ถอด “ความเป็นชาย” ในห้อง “เจ๊หงส์”: การสวมบทบาททางเพศกับโรงละครแห่งบรรทัดฐานที่เปราะบาง

 |  Gender and Queer Anthropology
ผู้เข้าชม : 1380

ถอด “ความเป็นชาย” ในห้อง “เจ๊หงส์”: การสวมบทบาททางเพศกับโรงละครแห่งบรรทัดฐานที่เปราะบาง

บทนำ

           ท่ามกลางกระแสยั่วล้อในโซเชียลมีเดียที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนัก กรณี “เจ๊หงส์” ไม่ใช่แค่เรื่องของการแอบถ่ายหรือล่อลวงทางเพศ ไวรัลชวนขบขันชั่วครั้งชั่วคราว หรือแม้กระทั่งคดีอาชญากรรมที่เข้าใจได้จากพาดหัวข่าวในอินเทอร์เน็ต แต่ยังถือเป็นปรากฏการณ์ที่เขย่ารากฐานของสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นคือ เพศสภาพ (gender) ความเป็นชาย (masculinity) และบรรทัดฐานความสัมพันธ์แบบต่างเพศ (heteronormativity) ที่เราถูกทำให้เชื่อถือว่ามั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง และสามารถอ่านได้จากรูปลักษณ์ที่ปรากฏภายนอก เมื่อมีคำกล่าวอ้างว่าผู้ชายกว่าพันหกร้อยคนถูกล่อลวงให้ เสพสังวาสกับคนที่พวกเขาคิดว่าเป็นผู้หญิง ความโกลาหลไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพวกเขาถูกหลอก แต่เพราะคุณสมบัติความเป็นชายของพวกเขาถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง สิ่งที่น่าสนใจคือ ชายบางคนกลับมาหา “เจ๊หงส์” ซ้ำอีกหลายครั้ง การครุ่นคิดเกี่ยวกับกรณีนี้เผยให้เห็นว่า ความเป็นชาย ซึ่งมีคุณสมบัติของความเข้มแข็ง มั่นคง และเด็ดขาด กลับเปราะบางอย่างยิ่งภายใต้การสวมบทบาทซ้ำ ๆ (performance) ที่ต้องให้คนอื่นรับรองอยู่เสมอ

           บทความนี้มิได้มีเจตนาที่จะละเลยมิติอาชญากรรมและจริยธรรม แต่ต้องการชี้ชวนให้ผู้อ่านพิจารณา “เจ๊หงส์” ผ่านแนวคิดเรื่องการสวมบทบาททางเพศ (gender performativity) เพื่อตั้งคำถามและวิเคราะห์ว่า แท้จริงแล้ว เพศคือสิ่งที่เรามี หรือสิ่งที่เราทำ และถ้าเพศคือสิ่งที่ต้องแสดงซ้ำ ๆ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ “เจ๊หงส์” คือใครกันแน่ ระหว่างอาชญากรหรือนักแสดงทางเพศที่กำลังเปิดโปงกลไกที่เราทุกคนต่างก็เล่นตามอยู่ทุกวัน


เมื่อ “ลุงแดง” แปลงร่างเป็น “เจ๊หงส์”

           ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2025 ตำรวจจีนจับกุมชายสกุลเจียววัย 38 ปี จากเมืองหนานจิง หลังจากมีพฤติกรรมแต่งหญิงในนาม “เจ๊หงส์” (Sister Hong) หรือที่สื่อจีนเรียกว่า “ลุงแดง” (Red Uncle) เพื่อหลอกล่อผู้ชายกว่าพันหกร้อยคนตามคำกล่าวอ้างให้เข้ามาในห้องพัก และแอบถ่ายวิดีโอระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพื่อจำหน่ายในกลุ่มสมาชิกออนไลน์ (ข่าวสดออนไลน์, 2568; The Straits Times, 2025)

           ตามที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ “ลุงแดง” แปลงร่างเป็น “เจ๊หงส์” ผ่านการนำเสนอความเป็นหญิงผ่านวิกผม กระโปรงยาว หน้ากากอนามัย และการพยายามใช้คำพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล กล่าวได้ว่าการกลายเป็นเจ๊หงส์ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัย แม้ในบางผู้เสียหายจะรับรู้หรือสงสัยว่าเป็นผู้ชายปลอมตัวมาแต่แรก แต่ก็ยังตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ด้วย และบางรายถึงกับกลับมาซ้ำอีกหลายครั้ง โดยมีการระบุว่าได้รับความรู้สึกของ “แม่” หรือผู้หญิงที่ยอมรับตัวตนโดยไม่ตัดสิน (ข่าวสดออนไลน์, 2568) อย่างไรก็ตาม เมื่อวิดีโอของ “เจ๊หงส์” ถูกนำไปเผยแพร่ทางออนไลน์มากขึ้น เรื่องราวเกี่ยวกับคดีนี้กลายเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ต ผู้ชายบางคนไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดี บ้างก็ออกมาแสดงความโกรธเคือง บ้างถูกฟ้องหย่า และบ้างก็ออกมาแสดงตนอย่างเปิดเผย ในขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของเจ๊หงส์ก็ถูกนำไปยั่วล้อในหลายลักษณะ บางกรณีถึงขั้นนำไปใช้ในโฆษณาสินค้าและบริการต่าง ๆ ของผู้ประกอบการบางราย (เดลินิวส์, 2568; ไทยรัฐออนไลน์, 2568; The Standard Hong Kong, 2025)

           ข่าวนี้สร้างความสนใจและตื่นตะลึงไม่ใช่แค่ในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ยังรวมถึงไต้หวัน ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และแม้กระทั่งบราซิล นักวิจารณ์หลายฝ่ายมองว่า “เจ๊หงส์” ไม่ได้หลอกลวงด้วยการแปลงร่างเพียงอย่างเดียว แต่ยังจับจุดอารมณ์ของผู้ชายที่ถูกกดดันจากบรรทัดฐานที่ผู้ชายต้องแสดงความเข้มแข็งในสังคมจีน กล่าวอีกอย่างได้ว่า ในห้องของเจ๊หงส์ พวกเขาได้รับโอกาสในการแสดงออกที่สะท้อนความต้องการจริง ไม่ใช่การแสดงเป็นชายที่แข็งกระด้างตามบรรทัดฐานของสังคม (Wikipedia, 2025; The Standard Hong Kong, 2025)


เมื่อเพศคือการแสดงที่ปราศจาก “แก่นแท้”

           แนวคิดเรื่องการสวมบทบาททางเพศ (gender performativity) ของจูดิธ บัทเลอร์ (Judith Butler) (1990) ชี้ว่าเพศไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น หากเป็นสิ่งที่เราทำผ่านการแสดงซ้ำ ๆ ของกิริยา ท่าทาง และบทบาทที่สังคมกำหนด ความเป็นชายหรือหญิงของมนุษย์ไม่ได้มาจากแก่นแท้ทางชีววิทยา แต่มาจากการที่ร่างกายแสดงบทบาทอย่างแนบเนียนตามบรรทัดฐานทางสังคม การที่ใครถูกนิยามเป็นเพศใดเพศหนึ่งได้ก็โดยการแสดงตามบทบาทที่ถูกวางเป็นบรรทัดฐานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะมีเพศนั้นอยู่แต่แรก แต่เพราะความเป็นเพศที่ถูกนิยามนั้นถูกเล่นให้ดูเหมือนจนผู้อื่นคล้อยตาม การเป็นเพศใดเพศหนึ่งจึงไม่ใช่สภาพธรรมชาติ แต่เป็นผลของการจัดฉากอย่างประณีตผ่านบรรทัดฐานและการอ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไรก็ตาม การสวมบทบาทนี้ไม่ใช่การเลือกบทอย่างเสรีเสมอไป หากแต่ถูกกำกับโดยบรรทัดฐานดังกล่าวที่กำหนดว่าอะไรแสดงได้ และอะไรจะถูกลงโทษเมื่อเล่นนอกบท

           ในสังคมจีนร่วมสมัยที่ผู้หญิงรุ่นใหม่จำนวนมากไม่พอใจกับบทบาทหญิงที่อ่อนโยนและโอนอ่อนผ่อนตามดังที่ผู้ชายคาดหวัง และพยายามสร้างตนให้เป็นผู้ปรารถนาแทนที่จะเป็นผู้ถูกปรารถนาอย่างไม่ย่อท้อต่อแรงกดดันทางสังคม (Connell, 2005; Evans, 2008) ความสำเร็จในกรณีการล่อลวงของ “เจ๊หงส์” จึงไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการปลอมตัว แต่อยู่ที่ความสามารถในการเติมเต็มความเชื่อของเหล่าผู้ชายที่ภาพลวงของผู้หญิงในอุดมคติปรากฏออกมา นั่นคือ ความอ่อนโยน การเยียวยา รวมถึงการยอมจำนนในมิติกามารมณ์ โดยเฉพาะในสังคมจีนที่บรรทัดฐานความสัมพันธ์แบบต่างเพศถูกออกแบบและคาดหวังโดยผู้ชายเป็นพื้นฐาน (Preciado, 2018) อาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จของเจ๊หงส์ตั้งอยู่บนความเปราะบางของความเป็นชายที่ไม่เคยมั่นคงอย่างที่อวดอ้าง และไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากการยืนยันซ้ำ ๆ จากภายนอกด้วยการแสดงบทบาทและผู้ที่จะยอมรับในการแสดงบทบาทนั้น ในแง่นี้ “เจ๊หงส์” จึงไม่ใช่แค่นักล่อลวง แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนความเป็นหญิงที่ถูกสร้างขึ้นจากความคาดหวังของความเป็นชายที่กัดกินตัวเองในสังคมจีน

           ความเป็นชายในสังคมร่วมสมัยถูกหล่อหลอมให้เป็นภาพของความแข็งแกร่งและเข้มแข็ง (Connell, 2005) กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ชายจำนวนมากโหยหาความอ่อนโยนจากภาพสัญลักษณ์ของแม่ “เจ๊หงส์” ฉวยโอกาสจากช่องว่างนี้ด้วยการสวมบทบาทข้ามบรรทัดฐานทางเพศของตนเองเพื่อมอบความอบอุ่นชั่วคราวให้กับผู้ชายที่ถูกกดทับด้วยน้ำหนักของบทบาทความเป็นชาย ห้องของเจ๊หงส์จึงกลายเป็นเวทีของการเล่นนอกบทที่เผยให้เห็นความเปราะบางของผู้แสดง ทว่าเมื่อความเปราะบางนี้ถูกกล้องจับภาพ บันทึก และถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ อัตลักษณ์ของชายในฐานะ “ผู้เข้มแข็ง มั่นคง และเด็ดขาด” ที่เคยแสดงอยู่นอกห้องและอาจจะทั้งสังคมก็พังทลายลง ความรู้สึกอับอายที่ตามมาจึงถูกแปลงเป็นปฏิกิริยาต่าง ๆ เพื่อปกป้องตัวตนและบรรทัดฐานที่แตกสลาย (Butler, 1997)


เมื่อการ “กลับมา” คือญาณวิทยาแห่งความโหยหา

           ท่ามกลางความโกลาหลของคดีเจ๊หงส์ หนึ่งในคำถามที่ทำให้หลายคนรู้สึกเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้คือ ในบรรดาผู้ชายที่ถูกล่อลวงนั้น ทำไมผู้ชายคุณภาพสูง (high-quality men) จำนวนหนึ่งถึงกลับไปที่ห้องนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า (The Standard Hong Kong, 2025) คำตอบของคำถามนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัว “เจ๊หงส์” คนเดียว แต่อาจอยู่ที่ความโหยหาทางเพศ อารมณ์ความรู้สึก และอำนาจเชิงบรรทัดฐานที่สังคมไม่เคยกล้ายอมรับอย่างเปิดเผย

           สิ่งที่ผู้ชายเหล่านี้ได้รับ อาจไม่ใช่แค่ความพึงพอใจทางกาย หากแต่คือความรู้สึกปลอดภัยที่พวกเขาไม่สามารถหาได้จากการมีเพศสัมพันธ์แบบชายหญิงตามปกติ การสวมบทบาทความเป็นแม่ของ “เจ๊หงส์” ที่ถูกอธิบายว่าอ่อนโยน ยอมรับ และไม่ตัดสิน กลายเป็นพื้นที่พิเศษที่ชายเหล่านั้นสามารถปลดเปลื้องเสื้อเกราะแห่งความเข้มแข็งลงชั่วคราวโดยไม่มีบทลงโทษ (Butler, 1997; Connell, 2005) ในห้องของ “เจ๊หงส์” พวกเขาไม่ต้อง “รบ” แต่ได้ “พัก” ซึ่งในสังคมชายเป็นใหญ่อย่างสังคมจีนแล้ว การได้พักจากบทบาทดังกล่าวถือว่าเป็นของหายาก แม้บางคนอาจสงสัยว่าเจ๊หงส์ไม่ใช่หญิงแท้ แต่การสงสัยนี้ก็ไม่ได้กลายเป็นเหตุผลให้วิ่งหนี แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกเก็บงำไว้ในจิตใจ เพราะพวกเขาอาจ “รู้” แต่เลือกจะ “ทำเป็นไม่รู้” เพื่อปกป้องความพึงพอใจของตนเองจากการล่มสลายของภาพจำที่สังคมฝึกให้เชื่อ (Sedgwick, 2003)

           ในระดับที่ลึกกว่านั้น บางคนอาจกลับมาเพราะรู้สึกว่าเหนือกว่าในความสัมพันธ์เชิงอำนาจ กล่าวคือการได้เป็นผู้ควบคุม ได้สั่ง หรือได้ครอบครอง โดยไม่ต้องหรือแทบจะไม่มีการต่อรองหรือการปฏิเสธ ซึ่งสอดรับกับจินตนาการที่ตลาดทางเพศสมัยใหม่ออกแบบให้ตอบสนอง (Preciado, 2018) ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในคลิปวิดีโอจึงมิใช่เรื่องเพศธรรมดา หากแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ตอกย้ำความรู้สึกมั่นคงในตัวเอง เราจึงไม่ควรมองการ “กลับไปซ้ำ” ด้วยสายตาที่เยาะเย้ย ยั่วล้อ หรือเหยียดหยาม หากแต่ควรมองให้เห็นว่าความใคร่ ความเปราะบาง และความปรารถนาในลักษณะต่าง ๆ ผนวกกันอยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถจำกัดความด้วยกรอบศีลธรรมและบรรทัดฐานความสัมพันธ์แบบต่างเพศได้ง่าย ๆ


เมื่อ “มายาคติ” ปริร้าว: ซ่อมแซม หรือ เผชิญหน้า?

           กล่าวได้ว่า กรณีของเจ๊หงส์ช่วยยืนยันและท้าทายแนวคิดของบัตเลอร์ นั่นคือการเขย่าความจริงที่ว่าเพศเป็นสิ่งที่มั่นคง ด้วยเครื่องมือที่เรียบง่ายอย่างวิกผม กระโปรงยาว และหน้ากากอนามัย การใช้เสียงอ่อนหวาน และการสวมบทบาทที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี เสาหลักของบรรทัดฐานความสัมพันธ์แบบต่างเพศถูกทำให้เห็นว่ามันเปราะบางเพียงใด การหัวเราะเยาะหรือประณามเจ๊หงส์อาจเป็นวิธีที่ง่ายในการซ่อมแซมหรือเพิกเฉยต่อรอยร้าวนี้ แต่หากเรากล้าที่จะจ้องมองกรณีนี้อย่างตรงไปตรงมา เรื่องราวเหล่านี้กำลังบอกเราว่าเพศไม่เคยเป็นสิ่งที่จริงแท้ หากแต่เป็นเพียงการแสดงที่พึ่งพิงการยอมรับของผู้ชม

           เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องถูกเผยให้เห็นผ่านคลิปวิดีโอ บทบาทชายหญิงที่ดูเหมือนเป็นความจริงแท้ก็ถล่มลงมาพร้อมกัน นั่นคือความเปราะบางของความเป็นชาย ซึ่งต้องพึ่งพิงการยืนยันจากการจ้องมองและการตอบสนองของผู้อื่น เหยื่อที่กลับมาซ้ำยังมีส่วนสะท้อนว่าความเป็นชายอาจสั่นคลอนง่ายกว่าที่บรรทัดฐานความสัมพันธ์แบบต่างเพศยอมรับ ในกรณีนี้ “เจ๊หงส์” ไม่ใช่เพียงอาชญากร หรือนักแสดงทางเพศ แต่ยังเป็นตัวกระทำที่ช่วยตอกย้ำว่าการสวมบทบาททางเพศไม่เพียงผลิตอัตลักษณ์ หากแต่ยังผลิตช่องโหว่และพื้นที่แห่งความไม่แน่นอนที่ดำรงอยู่ในการต่อรองอยู่เสมอ กล่าวอีกอย่างก็คือ เพศคือเวทีการแสดงแบบหนึ่ง ที่ทุกการแสดงย่อมทิ้งเศษซากแห่งช่องโหว่เอาไว้ และช่องโหว่นั้นเองที่เผยให้เห็นว่าความเป็นชายที่เข้มแข็งหาได้มั่นคง หากแต่ต้องถูกยืนยันซ้ำ ๆ จนอ่อนแรงลงในสักวัน

           เมื่อกลับมามองในเชิงภาพรวม อาจกล่าวได้ว่าคดี “เจ๊หงส์” ไม่ได้ท้าทายแค่เพศสภาพของเหยื่อ แต่ยังเป็นการรื้อถอนชุดความเข้าใจของเราที่มีต่อเพศ ผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อในกรณีนี้อาจไม่ได้ถูกหลอกด้วยการแสดงอันแนบเนียน หากแต่ถูกล่อลวงด้วยสิ่งที่ตัวเองมีส่วนร่วมสร้างมาตลอดก่อนที่จะเข้ามาในห้อง นั่นคือทวิลักษณ์ของการมองว่าบทบาทของเพศหญิงคือสิ่งที่อ่อนโยน ยินยอม และสามารถที่จะให้ได้โดยไม่ตั้งคำถาม ซึ่ง “ลุงแดง” ได้เข้าไปสวมแล้วกลายเป็น “เจ๊หงส์” ในขณะที่เพศชายคือสิ่งที่ต้องเข้มแข็ง มั่นคง และยืนหยัดได้โดยไม่เสียศักดิ์ศรี กลายเป็นสิ่งที่เหยื่อทั้งหลายได้ทิ้งบทบาทนี้ไว้นอกห้องเพื่อเล่นนอกบท

           ในสภาวะที่ความเข้าใจนี้พังทลายลง เราจำเป็นต้องพิจารณามุมมองที่ว่าเพศเป็นเรื่องธรรมชาติเสียใหม่ เพราะการมองเห็นความเปราะบางของเพศคือการยอมรับว่าความไม่แน่นอนนั้นมีอยู่จริง และเราต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญ แทนที่จะรีบปิดปากมันด้วยศีลธรรมหรือคำตัดสิน การหัวเราะเยาะเหยื่อ ประณาม หรือ ยั่วล้อ “เจ๊หงส์” ในลักษณะต่าง ๆ อาจทำให้เรารู้สึกปลอดภัยชั่วคราว แต่ตราบใดที่เรายังคงเล่นอยู่ในโรงละครแห่งบรรทัดฐานที่ไม่เคยถูกตั้งคำถาม เราก็จะยังคงเป็นเพียงนักแสดงที่วนเวียนอยู่ในบทเดิมโดยที่ไม่เคยรู้ว่าไม่มีอะไรจริงบนเวทีนั้นเลย


บรรณานุกรม

Butler, J. (1990). Gender trouble: Feminism and the subversion of identity. Routledge.

Butler, J. (1997). The psychic life of power: Theories in subjection. Stanford University Press.

Butler, J. (2004). Undoing gender. Routledge.

Connell, R. W. (2005). Masculinities (2nd ed.). University of California Press.

Evans, Harriet. 2008. The Subject of Gender: Daughters and Mothers in Urban China. Lanham: Rowman & Littlefield.

Preciado, P. B. (2018). Pornotopia: An essay on Playboy’s architecture and biopolitics. MIT Press.

Sedgwick, E. K. (2003). Touching feeling: Affect, pedagogy, performativity. Duke University Press.

The Standard Hong Kong. (2025, July 6). China's cross-dressing 'Red Sister' lurid tale takes the Internet by storm. https://www.thestandard.com.hk/hong-kong-news/article/306579/

The Straits Times. (2025, July 6). Lurid tale of China’s cross-dressing ‘red uncle’ goes viral online. https://www.straitstimes.com/asia/east-asia/lurid-tale-of-chinas-cross-dressing-red-uncle-goes-viral-online

Wikipedia. (2025, July 7). Nanjing Sister Hong incident.  https://en.wikipedia.org/wiki/Nanjing_Sister_Hong_incident

เดลินิวส์. (2568, กรกฎาคม 13). สาวจับได้เจอสามีแอบแซ่บ ‘เจ๊หงส์’ ตัดสินใจฟ้องหย่า-ทำแท้งแม้ท้อง 4 เดือน! https://www.dailynews.co.th/news/4911984/

ไทยรัฐออนไลน์. (2568, กรกฎาคม 7). เจ๊หงส์ ยังแรงไม่หยุด! สินค้า-คนดังแห่ล้อเลียน กระแสไวรัลจีนพุ่งทะลุเพดาน. https://www.thairath.co.th/news/foreign/2870344

ข่าวสดออนไลน์. (2568, กรกฎาคม 6). 'เจ๊หงส์' ชายแต่งหญิงหลอกแซ่บหนุ่มเป็นพัน แอบถ่ายคลิป-ปล่อยขายออนไลน์. https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_9843952


ผู้เขียน
วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
นักวิจัย. ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)


 

ป้ายกำกับ ความเป็นชาย เจ๊หงส์ บทบาททางเพศ บรรทัดฐาน วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา