ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาหู่,ลาหู่ญี(มูเซอแดง),ภูมิปัญญาชาวบ้าน,ปาย,แม่ฮ่องสอน
Author ยาโพ จะตีก๋อย, ปะกู จะตีก๋อย, ไพรศาล พุทธพันธ์
Title การศึกษาภูมิปัญญามูเซอแดง บ้านหัวปาย ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาหู่ ลาฮู, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 106 Year 2548
Source สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, สำนักงานภาค
Abstract

งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากความต้องการของชุมชนในการค้นหาองค์ความรู้ต่างๆ ของชุมชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชุมชนบ้านหัวปาย สามารถดำรงวิถีชีวิตอยู่ได้อย่างไรนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน เพราะขณะที่ชุมชนในพื้นที่สูงจะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการพัฒนาขั้นพื้นฐานต่างๆจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ดังนั้นการที่ชุมชนจะสามารถดำรงชีพ ดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งชนเผ่าให้ได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสุข คือ ปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ภูมิปัญญา/องค์ความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ ประเพณีวัฒนธรรมและความเชื่อต่างๆ และการมีระบบผู้นำตามธรรมชาติที่เข้มแข็ง แม้ว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะส่งผลให้สังคมดำรงชีพมาได้ในอดีต แต่ปัจจุบันสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับชุมชนมากมาย ส่งผลให้ในปัจจุบันชุมชนมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ โดยมีการผสมผสานสิ่งใหม่เข้ากับสิ่งเก่าซึ่งสอดคล้องกับบริบทของชุมชน

Focus

การศึกษาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของมูเซอแดงบ้านหัวปาย เพื่อดูถึงปัจจัยที่ทำให้มูเซอแดงในอดีตสามารถพึ่งพาตนเองได้ภายในชุมชน เพื่อนำภูมิปัญญาเหล่านี้ไปปรับใช้กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสืบสานต่อไปสู่คนรุ่นหลัง

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ชนเผ่าลาหู่ญี หรือ มูเซอแดง

Language and Linguistic Affiliations

ไม่ได้มีการกล่าวถึงลักษณะของภาษาอย่างชัดเจน แต่มีการอธิบายศัพท์เฉพาะบางคำเป็นภาษามูเซอแดง เช่น เรียกต้นไม้ที่ใช้เต้นรอบๆในการเต้นจะคึว่า “ต้นตรงกลาง” หรือ “เคาะเจ” หรือ “ต้นปีใหม่” (น. 78) การทำบุญน้ำ คือ “ตานน้ำ” (น. 80) หวายหอม คือ “หว่อหยี” หวายขม คือ “หว่อแก่ะ” เป็นต้น (น. 39)

Study Period (Data Collection)

ระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 22 เดือน ดังนี้ ระยะเวลาดำเนินกิจกรรม เม.ย. 47 – ม.ค. 49

History of the Group and Community

ชนเผ่ามูเซอ มูเซอแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม กลุ่ม 2 กลุ่มแรกคือ มูเซอดำ และ มูเซอแดง กลุ่มเล็ก 2 กลุ่มหลังคือ มูเซอณี หรือ มูเซอกุย และมูเซอเซแหลง การแบ่ง 4 กลุ่มนี้เป็นการแบ่งคร่าวๆ ตามความแตกต่างเพียงผิวเผินเรื่องพิธีกรรมทางศาสนาและการแต่งกาย แต่ในทางภาษาศาสตร์ ภาษามูเซอดำ มูเซอแดง มูเซอเซแหลงใช้พูดติดต่อกันได้ ยกเว้นภาษามูเซอกุย ที่พูดติดต่อกับมูเซอกลุ่มอื่นไม่ได้ มูเซอดำ เรียกตนเองว่า ลาหู่นะ กล่าวได้ว่าเป็นมูเซอกลุ่มดั้งเดิม ที่อพยพมาจากตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมาร์ และยูนนาน มูเซอแดง เรียกตนเองว่า ราหู่ญี ที่เรียกว่ามูเซอแดงมีความหมาย 2 ประการ คือ หมายถึงแถบสีแดงผืนผ้าของผู้หญิง หรืออาจหมายถึงพรานป่าก็ได้ มูเซอเหลือง คนไทยและคนไทใหญ่ เรียกว่า มูเซอกุย เป็นกลุ่มมูเซอที่มาจากทางใต้ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ มูเซอชีนะตอ มูเซอชีอะดออะกา ทั้งสองอยู่ทางใต้ของยูนนาน อีก 2 กลุ่ม คือ มูเซอชีบาหลา และ มูเซอชีบาเกียว อาศัยอยู่ในรัฐเชียงตุง รัฐฉานในเมียนมาร์ และในประเทศไทย มูเซอเฌเล เรียกตนเองว่า นะเหมี่ยว ตั้งแต่อยู่ในยูนนาน เพิ่งเรียกตนเองว่า มูเซอเฌเลเมื่ออพยพมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่คนไทยรวมเรียกชนเผ่านี้ว่า มูเซอดำ (น. 5 - 6) ประวัติศาสตร์การย้ายชุมชนมูเซอแดงบ้านหัวปาย มูเซอแดงดั้งเดิมอาศัยอยู่ที่ เมืองลาซา ประเทศทิเบต เนื่องจากช่วงเวลานั้นเกิดสงครามกับประเทศจีน มูเซอแดงจึงอพยพมาอยู่ประเทศไทย ที่บ้านแสนคำลือ อ. ปางมะผ้า และบางส่วนอพยพไปอยู่ประเทศลาว เมื่อมาอยู่บ้านแสนคำลือ ปรากฏว่าพื้นที่ทำกินไม่เพียงพอต่อปราะชากรที่อพยพมา บางส่วนจึงย้ายจากบ้านแสนคำลือ มายังพื้นที่ ดอยสามจุก ปัจจุบันก็ยังมีมูเซอเหลืออยู่ที่บ้านแสนคำลือ จากดอยสามจุก ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาใกล้ห้วยน้ำต้อประเทศพม่า ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่นี้ประมาณ 50 ปี ก็ย้ายมาอยู่บริเวณ อ.ปายในปัจจุบัน (น. 7)

Settlement Pattern

ลุ่มน้ำปาย พื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

Demography

ข้อมูลประชากรบ้านหัวปาย (สำรวจวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547) (น. 10) จำนวนประชากรรวม 122 คน ชาย 66 คน หญิง 56 คน จำนวนหลังคาเรือน 29 หลังคาเรือน

Economy

อาชีพ มูเซอแดงประกอบอาชีพทำไร่ข้าว และไร่ข้าวโพด, เลี้ยงสัตว์, หาของป่า โดยสัตว์ที่เลี้ยงได้แก่ หมู, วัว, ควาย, ไก่, เป็ด และทรัพยากรป่าได้ที่มี ได้แก่ ไม้สน, ไม้ก่อ, ไผ่ซาง, ไผ่บง การจัดการทางเศรษฐกิจของชุมชน 1. ธนาคารข้าว มีคณะกรรมการหมู่บ้านดูแลเป็นหลัก หากชาวบ้านมีข้าวไม่พอสามารถกู้ยืมเป็นข้าว ยืม 4 ถัง คืน 5 ถัง บางครอบครัวยืมเป็นเงิน ให้ยืมได้ไม่เกิน 500 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาทต่อเดือน (น. 14) 2. สหกรณ์ ใช้ในการซื้อของมาขายในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นของกินในหมู่บ้าน เช่น น้ำมัน ปลากระป๋อง ปลาทู ปัญหาที่พบคือ ซื้อมาขายไม่ได้ กำไรไม่คุ้มค่าน้ำมันรถที่ไปซื้อของมา หรือรายได้ไม่คุ้มรายจ่าย (น. 15) 3. กองทุนยา ยาซื้อมาจากสถานีอนามัยบ้านเมืองน้อย และอ. ปาย ปัญหาที่พบคือ ยาซื้อมามากใช้ไม่หมด ยาจึงหมดอายุก่อน ยาที่ใช้มากในปี 2541 – 2543 คือ ยาพาราเซตามอล (เพราะมีจำนวนผู้ติดฝิ่นมาก) ยาที่ซื้อมาขายส่วนใหญ่ คือ ยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ ยาเคลือบกระเพาะอาหาร (น. 15) ทรัพยากรอาหารที่พึ่งตนเองได้ในชุมชน ในอดีตมีสัตว์ป่าจำนวนมาก และมีผู้ชำนาญในการล่า ปัจจุบันคนที่ชำนาญหายาก แต่ขึ้นอยู่กับคนขยันมากกว่าคนเก่ง ปัจจุบันหากจะล่าสัตว์ป่าต้องไปกันเป็นหมู่ ได้มาจะแบ่งกัน สัตว์ป่าและของในป่ามีหลายชนิด เช่น ฟาน ต่อ อ้น ปลา หน่อไม้ หวาย จึ๊ก ดอกตั้ง เห็ด ผักกูด ผักเขียว ส่วนอาหารหลักจะปลูกเองในไร่ข้าว ได้แก่ ผักอีเหลือ แตง ถั่ว เผือก มัน สำหรับปัจจุบันมีไปซื้ออาหารจากภายนอกมารับประทานบ้าง ส่วนใหญ่ซื้อจากบ้านเมืองน้อย อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.เวียงแหงจังหวัดเชียงใหม่ อาหารที่ซื้อได้แก่ ไข่ ปลากระป๋อง ปลาทู ปลาเค็ม (น. 66)

Social Organization

โครงสร้างทางสังคม โครงสร้างสังคมของมูเซอ ประกอบด้วย หน่วยย่อยๆ 2 หน่วย คือ ครอบครัว และหมู่บ้าน ครอบครัวมูเซอยึดถือแบบผัวเดียวเมียเดียว แต่บางครั้งถ้าครอบครัวมีขนาดเล็ก เพราะสมาชิกน้อยเกินไป ไม่อาจทรงตัวทางเศรษฐกิจ หรือประกอบพิธีทางศาสนาได้ตามลำพัง ก็อาจไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอื่นที่เกี่ยวดองเป็นญาติกันได้ ส่วนระดับหมู่บ้าน มูเซอมีลักษณะทางสังคมที่ผูกพันกันอย่างหลวมๆ แต่ละครอบครัวมีอิสระมาก สามารถแยกตัวออกจากหมู่บ้านได้ทุกเวลา ยกเว้นกรณีที่มีพันธะเรื่องการแต่งงานหรือเรื่องหนี้สิน (น. 6) ระบบเครือญาติ มูเซอมีการสืบตระกูลทางฝ่ายแม่ ผู้ชายแต่งงานแล้วต้องออกจากบ้านไปอยู่บ้านภรรยา แต่เป็นที่สังเกตว่า เมื่อลูกเขยไปอยู่ด้วย ประมาณ 1 – 2 - 3 ปี มักเกิดเหตุกับฝ่ายพี่น้องของภรรยา ต้องแยกตัวไปสร้างบ้านเรือนใหม่ เมื่อมีการประกอบพิธีกรรมก็มักจะเข้าร่วมกับญาติตัวเอง และไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับญาติทางฝ่ายภรรยาเท่าใดนัก (น. 6)

Political Organization

ผู้นำชุมแรกเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านต้องมีบุคคลสำคัญ 3 ท่าน คือ ปู่เหล็ก ปู่จอง ลาส่อ “ปู่เหล็ก” มีบทบาทสำคัญในการทำเครื่องมือทางการเกษตรให้แก่ทุกครัวเรือนในหมู่บ้าน “ปู่จอง” มีบทบาทด้านพิธีกรรมต่างๆ ของชุมชน “ลาส่อ” ทำหน้าที่คล้ายกับครู คอยอบรมสั่งสอนเยาวชนให้ปฏิบัติตนในครรลองที่ถูกต้อง ผู้นำชุมชนที่สำคัญทั้ง 3 คนจะมีสัญลักษณ์ คือ “ตุงขาว” ปักไว้หน้าบ้านเป็นสัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกว่า เป็นคนศักดิ์สิทธิ์ มีตำแหน่งที่สำคัญตามความเชื่อของชุมชน (น. 11) การวางกฎระเบียบของชุมชน (น. 34 - 36) 1. การกำหนดราคาสิ่งของในชุมชน (ประเภทอาหาร) มีการกำหนดราคาร่วมกันทั้งหมู่บ้าน และห้ามขายเกินกว่าราคาที่ได้ตั้งไว้ เช่น เนื้อหมูกิโลกรัมละ 80 บาท ข้าวเปลือกถังละ 50 บาท เป็นต้น (น. 34) 2. การผิดกฎกติกา 2.1 การเล่นชู้ เมื่อมีกรณีมีชู้แล้วจึงได้ตั้งกฎนี้ขึ้น เช่น มีผัว มีเมียแล้วชู้กันต้องปรับคนละ 500 บาท ถ้ายอมรับผิดเสียครึ่งหนึ่ง ถ้าผิดครั้งที่ 2 ต้องปรับคนละ 1,200 บาท ผิดครั้งที่ 3 ปรับคนละ 1,800 บาท และปรับขึ้นไปเรื่อยๆ 2.2 การแต่งงาน ถ้าแต่งงานแล้วเลิกกัน ทั้งสองฝ่ายต้องเสียคนละ 500 บาท เงินค่าปรับที่ได้นำไปเลี้ยงผีในหมู่บ้าน ถ้าผู้ชายไม่อยากเลิกผู้หญิงต้องเสียให้ผู้ชาย หรือผู้หญิงไม่อยากเลิก ผู้ชายต้องเสียให้ฝ่ายหญิง เป็นต้น 2.3 การเลิกกัน สมัยก่อนไม่ค่อยเลิกกัน เวลาเลิกต้องเสียเงิน ถ้าทั้งสองฝ่ายสบายใจเลิกกันก็เสียให้หมู่บ้านคนละ 1,500 บาท เป็นต้น 3. ข้อห้ามและการปรับ มีข้อห้ามคือ ห้ามยิงปืนภายในหมู่บ้าน ห้ามขโมยของในบ้าน ห้ามช็อตปลาหรือจับปลาในเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา นอกจากนั้นยังมีกฎระเบียบในการดูแลและรักษาป่าที่ทำกิน 4. การแบ่งปันของป่าในชุมชน เมื่อได้หมูป่า ครึ่งหนึ่งแบ่งให้สมาชิกในหมู่บ้านทุกหลังคาเรือน ได้เก้ง จะแบ่งให้เฉพาะปู่เหล็ก ปู่จอง ผู้นำหมู่บ้าน พ่อเมีย หากหาได้แล้วไม่แบ่งต้องเสียค่าปรับไหม (แล้วแต่จะเรียก) 5. การใช้ประโยชน์จากเงินที่ได้จากการปรับไหม แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ปรับจากคนที่ไปเล่นชู้กับเมียคนอื่น ต้องแบ่งให้สมาชิกในหมู่บ้านทุกหลังคาเรือน ไม่เก็บไว้เพราะเชื่อว่าเป็นเคราะห์ร้าย แต่หากเป็นการปรับของป่า ของอนุรักษ์ เชื่อว่าเป็นเงินดีให้เก็บไว้

Belief System

ระบบความเชื่อของมูเซอแดง ความเชื่อของมูเซอมีทั้งที่นับถือพระเจ้าอื่อซาผู้สร้างโลก ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาด้วย เขาเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์หนึ่งผู้ทรงสร้างโลกและมนุษย์ชึ้น พระเจ้าผู้สร้างโลกของมูเซอที่นับถือเป็นพระบิดามีพระนามว่า “กือชา” นอกจากความเชื่อเรื่องพระเจ้า ยังมีความเชื่อเรื่องภูติผีวิญญาณ ได้แก่ ผีเรือน ผีประจำหมู่บ้าน ผีป่า ผีพายุ ผีฟ้า ผีไร่ ผีนา ผีป่า ผีเจ้าที่ ผีพ่อ ผีแม่ เป็นต้น (น. 7) พิธีปลูกข้าวไร่ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับมูเซอแดง ก่อนจะปลูกข้าวหรือทำสวนต้องทำพิธีขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยทำเข่งให้เจ้าเมือง มีความเชื่อว่าเมื่อทำไร่จะไม่เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อถึงเวลาปลูกข้าวต้องทำพิธีที่เรียกว่า “พิธีปลูกข้าวไร่” เข่งเจ้าเมืองจะนำวางไว้บนหิ้งสูง ปักไว้กลางไร่ หรือ หัวไร่ เจ้าของไร่เป็นผู้ทำพิธี ไม่ต้องมีปู่จอง ทำได้ทุกคน โดยเจ้าของไร่จะอธิษฐานขอพร เข่งเจ้าเมือง ประกอบด้วย ข้าวตอก ดอกไม้ ข้าวสาร เทียนขี้ผึ้ง 4 เล่ม กระดาษเสียบไม้ปัก (ธง) เรียกว่า “ออเดาเลาเว” ธง หรือ อื่อเจ คือ ธงสำหรับปักข้างล่าง ก๊อกน้ำ (แก้วน้ำเล็ก) 4 อัน ธง 4 อันสำหรับปัก 4 ทิศ ใช้ปักบนเข่ง ไม้แผ่นเจาะรู แก้วน้ำ 4 อัน (ใส่น้ำ 2 อันและใส่ทราย 2 อัน) หรือ (น้ำ/ทราย/น้ำ/ทราย) อย่างละคู่ น้ำวางไว้ด้านนอกเข่ง ใส่ทราย หมายถึง ทำหากินอย่างให้กินหมดเหมือนทราย ใส่น้ำ หมายถึง เย็น อยู่สบายชุ่มเย็นเหมือนน้ำ (น. 54 - 55) พิธีกรรมกินวอปีใหม่ พิธีกินวอเป็นการพักผ่อนเพื่อเป็นการเคารพผู้ใหญ่ เนื่องจากทำงานเหนื่อยมา 1 ปี จึงนั่งกินนอนกิน 7 วัน สมัยก่อนไม่มีปฏิทิน มูเซอแดงจะดูวันจัดประเพณีกินวอได้จากต้นดอกท้อ (อะแว) หรือดูจากดอกของต้นนางพระยาเสือโคร่ง (หือเหยียะแว) กินวอปีใหม่หัวปายจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม (เดือน 4 ขึ้น 7 ค่ำ) จะต้องเริ่มข้างขึ้น เพราะถ้าไม่ช่วงขึ้น 5-6-7 ค่ำ จะ เต้นจะคึ กันไม่ได้ เพราะแสงสว่างไม่พอ ต้องให้วันสุดท้ายของพิธีตรงกับวันเดือนเต็มพอดี ในช่วงประเพณีกินวอมูเซอแดงบ้านหัวปายจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าประจำเผ่าชุดใหม่ (น. 78) พิธีกินวอ 7 วัน มีดังนี้ (น. 79 - 81) วันแรก เป็นวันดาหรือวันเตรียม ตำข้าวปุ๊กครกแรกใช้ข้าวเหนียวสีขาวไว้บูชาพระเจ้า ครกที่สองและครกถัดไปตำด้วยข้าวเหนียวสีดำ ตำกินเอง วันที่สอง ฆ่าหมูกินไปจนครบ 7 วัน ปลูกต้น “เคาะแจ” หรือ “ต้นปีใหม่” เริ่มเต้นจะคึเป็นคืนแรก จนถึงคืนวันที่ 6 วันที่สาม อยู่บ้าน วันที่สี่ ทำบุญตานน้ำ โดยใช้ข้าวปุ๊ก 1 คู่ เทียน 1 คู่ ถวายโดยวางไว้บนหินบริเวณฝั่งน้ำ แล้วสวดมนต์ขอขมาแม่น้ำ จากนั้นกวักน้ำล้างมือและล้างหน้า เพื่อล้างเคราะห์ของเราออกไป น้ำที่เตรียมไว้นำไปดำหัวคนเฒ่าคนแก่ น้ำที่เหลือนำกลับบ้านนิดหนึ่งเพื่อผสมกับน้ำที่บ้านเป็นเชื้อ วันที่ห้า พิธีดำหัวผู้นำ เริ่มจากดำหัว พ่อแม่ แล้วดำหัวปู่เหล็ก ปู่จอง ผู้ทำพิธีคือ หมอผีประจำหมู่บ้าน วันที่หก เต้นจะคึ เริ่มตั้งแต่ 6 โมงเย็น วันที่เจ็ด วันสุดท้าย เวลา 8 – 9 นาฬิกา ให้เต้นจะคึปกติวนขวา เวลาจะออกให้วนซ้ายแล้วออกได้เลย พิธีกรรมวันศีลใหญ่ (ศีลโหลง) (น. 82 - 84) ในรอบปีมูเซอแดงบ้านหัวปายมีวันศีลใหญ่ 3 ครั้ง คือวันศีลใหญ่เดือนหก เข้าพรรษา และออกพรรษา ในวันศีลใหญ่ (แซะก่อเว) มีประกอบพิธี 2 วันแรก เป็นพิธีเชื้อข้าว เพื่อจะได้พันธุ์พืชที่ดีในการเพาะปลูก วันที่สอง มี 2 พิธีกรรม คือ พิธีตานศาลา เป็นการทำบุญให้เจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าดอย และพิธีฮ้องขวัญสัตว์ เป็นพิธีเกี่ยวกับการล่าสัตว์ วันศีลเข้าพรรษา (เข่าเว) มีพิธีกรรม 2 วัน วันแรก แต่ละครอบครัวไปเก็บข้าวโพดจากไร่ ตอนเย็นแต่ละครอบครัวนำข้าวโพดมาแลกกัน วันที่สอง อยู่บ้านเฉยๆ วันศีลใหญ่ออกพรรษา (เอ๊าเว) มีพิธีกรรม 3 วัน วันแรกเก็บผัก เก็บแตงในไร่ ตอนเย็นไปตานให้เพื่อนบ้าน แลกกัน วันที่สองอยู่บ้านไม่ทำอะไร พูดแต่สิ่งดี วันที่สาม มี 2 พิธี คือ พิธีขอบคุณปู่เย็น หรือ “จะเส๊าะเอ๊าะเว” จากนั้น ทำพิธีกินข้าใหม่ หรือ “เอ๊าะเว” ทำทุกปีเมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จ ผู้ทำพิธีคือ ปู่เหล็ก พิธีกรรมวันศีลน้อย (ศีลยี) วันศีลน้อยไม่ทำอะไร คือเป็นวันพระ แต่ละครอบครัวทำบุญให้ผีบ้านผีเรือน วันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเที่ยง เครื่องในพิธีคือ ข้าวและน้ำ ไม่ใช้เนื้อเด็ดขาด (น. 85) พิธีกรรมการสืบชะตา การสืบชะตามีหลายลักษณะ ได้แก่ การสงเคราะห์ หรือสืบชะตาเมื่อไม่สบาย การสืบชะตาเมื่อใกล้จะตาย การสืบชะตาทำเมื่อไม่สบายใจ และทำได้ทุกเวลา ผู้ทำพิธีเป็นใครก็ได้ที่เป็นผู้นำมีธงปักอยู่หน้าบ้าน ได้แก่ ปู่จอง ลาส่อ ปู่เหล็ก หมอผี หรือภรรยาปู่จอง (น. 85) พิธีกรรมขอบคุณเครื่องมือการเกษตร (อะถ่ออ่อจ่าเว) มูเซอแดงมีความเชื่อที่จะให้ข้าวแก่เครื่องมือการเกษตรทุกชนิดกินปีละครั้งในช่วงประเพณีกินวอเพื่อขอบคุณเครื่องมือการเกษตร โดยนำข้าวปุ๊กที่ตำเป็นครกแรกหลังจากถวายพระเจ้าบนหิ้งนำมาแบ่งเป็นก้อนเล็กๆติดตามสันเครื่องมือการเกษตรทุกชิ้นจากนั้นจุดเทียนหนึ่งเล่มด้วย (น. 86) การเสี่ยงทายกระดูกไก่ การทายกระดูกไก่ของมูเซอแดงคล้ายการดูหมอดู ดูได้ทุกอย่าง เช่น ถ้าคนไม่สบาย ทายว่าจะตายหรือไม่ตาย เวลาจะแต่งงานก็ดูกระดูกไก่จะอยู่กันได้หรือไม่ (น. 86 - 87) การขอขมาน้ำ (ผิดผีน้ำ) เมื่อสงสัยว่าไม่สบายมีการผิดผีน้ำ ต้องแก้โดยการขอขมาน้ำ ใช้เช๊ลุ๊ต่า คือ เทียน 1 คู่กับข้าวสาร และนาเวยนาจื่อ คือสร้อยที่ทำจากไม้ไผ่ร้อยเป็นห่วงต่อกัน การปักต้องปักฝั่งน้ำด้านที่เราอยู่ จะปักฝั่งตรงข้ามไม่ได้ เพราะเชื่อว่าผีจะไม่รับ (น. 87) พิธีการส่งผี หรือ เอ่าะแสะเตโส่เว ทำ “ดั่ว” คือ ไม้ไผ่เสียบสำลีที่ปลายเปรียบเป็นดอกไม้ ทำเป็นมัด และเทียนขี้ผึ้งทำเอง 1 คู่ หากถูกผีน้ำก็ทำอย่างนี้ส่งให้ผีน้ำ พอทำพิธีเสร็จปู่จองจะเอาอันนี้ส่งให้ผี สมมุติคนไม่สบายต้องรู้ว่าไม่สบายเพราะอะไร คนที่บอกว่าเพราะอะไรคือหมอผี แต่คนแก้เป็น ปู่เหล็ก ปู่จอง หรือคนเฒ่าคนแก่ (น. 87) พิธีตู้คนตาย หรือพิธีคุณไสย ใช้หมู ไก่ 1 ตัว ฝังกับตาแหลวที่น้ำตก ฆ่าหมากับแมวเย็บหูเย็บตา แล้วเอาไปปล่อยที่น้ำตก คนที่ถูกทำจะตายทั้งตระกูล สมัยก่อนนิยมทำใส่เวลาผิดใจกัน ปัจจุบันยังทำอยู่แต่ไม่ทำใส่ใครแล้ว (น. 88) พิธีปราบผี / ไล่ผีบ้าน ผีเข้าบ้านจะมีอาการนอนไม่หลับ ไม่สบายใจ โดยพิธีกรรมนั้น ขึ้นแรกหมอผีต้องทำพิธีถามจิตวิญญาณก่อนเพื่อสื่อสารดูว่าผิดผีอะไร จากนั้นหมอผีทำพิธีปราบผี โดยทำกัน 2 ฝ่าย คือ หมอผีและฝ่ายจิตวิญญาณ ขณะทำพิธีไล่ผี ของดีๆ เช่น พระ ต้องเก็บนอกบ้าน ไม่เอาไว้ในบ้านเพราะเวลาไล่ผีจะไม่ไป เสร็จพิธีแล้ว ก็เป็นการเสี่ยงทาย ซึ่งมี 3 แบบ 1. ขว้างไข่ไก่ 1 ฟอง ถ้าไข่ไก่แตกแสดงว่าผีไปแล้ว 2. ไม้ก่อ กล้วย ไม้ทะลุ ตาแหล๋วชุดเล็ก ป่าเลา (คล้ายอ้อยในป่า) นำมามัดติดกัน ขว้างลงหลังบ้าน ถ้าปักลงแสดงว่าผีไปแล้ว 3. ถ้าไข่แตกแต่ใบไม้ย้อนกลับมา แสดงว่าผียังไม่ไป หรือไข่ไม่แตก ก็ต้องทำพิธีใหม่ จากนั้นหมอผีคุยดีๆ ให้ผีไป เสี่ยงทายอีกครั้ง ทำรูปช้าง ม้า กระดาษห่อเหมือนคนขี่ช้าง 1 ขี่ม้า 1 บอกให้เขาหนี แล้วหมอผีเอาสิ่งนี้ไปเผาในป่าที่ไม่มีคนเดินผ่าน จากนั้นทำตาแหลว 5ชุด ติดหน้าประตู และติด 4 มุมในบ้าน (น. 88 - 89) พิธีฝังศพ ถ้าคนตาย ห้ามตำข้าว ไปไร่ หรือทำงานที่ดูเป็นคนขยัน สมัยก่อนจะอยู่บ้านเฉยๆ เพราะเชื่อว่าหากขยันผีที่ตายจะเอาไปอยู่ด้วย ก่อนขุดหลุมฝังศพต้องเลือกพื้นที่ก่อน โดยขว้างมีดไป ถ้ามีดปักตรงไหน แสดงว่าผู้ตายต้องการนอนตรงนั้น หรือใช้ไข่ขว้าง ถ้าไข่แตกตรงไหนแสดงว่าผู้ตายต้องการนอนตรงนั้นเช่นกัน การฝังต้องหันเท้าไปทางทิศตะวันออก หันศีรษะไปทิศตะวันตก คือเราจะกลับไปเกิดต้องไปทางทิศตะวันออกเพื่อไปสวรรค์ คนนำหน้าขบวนแห่ศพไปฝัง เวลากลับหมู่บ้านต้องเป็นคนสุดท้าย และอีกวิธีคือ เอาไม้ค้ำกันสูงๆ ให้ลอดผ่านได้ แล้วก่อไฟตรงกลาง ผู้ไปฝังศพก็เดินลอดข้ามกองไฟออกมา พอใกล้ถึงบ้านหักเอากิ่งไม้ ใบไม้จุ่มน้ำประพรมตามตัว แล้วขว้างทิ้ง เป็นการปัดรังควานไม่ให้สิ่งไม่ดีเข้าบ้าน จากนั้นเจ้าของบ้านทำอาหารเลี้ยงเพื่อนบ้าน หากอยู่คนเดียวจะเศร้า ต้องมีเพื่อนบ้านอยู่ด้วย (น. 90) พิธีซอซะปูโกยเตเว คือการทำบุญให้พ่อแม่ที่ตายไปแล้ว เวลาที่ฝันไม่ดีเกี่ยวกับพ่อแม่ จะทำบุญไปให้โดยใช้ ข้าว ไก่ ผ้า (ผ้าชิ้นเล็กแต่ใหม่) ตัวเป็นรูปเสื้อผ้านำไปวางบนหิ้ง บอกกล่าวว่าอย่ามารบกวนเรา ขอให้เราอยู่สุขสบาย (น. 90) พิธีงานแต่งงาน การกำหนดวันแต่งงาน วันไม่ดีต้องเว้น โดยคนเฒ่าคนแก่จะดูเดือนในการแต่งงานให้หมด ผู้ชายเป็นฝ่ายขอผู้หญิง โดยผู้หญิงจะเสียไก่ 3 ตัว ส่วนผู้ชายเสียไก่ 1 ตัว เมื่อคู่บ่าวสาวได้อยู่ด้วยกัน ผู้ชายจะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงอย่างน้อย 3 ปี ก่อนที่จะแยกบ้านตนเอง (น. 91) พิธีขึ้นบ้านใหม่ สร้างบ้านเสร็จเรียบร้อย ต้องทำเตาไฟก่อน ตักน้ำมาไว้ใกล้ๆเตาไฟ จากนั้นจุดเทียนที่ปลายเสาบ้านทุกต้น เหมือนโอมให้พระเจ้าช่วยคุ้มครองดูแล (น. 91) โอ๊ะกู่เกอเอเว (หัวมน) เป็นความเชื่อของมูเซอแดงที่ว่า ทรงผมสำหรับเด็กแรกเกิด – 6 ปี ลักษณะคือผมสั้นติดหนังหัว เหลือไว้กระจุกเดียวด้านหน้า เพื่อให้เด็กโตไว ไม่มีเหามาดูดเลือด ทำให้เด็กแข็งแรง (น. 91) ครกตำข้าว การสร้างครกตำข้าวในหมู่บ้านห้ามหันหน้าไปตรงหน้าประตูบ้านเพราะเหมือนเป็นการทุบวิญญาณตนเองเป็นทางเข้าออกขวัญของเรา (เปรียบเหมือนครกขวางทางเข้าออกขวัญ) (น. 91) การสร้างบ้านกับความเชื่อของมูเซอแดง การสร้างบ้าน ห้ามให้เสาบ้านตรงกับบ้านหลังอื่น จะทำให้ไม่สบาย เมื่อสร้างบ้านเสร็จต้องทำเตาก่อน สร้างบ้านติดดินไม่ได้ เชื่อว่ามูเซอมีเชื้อสายเป็นฝึ้ง อยู่กับกอไม้ บ้านไม่มีกันสาด เพราะมีความเชื่อว่าพี่น้องชนเผ่าเป็นพี่น้องกัน เคยอยู่บ้านเดียวกัน แล้วทะเลาะวิวาทกันจึงตัดบ้านแบ่งกัน พี่น้องมูเซอได้ส่วนตรงกลางทำให้ไม่มีกันสาด ในบ้านต้องกั้นห้องอย่างน้อย 1 ห้อง มีความเชื่อว่าขวัญของเราจะอยู่ในห้อง ไม่กั้นไม่ได้ ขวัญจะหาย ประตูห้องต้องไม่ตรงกับประตูหน้าบ้าน มีความเชื่อว่าจะเก็บเงินเก็บทองไม่อยู่ สำหรับบันไดบ้าน ไม้ที่ใช้ปูบันไดเป็นจำนวนคู่ไม่ดี เปรียบเป็นไม้คานหาบคนตาย ช่วงในการสร้างบ้าน ไม่สร้างในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เรียกว่า “เดือนเก๋ง” เพราะช่วงนี้ในป่า ไก่ป่า นกคอ ไม่ขัน เชื่อว่าถ้าสร้างบ้านช่วงนี้ไม่เจริญ (น. 92)

Education and Socialization

การถ่ายทอดวิชาการตีเหล็กและพิธีกรรม ในการถ่ายทอดวิชาการตีเหล็กของมูเซอแดงหัวปาย นั้นต้องทำพิธีกรรม เพราะมูเซอแดงมีความเชื่อว่าหากไม่ทำพิธีจะเกิดอันตรายต่อผู้เรียน สิ่งที่ทำจากเหล็กอาจจะกระเด็นเข้าตา ทำให้ตาบอด เครื่องในพิธีประกอบด้วย ขันตั้ง เรียกว่า “พิธีขอเรียนวิชา” หรือ “ขันตั้งครู” โดยขันตั้งประกอบไปด้วย ขัน, ข้าวตอก, ลูกเต๋า หรือ ลูกข่าง, รูปช่าง (รูปอะไรก็ได้ขอให้มีอันหนึ่ง), เงิน (มีหรือไม่มีก็ได้), เทียน, ขึ้นตอนไม่มีพิธีอะไร นำขันตั้งมาให้ปู่เหล็กแล้วเริ่มเรียนได้ (น. 45)

Health and Medicine

ภูมิปัญญาด้านสุขภาพของมูเซอแดง การห้ามเลือด ถ้ามีบาดเลือดตกยางออก ใครทำเลือดหยุดไม่ได้ ต้องไปหาปู่เหล็ก เป็นอุบัติเกี่ยวกับมีดหรือเหล็กต้องไปหาปู่เหล็กรักษา ไปหาคนอื่นไม่ได้ ต้องมีพิธี คือทำไม้อย่างพิธีเบาะแสะเตเวส่งให้เขาก่อน เพราะเชื่อว่าผีเคราะห์ร้ายทำ (น. 56 - 57) การทำคลอด คนที่ทำคลอดในหมู่บ้าน คือลูกหลานซึ่งได้รับการสืบทอดจากคนเฒ่าคนแก่ที่คนคลอดได้ โดยต้องไปเรียนรู้การบีบท้อง การขอเรียนจะใช้ข้าวสาร เทียนขี้ผึ้ง 1 คู่ ก็ได้รับการถ่ายทอด เอาลูกออกได้ สามารถทำแท้งโดยบีบเด็กให้ตาย แต่พ่อเฒ่าแม่เฒ่าไม่ทำเพราะกลัวบาป การดูแลสุขภาพของหญิงหลังคลอด ปกติจะให้หญิงคลอดบุตรอยู่เดือน 3 เดือน การอยู่เดือนทำเพื่อป้องกันการ “ผิดเดือน” และมีการอบสมุนไพร 2 ครั้ง ครั้งแรกอบภายใน 15 วันหลังคลอด อบเพียงครั้งเดียว ไม่ให้อาบน้ำ ตัวยาไม่เหมือนกันแล้วแต่อาการผิดเดือน เช่น ผิดเดือนจากากรผิดผี ผิดผู้หญิง ผิดผู้ชาย ผิดลม และอบอีกครั้งเมื่อครบ 3 เดือน หากไม่ปฏิบัติร่างกายจะทรุดโทรม ไม่สบายใจ หลังอยู่เดือนครบ 3 เดือนแล้วจึงนอนกับสามีได้ (น. 57 - 58) การใช้สมุนไพรในการรักษาโรค มูเซอแดงในอดีตและปัจจุบันยังใช้สมุนไพรในการรักษา โดยโรคส่วนใหญ่ที่รักษา คือ โรคมาลาเรีย แต่ปัจจุบันหากไม่สบายบางส่วนจะลงไปที่โรงพยาบาลปาย (น. 60)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ของใช้ในครัวเรือนและชุมชนของมูเซอแดง เครื่องจักรสานมี ด้ามขวาน กระด้ง ขันโตก สายก๋วย ก๋วยหรือตะกร้าใช้เก็บพืชผักในไร่ทำจากหวาย มี 2 ลักษณะ คือ ตะกร้าตาห่างใช้สำหรับใส่ฟืน แตง ฯลฯ ตะกร้าตาถี่ ใช้ใส่ข้าวเปลือกเมื่อจะนำไปตำข้าว ขันโตก หรือ พึ๊เข่า คือ สำรับสำหรับใส่อาหารของมูเซอ ทำจากไม้ไผ่สานประกอบด้วยหวาย ขันโตกมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ พึ๊เข่าพา คือ ส่วนที่เป็นพื้นสำหรับวางอาหาร ลายที่สวยเรียกว่า “ลายผีบ้า” ไม่นิยมสอน หากจะสอนก็ไปสอนในห้วย โดยผู้สอนกับผู้เรียนต้องอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ต้องตะโกนสอนไปเรื่อยๆ บ้างว่าเป็นลายที่ทำยาก หมดความอดทนจึงว่าให้ “ลายผีบ้าผีบอ ทำยากทำเย็น” พึ๊เข่าอ่อเขาะ คือ ส่วนที่เป็นขอบช่วงบนรอยต่อระหว่างพื้นสำหรับวางอาหารและช่วงที่เป็นขาขันโตก ใช้หวายเป็นหลักในการสาน และพึ๊เข่าคือเกาะ คือ ส่วนที่เป็นขาล่างรับน้ำหนักขันโตก ใช้หวายเป็นหลักในการขึ้นลาย (น. 38 - 39) ครกตำน้ำพริก ที่ใช้ในครัวเรือน มี 2 แบบ คือ ครกเล็ก ใช้ตำพริกแห้ง หากเกิดลูกใหม่ให้ใช้ครกเล็ก ไม่ตำครกใหญ่ เพราะครกใหญ่ตำทุกอย่าง ตัวครกผสมหลายอย่าง รับประทานแล้วจะไม่ดีต่อตัวเด็กที่ดื่มนมจากอกแม่ ส่วนครกใหญ่ ใช้ตำพริกดิบและเครื่องแกงต่างๆ (น. 42) เครื่องดนตรี มูเซอแดงหัวปายมีเครื่องดนตรีใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น ในเทศกาลกินวอปีใหม่ กินข้าวใหม่ (ออกพรรษา) เครื่องดนตรีที่มีได้ได้ 1. หน่อ (แคน) ส่วนประกอบของแคนมีลิ้นแคน ทำจากไม้เฮี้ย (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) บางๆ น้ำเต้า และขี้ตานี (อยู่ตามกอไผ่ใหญ่เหนียวใช้ประกอบตัวแคนให้ติดกัน) 2. จะโก่ (กลอง) มี 2 อัน อันหนึ่งเล็ก อันหนึ่งใหญ่ ตัวกลองทำจากไม้ต้นเดียวกัน คือ ไม้ซ้อ ปลายทั้งสองด้านเจาะทะลุถึงกัน ด้านหนึ่งกว้าง ด้านหนึ่งแคบ หนังกลองทำจากหนังเยือง (เลียงผา) หนังฟาน (เก้ง) หนังกลองนิยมทำจากหนังสัตว์ป่า ใช้หนังบริเวณหน้าอก เพราะบางให้เสียงดีที่สุด 3. โบโลโก่ (ฆ้อง) เป็นของเก่าแก่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ทำจากทอง 4. ฉาบ (น. 43) เครื่องมือการเกษตรที่ทำจากเหล็ก เครื่องมือการเกษตรของชุมชนที่ทำเอง ได้แก่ เคาะหญ้า เคียว มุย ขวาน เสียมใส่ข้าว พร้า มีด เมื่อต้องการมีดก็มาช่วยกันทำ ไม่มีพิธีกรรมใดๆ ผู้ตีมีด คือ “ปู่เหล็ก” (น. 43) เครื่องมือจับสัตว์ป่า เครื่องมือจับสัตว์ป่าของชุมชนหัวปาย ได้แก่ ธนู ปืนแก๊ป หนังสะติ๊ก ตั้งนก (ไม้ไผ่ทายางไม้เหนียวๆ) โดยปืนจะใช้ยิงสัตว์ในระยะไกล ปัจจุบันเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้มากที่สุด หนังสะติ๊ก ใช้ไม้อะไรทำก็ได้เป็นง่ามๆ ใช้ยิงหนู นก เขียดที่อยู่ไม่ไกลไม่สูงมากนัก และตัวเล็กๆ ยางไม้ตั้งนก ทำจากยางไม้ “อะนอ” ต้นกลม ใบเขียว เปลือกหนา มีรสขม ถากเปลือกมาใส่ครกตำ เปิดน้ำเทลงในกระด้ง นวดๆยางจะออกมา ส่วนนี้จะไหลทิ้งไปตามน้ำ เหลือแต่ยางเหนียวๆเป็นก้อนๆขาวๆ เอาไม้ไผ่แข็งเรียกว่า อะนอคอ ทำจากไม้ไผ่บงเหลากลมๆเล็กๆ ตากให้แห้งดีแล้วใส่ในกระบอกไม้ไผ่ (อะนอเบาะ) ทิ้งไว้ 2 วัน นำไปตั้งนกได้ เมื่อนกมาเกาะยางเหนียวก็จะติดเท้าบินหนีไม่ได้ หน้าไม้ ประกอบด้วย 1. ไม้ตรงกลางสำหรับถือ ทำจากไม้ซาง (ไม้ไผ่ซาง) แข็ง 2. เชือกหน้าไม้ ทำจากปอกล้วยน้ำว้าป่า 3. ไกยิง ทำจากกระดูกสัตว์ 4. ไม้สำหรับทำเชือกผูก ทำจากไม้ไผ่ หน้าไม้นี้ใช้สำหรับยิงนกตัวใหญ่ หรือตัวเล็กที่ไม่อยู่ที่สูงเกินไป ในอดีตเมื่อครั้งที่ยังไม่มีปืน เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้มาก (น. 46 - 47) เครื่องมือจับปลาของชุมชนบ้านหัวปาย เครื่องมือจับปลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้ 1. ไซ ใช้จับปลาที่อยู่ในหิน เอาไม้เสียบปลายไซข้างหนึ่ง ปลาจะเข้าในไซ ปัจจุบันเครื่องมือชนิดนี้ไม่มีใช้แล้ว 2. แน่ จมใส่น้ำที่ลึกๆประมาณ 2 เมตรครึ่ง จับเฉพาะปลาตัวใหญ่ ใช้ไม้ยาวๆ เกาะแน่ไว้แล้วจุ่มลงไปในน้ำ 3. หน้ากากดำน้ำ + เหล็กยิงปลา สวมหน้ากากกันน้ำแล้วดำลงใต้ท้องน้ำ ใช้เหล็กยิง ส่วนใหญ่ใช้ยิงปลาปุง 4. แห ใช้หว่านลงไปในน้ำ ใช้จับปลาหลายขนาดทั้งตัวใหญ่ตัวน้อย เช่น ปลามุง ปลาม่อม ปลาไซ (น. 48) การเต้นจะคึในพิธีกรรมกินวอปีใหม่ ในช่วงพิธีกรรมกินวอปีใหม่ มูเซอแดงจะมีการเต้นที่เรียกว่า เต้นจะคึ โดยที่ลานเต้นจะคึ จะมีต้นที่ใช้เต้นรอบๆ เรียกว่า “ต้นตรงกลาง” หรือ “เคาะเจ” หรือ “ต้นปีใหม่” ปัจจุบันใช้ต้นเกี๊ยะ 4 ต้น ไม้เกี๊ยะใช้มาตั้งแต่ในอดีต หากไม่มีให้ใช้ไม้ไผ่แทน นำมาปักที่ “โบคา” ซึ่งเป็นที่สำหรับวางเครื่องเซ่นในพิธีกรรมในขณะที่เต้นจะคึ ต้นเกี๊ยะใช้ต้นที่มีขนาดเล็กและยาว สามารถแบกกลับหมู่บ้านได้ง่าย (น. 78) การละเล่นในช่วงกินวอปีใหม่ ในสมัยก่อนมีการละเล่นสนุกสนานช่วงกินวอปีใหม่ แต่ปัจจุบันสูญหายไป และชุมชนต้องการฟื้นฟูรักษาไว้ มี 5 อย่าง คือ หมากบ้า (ลูกสะบ้า) เล่นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยวางลูกสะบ้าตามส่วนต่างๆของร่างกาย ปาให้ถูกที่ฝ่ายตรงข้ามวางไว้ หากปาไม่ถูก ต้องไปเป็นฝ่ายวางให้อีกฝ่ายปา หมากข่าง เริ่มเล่นก่อนช่วงกินวอ การเล่นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งโยนลูกข่างให้อีกฝ่ายขว้างลูกข่าง หากขว้างโดนจะทำการเล่นอีกครั้ง หากขว้างไม่โดนต้องมาเป็นฝ่ายโยนให้อีกฝ่ายขว้าง ฝ่ายใดขว้างโดนติดต่อกัน 5 ครั้งจะเป็นผู้ชนะ ไม้โก่งเกง (มะคึแทวะ) ทำด้วยไม้ไผ่ เวลาเดินจะเหยียบบนไม้โก่งเกงเดินแข่งหรือวิ่งก็ได้ แข่งรถดอย (ลูแอ๋แข่ดะเว) ทำจากไม้ เด็กๆนิยมเล่น แคะปู๋ฉี่ มีลักษณะกลมห่อด้วยผ้า เมื่อก่อนข้างในใส่ดอกเป่ ปัจจุบันใช้แกลบ เนื่องจากดอกเป่เป็นอาหารวัวและหายาก วิธีเล่นชายหญิงอยู่คนละฝั่งแบ่งเป็นสองฝ่าย โยนลูกแคะปู๋ฉี่ไปมาให้อีกฝ่าย ฝ่ายใดรับไม่ได้ติดต่อกัน 5 ครั้งถือว่าแพ้ เล่นเฉพาะหนุ่มสาว (น. 81 82)

Folklore

ไม่มี

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่บ่งชี้อย่างชัดเจน

Social Cultural and Identity Change

การปรับเปลี่ยนรูปแบบของเสื้อผ้าอันเป็นอัตลักษณ์ของมูเซอแดง ในอดีตเสื้อผ้าของมูเซอแดงบ้านหัวปายทำจากเปลือกไม้ชื่อ “ต้นป๋อ” ถ้าเป็นกางเกงชายเลือกไม้ที่เป็นง่ามแล้วทุบ ให้เปลือกไม้พองออกมาตากให้แห้ง นำมาสวมใส่ ไม่มีการเย็บ ส่วนเสื้อใช้เปลือกต้นปอทุบเหมือนกัน นำมาพับตัดเป็นคอเย็บด้วยหวายแล้วสวมใส่ ส่วนผู้หญิงจะสวมซิ่นและเสื้อเย็บเองทอเอง ไม่สวมรองเท้า ปัจจุบันมีการสวมใส่เสื้อผ้า 2 แบบ แบบที่ 1 เป็นชุดมูเซอแดงประยุกต์ จะมีสวมใส่เฉพาะครอบครัวที่มีฐานะซึ่งไม่มีมากนัก ผู้สวมใส่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้นำ ชุดมูเซอแดงชาย-หญิงในปัจจุบันได้ประยุกต์รูปแบบมาจากชุดชนเผ่ามูเซอแดงแบบดั้งเดิมเข้ากับชุดของชนเผ่ามูเซอดำ เพราะมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน เช่น เสื้อผู้ชายมูเซอแดงปกติแขนกุด ปัจจุบันได้เย็บต่อให้ยาวเพราะมีอากาศหนาวและเป็นผ้าชนิดเดียวกัน กางเกงขายาวรูปทรงเหมือนมูเซอดำ ส่วนชุดของผู้หญิงมีตกแต่งลวดลายมากขึ้น เพราะปัจจุบันหาวัสดุต่างๆได้ง่าย แต่ราคาแพงกว่าในอดีตมาก แบบที่ 2 คือ ใส่แบบคนพื้นราบทั่วไป ซึ่งเกิดจากการปรับตัวเพื่อติดต่อสื่อสารกับสังคมภายนอกมากขึ้น และหาซื้อสวมใส่ง่ายเพราะมีราคาถูกกว่าชุดประจำเผ่า (น. 96 - 97)

Critic Issues

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

มีแผนที่ประวัติศาสตร์การย้ายชุมชน (น. 8)

Text Analyst วิภารัตน์ พันธ์ฤทธิ์ดำ Date of Report 04 เม.ย 2556
TAG ลาหู่, ลาหู่ญี(มูเซอแดง), ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ปาย, แม่ฮ่องสอน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง