ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
| |
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร 

     

    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 

    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)


    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject อาซาง,เด้ออัง,การติดต่อทางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม,ยูนนาน,จีน
Author Yaun Yan
Title A Study on Culture Contact and Cultural Change: Atsang and De'ang Nationalities as Cases
Document Type บทความ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 17 Year 2546
Source ayashi Yukio and Thongsa Sayavongkhamdy (editors). Cultural Diversity and Conservation in the Making of Mainland Southeast Asia and Southwestern China Regional Dynamics in the Past and Present, pp.322-335. Kyoto: Center of Southeast Asian Studies, Kyoto University.
Abstract

บทความนี้ได้อธิบายถึงการติดต่อและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในแคว้นยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ให้เห็นว่าวัฒนธรรมของชนชาติต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในยูนนานมีพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงที่อยู่บนฐานของการติดต่อทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยศึกษาจากกรณีของชาวอาซางและชาวเด้ออังในบริเวณเต้อหง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของยูนนาน ทั้งชาวอาซางซึ่งใช้ภาษาอยู่ในกลุ่มภาษาทิเบต-พม่าในตระกูลภาษาจีน-ทิเบตและชาวเด้ออังซึ่งมีภาษาอยู่ในกลุ่มภาษามอญ-เขมรในตระกูลออสโตร-เอเชียติค ต่างมีลักษณะที่เก็บรักษาวัฒนธรรมของกลุ่มตนเองควบคู่ไปกับการรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมไทซึ่งเป็นวัฒนธรรมจากภายนอกโดยอิทธิพลของวัฒนธรรมจากภายนอก/วัฒนธรรมไทได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชาวอาซางและชาว

Focus

การติดต่อและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ซึ่งบทความนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าชาวอาซางและชาวเด้ออังได้ยอมรับวัฒนธรรมจากภายนอกทำให้พวกเขามีพัฒนาการและความเข้มแข็งอย่างรวดเร็ว (หน้า 331)

Theoretical Issues

ไม่ปรากฏชัดเจน

Ethnic Group in the Focus

บทความนี้เน้นศึกษาวัฒนธรรมอาซาง (Atsang) และเด้ออัง (De'ang) ในลักษณะที่สัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ไท (Dai)

Language and Linguistic Affiliations

ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์อาซางและกลุ่มชาติพันธุ์เด้ออังต่างมีภาษา(พูด) ของตนเอง คือภาษาอาซางอยู่ในตระกูลจีน-ธิเบต ส่วนภาษาเด้ออังอยู่ในตระกูลมอญ-เขมร แต่ไม่มีภาษาเขียนหรือตัวอักษรของตนเอง โดยมีการนำภาษาอื่นโดยเฉพาะภาษาไทมาใช้ในกิจกรรมทางศาสนา ชาวอาซางและชาวเด้ออังจึงเรียนภาษาไท และผู้ที่ผ่านการศึกษาในวัดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (ทั้งผู้ชายและผู้หญิง) จะเรียนทั้งอ่านและเขียนภาษาไท นอกจากนี้ภาษาอาซางที่ชาวอาซางใช้ในการดำเนินชีวิตได้มีการยืมคำหรือภาษาไทไปใช้โดยที่ชาวอาซางและชาวเด้ออังมากกว่าครึ่งมีความสามารถใช้ได้ 2 ภาษา คือ ภาษาของกลุ่มตนเองและภาษาไท จนมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะพบคนที่พูดภาษาไทไม่ได้และมีคนจากหมู่บ้านบางแห่งที่เปลี่ยนไปใช้ภาษาไทจนภาษาของกลุ่มสูญหายไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีแนวโน้มว่าการใช้ 2 ภาษาคือภาษาของกลุ่มและภาษาไทในกลุ่มชาวอาซางและชาวเด้ออังได้ลดลงแต่เพิ่มการใช้ภาษา จีนกลาง (แมนดาริน) มากขึ้นๆ (หน้า 326)

Study Period (Data Collection)

ผู้เขียนไม่ได้ระบุถึงช่วงเวลาที่ศึกษาวิจัย เพียงแต่บอกว่าผู้เขียนได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมพระพุทธรูปในวัดของชาวเด้ออังและได้พบกับผู้คนที่ไปวัด (หน้า 324)

History of the Group and Community

บทความนี้ตอนหนึ่งได้กล่าวถึงบันทึกทางประวัติศาสตร์ของชาวอาซางและชาวเด้ออัง ซึ่งมีการกล่าวถึงประเพณีนิยมของเด้ออังและอาซางว่า มีประเพณีนิยมเหมือนกับประเพณีนิยมของชาวไทต่างกันที่เรื่องของภาษา จนกล่าวได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไทมีอิทธิพลต่ออาซางและเด้ออังตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม(หน้า 327)

Settlement Pattern

ผู้เขียนไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการตั้งถิ่นฐานและลักษณะการตั้งบ้านเรือนของชาวอาซางและชาวเด้ออัง

Demography

ผู้เขียนไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประชากรชาวอาซางและเด้ออังที่อาศัยอยู่ในบริเวณเต้อหง

Economy

ชาวอาซางและชาวเด้ออัง คุ้นเคยกับการดำเนินชีวิตด้วยการล่าสัตว์ เก็บผลไม้ป่า แบบชนยุคบุพกาล โดยการที่อาศัยอยู่ร่วมกับชาวไทได้ทำให้ชาวอาซางและชาวเด้ออังเปลี่ยนวิถีชีวิตสู่การเพาะปลูกและบริโภคข้าวตามอย่างคนไทซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมก้าวหน้ากว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่รายรอบและได้ซึมซับวัฒนธรรมของคนไท อย่าง การเพาะปลูกพืช เครื่องมือเพาะ ปลูกและอาหารการกิน (หน้า 328) อย่างไรก็ตามในปัจจุบันชาวอาซางและชาวเด้ออังมีวัฒนธรรมของตนเองที่เป็นกิจกรรมเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ โดยชาวอาซางมีทักษะความรู้ในการผลิตเครื่องมือที่ทำจากเหล็กซึ่งเป็นสินค้าส่งออกไปยังมณฑลอื่นๆ ของประเทศและไปยังต่างประเทศ ส่วนชาวเด้ออังมีชื่อเสียงในการปลูก การเก็บเกี่ยว การอบและการผลิต(ใบ)ชา (หน้า 333)

Social Organization

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันชาวอาซางและชาวเด้ออังมีวัฒนธรรมของตนเองที่เป็นกิจกรรมเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ โดยชาวอาซางมีทักษะความรู้ในการผลิตเครื่องมือที่ทำจากเหล็กซึ่งเป็นสินค้าส่งออกไปยังมณฑลอื่นๆ ของประเทศและไปยังต่างประเทศ ส่วนชาวเด้ออังมีชื่อเสียงในการปลูก การเก็บเกี่ยว การอบและการผลิต(ใบ)ชา (หน้า 333)

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

อาซางและเด้ออังมีความเชื่อของตนเองมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกและได้รักษาความเชื่อนั้นเอาไว้โดยชาวอาซางและชาวเด้ออังสักการะนับถือธรรมชาติ บรรพบุรุษ ผีบ้านผีเรือน อย่างไรก็ตามเมื่อพุทธศาสนาได้เผยแผ่สู่ชาวไทในช่วงศตวรรษที่13 และได้เผยแผ่สู่ชาวอาซางและชาวเด้ออังหลังจากนั้นไม่นานนัก พุทธศาสนาได้มีอิทธิพลเหนือความเชื่อดั้งเดิมของชาวอาซางและชาวเด้ออังโดยความเชื่อเดิมเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของกิจกรรมทางศาสนาของทั้ง 2 กลุ่มและเทศกาลปอย(ปาย) ซึ่งเป็นการสักการะหัวหน้าคณะสงฆ์ของพุทธศาสนาและสวดมนต์เพื่อขอให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความมั่งคั่ง มีชีวิตที่เป็นสุข ได้เป็นเทศกาลสำคัญของชาวอาซางและชาวเด้ออังที่จะไปยังสถูปในหมู่บ้านเพื่อทำกิจกรรมทางศาสนา (หน้า 323-324)

Education and Socialization

ทั้งชาวอาซางและชาวเด้ออังมีประเพณีนิยมในการให้การศึกษาและขัดเกลาทางสังคมแก่เด็กๆ โดยเด็กส่วนใหญ่จะเรียนความรู้ทั่วๆ ไปและทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ประกอบกับการเรียนในวัดซึ่งเป็นสถาบันทางศาสนาที่ทำหน้าที่สั่งสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้โดยเด็กส่วนหนึ่งเมื่อโตขึ้นจะบวชพระและอยู่ในวัดต่อไป ส่วนเด็กที่เลือกใช้ชีวิตฆราวาสจะได้รับความรู้ความสามารถในการอ่านเขียนและความรู้บางอย่างเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ การสุขาภิบาล ฯลฯ จากวัด อย่างไรก็ดีบทบาทของวัดในการให้การศึกษาและขัดเกลาทางสังคมแก่เด็กชาวอาซางและชาวเต้ออังได้เสื่อมลง เนื่องจากการขยายตัวของการศึกษาแบบใหม่และปัจจุบันเด็กส่วนมากจะเรียนในโรงเรียนที่ดำเนินการโดยรัฐบาล จึงมีเด็กไม่มากนักที่ศึกษาในวัด (หน้า 325)

Health and Medicine

บทความนี้ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลของชาวอาซางและชาวเด้ออัง โดยตรง แต่ได้กล่าวถึงในการพรรณนาเกี่ยวกับเทศกาลปอย(ปาย)ว่า ชาวอาซางและชาวเด้ออังมีการสวดมนต์หน้าสถูปในหมู่บ้าน ขอให้สุขภาพแข็งแรง (หน้า 323-324)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

หมู่บ้านของชาวอาซาง 9 หมู่บ้านในเมืองหูซามีสถูป สถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาตั้งอยู่ในหมู่บ้านแต่ละแห่ง (หน้า 324) ขณะที่รูปแบบของบ้านพักอาศัย ธรรมเนียมการกินอยู่ การแต่งกายและการทอผ้าของชาวอาซางและชาวเด้ออังได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมไท โดยมีข้อแตกต่างจากวัฒนธรรมไทเพียงเล็กน้อยในเรื่องประเพณีนิยมในการฝังศพ (หน้า 327)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ทั้งชาวอาซางและชาวเด้ออังมีความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์กับชาวไทโดยมีการติดต่อ แลก เปลี่ยนและบูรณาการทางวัฒนธรรม ในลักษณะที่ชาวอาซางและชาวเด้ออังรับอิทธิพลจากวัฒน ธรรมของชาวไทเพื่อเติมเต็มช่องว่างทางวัฒนธรรมของตนเอง (หน้า 327-328) ประกอบกับเงื่อนไขที่ว่าชาวไทเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลักในบริเวณเต้อหง มีประชากรมากกว่า มีการเมืองที่เข้มแข็งกว่าและมีพลังทางเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ จนทำให้วัฒนธรรมไทมีบทบาทต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่รายล้อม (หน้า 332) ในแง่มุมของการใช้คำนั้นชาวอาซางมีชื่อเรียกสถานที่ใน2ลักษณะโดยชื่อของหมู่บ้านหรือสถานที่ที่มีขนาดใหญ่จะใช้ชื่อเรียกเป็นภาษาไท ส่วนหมู่บ้านที่มีขนาดเล็กจะใช้ชื่อเรียกเป็นภาษาของกลุ่มตนเอง หรือที่ชาวเด้ออังตั้งชื่อเด็กในลักษณะเดียวกับการตั้งชื่อเด็กของชาวไท เช่น การใช้คำว่า "ลา" (la) ซึ่งหมายถึงผู้ชาย และ "ยี" (yi) ซึ่งหมายถึงผู้หญิง ในพยางค์กลางของชื่อเด็กชายและเด็กหญิง (หน้า 329)

Social Cultural and Identity Change

วัฒนธรรมของชาวอาซางและชาวเด้ออังได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมจากภายนอกคือวัฒนธรรมไท ทำให้ชางอาซางและชาวเด้ออังดำเนินชีวิตตามวิถีชีวิตของชาวไท เช่น การที่ชาวอาซางซึ่งก่อนหน้าที่จะย้ายถิ่นมายังเต้อหงได้ดำรงชีวิตอยู่ในถ้ำและหาอาหารโดยการล่าสัตว์และเก็บของป่า เมื่อมีการย้ายถิ่นมายังเต้อหงไม่พบว่ามีชาวอาซางอาศัยอยู่ในถ้ำอีก หรือการที่ชาวเต้ออังเปลี่ยนจากการใช้ภาษาของกลุ่มเป็นการใช้ภาษาไท มีรูปแบบของบ้าน วัด และเสื้อผ้าแบบวัฒนธรรมไท (หน้า 330) อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่าชาวอาซางและชาวเด้ออังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปในทิศทางที่รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชาวจีนเพิ่มขึ้นๆ เช่น มีการใช้ภาษาจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (หน้า 326)

Map/Illustration

ผู้เขียนไม่ได้ใช้แผนที่และภาพประกอบการอธิบาย แต่มีการใช้ตารางที่แสดงถึงช่วงเวลาของงานปอย(ปาย) และสถานที่ที่มีงานในเมืองหูซาภายในเดือนกันยายนที่ผู้เขียนไปภาคสนาม (หน้า 324)และตารางที่แสดงข้อมูลจากแบบสอบถามเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กชาวอาซางในเมืองหูซาในประเด็นที่ว่าเด็กได้เรียนรู้การปฏิบัติตนที่ดีจากใคร (หน้า 325)

Text Analyst โดม ไกรปกรณ์ Date of Report 19 เม.ย 2564
TAG อาซาง, เด้ออัง, การติดต่อทางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม, ยูนนาน, จีน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง