ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
| |
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร 

     

    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 

    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)


    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,ดนตรี,น่าน
Author บุญลอย จันทร์ทอง
Title ดนตรีชาวเขาเผ่าม้ง หมู่บ้านสบเบ็ด อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 192 Year 2546
Source หลักสูตรปริญญาศิลปกรรมมหาบัณฑิต วิชาเอกมานุษยดุริยางควิทยา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ
Abstract

ม้งยังคงรักษาความเป็นวัฒนธรรมของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานศพ ความเชื่อถือต่างๆในเรื่องของจิตวิญญาณ และขั้นตอนในการปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนและให้ความสำคัญกับพิธีเป็นอย่างมาก การวิเคราะห์ดนตรีที่ใช้ประกอบในพิธีกรรมงานศพ ผลวิจัยพบว่าเครื่องดนตรีที่ใช้ในการดำเนินทำนองคือ "เก้ง" มีความสำคัญในการเป็นผู้นำในพิธีศพ จัดอยู่ในตระกูลเครื่องลม มีระบบการเทียบเสียง 5 เสียง มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ เต้าเก้ง ท่อเสียง 6 ท่อและลิ้น ซึ่งใช้วัสดุและเครื่องมือที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นจากธรรมชาติ บทเพลงของดนตรีม้งเป็นโครงสร้างเพลงที่มีท่อนเพลงหลายท่อน ไม่มีการวนซ้ำไปมา มีองค์ประกอบดนตรีครบถ้วน ทั้งทำนองเพลง การประสานเสียงและจังหวะ นักดนตรีมีอิสระในการสร้างเสียงสูงต่ำ แตกต่างจากทำนองเดิม โดยเกิดจากการควบคุมลมหายใจ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษและเป็นเอกลักษณ์ในบทเพลง ส่วนเครื่องดนตรีประกอบได้แก่ จัว เป็นการบรรเลงในแนวเดียวตลอดในทุกบทเพลง ซึ่งมีลักษณะและส่วนจังหวะที่ปรากฏให้เห็นในบทเพลงทั้งหมดมีอยู่ลักษณะเดียว ลักษณะการผสมวงมี 2 ลักษณะคือ วงดนตรีที่มีเครื่องดนตรี 2 ชิ้นจะใช้ในพิธีกรรมงานศพคือเก้งและจัว ส่วนงานรื่นเริงจะใช้การร้องเป็นส่วนใหญ่และใช้เครื่องดนตรีชนิดอื่นเล่นในยามว่าง เช่น จ้างและย่าง ส่วนในเรื่องของวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรีได้มีการสืบทอดมาช้านาน ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นในยุคใด สมัยใด ดนตรีชาวเขาเผ่าม้งได้สะท้อนสภาพวัฒนธรรมของม้ง โดยบทเพลงจะใช้บรรเลงประกอบพิธีกรรมงานศพเป็นส่วนใหญ่ ม้งถือว่า บทเพลงกับพิธีกรรมงานศพเป็นสิ่งควบคู่กันอย่างแยกไม่ออก ดนตรีและพิธีกรรมงานศพถือว่ามีความสำคัญที่สุดของม้ง ผลการวิเคราะห์ตามองค์ประกอบของดนตรีสรุปได้ว่า ลักษณะของเสียงเป็นการถ่ายทอดความรู้สึก รูปพรรณมีแนวทำนองประสานเสียง ลักษณะที่เป็นทำนองบรรเลงไปเรื่อยๆ คล้ายเพลงด้น มีทำนองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะชนเผ่า

Focus

ศึกษาดนตรีในวัฒนธรรมมุขปาฐะ ในพิธีกรรมงานศพ รวมทั้งลักษณะทางดนตรีของบทเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีตามแบบดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าม้ง กรณีศึกษาหมู่บ้านสบเบ็ด อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

คนไทยนิยมเรียก "ม้ง" ว่า "แม้ว" ส่วนมากแม้วเรียกตัวเองแตกต่างกันไปตามเผ่า เช่น แม้วดำหรือแม้วน้ำเงิน เรียกตัวเองว่า "ฮมูงจั๊ว" ส่วนแม้วขาวเรียกตนเองว่า "ฮมูง ด๊าว" ส่วนแม้วกัวมะบา เรียกตัวเองว่า "ฮมูง กัวมะบา" ม้งที่อาศัยทางภาคเหนือของไทยแบ่งได้เป็น 3 เผ่าคือ ม้งดำหรือม้งน้ำเงิน ม้งขาวและม้งกัวมะบา สำหรับม้งดำแบ่งออกเป็น 3 สาขาย่อยคือ ม้งดอก ม้งลายและม้งดำ (หน้า 4)

Language and Linguistic Affiliations

ม้งไม่มีภาษาเขียน (หน้า 24)

Study Period (Data Collection)

พ.ศ.2546

History of the Group and Community

บรรพบุรุษม้งเมื่อราว 2,000 ปี ก่อนคริสตกาลเคยอาศัยริมฝั่งแม่น้ำเหลือง สมัยนั้นม้งเคยต่อต้านการขยายตัวของพวกจีน จนในที่สุดม้งก็เป็นฝ่ายแพ้และถูกบังคับให้รับวัฒนธรรมจีนและมีม้งจำนวนมากได้ถอยร่นเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ยากแก่การเข้าถึง ม้งที่อาศัยในประเทศไทยอพยพเข้ามาทางเขตลาวมากกว่าทางด้านรัฐฉานของสหภาพ พม่า โดยอาศัยยู่ตามพรมแดนด้านตะวันออกและด้านตะวันตกในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ลำปาง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยจังหวัดน่านมีม้งมากกว่าทุกจังหวัด (หน้า 3-4)

Settlement Pattern

ชาวเขาส่วนใหญ่ตั้งชุมชนบริเวณสันเขาหรือลาดเขา (หน้า 1) ม้งตั้งบ้านเรือนตามเขาสูง ในระดับความสูงประมาณ 5,000 ฟุตขึ้นไป (หน้า 19)

Demography

ไม่มีข้อมูล

Economy

ไม่มีข้อมูล

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

ม้งมีความเชื่อถือในวิญญาณและผีต่างๆ ไม่มีพระเจ้าที่ยึดถือถาวร เช่น ศาสนาคริสต์หรืออิสลาม ผีที่ม้งนับถือมีทั้งผีบรรพบุรุษและผีที่อยู่ตามธรรมชาติและสภาพแวดล้อม เช่น ท้องฟ้า ลำน้ำ ต้นไม้ ภูเขา ไร่นาและบ้านเรือน ม้งเชื่อว่าผีที่ตนนับถือมีหลายระดับ ระดับสูงสุดคือผีฟ้า เรียกว่า "ตรั้งคู้" โดยเชื่อว่าผีฟ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก(หน้า 19,59) พิธีงานศพม้ง หากบ้านใดมีคนตายจะมีการยิงปืนเพื่อเป็นสัญญาณให้คนอื่นทราบ หลังจากนั้น จะมีการอาบน้ำศพและแต่งตัวให้ศพ เมื่อแต่งตัวศพเสร็จแล้วจะวางศพนอนขนานกับฝาผนังที่อยู่ตรงข้างประตูบ้าน เจ้าภาพจะเชิญคนมาสวดเตอกี เพื่อให้ผู้ตายได้ทราบว่าตนได้ตายแล้วและกำลังจะเดินทางไปหาผีพ่อแม่ซึ่งอยู่ยังอีกโลกหนึ่ง พิธีศพจะกินเวลาหลายวัน ทั้งนี้เพราะต้องรอญาติที่อยู่ไกลได้มาร่วมงาน การฝังศพจะฝังในวันดีเพราะจะทำให้ผู้ตายไปเกิดที่ดีมีความสุข งานหนักที่ต้องทำในงานศพคือ การเป่าเก้งและตีจัวเพราะต้องทำติดต่อกัน เสียงเก้งมีเพลงที่ใช้บรรเลงเฉพาะในพิธีศพเท่านั้น ส่วนจัวนั้น ถ้าไม่มีพิธีศพ ห้ามตีโดยเด็ดขาด หากเป็นการตายด้วยโรคระบาดจะนำศพไปฝังทันทีโดยไม่มีการจัดพิธีศพ ม้งนิยมฝังศพตอนเย็น เพราะเชื่อว่าถ้าฝังตอนเช้าผีคนตายจะกลับมารบกวนทางบ้าน หลังจากฝังศพแล้ว 3 วันญาติผู้ตายจะนำหินไปกองเรียงไว้บนหลุมฝังศพโดยเชื่อว่าเป็นการสร้างบ้านให้ผีผู้ตายอยู่และหลังจากนั้นประมาณ 13 วัน จะทำพิธีเชิญวิญญาณผู้ตายกลับไปเยี่ยมบ้านเพื่อกินไก่ ภายใน 1 ปีญาติผู้ตายจะทำพิธีปล่อยผีผู้ตายให้ไปเกิดใหม่ หากไม่ประกอบพิธีนี้ ผู้ตายจะไม่สามารถไปเกิดใหม่และจะกลับมาบ้านรบกวนญาติพี่น้อง ข้อห้ามในการฝังศพของม้ง เช่น ห้ามฝังศพลูกในวันคล้ายวันฝังศพบิดามารดา เพราะจะทำให้ทำมาหากินไม่เจริญ ห้ามฝังศพไว้บนไหล่เขาที่มีหมู่บ้านตั้งอยู่ สำหรับศพเด็กจะนิยมฝังไว้ในบริเวณเดียวกันเพื่อให้เป็นเพื่อนเล่นแก้เหงา เป็นต้น ส่วนการไว้ทุกข์ จะไว้ประมาณ 13 วัน ไม่มีการแต่งตัวแบบพิเศษ เพียงแต่ห้ามปฏิบัติกิจบางอย่างเพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้ตายไปเกิดใหม่มิได้ เช่น ห้ามเย็บผ้า เพราะเชื่อว่าผู้ตายจะถูกเข็มตำ ห้ามต่อด้าย เพราะเชื่อว่าด้ายจะพันแข้งพันขาผู้ตาย (หน้า 19-21) ดนตรีของม้งมีลักษณะการบรรเลงแบบง่ายไม่ซับซ้อน ดนตรีบรรเลงได้เฉพาะเพื่อเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมใหญ่หรือคัมภีร์การประกอบดนตรีที่ระบุไว้ว่าต้องใช้ดนตรีเท่านั้น เช่น พิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพ พิธีขึ้นปีใหม่ม้ง และในบรรดาพิธีกรรมทั้งหมด พิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพถือเป็นพิธีกรรมที่สำคัญที่สุด (หน้า 23) ข้อห้ามของการเล่นเครื่องดนตรี การบรรเลงเครื่องดนตรีของม้งในพิธีกรรม ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งเคารพบูชา ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเล่นโดยเด็ดขาด (หน้า 34)

Education and Socialization

การถ่ายทอดดนตรีของม้งเป็นการถ่ายทอดด้วยวิธีปากเปล่า (Oral Tradition) ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (หน้า 22, 59)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกายของนักดนตรีม้งในพิธีกรรมต่างๆ จะแต่งชุดประจำเผ่าอย่างเรียบง่าย (หน้า 22) การผสมวงของดนตรีม้งเป็นการรวมเครื่องดนตรีทุกชนิดมาบรรเลงร่วมกัน ประกอบด้วย เก้ง จ้าง และย่าง ซึ่งถือเป็นเครื่องดนตรีหลักของวงที่ใช้บรรเลงทำนองและมี "จัว" เป็นเครื่องประกอบจังหวะ โดยเครื่องดนตรีทั้งหมดทำจากวัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ "เก้ง" (แคน) เป็นเครื่องดนตรีประจำเผ่าในการประกอบพิธีกรรมของชาวเขาเพียง 4 เผ่าและเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป ได้แก่ เผ่าลีซู เรียกแคนของตนว่า "ฝู่ลุ" เผ่าลาหู่ (มูเซอ) เรียกว่า "นอ" เผ่าอาข่า (อีก้อ) เรียกว่า "แลเจ๊ะ" ส่วนม้งเรียกแคนของตนว่า เก้งหรือเต้ง เก้งเป็นเครื่องดนตรีกลุ่มเครื่องลม ทำจากต้นไม้เนื้อแข็ง เจาะรูตรงกลาง ประกอบเข้ากันโดยมีทองเหลืองเป็นปลอกหุ้ม เป็นปล้องปลายเล็กโคนใหญ่ เก้งของม้งประกอบด้วยส่วนสำคัญ 7 ส่วนคือ เก้ง เลาเก้ง ซึ่งมีทั้งหมด 6 เลา โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่คือ เต้าเก้งและท่อเสียง กำเนิดเสียงโดยการเป่าหรือดูดโดยใช้นิ้วปิดรูท่อเสียงหรือเลาเก้งที่ต้องการให้เกิดเสียงตามต้องการ ระบบเสียงของเก้ง มีทั้งหมด 6 เสียงแต่ละเสียงมีเสียงหลักที่เป็นทำนองอยู่ 5 เสียง ส่วนเสียงที่ 6 จะเป็นตัวทำเสียงแนวประสาน ในพิธีงานศพจะใช้เก้งขนาดใหญ่ ไม่นิยมใช้เก้งขนาดเล็ก "จ้าง" คือขลุ่ยที่ม้งนิยมใช้ เป็นเครื่องดนตรีชั่วคราว ใช้บรรเลงเพื่อตอบสนองความต้องการตามวิถีชุมชน เช่นไปทำไร่ เดินป่าล่าสัตว์ เป็นต้น ไม่เกี่ยวกับการบรรเลงในพิธีกรรม จ้างทำด้วยไม้ไผ่ ยาวประมาณ 21 นิ้ว มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร เป็นจ้างที่เป่าทางตรง มีลิ้นและเสียง 6 รู เหมือนขลุ่ยไทยและมีระบบเสียงได้ 5 เสียงแต่ถ้าผู้ชำนาญจะเป่าได้ถึง 6 เสียง "จัว" หรือ "กลองม้ง" เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ใช้ประกอบพิธีกรรมเฉพาะงานศพเท่านั้น จัวเป็นเครื่องดนตรีที่ไม่นิยมสร้างหรือเปลี่ยนใหม่ ปัจจุบัน บ้านสบเบ็ดมีจัว 2 ใบ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 17 นิ้ว ตัวจัวทำจากไม้เนื้อแข็ง หน้าจัวทำจากหนังวัว ขึงตึงทั้งหัวท้ายโดยใช้หมุดตอกติดกับตัวจัว ในการบรรเลงจะแขวนจัวไว้ที่สูง ไม่วางจัวบนพื้นเด็ดขาด มีไม้ตี 2 ไม้ ตีสลับมือไปมา "ย่าง" เป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมไม่ได้รับการพัฒนาแต่อย่างได ย่างเป็นเครื่องเป่าทำจากโลหะทองแดง ตัดเป็นแผ่นบางมีความยาวประมาณ 4 นิ้ว กว้าง 1/2 นิ้ว ย่างเป็นเครื่องเป่าทางตรง ไม่มีรูบังคับ วิธีการเล่นมีลักษณะเหมือนจ้องโหน่งซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของภาคอีสาน ย่างจะมีปลอกหุ้มทำด้วยไม้สำหรับเก็บลักษณะเหมือนที่เก็บมีด วิธีการเล่นคือใช้มือทั้งสองจับที่ตัวย่างแล้วใช้ปากเป่าผ่านลิ้นของย่างเพื่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือน จะทำให้เกิดเสียง (หน้า 23-34 ) บทเพลงของม้ง เป็นเพลงที่ได้สืบทอดมาแต่อดีต ใช้บรรเลงในพิธีงานศพซึ่งถือเป็นพิธีที่สำคัญ มีทั้งหมด 6 เพลง ได้แก่ เพลง "เก้งตูสา" แปลว่า ส่งเสีย เพลง "เจ๊าและ" แปลว่า ใส่โลง เพลง "เก้งฉ่าย" แปลว่า อาหารเช้า เพลง "เก้งชู" แปลว่า อาหารเที่ยง เพลง "เก้งหม้อ" แปลว่า อาหารเย็น และเพลง "เจ้อเจีย" แปลว่าถวายหมู วัว ควาย จากการวิเคราะห์พบว่า เพลงเก้งตูสา บทเพลงมี 4 ท่อน มีลักษณะของเสียงเกี่ยวกับการถ่ายทอดความรู้สึก ความเศร้า เป็นเพลงทำนองเดี่ยวและมีแนวทำนองแบบประสานเสียง ลักษณะการประพันธ์มิได้คำนึงถึงลักษณะการประพันธ์ ดังนั้น จึงเป็นการบรรเลงทำนองเพลงไปเรื่อยๆ เพลงเจ๊าและ มีลักษณะเสียงถ่ายทอดความรู้สึกเสียใจ อาลัยอาวรณ์ บทเพลงมีแนวทำนองเดียว มีลักษณะเพลง 4 ท่อน มิได้คำนึงถึงการประพันธ์ ดังนั้น จึงเป็นการบรรเลงทำนองไปเรื่อยๆ ในแต่ละท่อนเพลง เป็นต้น (หน้า 35-37)

Folklore

ตำนานที่เกี่ยวข้องกับดนตรีของม้ง ม้งถือกำเนิดมาจากชายหญิงคู่หนึ่ง (คล้ายกับอีฟและอดัมในศาสนาคิสต์) ตามตำนานเล่าว่า ในอดีตในโลกมนุษย์มีเหตุการณ์น้ำท่วมโลกจนทำให้มนุษย์ตายกันหมด เหลือเพียงชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในกลองลูกหนึ่ง จึงทำให้รอดตาย โดยในระหว่างที่น้ำท่วมสูงจนกระทั่งพากลองของสองพี่น้องลอยขึ้นไปถึงสวรรค์ เทพเจ้าจึงได้ช่วยชีวิตสองพี่น้องไว้ เทพเจ้าได้ให้เก้งเป็นของขวัญ จากนั้นสองพี่น้องจึงได้กลับมายังโลกมนุษย์และถือเป็นบรรพบุรุษของม้งและถือเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าและวิญญาณที่ล่วงลับ (หน้า 21) นิยายปรัมปราของม้งได้เล่าต่อกันมาว่า ถิ่นกำเนิดของม้งอยู่ที่มุมหนึ่งของโลก เป็นดินแดนที่อากาศหนาวเย็นปกคลุมด้วยหิมะ คนและต้นไม้มีขนาดเล็ก มีเวลากลางคืนนาน 6 เดือน ส่วนม้งในประเทศไทยที่ระลึกถึงถิ่นกำเนิดเดิมในทำนองว่า ถิ่นกำเนิดม้งอยู่ห่างออกไปใช้เวลาเดินหลายปี เวลาครึ่งหนึ่งเป็นกลางวันและครึ่งหนึ่งเป็นกลางคืน เวลากลางคืนน้ำจะแข็งตัวจับเป็นก้อน เป็นแก่งหินและทรายสีขาว อากาศหนาวเย็น สรรพสิ่งทั้งหลายมีขนาดเล็ก (หน้า12)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

พิธีกรรมงานศพม้ง มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มมาก(หน้า 59)

Social Cultural and Identity Change

ปัจจุบันนักดนตรีจะแต่งกายตามแบบคนไทยพื้นราบ (หน้า 60)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ปัจจุบันหมู่บ้านสบเบ็ดมีนักดนตรีผู้บรรเลงหลัก 2 คน คือเลาป๋อ แซ่ย่าง และ เลายี่ แซ่คำในพิธีงานศพ ผู้บรรเลงเก้งถือว่าเป็นผู้มีความสามารถและความสำคัญเป็นที่สุด (หน้า 59)

Map/Illustration

ภาพ - แผนภาพแสดงการอพยพของชาวเขาเข้าสู่ประเทศไทย (หน้า 5) - แสดงการสืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ชาวเขาในภาคเหนือของประเทศไทย(หน้า 6) - การแต่งกายของนักดนตรีเมื่อบรรเลงดนตรี(หน้า 22) - เก้ง(หน้า 24) - เต้าเก้ง ท่อเสียง(หน้า 25) - ตำแหน่งเลาเก้งที่ประกอบเต้าเก้งแต่ละจุด(หน้า 26) - ลิ้นเก้ง(หน้า 27) - การจับเก้ง(หน้า 28) - การบรรเลงเก้งอย่างพร้อมเพรียงกัน(หน้า 29) - จ้าง(หน้า 30) - การจับจ้าง(หน้า 31) - ด้านข้างจัว(หน้า 32) - ด้านหน้าจัว(หน้า 32) - ย่าง(หน้า 33) - การเล่นย่าง(หน้า 34)

Text Analyst สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ Date of Report 01 พ.ค. 2549
TAG ม้ง, ดนตรี, น่าน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง