ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มอญ,สื่อพื้นบ้าน,วัฒนธรรม,ประวัติความเป็นมา,ชุมชน,สมุทรปราการ
Author ศรีปาน รัตติกาลชลากร
Title บทบาทของสื่อพื้นบ้านในวัฒนธรรมมอญใน อำเภอพระประแดง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity มอญ, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเอเชียติก(Austroasiatic)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 282 Year 2538
Source หลักสูตรปริญญานิเทศศาสตร์มหาบัญฑิต ภาควิชาประชาสัมพันธ์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

ผู้เขียนศึกษาบทบาทของสื่อพื้นบ้านในวัฒนธรรมมอญพระประแดง จากการศึกษาพบว่าบทบาทของสื่อพื้นบ้านของมอญ มีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วง ทั้งในด้านบทบาทและรูปแบบ บทบาทที่เด่นชัดต่อตัวผู้คนมอญในชุมชนพระประแดงนั้นก็คือ การปฏิบัติตามประเพณีต่าง ๆ เมื่อได้ทำแล้วเกิดความสบายใจ บทบาทที่มีต่อชุมชน คือ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ภายในชุมชน บทบาทของสื่อพื้นบ้านที่มีต่อสังคมมอญ คือ การได้ถ่ายทอดและได้เรียนรู้วัฒนธรรมมอญจากคนรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ การถ่ายทอดนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างระหว่างความเชื่อเรื่องผีกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา คนมอญยังคงรักษาสื่อพื้นบ้านที่เกี่ยวกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาไว้ มากกว่าความเชื่อเรื่องผี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอันเป็นมรดกที่ได้ถ่ายทอดให้แก่มอญรุ่นใหม่ (หน้า 282)

Focus

ศึกษาบทบาทและประวัติความเป็นมาของประเพณีพื้นบ้าน ในด้านต่าง ๆ ที่มีต่อบุคคลและชุมชนมอญพระประแดง รวมทั้งความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์ประเพณี และสื่อพื้นบ้านต่าง ๆ (หน้า 1-3, 235)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ศึกษามอญพระประแดง โดยเน้นมอญที่มีเชื้อสายมอญทางบิดาหรือมารดา หรือทั้งสองฝ่าย และอาศัยในอำเภอพระประแดง (หน้า 22)

Language and Linguistic Affiliations

ในปัจจุบันมอญจะใช้ภาษามอญอยู่บ้างในโอกาสต่างๆ เช่น ในการละเล่นตามประเพณีอย่างการเล่นสะบ้า (หน้า 60) หรือในชื่อเรียกสื่อพื้นบ้านหรือประเพณีของมอญ เช่น 1. ว่านอะต๊ะ หรือ ประเพณีสงกรานต์ 2. อะลองเบิงด๊าก (ส่งข้าวน้ำ) ประเพณีส่งข้าวสงกรานต์ หรือ เบิงสงกรานต์ 3. ฮะเหริ่บซ่าง และ จอด๊าด หรือ ประเพณีสรงน้ำพระรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ 4. จุ่นน่อมโป้วซี บ้างก็เรียก ท๊อกน่อมซัว หรือ ประเพณีค้ำโพ และ ฮะโต้น หรือ การต่อสะพาน 5. ฮะเหล่ฮะเจม ฮะเหล่ก๊ะ หรือ ประเพณีปล่อยนกปล่อยปลา 6. ว่านฮะเหน่ะ หรือประเพณีการเล่นสะบ้า และว่านฮะเหน่ะทอย หรือ ประเพณีการเล่นสะบ้าทอย 7. ว่านฮะม่ายแกว้ก หรือ ประเพณีการเล่นทะแยมอญ 8. ว่านอะหลกโมน หรือ ประเพณีการเล่นผีมอญ 9. เกียะหยั่งโหนมั่ว - อะลามเทียะกี่ หรือ ประเพณีแห่หงส์ - ธงตะขาบ 10. หล่องฮะเปรียงด๊าคชาย หรือ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง 11. เดิงก้าวฮะเก๊อะ หรือ ประเพณีรับบัว 12. แข้งเกริง หรือ ประเพณีแข่งเรือหน้าเมือง 13. ปะเต๊ะอะโหล้ก หรือ ประเพณีการถือผี 14. เละอานา หรือ ประเพณีการรำผี 15. ท๊อกฮะแน้ม หรือ พิธีเสียกบาล 16. เป้ะจุ๊ หรือ ประเพณีการรำเจ้าพ่อเจ้าแม่ 17. เจ่าฟองเฟ่ะซ่าง หรือ ประเพณีฌาปนกิจศพพระสงฆ์มอญ 18. ว่านต๊ะน้อย หรือ ประเพณีการแข่งลูกหนู 19. จองเฟ่ะ หรือ ประเพณีงานศพแบบมอญ และ อะลาป๊อกหรือโลงศพมอญ โจ้งเหน้ หรือ แท่นวางศพ 20. ฮะเรอะเยม หรือ ประเพณีมอญร้องไห้ 21. อะละทาน หรือ พิธีรำ 3 ถาด 22. ปะฮะมอย หรือ ประเพณีการบวชแบบมอญ 23. ก๊ะซกจุ๊ก หรือ ประเพณีการโกนจุก 24. จเรียง หรือ ประเพณีการแต่งงานแบบมอญ 25. กว้าน หรือ บ้าน (หน้า 36-112) นอกจากนี้ชื่อเรียกเครื่องดนตรียังเรียกเป็นภาษามอญ เช่น โกร หรือ ซอสามสาย, กะโล๊ต หรือ ขลุ่ย, จยาม หรือ ตะเข้ , เบิงตัง หรือ กลอง, ยะเด หรือ ฉิ่ง (หน้า 63) ในประเพณีการแข่งเรือยาวหน้าเมืองก็มีการร้องเพลงเรือเป็นภาษามอญ (หน้า 81) ในพิธีบวชแบบมอญ นาคมอญในสมัยแรก ๆ จะรับขานนาคเป็นสำเนียงมอญทั้งหมด ต่อมาจึงเริ่มมีภาษาไทยปน ในพิธีการบวชแบบมอญที่เกี่ยวกับการรับขานนาคและบทสวด (หน้า 106) และมีภาษาเขียนที่บันทึกไว้ อย่างเช่น "คัมภีร์โลกสมมุติ" ซึ่งเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความตายและการทำศพที่ยังมีผู้รู้ได้แปลไว้

Study Period (Data Collection)

เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ในช่วงเวลาเดือน สิงหาคม - ตุลาคม พ.ศ. 2537

History of the Group and Community

มอญอาศัยอยู่ในพม่าตอนล่าง เมื่อพม่าขยายอิทธิพลรุกราน มอญส่วนหนึ่งได้อพยพหนีเข้ามาอยู่ในไทยตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา ดังมีหลักฐานปรากฏครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2127 และมีการอพยพเข้ามาอีกหลายครั้ง ยุคแรกมอญอาศัยบริเวณรอบๆ พระนครศรีอยุธยา ต่อมาเริ่มกระจายมาอยู่บริเวณ สามโคก จ.ปทุมธานี ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และ เข้ามาอยู่ ปากลัด หรือ นครเขื่อนขันธ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการกล่าวถึงเมืองพระประแดงว่า มีความเก่าแก่มากว่า 1,000 ปีแล้ว (หน้า 2) ปี พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าตีแตก และสมเด็จพระเจ้าตากสินกู้คืนมาได้ ทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี แต่เนื่องจากเป็นช่วงหลังสงครามบ้านเมืองเสียหายมากจึงต้องเร่งซ่อมแซมเมือง จึงโปรดให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดง เพื่อนำอิฐไปใช้ในการก่อสร้าง และหาวัสดุในการเผาอิฐใหม่ ทำให้สภาพเมืองพระประแดงเปลี่ยนแปลงไป เหลือแต่เพียงซากและป้อมปราการ (หน้า 29-30) ปี พ.ศ.2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้ตัดเอาท้องที่แขวงกรุงเทพมหานครบางส่วนและแขวงเมืองสมุทรปราการบางส่วน สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ปากลัด ชื่อว่า "เมืองนครเขื่อนขันธ์" แล้วให้ย้ายครัวมอญจากเมืองปทุมธานีพวกพระยาเจ่งไปอยู่ที่นครเขื่อนขันธ์ ซึ่งคือ พระประแดงในปัจจุบัน (หน้า 2) รวมอายุของเมืองพระประแดง ที่มอญเข้ามาตั้งหลักปักฐานทำมาหากินเป็นเวลาถึง 180 ปี หากพิจารณาจากสภาพความเป็นอยู่ของคนมอญในพระประแดงแล้ว เราอาจแบ่งเป็น 3 ช่วงกว้าง ๆ ดังนี้ 1. ช่วงแรก ประมาณปี พ.ศ. 2358 - 2470 2. ช่วงที่สอง ประมาณปี พ.ศ. 2471 - 2499 3. ช่วงที่สาม ประมาณปี พ.ศ. 2500 - ปัจจุบัน (พ.ศ. 2538) (หน้า 27,31,236) เมื่ออพยพจากรามัญประเทศมาตั้งถิ่นฐานจนมั่นคงจึงเริ่มรวมกันเป็นชุมชนมอญ จำนวน 14 หมู่บ้าน มอญนิยมนำชื่อมาจากเมืองมอญเดิมที่บรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่มาตั้งชื่อหมู่บ้าน ได้แก่ การเรียกคำนำหน้าหมู่บ้านว่า "กว้าน" หมายถึง บ้าน หรือ หมู่บ้าน เช่น กว้านด๊อกคน่อง หมายถึง ที่ซึ่งมีน้ำไหลมาปะทะ มีโค้งน้ำ หรือ คุ้งน้ำ (ปัจจุบัน คือ บ้านทรงคะนอง) และ กว้านเดิงฮะโมกข์ หมายถึง บ้านฝั่งแหลม หรือ มอญฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ หรือ มอญในพม่าก็จะเรียกมอญที่อยู่ในไทยว่า"โมนเดิงฮะโมกข์" หรือ "โมนเดิงเซียม" (เซียม หมายถึง สยาม) เป็นต้น (หน้า 35-36)

Settlement Pattern

ที่ตั้งเมืองพระประแดง เดิมคือเมือง "นครเขื่อนขันธ์" พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหน้านภาลัยทรงสร้างไว้เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันข้าศึกทางทะเล และโปรดฯ ให้ย้ายครัวมอญจากเมืองปทุมธานีพวกพระยาเจ่งมาอยู่อาศัย (หน้า 2,30)

Demography

ไม่มีข้อมูลด้านประชากรที่ชัดเจน ผู้เขียนได้พรรณนาถึงสภาพชุมชนว่า เมื่อมีการตัดถนนสุขสวัสดิ์เสร็จถึงดาวคะนอง ทำให้มีการขายที่ดินเพื่อสร้างโรงงาน สภาพชุมชนมอญเริ่มขยายตัว ทั้งการคมนาคม อุตสาหกรรม และการอพยพเข้ามาของผู้คนทั้งคนจีนและคนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มาทำงานในโรงงาน ในขณะเดียวกัน คนพระประแดงบางส่วนก็ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น โดยเฉพาะที่บางพลี (หน้า 34) ผู้เขียนสำรวจโดยใช้แบบสอบถามสัมภาษณ์คนมอญในอำเภอพระประแดงจำนวน 240 คน และผู้รู้ 15 คน (หน้า 113)

Economy

แรกเริ่มที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน มีการทำนาและการเกษตรอื่นๆ มีการถากถางป่าบริเวณทุ่งครุ เพื่อทำการเพาะปลูก ในขณะเดียวกันก็ทำอาชีพอื่นๆ ประกอบ เช่น การขุดเรือซึ่งทำกันมาในหมู่บ้านลงเรือ การทำเครื่องปั้นดินเผา บางกลุ่มมีการเลี้ยงช้าง ซึ่งปรากฏหลักฐานว่ามีการนำช้างมาอาบน้ำในบริเวณสะพานช้างในปัจจุบัน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระราชทานที่ดินให้ในแถบ มีนบุรี สำโรง บางนา บางพลี ตั้งแต่คลองบางนาถึงคลองบางแก้ว ทำให้มอญในพระประแดง เริ่มขยายการทำมาหากิน ช่วงฤดูการเพาะปลูกคนมอญแถบพระประแดง จะขนย้ายครัวเรือนลงเรือล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองสำโรงทะลุผ่านไปบางพลีเพื่อไปทำนา ประมาณ เดือน 6 จนกระทั่งถึงเดือน 10 แล้วเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน 2 ถึงเดือน 3 ในช่วงแรกจะเก็บเกี่ยวไว้กินเอง ต่อมาพอเหลือแล้วจึงเริ่มขายให้โรงสีในย่านพระประแดง หลังฤดูการเก็บเกี่ยว มอญที่ไปทำนาก็จะลอกบ่อวิดปลา เพื่อตากแห้งบ้าง หมักบ้าง โดยหมกเกลือใส่ไหปากแคบแล้วนำกะลามะพร้าวมาปิดแล้วนำชันยาเรือมายาปิดไว้รอบๆ กะลากับปากไห นอกจากนั้น ยังมีการทำไข่เค็มพอกขี้เถ้าแกลบ (หน้า 29- 33) มอญในหมู่บ้านต่าง ๆ จะเตรียมขนมกะลาแม ไว้ทำบุญ และแลกเปลี่ยนกับญาติมิตรที่มาเยี่ยมในช่วงสงกรานต์ (หน้า 39) และนิยมทำข้าวสงกรานต์ส่งตามวัดต่างๆ ทั้ง 3 วันในประเพณีการส่งข้าวสงกรานต์ โดยนิยมจัดอาหารที่เชื่อว่าพระสงฆ์ฉันท์แล้วจะรู้สึกเย็นสบาย ช่วยคลายร้อน (อาการร้อนใน) ไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย โดยนิยมจัดในช่วง 2 วันแรกเป็นอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ เช่น เต้าหู้ผัดถั่วงอก ผักกาดดอง ในวันที่ 3 จึงจัดอาหารคาวส่ง เช่น เนื้อเค็ม เนื้อผัดกะทิใส่ตะไคร้ ปลาเค็ม ยำไข่เค็ม (หน้า 43-44)

Social Organization

ชุมชนมอญพระประแดง ในช่วงที่ไปทำนาที่บางนาและบางพลีนั้น บ้านช่องก็ปิดเงียบ จะมีผู้อยู่อาศัยในชุมชน 2 กลุ่ม คือ คนรวยและผู้ที่เรียนหนังสือ รวมถึงบรรดานายช่างไฟ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติจากฝรั่งเศส โปรตุเกสบ้าง ที่หนีร้อนมาปลูกบ้านพักในพระประแดงตามริมน้ำ จึงมีคนรุ่นคุณทวดแต่งงานกับชาวตะวันตกบ้าง (หน้า 33) การติดต่อสัมพันธ์กันต่างหมู่บ้านและการเลือกคู่จากการเล่นสะบ้า เนื่องจากในการเล่นสะบ้า นิยมเล่นต่างหมู่บ้านกันเพราะในหมู่บ้านเดียวกันมักเป็นญาติพี่น้องกัน หนุ่มๆ จึงต้องเดินไปยังหมู่บ้านอื่นเพื่อขอติดบ่อนเล่นสะบ้า จึงเป็นโอกาสให้มีการติดต่อสื่อสารสร้างความสัมพันธ์คุ้นเคยของคนต่างหมู่บ้าน และจะมีผู้ใหญ่ของฝ่ายสาวแอบลอบพิจารณาหนุ่มๆ ที่มาติดบ่อนเล่นสะบ้าว่ามีท่าทางเช่นไร เป็นลูกหลานของใครหมู่บ้านใดหากมีการแต่งงานกันก็เท่ากับเชื่อมโยงเป็นญาติกันจากการแต่งงาน (หน้า 57) การแต่งงานของมอญแต่เดิมตามประเพณีจะเริ่มประมาณเดือน 6 เพราะช่วงดูตัวจะเป็นช่วงสงกรานต์ การแต่งงานของมอญจะถือว่าผู้หญิงแต่งออก คือ จะทำพิธีลาผีบรรพบุรุษเพื่อไปนับถือผีของฝ่ายชาย และนิยมแต่งงานกับคนมอญด้วยกันมากกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มมีคนไทย คนจีนเข้ามาอยู่ในชุมชน การแต่งงานข้ามเชื้อชาติจึงมีมากขึ้น (หน้า 111) สังคมมอญถือว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือให้เป็นผู้นำทางจิตใจ พระสงฆ์จะได้รับความเคารพยกย่องจากคนมอญอย่างมาก เมื่อพระสงฆ์มรณภาพลงจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ และหากเป็นพระผู้ใหญ่ เช่น เจ้าอาวาสด้วยแล้วมอญจะต้องจัดพิธีกรรมให้สมฐานะ ด้วยถือว่าเป็นงานบุญยิ่งใหญ่ (หน้า 89)

Political Organization

ในช่วงแรกของการอพยพเข้ามาจนถึงในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัฐไทยให้คนมอญปกครองดูแลกันเอง โดยให้มีเจ้าเมืองที่เรียกว่า พระยารามัญวงศ์ หรือ จักรีมอญ ดูแล (หน้า 1-2) ต่อมา ในปี พ.ศ.2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองนครเขื่อนขันธ์เป็น "จังหวัดพระประแดง" ประกอบด้วย 3 อำเภอ คือ อำเภอพระประแดง อำเภอราษฎร์บูรณะ และ อำเภอพระโขนง แต่ในปี พ.ศ.2475 ในสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงยุบจังหวัดพระประแดงเป็นอำเภอพระประแดง ขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอราษฎร์บูรณะขึ้นกับจังหวัดธนบุรี อำเภอพระโขนงขึ้นกับจังหวัดพระนคร และหลังจากปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา รัฐโดยอำเภอได้เข้ามาจัดการดูแลชาวบ้านในอำเภออย่างเป็นทางการ เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ชุมชนมอญ จำนวน 14 หมู่บ้าน เคยร่วมกันจัดการปกครองกันเอง (หน้า 34)

Belief System

มอญเป็นชนชาติแรก ๆ ในเอเชียอาคเนย์ที่ถ่ายทอดอารยธรรมต่าง ๆ ของอินเดียให้รัฐข้างเคียง แม้จะต้องอพยพเข้าในไทย แต่สิ่งที่คนมอญนำมาด้วยก็คือ วัฒนธรรมต่าง ๆ และยังคงรักษาสืบทอดมาจนปัจจุบัน เช่น ภาษา ประเพณี พิธีกรรม การละเล่นต่าง ๆ เป็นต้น สื่อพื้นบ้านในวัฒนธรรมมอญในอำเภอพระประแดง ช่วงเทศกาลต่าง ๆ มีดังนี้ 1. เทศกาลสงกรานต์ มี 1) ประเพณีสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ 2) ประเพณีกวนกะลาแม 3) ประเพณีส่งข้าวสงกรานต์ หรือเบิงสงกรานต์ 4) ประเพณีสรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ 5) ประเพณีค้ำโพ และการต่อสะพาน 6) ประเพณีปล่อยนกปล่อยปลา 7) ประเพณีการละเล่นสะบ้า 8) ประเพณีการเล่นทะแยมอญ 9) ประเพณีการเล่นสะบ้าทอย 10) ประเพณีการเล่นผีมอญ 11) ประเพณีแห่หงส์ - ธงตะขาบ 2. เทศกาลออกพรรษา มี 1) ประเพณีตักบาตรสลากภัตต์ 2) ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง 3) ประเพณีรับบัว 4) ประเพณีเรือสำเภา 5) ประเพณีแข่งเรือหน้าเมือง 3. การถือผีและงานศพแบบมอญ มี 1) ประเพณีการถือผี 2) ประเพณีการรำผี 3) ประเพณีเสียกบาล 4) ประเพณีการรำเจ้าพ่อเจ้าแม่ 5) ประเพณีฌาปนกิจศพพระสงฆ์มอญ 6) ประเพณีการแข่งลูกหนู 7) ประเพณีงานศพแบบมอญ 8) ประเพณีมอญร้องไห้ 9) พิธีรำ 3 ถาด 10) พิธีชักวิญญาณ 4. วัฒนธรรมธรรมมอญอื่น ๆ ได้แก่ 1) ประเพณีการบวชแบบมอญ 2) ประเพณีการโกนจุกแบบมอญ 3) ประเพณีการแต่งงานแบบมอญ (หน้า 27-29) ประเพณีการถือผี การละเล่นผีมอญ รำผีมอญ รำเจ้าพ่อเจ้าแม่ พิธีเสียกบาล ความเชื่อเรื่องการถือผีของมอญ มีผลต่อการดำเนินชีวิตในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเห็นได้จากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ เพื่อป้องกันการผิดผีที่ปรากฏในหลายรูปแบบทั้งวิญญาณ เจ้าพ่อเจ้าแม่ สัตว์ สิ่งของ ขึ้นอยู่กับว่าตระกูลไหนมีข้อปลีกย่อยในการนับถือผีอย่างไร หมู่บ้านไหนนับถือผีอะไร เจ้าแม่เจ้าพ่อไหน ก็มีข้อห้ามข้อปฏิบัติระบุไว้ ถ้าใครฝ่าฝืนก็เกิดสิ่งไม่ดีแก่ครอบครัว หรือแก่หมู่บ้าน หรือแก่บุคคลนั้น ๆ เช่น มอญพระประแดงมีการนับถือผีเต่าในบางครอบครัว ก็มีกฎว่า หากพบเห็นเต่าที่ใดต้องนำมาปรุงเป็นอาหารและแบ่งเซ่นไหว้บรรพบุรุษ หรือ เจ้าที่เจ้าทาง ถ้าจะไม่ฆ่าเต่าก็ต้องกล่าวคำว่า "ซะอุย" แปลว่า เหม็นเน่า เสียแล้ว เพื่อเป็นเคล็ดไม่ต้องนำเต่ามาปรุงเป็นอาหาร รูปแบบแบบนี้จะคล้าย ๆ กันหมดกับผีอื่น ๆ เช่น ผีไก่ ผีปลา ผีงู ถ้าเป็นผีช้างห้ามนำเข้าบ้าน ผีม้าก็ห้ามขี่ม้า ผีข้าวเหนียวก็ห้ามให้ข้าวเหนียวแก่ใคร เวลาจะกินก็ต้องแบ่งให้เจ้าที่เจ้าทางก่อนและห้ามกินจนกว่าในปีนั้น ๆ จะได้มีการทำพิธีรำเจ้าพ่อเจ้าแม่เสียก่อน ยังมีการห้ามหญิงมีครรภ์มานอนในบ้านอื่นเพราะจะผิดผี ซึ่งในอดีตการคลอดลูกถือเป็นเรื่องยุ่งยากและอาจถึงตายได้ การห้ามนั้นอาจเป็นการป้องกันไว้ก่อน หรือ กรณีที่หญิงแต่งงานแล้วก็ห้ามนอนค้างแรมกับสามีในบ้านมอญ ต้องแยกห้องกันนอน กรณีที่ลูกสาวที่แต่งงานแล้วจะกลับมาค้างที่บ้านก็จะต้องหาเสามาค้ำ 1 ต้น หากผ่าฝืนต้องรำผีเป็นการแก้ไขในภายหลัง เพราะการผิดผีนั้นโทษจะเกิดกับเจ้าของบ้าน หากมีการทำผิดผีครั้งใดก็มักเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือ เกิดอุบัติเหตุโดยที่ไม่คาดคิดเสมอ การนับถือผีอีกแบบซึ่งเชื่อมโยงกันในตระกูลต่าง ๆ ให้ต้องรักษาไว้ โดยครอบครัวหนึ่งในตระกูลเป็นผู้รับไว้ เรียกว่า "ต้นผี" มอญเรียกว่า "ตอม - อะลก" ปกติจะกำหนดให้ลูกชายคนโต หรืออาจเป็นคนอื่นแล้วแต่จะตกลงกัน การรับไว้จะนำเสื้อผ้าซึ่งมีทั้งชุดผู้ชายและชุดผู้หญิง แหวนประจำตระกูล รวมเรียกว่า "ผีผ้า" ต้องเก็บรักษาดูแลอย่างดี ในปัจจุบัน มอญรุ่นใหม่ไม่นิยมรับผีไว้ด้วยเกรงจะวุ่นวาย แต่เมื่อไม่รับบางบ้านเกิดอาการเจ็บป่วยทั้งบ้านทำอย่างไรก็ไม่หาย ก็ต้องนำกลับมาบูชาดังเดิม อาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็หายเป็นปกติ (หน้า 67,82-86) - การละเล่นผีมอญ เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อเรื่องการนับถือผีโดยชาวบ้านนำมาดัดแปลงเล่นกันในหลายชุมชน โดยการเข้าผีเชิญผีเข้าสิ่งของหรือคนได้ เช่น ผีนางดง ผีสาก ผีตะค่อง ลิงลม รำแม่ศรี (หน้า 67-68, 243) - ประเพณีการถือผี และ พิธีเสียกบาล มาจากความเชื่อเรื่อผีว่า มีอิทธิฤทธิ์สามารถให้คุณโทษได้หากทำผิดผีโดยละเมิดข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติ เป็นการถือว่าปฏิบัติต่อกันมาว่าถ้าทำถูกต้องจะอยู่ร่มเย็นเป็นสุข เชื่อว่าผีสามารถกระทำให้คนเจ็บป่วย เสียสติ หรือ เกิดอาการที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ในสมัยนั้นหรือด้วยการรักษาด้วยวีธีการต่างๆ แล้วไม่หายจึงเห็นว่าต้องนำสิ่งนั้นออกจากผู้ป่วยด้วยการล่อด้วยของต่าง ๆ (หน้า 82, 86, 247) - ประเพณีการรำเจ้าพ่อเจ้าแม่ เกิดจากความเชื่อเรื่องการนับถือผีที่ว่า หมู่บ้านต่าง ๆ จะมีเจ้าพ่อเจ้าแม่ประจำหมู่บ้านของตนอยู่ เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองดูแลคนในหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข (หน้า 247-248) ประเพณีที่เชื่อมโยงกับคติทางพุทธศาสนาและความเชื่ออื่น ๆ -ประเพณีแห่หงส์ - ธงตะขาบ เนื่องมาจากพุทธประวัติเรื่องการเฉลิมฉลองเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับโลกมนุษย์หลังจากโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และ ตำนานหงส์ทองกับการเกิดเมืองหงสาวดีซึ่งคนมอญถือเอาหงส์เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ (หน้า 243) มอญในไทยก็รับหงส์มาเป็นสัญลักษณ์ ดังจะพบได้ตามวัดต่าง ๆ จะมีเสาหงส์อยู่หน้าวัด เรียกเป็นภาษามอญว่า เกียะหยั่งโหน่มั่ว ซึ่งเป็นที่มาของการแห่หงส์อันเป็นสื่อพื้นบ้านที่มอญได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ในฐานะที่ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนชาติ และ คนมอญ โดยผ่านหงส์ ส่วนธงตะขาบเรียกว่า อะลามเทียะกี่ เป็นธงที่มอญทำขึ้นเพื่อใช้ในโอกาสต่าง ๆ เช่นสงกรานต์ ฉลองพระพุทธรูป เบิกเนตรพระพุทธรูป โดยชักขึ้นตามวัดมอญประจำหมู่บ้านของตน ธงตะขาบใช้แทนปริศนาธรรมต่าง ๆ เช่น ลำตัวถึงหาง 22 ปล้อง หมายถึงหลักธรรม 5 ประการ คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 รวม 22 ประการ เป็นต้น (หน้า 70-73) - ประเพณีสงกรานต์ คนมอญพระประแดงยังคงปฏิบัติตามประเพณีสงกรานต์ดั้งเดิม เนื่องจากมีความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์ที่สืบต่อกันมา ว่า สงกรานต์ คือ การเคลื่อน การย้าย การเปลี่ยนราศี โดยถือว่าวันที่พระอาทิตย์โคจรจากราศีมีน เข้าสู่ราศีเมษ เป็นการเปลี่ยนศักราชใหม่ มอญจึงถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ (หน้า 35) หลังจากที่มอญพระประแดงกลับจากการทำนา และขนย้ายข้าวของกลับมาพระประแดง ประมาณเดือน มีนาคม จะมีการเตรียมข้าวของสำหรับที่จะทำบุญในวันสงกรานต์ พอเข้าวันที่ 13-15 เมษายน ก็จะทำบุญโดยการส่งข้าวตามวัดต่าง ๆ ตลอดจนการบูชาตามบ้านโดยจัดสร้างบ้านสงกรานต์ด้วยทางมะพร้าว และการปฏิบัติตามความเชื่อต่างๆ ซึ่งมีมาแต่บรรพบุรุษ ตลอดจนการเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนานด้วยการละเล่นต่าง ๆ - ประเพณีการกวนกะลาแม ก่อนถึงวันสงกรานต์ประมาณ 1-2 วัน (11-12 เมษายน) มอญหมู่บ้านต่างๆ ในพระประแดง จะทำขนมกะลาแม เชื่อว่ามาจากชื่อของแหม่มชาวโปรตุเกสที่ชื่อ คาราเมล ต่อมาเพี้ยนเป็นกะลาแมไว้สำหรับทำบุญถวายพระ และแจกญาติมิตร (หน้า 40) เป็นการแสดงความสามัคคีและการช่วยเหลือแสดงน้ำใจเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนมอญ (หน้า 39 , 238) - ประเพณีสรงน้ำพระและดำหัวผู้ใหญ่ ตามตำนานนางสงกรานต์ มีการนำเศียรท้าวกบิลพรหมมาชำระล้างเมื่อครบปี เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน มอญพระประแดงจะพร้อมใจกันไปสรงน้ำพระที่วัดโปรดเกศ เป็นเวลา 3 วัน และ ในหมู่ลูกหลานก็จะไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะให้พรแก่ลูกหลาน ถือเป็นสิริมงคลที่จะได้รับไปตลอดทั้งปี (หน้า47, 239) - ประเพณีค้ำโพและต่อสะพาน มาจากตำนานนางสงกรานต์ถือเศียรท้าวกบิลพรหม และ การถือว่าวันที่ 13 เมษายน เป็นวันปลายปี และ วันที่ 14 เมษายน เป็นวันกลาง ผู้ที่เกิดในวันทั้งสองนี้จึงต้องนำเอาไม้ยาว 2-3 เมตรไปค้ำต้นโพธิ์ที่วัดและทำการต่อสะพานที่ยังไม่เสร็จหรือ สร้างสะพาน เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ และเชื่อว่าเป็นการต่ออายุพระพุทธศาสนาช่วยค้ำชูพระศาสนา (หน้า 48, 240) - ประเพณีสลากภัตร เกิดจากภรรยาเศรษฐี 2 คน ซึ่งเป็นภรรยาหลวงและภรรยาน้อย จองเวรซึ่งกันและกันจนมาพบพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพรพุทธองค์จึงเลิกจองเวรกัน กลับมาเป็นเพื่อนอยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือกันและได้ช่วยชาวบ้านด้วยจนชาวบ้านนำผลผลิตต่าง ๆ มาให้มากมาย จึงนำไปทำบุญโดยถือเป็นสังฆทานที่ไม่กำหนดว่าจะถวายแก่พระรูปใดใช้การจับสลากแทน (หน้า 73-75, 244) - ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง มาจากตำนานหญิงรับใช้ถวายผ้ารองบาตรพระที่มีน้ำผึ้งหกรอบบาตรจนลื่น และ พุทธานุญาตเรื่องเภสัชทาน 5 แก่พระสงฆ์ช่วงเข้าพรรษา (หน้า 77, 244) - ประเพณีรับบัว มาจากการย้ายที่ทำกินไปบางพลีและจะย้ายกลับพระประแดงเห็นว่ามีบัวตามบึงต่าง ๆ จึงเก็บมาถวายพระคาถาพัน และนัดกับคนไทยบางพลีให้เก็บไว้ทุกปีคนมอญจะมารับไปไหว้หลวงพ่อโตและนำกลับพระประแดงทุกปี (หน้า 77, 245) - ประเพณีเรือสำเภา รับมาจากคติที่เป็นประวัติว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมินั้น พระโสณะ และ พระอุตตระ มาโดยเรือสำเภา (หน้า 79, 246) - พิธีการบวชแบบมอญ จะแตกต่างจากการบวชแบบไทยอย่างเด่นชัด ในด้านพิธีกรรมและรูปแบบ ได้แก่ ชุดนาค นิยมแต่งชุดนาคคล้ายนางรำ การโกนผม นาคมอญจะโกนผมและคิ้ว หลังจากที่เดินวนรอบโบสถ์แล้ว ก่อนจะเข้าโบสถ์เพื่อทำการบวช ขบวนแห่ ทางพระประแดงจะทำแคร่ให้นาคนั่งและแห่ไป บ้านม่วงราชบุรีใช้ขี่ม้า หรือแล้วแต่จะมีพาหนะอะไร การรับขานนาค และ บทสวด นาคมอญในสมัยแรก ๆ จะขานนาคเป็นสำเนียงมอญทั้งหมด ต่อมาจึงเริ่มมีภาษาไทยปน (หน้า 104-106, 253) - ประเพณีการไว้จุกมีหลายกรณี เช่น กรณีที่เด็กเกเร ดื้อซนมากกว่าเด็กทั่วไป หรือ เลี้ยงยาก เช่น ป่วยบ่อย เกิดอุบัติเหตุบ่อย คนโบราณเชื่อว่ามาจากการที่ถูกผีกระทำ หรือ เป็นเด็กสติไม่ดีตามความเห็นของผู้ใหญ่ ก็อาจต้องไว้และเลี้ยงจุกด้วย การเลี้ยงจุกจึงเป็นการแก้เคล็ด เพราะเชื่อว่าเด็กไว้จุกแล้วจะเหมือนตุ๊กตาเสียกบาลที่ปั้นอยู่ตามศาลพระภูมิ หรือ ตามบ้านเจ้าแม่เจ้าพ่อต่าง ๆ เมื่อผีร้าย หรือ วิญญาณร้ายมาเห็นเข้าจะได้เข้าใจผิดว่าเป็นลูกหลานพระภูมิเจ้าที่ หรือ เจ้าแม่เจ้าพ่อ จะได้ไม่ทำร้ายเด็ก เพราะคิดว่าเป็นวิญญาณเหมือนกัน คือ เป็นการหลอกผี (หน้า 108, 253) - ประเพณีการโกนจุก การโกนจุกเป็นพิธีที่สื่อให้คนรอบข้างได้รับรู้สภาพของเด็กว่ากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อโกนจุกออกจึงควรควบคุมดูแลความประพฤติให้สมวัย รวมถึงการเติบโตอย่างงอกงามคล้ายผมใหม่ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิริมงคลแก่เด็กด้วย (หน้า 108, 254) พิธีศพแบบมอญ เป็นความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายหรือโลกหน้า รวมถึงการทำให้ผู้ตายได้ไปสู่สุขคติ จึงพยายามสร้างเป็นปริศนาธรรมแฝงในพิธีกรรมข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม โดยแบ่งประเภทการตายเป็นหลาย ๆ แบบ เพื่อใช้พิธีกรรมต่าง ๆ กันตามความเชื่อ และเป็นการเตือนสติลูกหลานให้ระลึกถึงคุณงามความดีและสัจธรรมของชีวิต ที่ได้แฝงไว้ในพิธีกรรมและเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบพิธี และยังมีพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีศพแบบมอญอีกคือ - พิธีรำ 3 ถาด สืบเนื่องจากความเชื่อที่ว่า บริเวณที่จะนำศพไปเผาจะมีพระภูมิเจ้าที่ ดวงวิญญาณต่าง ๆ อยู่ จึงควรทำพิธีขอขมาบอกกล่าว - พิธีชักวิญญาณ มาจาความเชื่อว่าผี และ วิญญาณมีตายร้ายมีตายดี ถ้าตายโหงวิญญาณผู้ตายจะวนเวียนบริเวณที่ตาย และ อาจทำร้ายผู้อื่นได้ หรือ เป็นเพราะแค้น ดุ หรือ ก่อนตายนั้นตายลงโดยกะทันหันไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว จึงต้องมีพิธีชักวิญญาณให้ไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ เช่น วัด เพื่อไม่ให้ไปทำร้ายผู้อื่น หรือป้องกันการตายซ้ำในบริเวณที่มีผู้ตายโหงนั้น ๆ (หน้า 93, 250-251) - ประเพณีมอญร้องไห้ เกิดจากความเสียใจของลูกหลานญาติมิตรที่ร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้ตาย และพัฒนาเป็นการร้องไห้ที่มีจังหวะคนตรีประกอบ แสดงถึงความอาลัยอาวรณ์ และ ความรักที่มีต่อผู้ตาย โดยการสรรเสริญบุญคุณ ความดี ที่เคยสร้างมา เช่น การอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูลูกหลานมาจนโตใหญ่ (หน้า 89-104, 249-253) - พิธีฌาปนกิจพระสงฆ์มอญ จากความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของมอญ ซึ่งยกย่องพระสงฆ์ว่า มีความแตกต่างจากคนทั่วไปเมื่อมรณภาพลง จึงไม่ควรเผาร่วมกับสถานที่ซึ่งใช้เผาคนทั่วไป แต่จะใช้ปราสาทหรือเมรุลอยหรือโรงทึมสำหรับฌาปนกิจศพพระสงฆ์ ซึ่งเป็นการให้เกียรติอย่างสูง ถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ของชาวบ้านที่ ปฏิบัติแก่พระสงฆ์ที่มรณภาพ (หน้า 89 , 249)

Education and Socialization

มีการสอดแทรกความรู้ทั้งในด้านความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนการขัดเกลา การสำนึกในความเป็นมอญให้กับลูกหลานในระหว่างที่มีงานบุญประเพณีต่างๆ

Health and Medicine

จากความเชื่อเรื่อการนับถือผี การผิดผีจะถูกกระทำโทษให้คนป่วย เสียสติ หรือเกิดอาการที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ในสมัยนั้นหรือรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้วไม่หาย จึงเห็นว่าต้องนำสิ่งนั้น ๆ ออกจากผู้ป่วยด้วยการล่อด้วยของต่าง ๆ เช่น อาหาร เพื่อรักษาผู้ป่วยหรือผู้ที่มีอาการผิดปกติที่เชื่อว่าเกิดจากการถูกผีกระทำ เนื่องจากการแพทย์และความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีมากขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่หันมารักษาตามวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่ (หน้า 248)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

มีข้อมูลกล่าวถึงการเล่นสะบ้า ท่าเล่นสะบ้า (หน้า 56-57) การเล่นทะแยมอญ เป็นการละเล่นแสดงร้องรำร่วมกับดนตรีเพื่อความสนุกสนาน เนื้อร้องมาจากชาดกบ้าง พุทธประวัติบ้าง ศีลธรรม และวรรณคดี หรือมีเนื้อหาที่เน้นสภาพชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวบ้าน เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการร้องรำ คือ ซอสามสาย ขลุ่ย จะเข้ กลอง ฉิ่ง อาจมีเครื่องคนตรีอื่นประกอบด้วยเพลงที่ใช้ร้องมักเป็นการร้องตอบโต้กันระหว่างหญิงชาย (หน้า 63-64)

Folklore

มีข้อมูลกล่าวถึงที่มาของ เรื่องเล่า และตำนานซึ่งเป็นที่มาของการประกอบพิธีตามประเพณีต่าง ๆ จำนวนมาก ตัวอย่าง เช่น 1. ตำนานพระไทรในประเพณีสงกรานต์ เป็นเรื่องที่กล่าวถึงที่มาของนางสงกรานต์ มีเรื่องย่อว่า เศรษฐีไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทรที่สถิตอยู่ริมน้ำในวันสงกรานต์ ก็ได้ลูกชายชื่อว่า "ธรรมบาลกุมาร" ซึ่งสามารถรู้ภาษานกและแก้ปัญหาข้อข้องใจของมนุษย์ได้ รู้ถึงท้าวกบิลพรหม จึงตั้งปัญหาถามธรรมบาลกุมารว่า ในเวลาเช้า กลางวัน เย็น สิริของคนอยู่ที่ใด และเดิมพันด้วยศีรษะ เมื่อครบ 7 วันธรรมบาลกุบาลฟังนกคุยกันและตอบปัญหาได้ว่า ตอนเช้าสิริอยู่ที่หน้า กลางวันสิริอยู่ที่ลำตัวหรือหน้าอก ตอนเย็นสิริอยู่ที่เท้า คนจึงนำน้ำมาลูบหน้าตอนเช้า ลูกตัวตอนกลางวัน ล้างเท้าตอนเย็น เมื่อตอบถูกท้าวกบิลพรหมจึงต้องถูกตัดเศียร โดยสั่งให้ลูกสาวทั้งเจ็ดผลัดเปลี่ยนกันถือเศียรไว้ไม่ให้ตก มิฉะนั้น ถ้าตกในอากาศและในน้ำน้ำจะแห้ง ตกบนพื้นพื้นดินจะเอียง โดยถือเอาวันสงกรานต์ถ้าตรงกับวันใดให้เรียกนางที่ถือเศียรท้าวกบิลพรหมว่า "นางสงกรานต์" 2. ตำนานที่เกี่ยวกับประเพณีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ สืบเนื่องจากตำนานพระไทรฯ เมื่อครบปี นางสงกรานต์นำเศียรท้าวกบิลพรหมมาชำระล้างที่เมืองพาราวะหนึก ซึ่งมีแม่น้ำไหลมาจากหิมพานต์ 4 สายไหลมารวมกัน มีพิธีล้าง 3 วัน 3 คืน โดยมีเทวดามาร่วมพิธีด้วย จึงนำปฏิบัติรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และพรมน้ำอบอัฐิในโกฏ 3. ความเชื่อที่เกี่ยวกับประเพณีเรือสำเภา มีว่า พระโสณะ และ พระอุตตระ เป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นพระมอญ เป็นผู้นำพระไตรปิฎกมาเผยแผ่ในไทย โดยใช้เรือสำเภานำมา มอญจึงถือปฏิบัติโดยสร้างเรือด้วยทางมะพร้าว เป็นไม้บ้าง โดยแต่ละคนจะนำน้ำมันมะพร้าวบ้าง น้ำมันพืชบ้าง ไปใส่ไว้แล้วนำไปถวายวัด เพื่อให้พระได้จุดตะเกียงในยามค่ำมืดเพื่อทำกิจของสงฆ์ (หน้า 79) 4. ตำนานประเพณีการแข่งลูกหนู เชื่อว่านำมาจากตำนานสมัยพุทธกาลที่ว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระสงฆ์ซึ่งเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดได้มาร่วมเตรียมงานวันอัฐมีบูชา (วันเผาพระบรมศพของพระพุทธเจ้า) เพื่อเผาพระบรมศพของพระพุทธเจ้า ขาดแต่พระมหากัสปะ ต่างจึงตกลงกันว่าจะรอให้พระมหากัสปะมากราบพระบรมศพก่อน เมื่อพระมหากัสปะมาถึงจึงเข้ากราบพระบรมศพ ก็เกิดปาฏิหารย์ขึ้น พระบาทยื่นออกมาให้กราบ เมื่อกราบเสร็จก็เกิดมีพระเพลิงลุกขึ้นลอยมายังพระบรมศพของพระพุทธองค์แล้วเผาโดยมิได้มีใครจุดไฟ (หน้า 91) 5. ที่มาความเชื่อที่ว่าการบวช ทำให้พ่อแม่ได้บุญคือช่วยให้พ่อแม่ไม่ตกนรก มาจากตำนานที่ว่า มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งสามีเป็นนายพราน ลูกชายขอไปบวชเณร แต่นางไม่ยอม แต่ลูกชายก็ไปบวชจนได้ วันหนึ่งหญิงนั้นฝันว่ามียมทูตมาจับตัวไปลงนรก จับนางโยนลงกระทะทองแดงหลายครั้ง แต่ก็ทำไม่ได้ ซ้ำยังมีดอกบัวบานในกระทะทองแดงมารองรับไว้ ซึ่งเป็นผลของกุศลกรรมจากการบวชเณรของลูกชายมาตกถึงนางผู้เป็นแม่ ทำให้นางกลับตัวหันมาสร้างบุญกุศลทำแต่ความดี (หน้า 105)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

คนมอญมีการปรับตัวเข้ากับคนไทยได้เป็นอย่างดี โดยมีความสัมพันธ์แบบยอมรับกัน แต่มอญก็ยังคงเอกลักษณ์ของกลุ่มตนบางประการ ได้แก่ ภาษา ศาสนา พิธีกรรม ความเชื่อ และขนบธรรมเนียมประเพณี แม้จะมีบางส่วนที่ผสมกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมไทยบ้างก็ตาม (หน้า 20) มีคำเรียกขานมอญเป็นภาษามอญว่า กว้านเดิงฮะโมกข์ หมายถึง บ้านฝั่งแหลม หรือ มอญฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ หรือ มอญในพม่าก็จะเรียกมอญที่อยู่ในไทยว่า "โมนเดิงฮะโมกข์" หรือ "โมนเดิงเซียม" (เซียม หมายถึง สยาม) (หน้า 36)

Social Cultural and Identity Change

- ในช่วงแรก (พ.ศ. 2358-2470) มอญในพระประแดงพร้อมที่จะปฏิบัติตามประเพณีในทุกหมู่บ้าน เพราะถือว่าเป็นวิถีชีวิตในชุมชนที่เคยปฏิบัติกันมาแต่โบราณ และปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดเกือบทุกบ้าน - ในช่วงที่สอง (พ.ศ. 2471-2499) ลักษณะของการปฏิบัติยังใกล้เคียงกับช่วงแรกในด้านจิตใจยังคงให้ความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตชุมชนมอญ แต่เริ่มมีผู้ปฏิบัติน้อยลง รวมทั้งมีการเปลี่ยนวิธีการและรูปแบบไปบ้างรวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ แต่ก็ยังคง จุดประสงค์ คุณค่า และเอกลักษณ์เดิมของมอญไว้ - ในช่วงที่สาม (พ.ศ. 2500-ปัจจุบัน พ.ศ. 2538) ลักษณะของการปฏิบัติและการให้ความสำคัญต่างจากทั้งสองช่วงข้างต้นอย่างเห็นได้ชัด คือ มอญปฏิบัติน้อยลงเรื่อย ๆ คงเหลือผู้ปฏิบัติเพื่อการอนุรักษ์ หรือ รักษาไว้เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนมอญเท่านั้น เพราะมีการส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวโดยเปลี่ยนจากการปฏิบัติของชาวบ้านอันเป็นวิถีชีวิตในช่วงแรกและช่วงที่สอง มาเป็นเจ้าหน้าที่ของทางอำเภอเข้ามากำหนดและจัดการ รวมทั้งเงินสนับสนุนจากเอกชน จึงเปลี่ยนจากสื่อพื้นบ้านในอดีต (เฉพาะมอญใน อ.พระประแดง) มาเป็นสื่อประจำจังหวัด และอาจกล่าวได้ว่าเป็นสื่อประจำชาติก็ว่าได้เพราะมีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน และ คนทั้งภายใน และ ต่างประเทศ เพื่อจะได้เข้ามาเที่ยวชม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมของมอญในพระประแดงนั้น เริ่มมาจากการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากสังคมเกษตรกรรมเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมกับการรับความเจริญในด้านต่างๆ เช่น การคมนาคมซึ่งแต่เดิมใช้เรือในการสัญจรไปมา เมื่อมีการตัดถนนสุขสวัสดิ์ก็เริ่มมีการนำรถยนต์เข้ามาใช้ ด้านการศึกษาภาครัฐก็เข้ามามากขึ้น การขยายตัวเป็นเมือง การอพยพเข้ามาขายแรงงานของคนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมากขึ้น และการทำงานแบบทุนนิยมที่กำหนดเวลาและค่าจ้างชัดเจน รวมทั้งการที่เปลี่ยนผู้จัดในเรื่องงานประเพณีต่างๆ จากชาวบ้านมาเป็นเจ้าหน้าที่จากอำเภอ ซึ่งมีการโยกย้ายทำให้บางคนที่เข้ามาจัดนั้นไม่ทราบถึงธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกต้องของประเพณี สาเหตุเหล่านี้ทำให้ประเพณีต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะสภาพการดำเนินชีวิตในปัจจุบันนั้นไม่เอื้ออำนวยให้ชาวบ้านมีเวลามาร่วมปฏิบัติแบบเดิมได้ ชาวบ้านเองก็ไม่มีเวลาที่จะเข้ามาร่วมเช่นในอดีตเพราะต้องทำงานตามกำหนดเวลาจะให้หยุดมาจัดประเพณีต่างๆ นานๆ ก็ไม่ได้ เช่น ในประเพณีสงกรานต์ ตามประเพณีต้องทำกันเป็นเดือน หรือ ประเพณีการกวนกะลาแมนั้น การกวนกะลาแมแบบโบราณเป็นเรื่องยุ่งยากและต้องใช้เวลาอีกทั้งแรงงานมากจึงนิยมที่จะซื้อจากแม่ค้าที่ทำขาย ซึ่งทำแบบง่ายมากกว่าที่จะกวนกันเองตามแบบโบราณประเพณีกันมากกว่า แต่ในอดีตทำได้เพราะเสร็จจากการทำนาแล้ว ตลอดจนอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก (หน้า 237-239) ประเพณีการเล่นสะบ้า และสะบ้าทอย มีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะคนรุ่นใหม่มองว่าล้าสมัย ผู้เล่นต้องแต่งกายชุดลอยชายจึงไม่สะดวกสำหรับบางคนที่ไม่มีชุด และมีการเล่นอื่น ๆ รวมทั้งกีฬาประเภทอื่น ๆ ได้รับค่านิยมมากกว่า และ หนุ่มสาวสมัยใหม่มีโอกาสพบกันมากขึ้นจากการทำงาน การศึกษา และจากการมองว่าล้าสมัย เล่นไม่ได้เพราะพูดมอญไม่เป็น สิ้นเปลืองมาก และ หาคนมาเล่นยากขึ้น (หน้า 241-242) การปฏิบัติพิธีแต่งงานแบบมอญ มีการปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดในช่วงแรก (พ.ศ.2358 - 2470) และเริ่มน้อยลงในช่วงที่สอง (พ.ศ.2471-2500) เริ่มน้อยลงบ้าง หรือ ผสมผสานรูปแบบ เนื่องจากมีการแต่งงานข้ามกลุ่ม เริ่มข้ามกลุ่มระหว่างคนไทย มอญ จีน และกลุ่มอื่น โดยรับรูปแบบการแต่งงานตามความเหมาะสม เพราะในละแวกชุมชนมอญเองมีกลุ่มคนไทยมุสลิม และ ผู้นับถือศาสนาคริสต์อาศัยอยู่ด้วย ตลอดจนถึงคนจีน (หน้า 254) ประเพณีการเล่นทะแยมอญ ประเพณีมอญร้องไห้ ช่วงแรกมีการสอนจากพ่อเพลงแม่เพลงสืบต่อกันมา โดยร้องเป็นภาษามอญประกอบดนตรี เช่น จะเข้ ซอสามสาย กลอง และ ฉิ่ง มาในช่วงที่สอง เริ่มมีดนตรีอื่นๆ เข้ามาประกอบและร้องปนไทยบ้าง ช่วงที่สามก็ลดน้อยลงจนเกือบไม่มีผู้เล่นเป็น และหมดไปจากอำเภอพระประแดง ส่วนที่จ้างมาเล่นในช่วงสงกรานต์ มักร้องปนไทยมากและประกอบคนตรีสมัยใหม่เนื้อร้องเน้นสนุกสนานเป็นหลัก ประเพณีมอญร้องไห้ ช่วงแรก ร้องที่บ้านเพราะนำศพมาเก็บไว้ที่บ้าน ผู้ร้องจะได้แก่ลูกหลานของผู้ตาย และ ร้องเป็นภาษามอญ ในช่วงที่สองและสาม อาจมีการจ้างวงปี่พาทย์มอญมาบรรเลงต่อมามีการเปิดเทปบันทึกเสียงแทนการร้องเอง และการจ้างร้องซึ่งเป็นการร้องสด โดยเทปบันทึกมักร้องเป็นภาษามอญปนไทย ต่อมาการจัดงานศพแบบมอญดั้งเดิมก็เปลี่ยนแปลงไปนิยมจัดตามวัดมากว่า วงปี่พาทย์มอญก็เริ่มมีผู้เล่นน้อยลง จึงมักหันมาใช้เทปบันทึกเสียงแทน เพราะสิ้นเปลืองน้อยกว่า ประเพณีการเล่นทะแยมอญ และมอญร้องไห้มีการเปลี่ยนแปลงไปนั้น สืบเนื่องมาจากเด็กรุ่นใหม่เรียนหนังสือจากส่วนกลางทำให้การพูดและใช้ภาษามอญลดลงจนเกือบพูดไม่ได้ และมองว่าล้าสมัยไม่น่าสนใจเท่าสิ่งบันเทิงสมัยใหม่ ตลอดจนการถ่ายทอดหมดไปเมื่อผู้เล่นตายไป (หน้า 242, 252) ความเชื่อเรื่องผีของคนรุ่นใหม่เริ่มละทิ้งความเชื่อบางอย่างไป ประกอบกับมองว่าการถือผีเป็นเรื่องงมงาย ไม่มีเหตุผลต้องทำ อีกทั้งการถือผีนั้นเป็นข้อยุ่งยากต้องคอยระวังไม่ให้ผิดผีหลายอย่าง ส่วนผู้ที่นับถือผีอยู่ก็รู้ข้อห้ามและข้อปฏิบัติของตนเป็นอย่างดีที่จะทำให้ไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ทำให้เกิดการผิดผี ครอบครัวที่นับถือผีก็มีน้อยมาก รวมถึงการแต่งงานกับคนไทยและชนชาติอื่น ๆ มากขึ้นจึงละเว้นการถือผี (หน้า 247-249) ประเพณีฌาปนกิจศพพระสงฆ์มอญ และพิธีศพแบบมอญ ก็มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ในประเพณีฌาปนกิจศพพระสงฆ์มอญนั้น จากสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชนมอญนั้นเปลี่ยนไปมาก จึงไม่มีเวลาไปจัดเตรียมและร่วมแรงกันเป็นเดือนๆ ในงานนี้เพื่อสร้างโรงทึม เมรุลอยตลอดจนส่วนประกอบอื่น ๆ แต่ยังต้องการทำบุญจึงใช้การบริจาคเงินแทนสิ่งของ ประกอบกับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เริ่มหายาก มีราคาแพงขึ้น รวมทั้งผู้สามารถสร้างได้ก็มีจำนวนลดลง เพราะขาดการถ่ายทอดจึงใช้การเช่าแทนการสร้างใหม่ซึ่งสะดวกรวดเร็วกว่าสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและแรงงานน้อยกว่า แม้กระทั่งในพิธีศพแบบมอญก็เช่นเดียวกันความยุ่งยากในการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ สภาพความเป็นอยู่ไม่เอื้ออำนวยให้จัดตามประเพณี ความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้จัดตามที่เห็นว่าเหมาะสมและสะดวก โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบพิธีศพหรือตัดขั้นตอนยุ่งยากลงไป (หน้า 249-251) ประเพณีการบวชแบบมอญก็ไม่สะดวกที่จะปฏิบัติตามแบบเดิม เพราะเสียเวลาและค่าใช้จ่าย ในช่วงแรกปฏิบัติตามประเพณีกันเคร่งครัด บ้านใดที่มีฐานะจะขี่ม้าบวชตามแบบโบราณ ช่วงที่สองเปลี่ยนมานิยมให้นาคนั่งแคร่แล้วให้เพื่อนหาม ช่วงที่สามก็เริ่มมีการลดขั้นตอนต่าง ๆ ลงเพื่อความสะดวก (หน้า 253) เด็กรุ่นใหม่ไม่นิยมไว้จุก อาจเนื่องมาจากเพื่อลดความยุ่งยากตามพิธีโบราณ ในช่วงแรกนิยมปฏิบัติกันทั่วไปตามประเพณีโบราณที่สืบต่อกันมาในชุมชนมอญ ช่วงที่สอง จำนวนเด็กไว้ผมจุกจึงลดน้อยลงบ้าง แต่ก็ยังมีการปฏิบัติตามประเพณีโกนจุกอยู่ โดยเริ่มดัดแปลงให้พระ ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้อาวุโสโกนให้ ช่วงที่สามประเพณีนี้หมดไปจากพระประแดง เพราะเด็กไม่นิยมไว้จุก ประกอบกับ ผู้ที่ไว้ซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้วนั้นนิยมให้พระโกนให้มากว่า (หน้า 254) สื่อพื้นบ้านมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ตลอดจนมอญรุ่นใหม่ไม่ปฏิบัติตามประเพณีที่บรรพบุรุษเคยทำมา อาจเป็นเพราะรับการศึกษาและรับวัฒนธรรมจากตะวันตกเข้ามา บางอย่างในวัฒนธรรมมอญก็สูญหายไป บางอย่างกำลังจะสูญหาย บางอย่างขาดคนสนใจที่จะสืบทอดต่อ ซึ่งจะมีผลในมอญรุ่นใหม่ต่อ ๆ ไป ที่อาจจะไม่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดรับรู้เรียนรู้ หรือ ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าสืบต่อจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย (หน้า 281)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ผู้เขียน ได้ใช้ตารางเพื่ออธิบายข้อมูลเชิงปริมาณและภาพถ่ายสื่อพื้นบ้านจากสถานที่และสถานการณ์จริง เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน โดยเฉพาะตารางและภาพถ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับสื่อพื้นบ้าน ประเพณี ขนบธรรมเนียม เช่น ประเพณีที่อยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประเพณีที่อยู่ในช่วงเทศกาลออกพรรษา ประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับการนับถือผี งานศพแบบมอญ ประเพณีที่เกี่ยวกับสื่อพื้นบ้านอื่นๆ รวมทั้งข้อมูลกลุ่มตัวอย่างและผู้รู้อย่างละเอียด (หน้า 114-229)

Text Analyst ประพัฒน์พงษ์ วัชระโสภา Date of Report 18 พ.ค. 2559
TAG มอญ, สื่อพื้นบ้าน, วัฒนธรรม, ประวัติความเป็นมา, ชุมชน, สมุทรปราการ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง