหนทางที่จะทำให้มีชีวิต (Alvarado, 2015; Capofreddi, 2021; Muñoz, 2009)
ความคิดที่มีอิทธิพลต่อมูนอซ คือความคิดของนักปรัชญาฝรั่งเศส Michel Pêcheux ซึ่งเป็นนักคิดสายวาทกรรมและสัญวิทยา โดยอธิบายให้เห็นว่ากลุ่มคนชายขอบถูกทำให้มีอัตลักษณ์ภายใต้อำนาจของคนกลุ่มใหญ่ กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ตามบรรทัดฐานของอำนาจ คือการตอกย้ำบทบาทที่สังคมสร้าง ส่วนการโต้แย้งการมีอัตลักษณ์ (Counteridentification) คือการไม่ปฏิบัติตามบทบาทที่สังคมกำหนดและหันไปสร้างอัตลักษณ์นอกกรอบที่ยังผลิตซ้ำอำนาจเดิม ส่วนการไม่ระบุอัตลักษณ์ (Disidentification) คือการเปิดเผยให้เห็นเล่ห์เหลี่ยมและความอัปยศของการสร้างอัตลักษณ์ ซึ่งมักถ่ายทอดออกมาในงานศิลปะเควียร์ มูนอซวิพากษ์อำนาจของคนผิวขาวและลัทธิอาณานิคมที่ควบคุมคนผิวดำซึ่งเป็นคนรักเพศเดียวกันให้อยู่ใต้กฎเกณฑ์ทั้งเรื่องเชื้อชาติและเพศสภาพ มูนอซจึงเสนอแนวคิด Disidentification เพื่อใช้ตอบโต้กับความรุนแรงเชิงระบบที่กระทำต่อกลุ่มคนผิวดำชายขอบทางเพศ ลักษณะของตัวตนที่ไม่ระบุอัตลักษณ์มิใช่การต่อต้านหรือโค่นล้มบรรทัดฐานทางเพศที่ครอบงำ แต่เป็นการปรับ แก้ไขและสร้างใหม่ภายใต้การเอาตัวรอดในชีวิตประจำวันในพื้นที่สาธารณะ (counterpublics) การไม่ระบุอัตลักษณ์ตายตัวตามกรอบเพศที่กำหนดไว้ยังเป็นการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ที่ยืดหยุ่น ลื่นไหล และเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเพศนอกกรอบทั้งหลายสามารถแสดงตัวที่ไม่เหมือนชายหญิง ทั้งนี้การแสดงตัวแบบไร้นิยามคือสุนทรียะและอิสรภาพ เป็นการยืนยันถึงการไม่อยู่ในบรรทัดฐาน
ในวงการเควียร์ศึกษา นำแนวคิด Disidentification ไปใช้อธิบายศิลปะของคนผิวดำที่เป็นเพศนอกกรอบเพื่อทำความเข้าใจการสู้ชีวิตของคนเหล่านี้ เควียร์ผิวดำสร้างงานศิลปะในพื้นที่สาธารณะเพื่อแสดงตัวตนที่ไม่เหมือนคนผิวขาวชายหญิงชนชั้นกลาง เสมือนเป็นการสร้างโลกที่แตกต่าง อาจกล่าวได้ว่าเป็นชีวิตสาธารณะที่แหกกฎ เช่นผลงานสร้างสรรค์ของ Felix Gonzalez-Torres ศิลปินเกย์เชื้อสายคิวบา ผลงานชื่อ Untitled (1991) เป็นภาพเตียงนอนหมอนสองใบที่ยับยู่ยี้ มีรอยบุ่มที่หมอนเหมือนมีคนเคยนอน ภาพติดตั้งอยู่ในกรอบป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ความหมายของผลงานนี้สื่อให้เห็นเกย์ที่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ เตียงว่างเปล่าที่เคยเป็นที่นอนของคนที่มีลมหายใจ เกย์ตายไปอย่างไร้การเหลียวแล สะท้อนว่าสังคมรักต่างเพศเพิกเฉยต่อชีวิตของเกย์ในช่วงทศวรรษ 1980 เกย์กลายเป็นสัญลักษณ์ของความส่ำส่อนทางเพศและเป็นพาหะโรคที่น่ากลัว ผลงานนี้นำเอาเตียงนอนในฐานะวัตถุเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ใช้สำหรับนอน ทุกคนเห็นและรับรู้ถึงความหมายของเตียง ถูกใช้เป็นวัตถุแห่งการประชดประชัน ทำให้เห็นร่องรอยของมนุษย์ที่เคยนอนจนผ้าปูที่นอนและหมอนยับย่น เตียงเป็นร่องรอยแห่งอดีต
.png)
ผลงานชื่อ Untitled (1991) บนกรอบป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ การสร้างสรรค์ของของ Felix Gonzalez-Torres ศิลปินเกย์เชื้อสายคิวบา ภาพจาก https://www.moma.org/collection/works/79063
Disidentification ในฐานะกลวิธีเพื่อการมีชีวิต ตัวอย่างเช่น วัยรุ่นหญิงเลสเบี้ยนที่ไม่เปิดเผยตัวตน นั่งชมรายการโทรทัศน์กับมารดา โดยรายการนั้นมีตัวละครเป็นเลสเบี้ยน แม้เธอจะรู้สึกตรงกับตัวละครเลสเบี้ยน แต่เธอไม่แสดงความรู้สึกออกมาให้มารดารับรู้ ถือเป็นกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดท่ามกลางสังคมที่ยึดถือบรรทัดฐานแบบรักต่างเพศ ในกรณีนี้วัยรุ่นหญิงยังคงเป็น “ผู้หญิง” ในสายตาของแม่ แต่ขณะเดียวกันก็รับอารมณ์แบบเลสเบี้ยนที่ปรากฎอยู่ในโทรทัศน์มาเก็บไว้ในใจ ถือเป็นการสร้างอารมณ์แบบหญิงรักหญิงภายใต้ภายใต้บรรยากาศครอบครัวรักต่างเพศ อย่างไรก็ตาม การเอาตัวรอดภายใต้โครงสร้างอำนาจนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นสูตรสำเร็จ แต่ละบุคคลจะมีวิธีการของตัวเองขึ้นอยู่กับบริบท เวลา โอกาสและสถานการณ์ เช่น ชายรักชายในสังคมชนบทมิได้นิยามตนเองเป็น “เกย์” ตามบรรทัดฐานของเกย์ในเมือง
ความคลุมเครือและการไม่มีอัตลักษณ์ในโลกออนไลน์
การศึกษาของ Szulc (2020) พบว่าในสื่อสังคมออนไลน์ มีการสร้างอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย เช่น agender (ไม่มีเพศ) เควียร์ นอนไบนารี่ เควียร์เกย์ เควียร์เฟม (queer femme) และ girlfag เป็นต้น การปฏิบัติที่แสดงถึงการไม่ระบุอัตลักษณ์ที่ตายตัวมีกลวิธีที่หลากหลาย Szulc (2020) แยกวิธีการไม่ระบุอัตลักษณ์เป็น 3 แบบ คือ (1) การไม่ระบุอัตลักษณ์ในเชิงกลยุทธ์ (Strategic disidentifications) จะปรากฎขึ้นในกรณีปกป้องตนเองจากการถูกคุกคามหรือเผชิญกับความก้าวร้าว เป็นการไม่ระบุตัวตนเพื่อปกป้องตนเองจากความรุนแรง เพื่อคงสถานะให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายหรือรักษาความคลุมเครือไว้ หรือเพื่อเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐหรือหน่วยงานซึ่งมีกฎระเบียบที่ต้องทำตาม (2) การไม่ระบุอัตลักษณ์ตามสถานการณ์ (contextual disidentifications) หมายถึงการปฏิบัติที่ไม่ระบุอัตลักษณ์ตามบริบทต่าง ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรม สื่อ และความรู้สึก (3) การแยกตัวออกจากอัตลักษณ์แบบกำกวม (Doubtful disidentifications) หมายถึงการตั้งคำถามต่อความสมบูรณ์แบบในอัตลักษณ์ต่าง ๆ สิทธิในการมีอัตลักษณ์ และความเต็มใจที่จะมีอัตลักษณ์ดังกล่าว
การศึกษาของ Cavalcante (2018) กล่าวว่าคนข้ามเพศชายแต่ใจเป็นหญิงในสหรัฐอเมริกาใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างโลกของตัวเอง (inhabitable worlds) ท่ามกลางพื้นที่สาธารณะในชีวิตจริงที่ไม่เปิดรับกลุ่มคนเหล่านี้ กลุ่มคนข้ามเพศสามารถสร้างตัวตนที่แตกต่างพร้อมกับใช้ชีวิตร่วมกับเพศตามบรรทัดฐาน ซึ่งเป็นลักษณะของ “ความธรรมดาที่แตกต่าง” (queerly ordinary) นอกจากนั้น การไม่ระบุอัตลักษณ์ที่ชัดเจนยังสัมพันธ์กับการทับซ้อนของ อัตลักษณ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติ ชนชั้น อายุ ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ กระบวนการไม่ระบุอัตลักษณ์เป็นขั้นตอนต่อเนื่อง โดยเริ่มจากบริบทที่ทำให้บุคคลเลือกแสดงตัวตนเพื่อเงื่อนไขบางอย่างพร้อม ๆ กับการตั้งคำถามกับอัตลักษณ์บางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตตัวเอง จนถึงการแสวงหาวิธีใหม่เพื่อแสดงตัวตนที่แตกต่างและไม่ยึดติดกับอัตลักษณ์ถาวร
Szulc (2020) กล่าวว่าการมีชีวิตของเพศนอกกรอบมิใช่การโค่นล้มหรือยอมตามบรรทัดฐาน แต่มีทั้งสองส่วนดำเนินไปในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การมีอัตลักษณ์หลายแบบและทับซ้อนในเวลาเดียวกันมิใช่ความคงที่ เพราะการปฏิบัติเพื่อแสดงตัวตนสัมพันธ์กับเงื่อนไขที่บุคคลเข้าไปเกี่ยวข้อง ความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศที่พบในปัจจุบันจึงไม่ควรจัดเป็นหมวดหมู่และชนิดที่แข็งตัว แต่เป็นกลวิธีที่บุคคลนำมาใช้ในบริบทใดบริบทหนึ่ง Cover (2018) กล่าวว่าคนรุ่นใหม่ (เจนซี, Z generation) นิยมใช้สื่อดิจิทัลอย่างเข้มข้นและพบว่าส่วนใหญ่พยายามสร้างตัวตนด้วยคำเรียก “นอนไบนารี่” (non-binary) คำเรียกอัตลักษณ์อื่นเช่น เกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กช่วล จะเป็นคำที่ไม่นิยม แต่สนใจความรู้สึกที่ลื่นไหลไม่ผูกติดกับการแยกเพศแบบคู่ตรงข้าม อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีดิจิทัลก็ทำให้คนรุ่นใหม่เผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้ง การดูหมิ่นเหยียดหยาม และการแบ่งแยกเช่นกัน เมื่อแต่ละคนพยายามสร้างตัวตนในแบบของตัวเองก็ยิ่งเห็นความซับซ้อนและหลากหลาย การเป็นกลุ่มอัตลักษณ์เดียวกันเริ่มไม่มีความหมายอีกต่อไป ภายในกลุ่มเควียร์ก็มีเส้นแบ่งชนิดของความรู้สึกทางเพศที่แยกย่อยไปมากมาย
ข้อจำกัดของ Disidentification
ในขณะที่แนวคิด Disidentification ช่วยให้เห็นยุทธวิธีเอาตัวรอดของเพศนอกกรอบภายใต้บริบทที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต สนใจการใช้ประโยชน์จากบรรทัดฐานเพื่อสร้างตัวตนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเองและคนอื่น แต่มีนักวิชาการบางคนตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดนี้ดูเหมือนสนใจการมีชีวิตมากกว่าการโค่นล้มอำนาจ คำอธิบายของมูนอซจึงถูกวิจารณ์ว่าละเลยการเมืองแต่เน้นความโรแมนติกมากเกินไป เห็นได้จากการระบุว่าDisidentification คือ กลยุทธ์สำหรับเอาชีวิตรอด (survival strategy) ของกลุ่มเควียร์ชายขอบที่ถูกมองข้ามจากเกย์เลสเบี้ยนผิวขาว ทำให้มูนอซเชื่อว่าเควียร์ผิวดำนำบรรทัดฐานทางเพศมาปรับแก้และสร้างแบบแผนของตัวเอง ทำให้มีความมั่นใจที่จะอยู่ในสังคมต่อไป เปรียบเสมือนเป็นการเสริมพลังให้กับวัฒนธรรมย่อย (subcultural empowerment) (Perez, 2020) รวมทั้งเชื่อว่าเควียร์ชายขอบมีตัวตนแบบไม่ระบุอัตลักษณ์ (disidentifying subject) เห็นได้จากวัฒนธรรมย่อยเต้นบอลลูมของเควียร์ผิวดำ แต่ความเชื่อดังกล่าวของมูนอซไม่กล้าท้าทายระบอบเสรีนิยมใหม่ที่ดำรงอยู่ในสังคม ผลงานส่วนใหญ่ของมูนอซได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิดสตรีนิยมแบบซิคานา (Chicana feminism) และปรัชญามาร์กซิสต์ของคนผิวดำ (Black Marxist philosophy) ซึ่งล้วนวิจารณ์อำนาจของคนผิวขาวแบบชายเป็นใหญ่
มูนอซยังสนใจงานสร้างสรรค์ของศิลปินแหวกขนบ พั้ง นางโชว์ และผู้กำกับภาพยนตร์ที่เป็นคนผิวดำและมีชีวิตคนเมือง เช่น Jean-Michel Basquiat, Vaginal Davis, Isaac Julien และ Pedro Zamora มากกว่าจะสนใจวัฒนธรรมประชานิยมของเควียร์ผิวดำในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ ทำให้มูนอซอธิบายประสบการณ์ของศิลปินเควียร์บางคนและนำมาเป็นตัวอย่างของกลยุทธ์เอาชีวิตรอด (Arrizon, 2002) กล่าวคือมองการดิ้นรนในระดับปัจเจกมากกว่าการวิพากษ์โครงสร้างอำนาจ ทำให้การไม่ระบุอัตลักษณ์ดำรงอยู่ในระดับบุคคล การอธิบายดังกล่าวนี้อาจมองความมีตัวตนของปัจเจกแบบโรแมนติก (romanticization of agency) หมายถึงเห็นการสร้างสรรค์ของบุคคลเป็นกลไกที่สร้างชีวิต เยียวยาจิตใจ และการมีตัวตนภายใต้บรรทัดฐานที่ยังมีพลังอำนาจ คำถามคือ ศิลปะของเควียร์นอกกรอบคือเครื่องมือต้านทานหรือโค่นล้มอำนาจใช่หรือไม่ถ้าสังคมยังคงดำเนินไปบนโครงสร้างที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ศิลปะเควียร์ของคนผิวดำที่มูนอซหยิบมาวิเคราะห์เป็นกลุ่มเควียร์ชาวคิวบาที่อพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีโอกาสแสดงผลงานมากกว่ากลุ่มเควียร์ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในคิวบา ดังนั้นประสบการณ์เควียร์ผิวดำในสหรัฐอเมริกาอาจมิใช่บรรทัดฐานที่จะนำไปอธิบายเงื่อนไขชีวิตของเควียร์ชายขอบในวัฒนธรรมอื่น
Phelps (2018) ตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ขยายอำนาจมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 อุดมการณ์ปัจเจกนิยมที่ประสบความสำเร็จเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการแสวงหาสิทธิเสรีภาพของชนกลุ่มน้อย รวมถึงกลุ่มเกย์เลสเบี้ยนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิความเป็นพลเมืองภายใต้โครงสร้างอำนาจทุนนิยมที่ยึดมั่นในบรรทัดฐานรักต่างเพศ Phelps (2018) กล่าวว่าประชาชนในสหรัฐจำนวนมากพร้อมจะยอมรับบุคคลที่เป็นเกย์และเลสเบี้ยนในพื้นที่สาธารณะ และยังเปิดกว้างในการรับรองสิทธิบางประการที่คุ้มครองตามกฎหมาย แต่พวกเขามีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่าเกย์เลสเบี้ยนจะต้องละทิ้งอัตลักษณ์ของตนเอง โดยนำกลับไปแสดงออกเฉพาะในพื้นที่ส่วนตัว ปัญหาก็คือการไม่ระบุอัตลักษณ์เควียร์ในพื้นที่สาธารณะ คือการสนับสนุนโครงสร้างอำนาจเดิมที่ยังมีการแบ่งแยกกีดกันทางสังคม ในแง่นี้การไม่ระบุอัตลักษณ์ที่ชัดเจนก็อาจทำให้ระบอบอำนาจมีพลังต่อไปซึ่งสิ่งนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในทศวรรษ 1950 ภายใต้การเคลื่อนไหวของสมาคมแมตตาชิน ผลที่ตามมาคือการต่อสู้ของเกย์เลสเบี้ยนกลายเป็นการแสวงหาการยอมรับในเชิงประนีประนอมมากกว่าการเป็นการโค่นล้มแบบถอนรากถอนโคน
การศึกษาของ Nash (2023) อธิบายประสบการณ์ของเควียร์เพศหญิงผิวขาวชนชั้นกลางที่มีการศึกษาในเขตชนบทของออสเตรเลีย พบว่าคนเหล่านี้ไม่สนใจนิยามอัตลักษณ์ทางเพศที่ชัดเจนเพราะพวกเขาได้รับสิทธิในฐานะคนผิวขาวโดยไม่ต้องสร้างอัตลักษณ์เควียร์แบบมวลชนเพื่อต่อสู้กับความไม่เท่าเทียม การไม่ระบุอัตลักษณ์ในกรณีนี้ทำให้เห็นว่าเควียร์ที่เป็นชนชั้นกลางและเป็นคนผิวขาวมีสถานะที่มั่นคงทางสังคม การไม่ระบุอัตลักษณ์อาจมีนัยยะของการประนีประนอมกับระบอบอำนาจ หมายถึงการอยู่ร่วมกับหรือปรับตัวให้เข้ากับอำนาจเพื่อให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการโดยไม่ทำลายระเบียบกฎเกณฑ์ที่สังคมยึดถือ ซึ่งมูนอซเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวบททางวัฒนธรรมทั้งงานศิลปะ การแสดง ภาพถ่าย และภาพยนตร์ ตัวบทเหล่านี้ถูกมองเป็นพื้นที่ทางเลือกของเควียร์ (alternative spaces) และเป็นการสร้างสรรค์ตัวตน (self-creation) อาจกล่าวได้ว่าการเมืองแบบไม่ระบุอัตลักษณ์ให้ประโยชน์ในระดับปัจเจกที่มีศักยภาพและต้นทุนทางวัฒนธรรม แต่อาจลดทอนพลังมวลชนที่ต้องการโค่นล้มโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม
เอกสารอ้างอิง
Alvarado, Leticia. (2015). What Comes after Loss?": Ana Mendieta after José. Small Axe, 19(2), 104–110.
Arrizon, A. (2002). Book Review: Disidentifications: Queers of Color and the Performance of Politics. Theatre Journal, 54(3), 507-508.
Cavalcante, A. (2018). Struggling for ordinary: Media and transgender belonging in everyday life. New York: New York University Press.
Capofreddi, Peter. (2021). Disidentifications: Identitarian and Epistemic Consequences of Normativity and Refusal. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/ 381910291_Disidentifications_Identitarian_and_Epistemic_Consequences_of_Normativity_and_Refusal
Cover, R. (2018). Micro-minorities: The emergence of new sexual subjectivities, categories, and Labels among sexually diverse youth online. In S. Talburt (Ed.), Youth sexualities: Public feelings and contemporary cultural politics (pp. 279–301). Santa Barbara, CA:Praeger
Muñoz, José Esteban. (1999). Disidentifications: Queers of Color and the Performance of Politics. University of Minnesota Press.
Muñoz, Jose Esteban. (2009). Cruising Utopia: The Then and There of Queer Futurity. New York University Press.
Grant, R. & Nash, M. (2023). Homonormativity or queer disidentification? Rural Australian bisexual women’s identity politics. Sexualities, 23(4), 592-608.
Perez, R. (2020). More Nearly: On José Esteban Muñoz’s “The Sense of Brown”. Retrieved from https://lareviewofbooks.org/article/more-nearly-on-jose-esteban-munozs-the-sense-of-brown/
Phelps, W. G. (2018). The Politics of Queer Disidentification and the Limits of Neoliberalism in the Struggle for Gay and Lesbian Equality in Houston. Journal of Southern History, 84(2), 311-348.
Szulc, L. (2020). Digital Gender Disidentifications: Beyond the Subversion Versus Hegemony Dichotomy and Toward Everyday Gender Practices. International Journal of Communication, 14, 5436–5454.
ผู้เขียน
ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ
ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ป้ายกำกับ การไม่ระบุอัตลักษณ์ Disidentification ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ