ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
| |
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร 

     

    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 

    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)


    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาหู่,ระบบเศรษฐกิจ,ระบบสังคม,ความเชื่อ,ภาคเหนือ
Author บุญช่วย ศรีสวัสดิ์
Title ลาหู่
Document Type บทความ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาหู่ ลาฮู ลาหู่นะ ลาหู่นาเมี้ยว ลาหู่ซิมี, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 86 Year 2545
Source ชาวเขาในไทย . กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม ชาวเขาในไทย กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม
Abstract

มูเซอมักเรียกตนเองว่า "ลาฮู" เป็นชนเผ่าที่นิยมการต่อสู้ เนื่องจากความเชื่อเกี่ยวกับ การต่อสู้และการตายเพื่อพระเจ้าหรือผีฟ้า อาณาจักรลาฮูก่อนถูกครอบครองมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีเมืองต่าง ๆ อยู่ถึง 36 หัวเมือง มีอำนาจทั้งทางปกครองและทางศาสนาคล้ายกษัตริย์ นอกจากการเป็นตัวแทนของพระเจ้าหรือผีฟ้าแล้ว พระมูเซอยังสอนให้จับอาวุธรุกรานชนเผ่าใกล้เคียง ต่อมาเมื่อถูกรุกรานก็แตกพ่าย ทิ้งอาณาจักรให้ตกอยู่ใต้การครอบครองของจีนและพม่า บางพวกอพยพเข้าไปอยู่รัฐกะฉิ่น บางพวก ลงมาทางใต้บริเวณเขตดินแดนสิบสองปันนา บางกลุ่มเข้าไปอยู่ในลาวเหนือ เวียดนามเหนือ รัฐฉาน (ไทยใหญ่) แล้วอพยพเข้าสู่ตอนเหนือของไทย มูเซอในประเทศไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่แถบเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก มูเซอมีภาษาเป็นของตัวเอง คือ ภาษามูเซอซึ่งชาวเขาเผ่าอื่นสามารถเรียนรู้และใช้ติดต่อสื่อสารกับมูเซอได้ นิยมสร้างบ้านตามแบบชาวไทยใหญ่เพื่อ ใช้อาศัยหลับนอนเพียงชั่วคราว เพราะมักจะอพยพย้ายถิ่นอยู่เสมอ มูเซอแดงส่วนใหญ่ฐานะยากจน เมื่อไม่มีข้าวทานก็มารับจ้างทำไร่ให้พวกก้อ ลีซอ แม้ว เย้าแล้วเอาข้าวไปรับประทานหรือเอาฝิ่นไปสูบ บ้างก็นำบุตรมาแลกฝิ่นกับพวกเย้า มูเซอแดงและมูเซอดำ มีการเต้นรำเพื่อพลีกรรมและเซ่นสังเวยผีฟ้า พิธีเต้นรำเพื่อบวงสรวง "เจ้างือซา" ของมูเซอแดงเรียกว่า "ปอยเต" มูเซอดำจะมีการเต้นรำบวงสรวงมากกว่ามูเซอเผ่าอื่นถือว่าเป็นการทำบุญล้างบาป เรียกพิธีนี้ว่า "เฮ็ดตาหลู่" ชายเผ่ามูเซอแดงชอบสูบฝิ่นและล่าสัตว์ ไม่ค่อยขยันทำการงานนัก จึงได้ชื่อว่าเป็นเผ่าเจ้าสำราญ ในขณะที่มูเซอดำขยัน ไม่นิยมสูบฝิ่น ไม่ชอบล่าสัตว์แต่ชอบเคี้ยวหมาก มูเซอรักลูกสาวมากกว่าลูกชาย สังคมมูเซอนิยมสืบสายตระกูลฝ่ายมารดา ชายหญิงมีสิทธิและฐานะเท่าเทียมกัน ต่างจากพวกแม้วและพวกเย้า

Focus

เน้นศึกษาสภาพสังคม วัฒนธรรมความเชื่อของมูเซอ (ลาฮู) เผ่าต่าง ๆ ในประเทศไทย

Theoretical Issues

ไม่มีข้อมูล

Ethnic Group in the Focus

มูเซอ หรือ ลาฮู แบ่งเป็น มูเซอดำ มูเซอกุ้ย และมูเซอเซเล

Language and Linguistic Affiliations

มูเซอ (ลาฮู) มีภาษาเป็นของตัวเองคือ ภาษามูเซอซึ่งชาวเย้า ลีซอและอีก้อสามารถเรียนรู้และใช้ติดต่อสื่อสารกับมูเซอได้เป็นอย่างดี (หน้า 215) ชาวจีนเรียกมูเซอว่า "ล่อเฮ" หรือ "ยิวล่อ" ส่วนชาวไทยลื้อในสิบสองปันนาเรียกมูเซอว่า "ข่าเลาะ" ไทยใหญ่หรือไทยเขินเรียก "มูเซอ" ซึ่งคนเหนือยืมคำนี้มาใช้เรียกชาวเขาเผ่านี้ด้วย บ้างเชื่อว่า "มูเซอ" เป็นคำของไทยใหญ่แปลว่า "พรานป่า" หรือ "นักล่าสัตว์" แต่คำนี้มิใช่ภาษาของชาวไทยใหญ่หรือไทยจีน (แข่ไตเหนือ) ชาวจีนในมณฑลยูนนานเรียก "ล่อเฮ" ซึ่งใกล้เคียงกับ "โล-โล" บางเผ่าในมณฑลยูนนานก็เรียก "มูซู" หรือ "มูสซู" ภายหลังเพี้ยนมาเป็น "มูเซอ" พม่าบางคนเรียก "มูซา" ส่วนไทยเหนือรู้จักชนเผ่านี้ในชื่อ "มูเซอ" มูเซอมักเรียกตนเองว่า "ลาฮู" (หน้า 199) ภาษาพูดของมูเซอดำเผ่าอื่นมีสำเนียงต่างกันไป แต่ก็ยังสามารถพูดจาเข้าใจกันได้ (หน้า 247) มูเซอกุ้ย มีภาษาคล้ายมูเซอเผ่าอื่น จัดอยู่ในตระกูลธิเบต-พม่า บางคนพูดจีนฮ่อได้ กลุ่มที่อยู่ในเชียงตุงสามารถพูดภาษาไทยเขินได้ (หน้า 266) มักถูกชาวไทยใหญ่เรียกว่า "ลาฮูหลวง" หรือ "มูเซอหลวง" ไทยลื้อและลาวตอนเหนือเรียกมูเซอกุ้ยว่า "ข่ากุ้ย" ไทยเหนือเรียก "มูเซอกุ้ย" แต่มูเซอกุ้ยมักเรียกตนเองว่า "ลาฮูสี" (หน้า 265) ภาษาพูดของมูเซอเซเลใกล้เคียงมูเซอดำ แต่มีสำเนียงเสียงสูงต่ำต่างกันไป มูเซอเซเลรู้ภาษาจีนกลาง จีนฮ่อ ไทยใหญ่และภาษาเหนือ ถูกคนไทยเรียกว่า "มูเซอดำ" เพราะภาษาพูดและการแต่งกายคล้ายมูเซอดำ แต่มักเรียกตนเองว่า "ลาฮูนาเมี้ยว " (หน้า 281-282)

Study Period (Data Collection)

ไม่มีข้อมูล

History of the Group and Community

มูเซอ (ลาฮู) อาณาจักรลาฮูก่อนถูกครอบครองมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ด้านตะวันตกจรดรัฐว้า ด้านใต้จรดเขตเมืองเชียงตุงของพม่า ด้านเหนือและตะวันออก จรดเมืองเมียนนิง ไวยวนและซือเหมา อาณาจักรลาฮูหรือมูเซอติดกับรัฐว้าทาง ด้านตะวันออกอยู่ระหว่างแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวิน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนานของจีน (หน้า 201) อาณาจักรมูเซอมีเมืองต่างๆ อยู่ 36 หัวเมือง มียานชิดฟูเป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง มีอำนาจทั้งทางปกครองและทางศาสนาคล้ายกษัตริย์ นอกจากการเป็นตัวแทนของพระเจ้าหรือผีฟ้าแล้ว พระมูเซอยังสอนให้จับอาวุธรุกรานชนเผ่าใกล้เคียง และเก็บค่าผ่านทางด้วยการปรับไหม ต่อมาพวกชาวจีนในที่ราบทางเหนือและตะวันออกของอาณาจักรเห็นว่าพวกมูเซอเริ่มแข็งข้อขึ้น กอปรกับจีนต้องการดินแดนมาครอบครองจึงยกกองทหารไปปราบ แต่ทหารจีนไม่ชำนาญจึงถูกฆ่าล้มตายมาก พม่าเห็นจีนรุกรานมูเซอก็ส่งกองทหารมารุกรานด้านเมืองแลม จนมูเซอต้องทำศึก 2 ด้าน แต่ทหารจีนและพม่าก็ไม่อาจปราบลงได้ ต่อมาเมื่อมีการยิงปืนใหญ่ทำลายค่ายมูเซอก็ต้องถอยหนีไปอยู่กับพวกละว้าทางตะวันตก ทิ้งอาณาจักรให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของจีนและพม่า พม่าเข้ายึดเมืองแลมได้ไม่นานก็ตกเป็นของจีน ส่วนมูเซอร่วมกับละว้ารบกับจีน พม่าและไทยใหญ่ ภูมิประเทศที่มีหุบเขาเป็นกำแพงธรรมชาติทำให้ละว้าไม่อาจถูกรุกรานได้ง่าย เมื่อเริ่มเข้าสู่ภาวะสงบสุข มูเซอก็อพยพเข้ามาอาศัยอยู่บนภูเขาในถิ่นเดิม ไม่รวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหมือนแต่ก่อน บางพวกเข้าไปอยู่รัฐกะฉิ่น พรมแดนจีนกับพม่า บางพวกลงมาทางใต้ แถวเมืองแลม และเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนา บางกลุ่มเข้าไปอยู่ในลาวเหนือ เวียดนามเหนือ รัฐฉาน (ไทยใหญ่) ด้านตะวันออกแล้วอพยพเข้าสู่ตอนเหนือของไทย (หน้า 202-204)

Settlement Pattern

มูเซอนิยมสร้างแปลนบ้านเรือนตามแบบชาวไทยใหญ่ การเลือกทำเลที่ตั้งหมู่บ้านไม่พิถีพิถันนัก มักสร้างบ้านเรือนเป็นกระท่อมยกพื้นสูง กว้างขนาดตั้งเตาไฟ ใช้อาศัยหลับนอนเพียงชั่วคราว เพราะนิยมโยกย้ายถิ่นเสมอ (หน้า 205-206) มูเซอกุ้ยนิยมสร้างบ้านเรือนขึ้นอย่างง่าย ๆ ด้วยไม่ไผ่ มุงหลังคาด้วยหญ้าคา ไม่ชอบตั้งบ้านเรือนใกล้กับชาวเหนือเนื่องจากชอบปลูกฝิ่น แบบแปลนบ้านมูเซอกุ้ยจะแข็งแรงกว่ามูเซอเผ่าอื่น มักตั้งบ้านเรือนในที่ลาดชัน มีการต่อรางน้ำจากธารน้ำบนเขามาใช้ในหมู่บ้าน ชานบ้านอยู่นอกชายคา พื้นห้องปูด้วยไม้ฟาก ห้องนอนมีเตาไฟตรงกลาง ข้างฝามีแท่นบูชา หิ้งผีเรือนใกล้หัวนอนเจ้าของบ้าน มีครกกระเดื่องและยุ้งข้าวต่างหาก คอกม้ามุงหลังคาอยู่หน้าบ้านหรือข้างบ้าน มีคอกหมูอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน (หน้า 267)

Demography

จำนวนประชากรเผ่ามูเซอในประเทศไทยมีประมาณ 16,000 คน แบ่งเป็น มูเซอแดง 10,000 คน มูเซอดำ 3,000 คน มูเซอเซเล 2,500 คน มูเซอกุ้ย 500 คน ส่วนมูเซอเผ่าอื่น ๆ เช่น มูเซอลาบาเคยพบบริเวณดอยตุง อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย จ.เชียงรายต่อมาภายหลังได้อพยพมาอยู่บริเวณดอยโก้ม ดอยแม่ยาว ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย จัดรวมในกลุ่มมูเซอแดง (หน้า 209) สำหรับมูเซอ (ลาฮู) หรือโล-โล ประชากรกระจัด กระจายอยู่มณฑลเสฉวน ไกวเจา กวางสีและยูนาน มีจำนวนประมาณ 800,000 คน ในรัฐกะฉิ่นของพม่า มีพวกโล-โลและมูเซอกว่า 10,000 คน (หน้า 200)

Economy

มูเซอแดงได้ชื่อว่าเป็น "ราชาพริกแห้ง" เพราะนิยมปลูกพริก ปลูกกันระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงตุลาคมหลังเก็บเกี่ยวแล้ว นำมาตากแห้งบรรจุลงตะกร้า กระทอก้นลึกหรือเป๊อะ นำมาขายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของมูเซอแดง นอกจากนี้มูเซอแดงยังปลูกข้าว ฝ้าย ฝิ่น มันฝรั่ง ข้าวโพดและพืชผักข้าวปลูกพอรับประทาน ส่วนฝิ่นปลูกเพียงเล็กน้อยไว้สูบเอง บ้างก็นำบุตรมาแลกฝิ่นกับเย้า มูเซอแดงส่วนใหญ่ฐานะยากจน เมื่อไม่มีข้าวทานก็มารับจ้างทำไร่ ให้พวกอาข่า ลีซู เย้า ม้งเอาข้าวไปรับประทานและเอาฝิ่นไปสูบ มูเซอแดงเลี้ยงไก่และหมูไว้ใต้ถุนเรือนปล่อยให้หากินตามลำพัง บางหมู่บ้านเลี้ยงวัว อาหารของมูเซอแดงนิยมรสเผ็ดร้อน ขาดพริกไม่ได้ รับประทานเนื้อสัตว์นาน ๆ ครั้ง นิยมสูบยาเส้น มูเซอแดงส่วนใหญ่ไม่ดื่มสุรา มูเซอวัยกลางคนบางคนติดฝิ่น บางคนยังคงเคี้ยวหมาก มูเซอมีระบบการกู้ยืมข้าวหรือฝิ่นจากชาวเขาเผ่าอื่นเป็นระบบการกู้ ที่ขูดเลือด กล่าวคือ คิดดอกเบี้ยแพงกว่าต้นทุน 2-3 เท่าต่อปี เวลาเก็บเกี่ยวข้าว เจ้าหนี้จะนำม้ามาบรรทุกขนไป พอฤดูเก็บฝิ่น เจ้าหนี้ก็มาทวงถาม ทำให้มูเซอมีฐานะยากจนกว่าชาวเขาเผ่าอื่น เนื่องจากทำไร่ไม่พอรับประทาน (หน้า 216 - 218) มูเซอดำทำไร่ข้าว ข้าวฟ่าง พริก ข้าวโพด ฝ้าย มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ผักกาด ฯลฯ ข้าวไร่ปลูกทั้งพันธุ์ข้าวเหนียวและพันธุ์ข้าวเจ้า นิยมปลูกข้าวโพด ข้าวไร่และพริกแซมข้าว ข้าวฟ่างปลูกในไร่ข้าว ข้าวโพดใช้เป็นอาหารไก่ หมูและม้า ส่วนไร่ฝิ่นปลูกแซมกับผักกาดบ้างแต่ไม่นิยมสูบ มักปลูกในที่สูงอากาศเย็น อาหารที่รับประทานมักเป็นต้มแกง ผักกาดหรือผักใส่เกลือ บ้างก็ใช้เผือกมันแทน นำนกมาทำอาหารทานเป็นประจำ ไม่ยอมขายหมูมักเก็บไว้เซ่นผี หมูตัวเมียเมื่อออกลูกแล้วจึงนำมาขาย ไก่เลี้ยงไว้เพื่อเซ่นผี มูเซอมีโรงตีเหล็กประจำหมู่บ้าน สำหรับทำเครื่องมือเครื่องใช้ออกขายหรือนำไปแลกเปลี่ยน หญิงปั่นฝ้ายและทอผ้าบริเวณชานนอกชายคาบ้าน (หน้า 249-251) มูเซอกุ้ยประกอบอาชีพทำไร่ข้าว ฝิ่น พริก ฝ้าย พืชผักและเลี้ยงสัตว์จำพวกสุนัข หมู ม้า ไก่ ผู้สูงอายุชอบเคี้ยวหมาก สูบฝิ่นและบุหรี่มวนใบตอง (หน้า 268-269) มูเซอเซเลเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์และล่าสัตว์เช่นเดียวกับมูเซอเผ่าอื่น ส่วนมากไม่ติดต่อกับชาวบ้านพื้นราบ มีปลูกฝิ่นบ้าง (หน้า 282)

Social Organization

มูเซอแดงยึดถือระบบผัวเดียวเมียเดียว และรักลูกสาวมากกว่าลูกชาย ญาติห่าง ๆ มีสิทธิแต่งงานกันได้ เมื่อแต่งงานแล้วชายต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง คอยรับใช้พ่อตาแม่ยาย ชายหญิงมีสิทธิและฐานะเท่าเทียมกัน ต่างจากสังคมของพวกม้งและเย้า ชายหญิงมูเซอบอกเลิกหรือหย่าร้างกันได้ การแต่งงานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากและไม่นิยมจัดงานหรูหราอย่างพวกม้งหรือเย้า หญิงมูเซอนิยมแต่งงานกับผู้ชายม้งและเย้า แต่งงานกับลีซูได้ ส่วนหญิงมูเซอแดงไม่นิยมแต่งงานกับพวกจีนฮ่อ (หน้า 208-209) มูเซอดำ หญิงสาวจะต้องเลี้ยงหมูไว้อย่างน้อย 1 ตัวเพื่อเตรียมแต่งงาน หากหมูยังเล็กอยู่จะแต่งงานไม่ได้ หญิงชายอายุ 14 -15 ปีก็แต่งงานกันได้ ชายหญิงมีสิทธิเสรีภาพในเรื่องรักใคร่ แต่งงานกันได้ตามสมัครใจ การแต่งงานไม่ต้องสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ประดับประดามากนัก การเที่ยวสาวมีการร้องเพลงเกี้ยวพาราสีกัน หากพอใจก็จะชวนกันไปแสวงหาความสุขนอกหมู่บ้าน ตามยุ้งข้าวหรือบ้านร้าง หญิงสาวหากนึกรักชายหนุ่มก็มักลอบดึงผ้าโพกศีรษะชายหนุ่มวิ่งหนีไป เมื่อทั้งคู่ได้เสียกันแล้ว หากพอใจเป็นสามีภรรยาก็จะแจ้งผู้ใหญ่ จัดการฆ่าหมู ไก่ทำบุญเซ่นผีเรือน ไม่นิยมจัดพิธีเอิกเกริกมีเพียงปู่จองผูกข้อมืออวยพร มูเซอดำรักบุตรสาวมากกว่าบุตรชาย เพราะชายแต่งงานแล้วต้องไปอยู่บ้านพ่อตาแม่ยาย ทำงานรับใช้แล้วจึงออกไปตั้งบ้านเรือนอยู่ต่างหาก หรืออาจอยู่ตลอดไปหากพ่อตาแม่ยายมีบุตรสาวเพียงคนเดียว (หน้า 255-256) มูเซอกุ้ย มีการร้องเพลงเกี้ยวพาราสีกัน ทั้งยังมีศาลารักตั้งห่างจากหมู่บ้านสำหรับหญิงชายไปพลอดรักกัน หากหญิงสาวพอใจชายหนุ่มจะขอกำไลมือหรือของใช้ประจำตัว เช่น มีดสั้นปลอกเงินไว้ แล้วแจ้งให้บิดามารดาทราบ หัวหน้าหมู่บ้านจะเรียกทั้งสองฝ่ายมาตกลงกัน การแต่งงานไม่มีพิธีแห่ ไม่ต้องเลี้ยงสุราหรือเซ่นผีเรือน ชายเมื่อแต่งงานแล้วจะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงเพื่อทำงานให้ครอบครัวฝ่ายหญิงอย่างน้อย 2 ปี หากไม่ต้องการไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงต้องเสียค่าธรรมเนียม หากได้เสียกันแล้วฝ่ายชายไม่ต้องการรับหญิงเป็นภรรยาต้องเสียค่าปรับไหม มูเซอกุ้ยมีการหย่าร้างอยู่เสมอ หญิงชายมีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกัน ไม่มีการซื้อหญิงมาเป็นทาสใช้งานหรือบำเรอความสุขอย่างแม้วหรือเย้า ผู้ชายมีภรรยาอย่างมาก 2 คน การแต่งงานกับชนต่างเผ่า ต่างชาติไม่ถือเป็นเรื่องผิดจารีต (หน้า 272-274) มูเซอเซเล ชายนิยมมีภรรยาหลายคน คนแรกอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน การแต่งงานมักทำพร้อมกันหลายคู่ หัวหน้าหรือผู้อาวุโสบางคนมีภรรยาถึง 3 คน ภรรยาคนหลังมักเลือกเด็กรุ่นสาววัยเพียง 14-15 ปี (หน้า 283)

Political Organization

มูเซอเป็นชนเผ่าที่ชอบการต่อสู้ และมีความเชื่อเกี่ยวกับการตายในขณะต่อสู้เพื่อพระเจ้าหรือผีฟ้า ดังกรณีที่เคยเกิดกบฏผีฟ้าในเขตเชียงตุง หรือ "กบฏผีฟ้าเมืองอินทร์" เมื่อ 30 ปีก่อนได้ตั้งหัวหน้าเป็นเด็กหนุ่ม นุ่งขาวห่มขาวและพูดภาษาแปลก ๆ มูเซอ ในเขตเมืองสาด เมืองโกและเมืองอินทร์อพยพไปรวมอยู่ด้วย มีการสะสมอาวุธ สร้างวังและกำแพงหินล้อมรอบค่ายคิดกบฏต่อแผ่นดิน เชียงตุงได้ส่งตำรวจ (แย) ไปปราบจับตัวหัวหน้ามาประหารชีวิต ในขณะที่กบฏผีฟ้าเมืองสาดซึ่งขุนดีเป็นหัวหน้าเข้ายึดหมู่บ้านต่าง ๆ ในเขตเมืองสาด เชียงตุงส่งพวกแยไปปราบแต่สู้ขุนดีไม่ได้ จนอังกฤษต้องจัดส่งทหารจากดอยเหมยไปปราบ จับขุนดีมาประหารที่เมืองเชียงตุง ในประเทศไทย พบกรณีที่มูเซอแดงบ้านนกกก บ้านน้ำมาว ต.ม่อนปิน อ.ฝาง เคยยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจชายแดนของรัฐ เนื่องจากกลุ่มมูเซอแดงได้บุกเข้าปล้นหมู่บ้านและจับอาข่าในเขต อ.แม่จัน จ.เชียงรายไป (หน้า 208) หมู่บ้านมูเซอแดงมีหัวหน้าหมู่บ้านเรียกว่า "ละคอ" ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของพวกลูกบ้านและเป็นตัวแทนของสังคม และ "ปู่จอง" ทำหน้าที่ทางศาสนา การเลือกหัวหน้าเป็นหน้าที่ของผู้อาวุโสซึ่งชาวบ้านนับถือ ปู่จองมักมีอิทธิพลเหนือกว่าหัวหน้า (หน้า 221 -222) หมู่บ้านมูเซอกุ้ยมีบุคคลสำคัญคือ "อาตอ" เป็นหัวหน้าหมู่บ้านติดต่อฝ่ายปกครอง "ตูปู" หรือ "ตุ๊ปู่" เป็นตัวแทนพระเจ้ารองจากปู่จองหลวง "สะล่า" เป็นผู้ช่วยของอาตอและตูปูหรือปู่จอง "อาจา" เป็นผู้รับใช้คอยวิ่งเต้นติดต่อและป่าวประกาศแทนตัวอาตอและตูปู "ลาซอ" เป็นผู้ช่วยอาจาทำหน้าที่เช่นเดียวกัน มักแต่งชุดขาว การแบ่งหน้าที่ถือตามลัทธิศาสนาของปู่จองหลวงในเขตพม่า ต่อมาวิธีนี้มีอิทธิพลน้อยลงก็เลิกกันไป (หน้า 269)

Belief System

มูเซอแดงนับถือผีฟ้า มีความเชื่อว่าผีฟ้าเป็นผู้สร้างพื้นพิภพขึ้นมา ทั้งยังสร้างมนุษย์กับเงือกเป็นต้นตระกูลมนุษย์ทั้งปวง มี "ฟู" หรือ "ตูปู" หรือ "ปู่จอง" (หมอผี,พ่อครู) เป็นตัวแทนผีฟ้า ทำหน้าที่หัวหน้าทางศาสนาสมัยที่มูเซอตั้งอาณาจักร อาจาฟูคู เป็นผู้มีญาณวิเศษรู้กาลล่วงหน้า เป็นผู้สอนให้มูเซอจุดเทียนธูปเทียนบูชาให้ควันลอยไปสู่สวรรค์ เพื่อแสดงความภักดีต่อผีฟ้า มีความเชื่อเรื่องวิญญาณ นรก-สวรรค์ บาปบุญ ผีและบัญญัติต่าง ๆ มิให้ประพฤติผิด ปู่จองเป็นผู้มีอิทธิพลที่สามารถครอบงำความเชื่อของมูเซอ โดยอ้างในนามของผีฟ้าหรือพระเจ้า เป็นผู้นำในการทำพิธีทางศาสนา กำหนดขนบประเพณีพิธีการต่าง ๆ ตัวแทนของผีฟ้าที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน หรือพ่อครูใหญ่เรียกว่า "มอกนะตูปู" หรือ "ปู่จองหลวง" อาศัยอยู่บนดอยคำ เมืองสาด รัฐเชียงตุงตอนใต้ของพม่า ปู่จองหลวงสามารถเสกคาถาป้องกันภัยให้ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก หรือคงกระพันชาตรีได้ มูเซอในประเทศไทยก็นับถือปู่จอง ในฐานะตัวแทนของผีฟ้าหรือพระผู้เป็นเจ้าเป็นหมอศาสนาประจำหมู่บ้าน ทำการสวดอ้อนวอนขอความพิทักษ์จากผีฟ้างือซา บางหมู่บ้านมีการเต้นรำทางศาสนาเพื่อพลีกรรมบูชาแก่พระเจ้า ถือเป็นการลบล้างบาป (หน้า 222 - 226) ตามความเชื่อของมูเซอ บิดาเปรียบได้ดั่งท้องฟ้ามาดังกระแสลม มารดาเปรียบดั่งแผ่นดินถือว่า "ท้องฟ้าเป็นดั่งเพศชาย แผ่นดินเป็นเพศหญิง" สังคมมูเซอจึงสืบสายตระกูลฝ่ายมารดา (หน้า 208, 232) มูเซอแดงไม่มีรูปปั้นแกะสลักเป็นรูปพระเจ้าหรือผี แต่เชื่อว่า "ผีนั้นอุปมาอย่างลม ผู้ใดทำดีทำชั่วผีรู้หมด" มูเซอแดงบ้านจอวอ ดอยแม่สะลองเรียกผีหมู่บ้านหรือผีเมืองว่า "นี้ม่อนนี้ตู" มีการเซ่นไหว้ปีละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าผีน้ำ ผีป่า ผีไร่ หรือผีภูเขาหลวงเป็นผีร้าย ต้องทำการเซ่นไหว้ด้วยหมูและไก่ หากไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้องจนเกิดเจ็บป่วย หรือเมื่อเกิดภาวะฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลก็จะเซ่นไหว้ขอฝน (หน้า 222-223)

Education and Socialization

ไม่มีข้อมูล

Health and Medicine

มูเซอแดงมักป่วยเป็นไข้มาลาเรียและไข้เจ็บอกกันมาก ส่วนใหญ่จะบนบานอ้อนวอนผีเรือน และเซ่นไหว้ผีให้ช่วยปกป้องคุ้มครอง แล้วเซ่นด้วยไก่ 1 ตัว หากเจ็บหนักต้องฆ่าหมูและไก่เซ่นบวงสรวงผีฟ้างือซา เป่าแคนและเต้นรำกลางลานดินโดยบ้านคนป่วยเป็นเจ้าภาพ หากหญิงหรือเด็กไม่สบายก็มักให้นั่งผิงไฟผิงแดด หรืออาจมีการทำพิธีผูกเส้นด้ายข้อมือเรียกขวัญโดยปู่จอง มูเซอมีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยรากไม้และยาสมุนไพร รู้จักระงับความเจ็บปวดด้วยการสูบฝิ่น พวกที่ได้รับการศึกษารู้จักใช้ยาควินินและยาแก้ปวดหัว เมื่อมารดาคลอดบุตรจะมีการเซ่นด้วยไก่ต้ม 1 ตัวและทำพิธีเรียกขวัญเด็กหลังคลอดเรียกว่า "โอ่ฮาคู" ปู่จองจะผูกด้ายรอบคอและข้อมือเด็ก มีน้ำร้อนประคบท้องมารดา และยาระหว่างอยู่ไฟซึ่งผสมพริก (หน้า 232-234) มูเซอดำมีการรักษาด้วยยารากไม้ต้ม การนั่งผิงแดดผิงไฟ การเสี่ยงทายผีและเซ่นสังเวย และการให้ปู่จองทำพิธีเรียกขวัญ เมื่อขวัญหรือวิญญาณของผู้ป่วยล่องลอยไปจากตัว การคลอดบุตรของมูเซอดำ มารดาของหญิงตั้งครรภ์จะเป็นผู้ทำคลอด ไม่มีหมอตำแย หลังคลอดต้มข้าวสุกกับเกลือให้รับประทาน ระหว่างอยู่ไฟให้ดื่มยารากไม้สมุนไพร มีการผูกด้ายที่ข้อมือและรอบคอเด็กป้องกันปีศาจร้ายรบกวน (หน้า 256 - 257) หากคนในหมู่บ้านเจ็บป่วยกันมากหรือเกิดโรคระบาด ปู่จองจะประกาศให้ชาวบ้านทุกคนร่วมกันทำบุญ ทุกบ้านจะฆ่าไก่ทำพิธีมัดมือ แต่หากมีคนป่วยมากจะเรี่ยไรเงินซื้อหมู มีการนำเครื่องสักการะปุยฝ้ายไปบูชาที่เรือน หรือนำไปที่บ้านปู่จอง ฆ่าหมูต้มแบ่งไปเซ่นผีฟ้าอื่อซา (หน้า 258) มูเซอดำนิยมอาบน้ำกันปีละครั้งเพราะกลัวผีน้ำทำร้าย ผิวพรรณจึงขาวเหลืองอย่างชาวจีน มีพิธีอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ในปีหนึ่ง ปัจจุบันมูเซอดำอาบน้ำมากขึ้นกว่าเก่า (หน้า 249) มูเซอกุ้ยมักห้อยเครื่องราง เช่น เขี้ยวหมูไว้ที่คอ มีการวิงวอนผีให้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย การถ่ายปัสสาวะรดจอมปลวกถือเป็นการล่วงเกินผี อาจทำให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องฆ่าไก่ต้มใส่ถาดเพื่อเซ่นไหว้ขอขมาผี หากเดินทางไกลแล้วพบจอมปลวกต้องเด็ดใบไม้สดที่ไม่มีแมลงเจาะไปวางไว้มักรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยการเซ่นผี ฆ่าไก่ หากอาการหนักต้องฆ่าทั้งหมูและไก่ มีหมอผีทำพิธีเสี่ยงทายว่าถูกผีชนิดใดเล่นงาน เพื่อทำพิธีปัดเป่าให้ออกจากร่าง บางครั้งก็ต้มรากไม้สมุนไพรรับประทานเป็นยา ไม่มีการรักษาโรคแผนปัจจุบัน หากเจ็บป่วยเรื้อรัง ไม่หายก็ตายเอง (หน้า 270-271, 274)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

มูเซอชอบการเต้นรำ การเต้นรำของมูเซอเป็นหมู่และพร้อมเพรียงกัน ในขณะที่แม้วต่างคนต่างเต้นแข่งกันเอง ส่วนเย้าไม่ชอบเต้นรำ (หน้า 209) มูเซอแดงจะมีพิธีเต้นรำเพื่อบวงสรวง "เจ้างือซา" เรียกว่า "ปอยเต" ตั้งศาลาบวงสรวงเล็ก ๆ บริเวณลานกว้างกลางหมู่บ้าน ปู่จองเป่าแคนนำ ผู้ชายรำกระทืบเท้าเวียนเป็นวงกลมอยู่วงนอก ผู้หญิงจับมือกันร่ายรำอยู่วงใน ทำนองเพลงที่เป่าให้จังหวะได้มาจากการเลียนเสียงธรรมชาติชายเต้นรำมีชีวิตชีวากว่าหญิง กล่าวคือ มีจังหวะเร่าร้อนและรวดเร็ว โยกตัวไปมาและใช้เท้ากระทืบพื้นดินเสียงดัง บ้างก็มีอาการเคลิบเคลิ้มลืมตัวเหมือนถูกผีสิง มูเซอมักใช้แคนเป่าในการเต้นรำ และมักเต้นรำอย่างพร้อมเพรียงกัน วงเต้นรำจะเห็นเด็กหญิงอายุ 7 - 8 ขวบไปจนถึง 25 ปี เคลื่อนตัวเข้ากับเสียงแคนอยู่วงใน พวกผู้ชายวงนอกเต้นรำกระทืบเท้าประสานเสียงเรียงแถวเป็นวงกลม พิธีเต้นรำเพื่อพลีกรรมแก่ผีฟ้านี้ จะเริ่มเวลาประมาณ 2 ทุ่มและเลิกประมาณเที่ยงคืนหรือตี 1 มูเซอแดงมีการร้องเพลงรักเกี้ยวพาราสีเช่นเดียวกับชาวเขาเผ่าอื่น เนื้อเพลงนำมาจากเสียงธรรมชาติในป่า รวมกับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง เช่น เสียงลำธารไหลเซาะหินผ่า เสียงจักจั่น เสียงเคียวเกี่ยวข้าว เสียงนางเก้งร้อง เป็นต้น (หน้า 226-227, 229, 231-232) มูเซอดำก็มีการเต้นรำเพื่อพลีกรรมและเซ่นเครื่องสังเวยผีฟ้า โดยถือว่าเป็นการทำบุญล้างบาป เรียกพิธีนี้ว่า "เฮ็ดตาหลู่" ตัวแทนของผีฟ้า มูเซอดำเรียกว่า "แก่หลู่" ตรงกับ "ปู่จอง" ในภาษาไทยใหญ่ มูเซอดำจะมีการเต้นรำบวงสรวงมากกว่ามูเซอเผ่าอื่น มีเครื่องดนตรีเป็นแคนลำไม้ไผ่ยาวเมตรเศษเรียกว่า "หน่อเนาะ" และพิณ 3 สายตัวกะโหลกเล็ก ลักษณะคล้ายพิณของลีซอที่เรียกว่า "ซือบือ" ใช้ให้จังหวะเต้นรำ มี"เปี๊ยะ"เป็นเครื่องดีดทำจากไม้ไผ่ใช้ลิ้นทองเหลือง เสียงคล้ายฝูงแมลงผึ้งบิน (หน้า 251,252) การแต่งกายของลาฮูลาบามีแบบเครื่องแต่งกายคล้ายลาฮูยี่หรือมูเซอแดง หญิงใช้เสื้อและผ้านุ่ง ลาฮูนะหญิงนุ่งกางเกงแต่มีเสื้อยาวกรอมข้อเท้าคล้ายจีนโบราณ ลาฮูซะกะสี หญิงแต่งกายเลียนแบบชาวไทยใหญ่ ทั้งยังสร้างบ้านเรือนตามอย่างชาว ไทยใหญ่ (หน้า 205) มูเซอแดงที่มีฐานะยากจนแทบไม่มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มสวมใส่ เด็กเล็กเปลือยกายล่อนจ้อน ชายไม่นิยมสวมเสื้อ หญิงมักเปลือยอกอยู่กับบ้าน บางคนมีเสื้อผ้าเพียงชุดเดียวไว้สวมใส่เพื่อร่วมพิธีหรือเมื่ออากาศหนาวจัด (หน้า 218) หญิงมูเซอแดงมีแถบผ้าสีแดงเย็บทาบบนพื้นดำ ผ้านุ่งมีลายขาว เหลืองสลับน้ำเงิน แถบสีแดงเด่นชัดกว่าทุกสี เสื้อหญิงมูเซอแดงเป็นเสื้อตัวสั้น แขนยาวทรงกระบอก เปิดให้เห็นพุง ผ่าอกติดแถบสีแดงจากคอลงมาที่ตัวเสื้อด้านล่าง ผ้านุ่งพื้นสีดำมีลายสลับสีบริเวณเอวตอนบน แถบสีแดงกว้างกว่าสีอื่น ขมวดผ้าซิ่นเหน็บไว้ที่เอวหน้าหรือคาดเข็มขัดเงิน เครื่องประดับนิยมใช้ตุ้มหู สร้อยลูกปัดสีขาวพันรอบคอ มีห่วงคอโลหะเงิน กำไลมือหรือปลอกข้อมือเป็นแผ่นโลหะเงิน หน้าอกมีแผ่นโลหะเงินทรงกลม สลักลวดลายเรียกว่า "ดอกจัน" เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นใหญ่ของหญิง มารดาจะมอบดอกจันโลหะเงินให้บุตรสาว หญิงสาวจะประดับเครื่องแต่งกายด้วยสีสดฉูดฉาด ตัดเย็บประณีตกว่าหญิงแม่เรือน (หน้า 220-221) เครื่องแต่งกายชายนิยมเสื้อสีดำผ่าอก ใช้กระดุมโลหะเงินหรือเปลือกหอย บ้างสวมเสื้อผ่าอกข้าง ประดับแผ่นโลหะเงินกลมที่แผ่นเสื้อด้านหน้าและด้านหลังเป็นหย่อม (หน้า 221) มูเซอกุ้ย ในประเทศไทยแต่งกาย 2 แบบคือ แบบมูเซอกุ้ยกับแบบลีซอ ไม่มีเครื่องแต่งกายเป็นเอกลักษณ์ประจำเผ่า เครื่องแต่งกายหญิงคล้ายหญิงเผ่ามูเซอแดง และหญิงเผ่าลีซอ แต่มีเครื่องประดับที่คอและหน้าอกน้อยกว่า ส่วนหญิงแม่เรือนไม่นิยมประดับกำไลข้อมือ หรือกำไลโลหะเงินดอกจันเหมือนพวกหญิงสาว ชายนิยมโกนผมแล้วไว้เพียงหย่อมเดียวตรงกลางขวัญ มักผูกปลายผมด้วยเส้นด้ายหรือถักเป็นเปียอย่างพวกจีนโบราณ โพกศีรษะด้วยผ้าสีดำหรือสีขาว สวมเสื้อสีดำผ่าอก ชอบสวมกางเกง สีฟ้าอย่างพวกลีซอ บางคนมีผ้าพันน่อง(หน้า 266, 267, 268) มูเซอเซเล หญิงมักแต่งเสื้อสีดำยาวลงมาถึงข้อเท้าคล้ายเสื้อชาวจีน สีที่เป็นสัญลักษณ์คือ สีดำ ขาวและสีเหลืองนวล ชายแต่งกายเหมือนชาวเขาเผ่าอื่น เสื้อผ่าอกด้านข้าง ประดับด้วยกระดุมโลหะเงิน ปลายแขนเสื้อหลวมมีผ้าลายเหลืองสลับขาว-แดงเย็บขลิบติดกัน นิยมโพกผ้าบนศีรษะด้วยผ้าสีดำ มีกำไลโลหะเงินที่แขนและห่วงคอ (หน้า 282)

Folklore

มูเซอแดงมักป่วยเป็นไข้มาลาเรียและไข้เจ็บอกกันมาก ส่วนใหญ่จะบนบานอ้อนวอนผีเรือน และเซ่นไหว้ผีให้ช่วยปกป้องคุ้มครอง แล้วเซ่นด้วยไก่ 1 ตัว หากเจ็บหนักต้องฆ่าหมูและไก่เซ่นบวงสรวงผีฟ้างือซา เป่าแคนและเต้นรำกลางลานดินโดยบ้านคนป่วยเป็นเจ้าภาพ หากหญิงหรือเด็กไม่สบายก็มักให้นั่งผิงไฟผิงแดด หรืออาจมีการทำพิธีผูกเส้นด้ายข้อมือเรียกขวัญโดยปู่จอง มูเซอมีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยรากไม้และยาสมุนไพร รู้จักระงับความเจ็บปวดด้วยการสูบฝิ่น พวกที่ได้รับการศึกษารู้จักใช้ยาควินินและยาแก้ปวดหัว เมื่อมารดาคลอดบุตรจะมีการเซ่นด้วยไก่ต้ม 1 ตัวและทำพิธีเรียกขวัญเด็กหลังคลอดเรียกว่า "โอ่ฮาคู" ปู่จองจะผูกด้ายรอบคอและข้อมือเด็ก มีน้ำร้อนประคบท้องมารดา และยาระหว่างอยู่ไฟซึ่งผสมพริก (หน้า 232-234) มูเซอดำมีการรักษาด้วยยารากไม้ต้ม การนั่งผิงแดดผิงไฟ การเสี่ยงทายผีและเซ่นสังเวย และการให้ปู่จองทำพิธีเรียกขวัญ เมื่อขวัญหรือวิญญาณของผู้ป่วยล่องลอยไปจากตัว การคลอดบุตรของมูเซอดำ มารดาของหญิงตั้งครรภ์จะเป็นผู้ทำคลอด ไม่มีหมอตำแย หลังคลอดต้มข้าวสุกกับเกลือให้รับประทาน ระหว่างอยู่ไฟให้ดื่มยารากไม้สมุนไพร มีการผูกด้ายที่ข้อมือและรอบคอเด็กป้องกันปีศาจร้ายรบกวน (หน้า 256 - 257) หากคนในหมู่บ้านเจ็บป่วยกันมากหรือเกิดโรคระบาด ปู่จองจะประกาศให้ชาวบ้านทุกคนร่วมกันทำบุญ ทุกบ้านจะฆ่าไก่ทำพิธีมัดมือ แต่หากมีคนป่วยมากจะเรี่ยไรเงินซื้อหมู มีการนำเครื่องสักการะปุยฝ้ายไปบูชาที่เรือน หรือนำไปที่บ้านปู่จอง ฆ่าหมูต้มแบ่งไปเซ่นผีฟ้าอื่อซา (หน้า 258) มูเซอดำนิยมอาบน้ำกันปีละครั้งเพราะกลัวผีน้ำทำร้าย ผิวพรรณจึงขาวเหลืองอย่างชาวจีน มีพิธีอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ในปีหนึ่ง ปัจจุบันมูเซอดำอาบน้ำมากขึ้นกว่าเก่า (หน้า 249) มูเซอกุ้ยมักห้อยเครื่องราง เช่น เขี้ยวหมูไว้ที่คอ มีการวิงวอนผีให้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย การถ่ายปัสสาวะรดจอมปลวกถือเป็นการล่วงเกินผี อาจทำให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องฆ่าไก่ต้มใส่ถาดเพื่อเซ่นไหว้ขอขมาผี หากเดินทางไกลแล้วพบจอมปลวกต้องเด็ดใบไม้สดที่ไม่มีแมลงเจาะไปวางไว้มักรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยการเซ่นผี ฆ่าไก่ หากอาการหนักต้องฆ่าทั้งหมูและไก่ มีหมอผีทำพิธีเสี่ยงทายว่าถูกผีชนิดใดเล่นงาน เพื่อทำพิธีปัดเป่าให้ออกจากร่าง บางครั้งก็ต้มรากไม้สมุนไพรรับประทานเป็นยา ไม่มีการรักษาโรคแผนปัจจุบัน หากเจ็บป่วยเรื้อรัง ไม่หายก็ตายเอง (หน้า 270-271, 274)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

มูเซอ (ลาฮู) แบ่งออกเป็นหลายเผ่าดังนี้คือ ลาฮูยี่ (มูเซอแดง) ลาฮูนะ (มูเซอดำ) ลาฮูสี (มูเซอกุ้ย) ลาฮูเซเล ลาฮูลาบา ลาฮูซะกะสี แต่ละเผ่ามีภาษาพูดแตกต่างกันเล็กน้อย แต่มีเครื่องแต่งกายหญิงเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า ขนบธรรมเนียมคล้ายคลึงกัน ลาฮูลาบามีเครื่องแต่งกายหญิงคล้ายลาฮูยี่ คือ หญิงมีเสื้อตอนบนและผ้านุ่งตอนล่าง ลาฮูนะหญิงนุ่งกางเกงมีเสื้อยาวกรอมข้อเท้า คล้ายเครื่องแต่งกายแบบจีนโบราณ ลาฮูซะกะสีหญิงแต่งกายเลียนแบบชาวไทยใหญ่ (หน้า 204 - 205) รูปร่างลักษณะของมูเซอแต่ละเผ่าใกล้เคียงกัน กล่าวคือ มีผิวสีน้ำตาลอ่อน ผิวละเอียด หญิงมีใบหน้าและรูปร่างต่างจากชาวจีนและชาวเขาเผ่าอื่น หญิงลาฮูนะ(มูเซอดำ) มีผิวขาวกว่ามูเซอแดง ชายสูงไม่เกิน 160 เซนติเมตร มูเซอดำชายมีความสูงประมาณ 155 - 160 เซนติดเมตร หญิงมีผิวขาวเหลือง นัยน์ตาดำ จมูกโด่ง ผู้ชายมูเซอดำนิยมโกนผมและไว้ผมเป็นกระจุกกลางศีรษะ (หน้า 247) มูเซอแดงถนัดในการใช้ลูกดอกหน้าไม้อาบยาน่องล่าสัตว์ จนได้ชื่อว่า "มูเซอ" แปลว่า "พรานป่า" แต่มูเซอดำมักไม่ล่าสัตว์ใหญ่เป็นอาหาร จีนฮ่อตั้งฉายามูเซอว่า "ฟูเฉีย" หมายถึง เผ่าซึ่งแสวงหาแต่ความสำราญ โดยมักมองว่ามูเซอขี้เกียจทำมาหากิน มัก ไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะสร้างฐานะ (หน้า 206) มูเซอแดงชอบสูบฝิ่นและล่าสัตว์ แต่ไม่ค่อยขยันนัก ในขณะที่มูเซอดำขยัน ไม่สูบฝิ่นและไม่ชอบล่าสัตว์แต่ชอบเคี้ยวหมาก (หน้า 221, 251) มูเซอดำไม่เป็นเผ่านักรบอย่างมูเซอแดงและมูเซอกุ้ย ค่อนข้างรักความสงบ โอบอ้อมอารี เห็นอกเห็นใจ แต่มีนิสัยค่อนข้างตระหนี่และขี้กลัว ไม่เป็นภัยต่อฝ่ายปกครอง มีสามีภรรยาเดียวช่วยกันทำงานและอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า (หน้า 250-251) ส่วนมูเซอกุ้ย มีลักษณะพิเศษคือ ชอบสะพายดาบหรือเหน็บมีดสั้นประจำตัว ชำนาญในการใช้ดาบ เคยเป็นนักปล้นสะดมเมื่อครั้งอยู่ตามชายแดนสิบสองปันนา (หน้า 266) มูเซอมีความแตกต่างจากแม้วและเย้า กล่าวคือ ผู้หญิงแม้วนิยมใช้ขี้ผึ้งลนไฟเขียนลวดลายลงบนผืนผ้าแล้วนำไปย้อมสี ผู้หญิงเย้านิยมปักกางเกง ในขณะที่มูเซอไม่มีฝีมือในทางเย็บปักหรือเขียนลวดลาย บ้านเรือนของแม้ว เย้าเป็นโรงเรือนหลังใหญ่ ปลูกคร่อมพื้นดิน แต่บ้านเรือนของมูเซอหลังเล็ก ยกพื้นสูง (หน้า 208)

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Map/Illustration

หมู่บ้านชาวมูเซอ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย/มูเซอหรือลาฮู (หน้า 198) หญิงสาวมูเซอแดง (หน้า 210) บ้านเรือนมูเซอแดง/หน้าบ้านมูเซอแดง (หน้า 236) ผีหมู่บ้านมูเซอแดง/วิถีชีวิตของมูเซอแดง (หน้า 238-243) หลังบ้านของปู่จอง (หน้า 241) มูเซอดำ (หน้า 244) วิถีชีวิตของมูเซอดำ (หน้า 260-263) การเต้นรำกระทืบเท้าเพื่อพลีกรรมแก่ผีฟ้า (หน้า 263) มูเซอกุ้ยบนภูเขาขุนแม่จัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย (หน้า 264) มูเซอกุ้ยเต้นรำบูชาผีฟ้าในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ (หน้า 275) หญิงสาวชาวมูเซอกุ้ย (หน้า 276) ยิงปืนขึ้นท้องฟ้าในวันปีใหม่ /เครื่องแต่งกายหญิง (หน้า 277) ขนมข้าวปุกและเครื่องเซ่นผีฟ้า/ศาลารักของมูเซอกุ้ย (หน้า 278) มูเซอกุ้ย (หน้า 279) มูเซอเซเล (หน้า 280)

Text Analyst ศมณ ศรีทับทิม Date of Report 14 พ.ย. 2561
TAG ลาหู่, ระบบเศรษฐกิจ, ระบบสังคม, ความเชื่อ, ภาคเหนือ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง