ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject เย้า,สตรี,ภาวะเจริญพันธุ์,การคุมกำเนิด,ลำปาง
Author ชลิดา เกษประดิษฐ
Title การศึกษาภาวะเจริญพันธุ์ของชาวเขาเผ่าเย้าในจังหวัดลำปาง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity เมี่ยน อิวเมี่ยน, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 101 Year 2536
Source หลักสูตรปริญญาสังคมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิจัยประชากรและสังคม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
Abstract

ผู้เขียนพรรณนาถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เช่น ที่ดินทำกิน ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา คำแนะนำด้านการวางแผนครอบครัว ความสามารถในการใช้ภาษาไทย จำนวนลูกตาย การคุมกำเนิด ว่าปัจจัยใดที่มีความสัมพันธ์กับจำนวนลูกที่เกิดรอดชีวิต และจำนวนลูกที่ต้องการ หรือภาวะเจริญพันธุ์ของผู้หญิงเย้ากลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 15 - 49 ปี จำนวน 528 คน ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ผลการศึกษาผู้เขียนพบว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจและจำนวนบุตรเกิดไร้ชีพไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะเจริญพันธุ์ ความสามารถในการใช้ภาษาไทยและการคุมกำเนิดมีความสัมพันธ์ในทางลบกับภาวะเจริญพันธุ์ จำนวนบุตรตายมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะเจริญพันธุ์ ส่วนการได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวมีความสัมพันธ์ในทางลบกับจำนวนบุตรที่ต้องการเท่านั้น สำหรับในเรื่องการคุมกำเนิดพบว่า สตรีเย้านิยมคุมกำเนิดน้อยมาก ส่วนใหญ่ไม่นิยมคุมกำเนิด ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มอายุใดจะนิยมคุมกำเนิดเมื่อมีบุตรเพียงพอแล้วคือ 5 คนขึ้นไป (หน้า ก-ข,71-72,76)

Focus

ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจสังคมและประชากร กับการมีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์และศึกษาถึงพฤติกรรมการคุมกำเนิดที่เกี่ยวข้องกับจำนวนบุตรที่มีชีวิตและจำนวนบุตรที่ต้องการ เพื่อดูความต้องการ การคุมกำเนิดของสตรีเย้าในจังหวัดลำปาง (หน้า 4)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

เย้า เรียกตนเองว่า “เมี่ยน” หมายถึง “คนหรือมนุษย์” เย้าอยู่ในกลุ่มมองโกลลอยด์ นักวิชาการบางส่วนจัดให้เย้ากับแม้วอยู่กลุ่ม เย้า – แม้ว – ปาเต็ง (Yao – Meo - Pateng) (หน้า 84) ในประเทศจีน เย้าแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะอาชีพ การแต่งกาย ที่อยู่อาศัย ความเชื่อ ตัวอย่างเช่น (ภาคผนวก หน้า 86) แพนเย้า (Pan Yao ) คือ กลุ่มที่ประกอบอาชีพสลักไม้ ฮุงเย้า (Hung Yao) คือ กลุ่มที่พันหัวด้วยผ้าสีแดง นานติงเย้า (Nan Ting Yao) คือกลุ่มที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีน้ำเงินล้วน สำหรับเย้าที่อยู่ในไทยมีเพียง ”ฮุงเย้า” กลุ่มเดียวเท่านั้น (ภาคผนวกหน้า 86)

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาเย้า อยู่ในตระกูลภาษาจีน-ธิเบต (Sino-Tibetan) เป็นภาษาที่มีเสียงสูง ต่ำ เนื่องจากได้รับอิทธิพลมาจากภาษาจีน ภาษาเป็นคำเดียวโดดๆ และไม่มีภาษาเขียน ตัวเขียนจะใช้อักษรจีน เมื่ออ่านจะอ่านเป็นภาษาเย้า ภาษาเย้าในแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกันไปทั้งหมด เช่น บางแห่งจะใช้ภาษาจีนฮ่อ ทั้งนี้เย้ามีความใกล้ชิดทางภาษากับภาษาแม้วมากกว่าภาษาของชาติพันธุ์อื่น แต่ถึงอย่างไรภาษาของทั้งสองภาษาก็ไม่เหมือนกันแต่ประการใด (ภาคผนวกหน้า 86)

Study Period (Data Collection)

พฤษภาคม - กันยายน 2530 (หน้า 20)

History of the Group and Community

สันนิษฐานว่า เมื่อก่อนนี้เย้ากับแม้วเคยตั้งรกรากอยู่ในมณฑลโกวเจา เย้าเป็นชาติพันธุ์ที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานไม่น้อยกว่า 2,500 ปี ทั้งนี้ตามจดหมายเหตุโบราณของจีนระบุว่า เย้าอาจจะเป็น “เย้า-เร็น”(Yao-Ren) ที่เป็นชนป่าเถื่อนที่อยู่ในบริเวณลุ่มน้ำทั้ง 5 ในทางตอนใต้ของประเทศจีน ภายหลังได้อพยพมาอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย ในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 100 ปี (ภาคผนวกหน้า 84) ปัจจุบันมีเย้าในมณฑลกวางสี ภาคใต้ของมณฑลยูนนาน ในประเทศลาวและบริเวณอ่าวตังเกี๋ยของเวียดนาม สำหรับประเทศไทยเดิมเย้าอยู่ทางตอนเหนือและตะวันออกของเชียงราย ภายหลังอพยพเข้ามามากขึ้นและแยกย้ายไปอยู่บนภูเขาต่างๆ ในเชียงราย เชียงใหม่ น่าน และลำปาง (หน้า 84)

Settlement Pattern

บ้านเย้า การสร้างบ้าน จะสร้างคร่อมพื้นดิน โดยจะใช้พื้นดินเป็นพื้นบ้านไปในตัว อุปกรณ์สร้างบ้านจะเป็นวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น พื้นที่บ้านจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้า หลังคามุงหญ้าคา หรือใบหวาย กั้นฝาบ้านด้วยไม้เนื้ออ่อนใช้ขวานถากจนไม้เรียบเมื่อกั้นฝาจะกั้นในแนวตั้งกับตัวบ้าน บ้านบางหลังก็กั้นฝาบ้านด้วยไม้ไผ่ บางครั้งก็นำฟางมาผสมโคลนก่อเพื่อทำเป็นฝาบ้าน และจะกั้นห้องตามจำนวนสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้าน และด้านหลังบ้านจะสร้างประตูเอาไว้ (ภาคผนวกหน้า 86) ที่บริเวณด้านข้างของทั้งสองด้าน (หน้า 87) ด้านหน้าบ้านจะสร้างประตูผีเอาไว้หนึ่งประตู จะเปิดเมื่อไปส่งลูกสาวไปแต่งงานที่บ้านเจ้าบ่าวหรือพาสะใภ้เข้ามาอยู่ด้วยในบ้าน นอกจากนี้ยังเป็นทางที่ใช้ยกศพผู้เสียชีวิตออกจากบ้าน ทุกวันนี้บ้านเย้าบางแห่งจะสร้างหิ้งผีบรรพบุรุษไว้ที่ข้างฝาบ้าน ซึ่งจะอยู่ในระดับศีรษะ หิ้งนี้เย้าเรียก “เมี้ยนป้าย” บางหลังก็จะมีรูป ”ผีใหญ่ “ หรือ ” จุ๊ ซัง เมี้ยน” หรือหิ้งผีแบบที่ทำเป็นตู้ที่มีชื่อว่า ”เมี้ยน เที่ย หลง“ สำหรับเย้าที่มีฐานะร่ำรวย บางครั้งจะปลูกบ้านแบบใต้ถุนสูง หลังคามุงกระเบื้อง ไม้ และสังกะสี พื้นและฝาบ้านกั้นด้วยไม้กระดาน (ภาคผนวกหน้า 87,95 แผนผังบ้านหน้า 88)

Demography

ประชากรเย้าในประเทศไทย เย้ามีประชากรในประเทศไทยจำนวน 34,757 คน แบ่งออกเป็นผู้ชาย 17,297 คน และผู้หญิง 17,463 คน (สำรวจเมื่อ พ.ศ.2528-2531) จากยอดจำนวนประชากรชาวเขา 9 เผ่าหลักที่มีจำนวน 579,239 คน (หน้า 19,85) หรือคิดเป็น 6 % ของจำนวนชาวเขา (ภาคผนวกหน้า 84 ตารางหน้า 85) ประชากรเย้าในการศึกษา เป็นผู้หญิงเย้าที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว อายุ 15-49 ปี จำนวน 528 คน (หน้า 21,22) แบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้ กลุ่มอายุ 15-19 ปี จำนวน 53 คน กลุ่มอายุ 20-29 ปี จำนวน 213 คน กลุ่มอายุ 30-39 ปีจำนวน 177 คน และอายุ 40-49 ปี จำนวน 85 คน กลุ่มประชากรตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 30.2 ปี (ตารางหน้า 23)

Economy

ที่ดิน ในกลุ่มตัวอย่างมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ จำนวน 173 คน (32.8%) มีที่ดิน 11-20 ไร่ จำนวน 162 คน (30.8%) และมีที่ดินตั้งแต่ 21 ไร่ขึ้นไป 192 คน (36.4%) ( หน้า 24 ตารางหน้า 23) ฐานะทางเศรษฐกิจมีฐานะต่ำ 156 คน (30.0%) ปานกลาง 188 คน (36.2%) ฐานะสูง 176 คน (33.8%) (หน้า 23) การผลิต อาชีพ ส่วนมากเย้าทำการเพาะปลูกแบบทำไร่เลื่อนลอย เช่น การปลูกข้าว เย้าจะปลูกข้าวในที่ดินแห่งนั้น 1 ปี จากนั้นจะปล่อยให้ดินฟื้นตัวเพื่อให้ดินเกิดความอุดมสมบูรณ์ ก็จะเปลี่ยนไปปลูกในที่ดินผืนอื่นต่อไปจนครบเวลา 5 ถึง 10 ปีก็จะหมุนเวียนมาเพาะปลูกบนที่ดินเดิมอีกครั้ง แต่ส่วนมากจะปลูกในที่ดินแห่งนั้นไม่เกิน 2 ปี (หน้า 19,93) ในอดีตเย้านิยมปลูกฝิ่นภายหลังเมื่อทางการสั่งห้ามปลูก เย้าจึงหันไปปลูกพืชชนิดอื่น นอกจากนี้ยังปลูกข้าวโพดเพื่อเอาไว้กินและเลี้ยงสัตว์ และเอาไว้ขาย สำหรับการเลี้ยงสัตว์จะเลี้ยง ม้า หมู ไก่ เพื่อเลี้ยงไว้ประกอบอาหารและเอาไว้ใช้แรงงานและเซ่นไหว้ในพิธีกรรมทางความเชื่อรวมทั้งเลี้ยงต้อนรับแขกเมื่อจัดงาน เช่น งานแต่งงาน (หน้า 93-94)

Social Organization

ครอบครัว ครอบครัวของเย้าเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว (Monogamy) แต่ก็มีข้อยกเว้นคือในกลุ่มที่มีฐานะร่ำรวย บางทีจะมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน ส่วนในกรณีที่ภรรยาคนแรกไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ ก็จะแต่งงานมีภรรยาอีกคนเพราะต้องการจะมีลูกชาย ทั้งนี้เพราะว่าเย้าจะสืบสกุลฝ่ายพ่อ หญิงที่แต่งงานแล้วจะมาอยู่บ้านของสามี บางทีถ้าไม่มีลูกชายก็อาจแก้ปัญหาโดยซื้อเด็กผู้ชายจากชาติพันธุ์อื่นมาเลี้ยงดูเป็นลูก (หน้า 19, 89,90-91ภาคผนวกหน้า 89) การแต่งงาน เย้าไม่นิยมแต่งงานกับคนที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน เพราะถ้าแต่งงานกันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าระอายอย่างยิ่ง แต่ถ้าต้องแต่งงานกับคนในตระกูลเดียวกันก็ต้องเชิญผู้สูงอายุในตระกูลอื่นให้มาทำหน้าที่เป็นประธานแจกเงินเพื่อซื้อความอับอายที่เกิดขึ้นนั้น การแต่งงานลักษณะนี้ต้องใช้เงินทองใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก โดยทั่วไปแล้วเมื่อแต่งงานเจ้าบ่าวจะพาเจ้าสาวมาอยู่ที่บ้านด้วย เว้นแต่กรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ในการเสียค่าสินสอดถ้าฝ่ายหญิงมีลูกติดฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องจ่ายค่าสินสอดมากขึ้นเพราะต้องจ่ายค่าน้ำนมค่าเลี้ยงดูให้ฝ่ายหญิงด้วยเพราะถือว่าจะได้แรงงานมาช่วยงานในครอบครัวเพิ่มขึ้นด้วย (หน้า 91, ภาคผนวกหน้า 89,99) หนุ่มสาวเย้ามีความเป็นอิสระในการเลือกคู่ครอง การได้เสียกันก่อนแต่งงานไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย กรณีที่เกิดการตั้งครรภ์ก็จะจัดพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี แต่ถ้าฝ่ายชายไม่ยอมรับ ลูกที่เกิดมาฝ่ายหญิงก็จะเลี้ยงดูโดยจะให้นับถือบรรพบุรุษฝ่ายแม่ (หน้า 98) สำหรับการแต่งงานของเย้ามี 2 อย่าง คือ การแต่งงานเล็กและแต่งงานใหญ่ ในการจัดงานจะแตกต่างกันคือ การแต่งงานเล็กจะจัดพิธีที่บ้านฝ่ายหญิง จะเลี้ยงอาหารแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน 1 มื้อ โดยฝ่ายหญิงจะเป็นเจ้าภาพออกค่าใช้จ่าย ส่วนการแต่งงานใหญ่จะจัดพิธีที่บ้านฝ่ายชาย การจัดเลี้ยงจะจัด 3 วัน 3 คืน ทำให้ต้องใช้เงินจัดงานเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้หญิงแต่งงานต้องเดินออกทางประตูผี โดยจะขาดจากการนับถือผีของตระกูลตนเองเพื่อไปนับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายสามีต่อไป (หน้า 99) สังคมเย้าถือว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่ถ้าเกิดการมีชู้ เช่นกรณีหญิงมีชู้ ผู้ชายต้องเสียเงินให้สามีเก่า แต่ถ้าชายคนนั้นรับผู้หญิงเป็นภรรยาก็ต้องจ่ายค่าสินสอดคืนให้กับสามีเก่าทั้งหมด (หน้า 100)

Political Organization

การปกครองหมู่บ้าน การปกครองอย่างเป็นทางการจะมีผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันทำหน้าที่เป็นผู้นำหมู่บ้าน หรือในบางครั้งในกลุ่มผู้นำหมู่บ้านจะมาจากแซ่หรือตระกูลที่เคยเป็นผู้นำแต่เดิมแล้วทำหน้าที่สืบทอดกันมาจนมาถึงยุครุ่นลูกหลาน สำหรับหน้าที่ของผู้นำหมู่บ้านของเย้าจะทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานราชการ และปกครองหมู่บ้านตัดสินคดีความหากลูกบ้านมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน และอื่นๆ (ภาคผนวกหน้า 92) บุคคลที่มีบทบาทในหมู่บ้านจะรวมถึงหมอผีซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของคนในหมู่บ้านตั้งแต่เกิดจนตาย ผู้มีอาวุโสเป็นผู้ได้รับความเคารพยกย่องของคนในหมู่บ้าน สามารถว่ากล่าวตักเตือนผู้ด้อยอาวุโสกว่าได้และหัวหน้าบ้านเป็นชายที่มีอาวุโสในสกุลหรือแซ่ เป็นผู้มีชื่อเสียงในบ้าน (หน้า 92-93)

Belief System

ศาสนาและความเชื่อ ทุกวันนี้เย้านับถือศาสนาพุทธ,คริสต์และนับถือผี เย้าเชื่อว่าผีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เช่น ผีภูเขา ผีต้นไม้ ผีบ้าน ผีป่า ผีน้ำ การแบ่งผีแบ่งเป็นผีดี และผีร้ายที่อาจทำร้ายคนให้เจ็บป่วย เย้านับถือผีใหญ่ “จุ๊ซ้ง เมี้ยน” มากกว่าผีอื่นๆ ผีใหญ่จะมีทั้งหมด 18 ตน และมีผีใหญ่ที่นับถือสูงสุด 3 ตน เรียกว่า “ฟามซิ้งหรือสามด๋าว” ภาพของผีใหญ่เย้าจะวาดแล้วม้วนเก็บไว้และจะนำออกมาเมื่อมีงานพิธีสำคัญ ได้แก่ งานบวช งานศพ สำหรับผีที่เย้าเซ่นไหว้อยู่ประจำคือผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษ จะทำหิ้งไว้ในบ้าน การเซ่นไหว้จะทำเมื่อมีงานพิธีสำคัญ เช่น งานกินข้าวใหม่ งานปีใหม่ งานศพ และเมื่อคนในบ้านเป็นไข้ไม่สบาย (หน้า 95-96ภาคผนวกหน้า 95) ขวัญและการเรียกขวัญ เย้าเชื่อว่าในร่างกายของคนมีขวัญอยู่ 11 ขวัญ ขวัญจะออกจากร่างกายเมื่อเป็นไข้ไม่สบาย ได้รับอันตรายหรือตกใจ หากขวัญออกจากร่าง ถ้ามีผีร้ายเข้าไปอยู่ในร่างกายก็จะทำให้ไม่สบาย เมื่อเจ็บไข้ไม่สบายก็หมอผีมาทำพิธีรักษาโดยจะทำพิธีเรียกขวัญ โดยจะเชิญผีใหญ่ ผีบรรพบุรุษให้มาไล่ผีร้ายให้ออกจากร่างกายพร้อมทั้งตามหาขวัญให้กลับมา ซึ่งถ้าเรียกขวัญกลับมาได้สำเร็จก็เชื่อว่าจะสามารถรักษาผู้ป่วยคนนั้นให้หายจากการเจ็บป่วยได้ (หน้า 95) สำหรับผีที่เชิญมานั้นมี 2 อย่างคือ ผีครู ซึ่งเป็นครูที่ให้ความรู้กับหมอผี และผีปู่ผีย่าตายาย ของคนที่ไม่สบาย หลังจากที่หมอผีทำพิธีเรียกขวัญกลับมาแล้วก็จะรักษาด้วยยากลางบ้านต่อไป (หน้า96) ในหมู่บ้านจะมีหมอผีเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ เย้าเรียกว่า ”ซิปเมี้ยนเมี่ยน” ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม เช่น พิธีหมั้น พิธีแต่งงาน งานศพ การบวช งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ และการรักษาเมื่อมีคนเป็นไข้ไม่สบาย หมอผีจะมีคัมภีร์ที่เขียนเป็นภาษาจีนและมีไม้เสี่ยงทายคู่หนึ่งคล้ายเขาควายผ่าซีกเพื่อใช้ทำพิธีกรรมต่างๆ เช่น เมื่อกล่าวคำเชิญวิญญาณจะโยนไม้เสี่ยงทายลงพื้นหน้าแท่นบูชา ถ้าคว่ำ 1 อัน หงาย 1 อัน แสดงว่าวิญญาณที่เชิญกำลังมา ถ้าหงายทั้งสองอันแสดงว่าผีมาแล้ว ถ้าค่ำทั้งคู่แสดงว่าผียังไม่มา เป็นต้น (หน้า 92,95) การนับถือศาสนาพุทธเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2508 เมื่อกองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ได้สนับสนุนและอุปถัมภ์คณะสงฆ์เพื่อเข้าไปเผยแพร่ศาสนาในกลุ่มชาวเขา ส่วนศาสนาคริสต์นั้นงานเขียนระบุว่าไม่ทราบปีที่เข้าไปเผยแพร่ศาสนาที่ชัดเจน (หน้า 96) สำหรับสถิติการนับถือศาสนาของเย้าในจังหวัดลำปาง มีดังนี้ นับถือศาสนาพุทธ 17.9 % ศาสนาคริสต์ 10.4 % นับถือศาสนาพุทธและผี 36.7 % นับถือผี 34.6 % และนับถือศาสนาอิสลาม 0.3% (หน้า 96)

Education and Socialization

ชาวเขาส่วนใหญ่เรียนหนังสือน้อยหรือไม่ได้เรียนเลย สามารถพูดภาษาไทยได้แต่เขียนได้น้อย ตัวอย่างของเย้าในจังหวัดลำปาง สามารถพูดภาษาไทยจำนวน 90.37 % อ่านได้ 34.2 % และเขียนได้จำนวน 33.26 % (หน้า 9)

Health and Medicine

วิเคราะห์การคุมกำเนิดของผู้หญิงเย้า ผู้หญิงเย้าส่วนใหญ่จะไม่คุมกำเนิด สำหรับอัตราการไม่คุมกำเนิดถ้าแบ่งตามช่วงอายุของกลุ่มผู้หญิงเย้าในกลุ่มตัวอย่างมีดังนี้ กลุ่มอายุ 15-19 ปี ไม่คุมกำเนิดสูงที่สุดคิดเป็น 82 % เพราะว่าอยู่ในช่วงต้นของวัยเจริญพันธุ์ และยังต้องการมีลูกเพิ่มอีก และอันดับสองอยู่ในกลุ่มที่มีอายุ 40-49 ปี เพราะว่ากลุ่มนี้อายุมากและบางคนก็ไม่พร้อมที่จะมีลูกเพิ่ม กลุ่ม 15-19 ปีจะมีลูกรอดชีวิดไม่เกิน 2 คน และในกลุ่มที่มีอายุ 20-29 ปี จะมีลูกเกิดรอด 1-2 คน หรือคิดเป็น 18.8 % และในกลุ่มที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปส่วนมากจะมีลูกมีชีวิตรอดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แม้จะคุมกำเนิดหรือไม่คุมกำเนิดก็ตาม (หน้า 45, 65,76) สำหรับความต้องการมีลูกพบว่า กลุ่มที่อายุ 15-19 ปี ทุกฐานะโดยมากต้องการมีลูก 2 คน (69.2%) ส่วนกลุ่มอายุ 20 - 29 ปีต้องการมีลูก 1 - 2 คน และ 3 - 4 คน ส่วนกลุ่มที่อายุ 30-39 ปีและกลุ่มอายุ 40-49 ปี ทุกฐานะต้องการมีลูกตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป (หน้า 52,56)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มี

Folklore

ไม่มี

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มี

Social Cultural and Identity Change

ไม่มี

Critic Issues

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนภูมิ กรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ภาวะเจริญพันธ์ (หน้า 13) ตาราง ประชากร จำนวนครัวเรือนในกลุ่มชาวเขา จำแนกตามเผ่า จังหวัดลำปาง (หน้า 3) จำนวนและร้อยละของสตรีเย้าแยกตามลักษณะประชากรเศรษฐกิจและสังคม (หน้า 23,26) ร้อยละของสตรีกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามอายุมารดาจำนวนบุตรเกิดรอด (หน้า 28) จำแนกตามขนาดที่ดินทำกินและจำนวนบุตรเกิดรอดและอายุมารดา (หน้า 29,31) จำแนกตามฐานะเศรษฐกิจและบุตรเกิดรอด และอายุมารดา (หน้า 32,34) จำแนกตามคำแนะนำเรื่องการวางแผนครอบครัว,จำนวนบุตรเกิดรอดและอายุมารดา (หน้า 35,36) จำแนกตามความสามารถในการใช้ภาษาไทย จำแนกตามจำนวนบุตรเกิดรอด,อายุมารดา (หน้า 37,38) จำแนกตามจำนวนบุตรเกิดไร้ชีพและจำนวนบุตรเกิดรอด,อายุมารดา (หน้า 40,41) ร้อยละของสตรีกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามจำนวนบุตรที่ตายและจำนวนบุตรเกิดรอด, อายุมารดา (หน้า 42,43) การคุมกำเนิดและบุตรเกิดรอด (หน้า 45) การคุมกำเนิดจำนวนบุตรเกิดรอดและอายุมารดา (หน้า 46) อายุมารดาและจำนวนบุตรที่ต้องการ (หน้า 48) ขนาดที่ดินทำกินและจำนวนบุตรที่ต้องการ,อายุมารดา (หน้า 49,50) ฐานะทางเศรษฐกิจและจำนวนบุตรที่ต้องการ, อายุมารดา (หน้า 51,52) คำแนะนำเรื่องการวางแผนครอบครัวและจำนวนบุตรที่ต้องการ, อายุมารดา (หน้า 54,55) ความสามารถในการใช้ภาษาไทยและจำนวนบุตรที่ต้องการ, อายุมารดา (หน้า 56,57) จำนวนบุตรไร้ชีพและจำนวนบุตรที่ต้องการ (หน้า 58) ร้อยละของสตรีกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามจำนวนบุตรที่ตายและจำนวนบุตรที่ต้องการและอายุมารดา (หน้า 59) จำนวนบุตรที่ตายและจำนวนบุตรที่ต้องการ, อายุมารดา (หน้า 60, 61) การคุมกำเนิดและจำนวนบุตรที่ต้องการ, อายุมารดา (หน้า 62, 63) อายุมารดาและการคุมกำเนิด (หน้า 65) จำนวนบุตรมีชีวิตแบะการคุมกำเนิด,อายุมารดา (หน้า 66,67) จำนวนบุตรที่ต้องการและการคุมกำเนิด, อายุมารดา (หน้า 69) สรุปการทดสอบความสัมพันธ์ด้วย ไค-สแควร์ระหว่างปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมและประชากรที่มีความสัมพันธ์กับจำนวนบุตรเกิดรอด, จำนวนบุตรที่ต้องการ (หน้า 71,72) สรุปการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอายุมารดา จำนวนบุตรมีชีวิตและจำนวนบุตรที่ต้องการกับการคุมกำเนิด (หน้า 73)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 25 ก.ค. 2559
TAG เย้า, สตรี, ภาวะเจริญพันธุ์, การคุมกำเนิด, ลำปาง, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง