ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
| |
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร 

     

    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 

    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)


    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject วิถีแห่งซิกข์, การบริการรับใช้สังคม, เซว่า, กระบวนการขัดเกลาทางสังคม, รองเท้าในวิถีชาวซิกข์
Author อภิรัฐ คำวัง
Title รองเท้าในวิถีชาวซิกข์ : ปรัชญาจากปัญจาบสู่เจ้าพระยา
Document Type บทความ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity นามธารี ซิกข์นามธารี ซิกข์-นามธารี, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
มหาวิทยาลัยศิลปากร, ฐานข้อมูลวารสารอิเล็กทรอนิกส์กลางของประเทศไทย
[เอกสารฉบับเต็ม]
Total Pages 21 Year 2553
Source วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 32 (2553) ฉบับที่ 1
Abstract

หลักปรัชญาและคำสอนบางประการในศาสนาซิกข์เน้นถึงกระบวนการขัดเกลาทางสังคมและการควบคุมตนเองด้วยการขจัดศัตรูทั้ง 5 โดยเฉพาะความอหังการ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้หลายวิธี เช่น การปวารณาตนเพื่อรับใช้สังคมด้วยความสมัครใจ กิจกรรมที่ได้รับความนิยม คือ การรับดูแลรองเท้าภายในคุรุดวารา กรุงเทพมหานคร ชาวซิกข์ทุกเพศทุกวัยจะหมุนเวียนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสัมผัสและทำความสะอาดรองเท้าของผู้คน ทั้งนี้ ชาวซิกข์ถือว่า การปฏิบัติดังกล่าวเป็นการขจัดความอหังการและแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนตามคำสอนและปฏิบัติตนตามแนวทางของพระศาสดา

Focus

ทำความเข้าใจหลักปรัชญาของศาสนาซิกข์ เกี่ยวกับกระบวนการขัดเกลาทางสังคม โดยใช้กิจกรรมการรับฝากรองเท้า ซึ่งถือเป็นของเบื้องต่ำ แต่กลับเป็นปัจจัยนำทางเข้าสู่วิถีแห่งซิกข์และเชื่อมโยงกับภาวะแห่งความหลุดพ้น เพราะรองเท้าเป็นสิ่งที่ชาวซิกข์ใช้เป็นเครื่องมือในการขจัดความอหังการของมนุษย์ (น.155)

Theoretical Issues

รองเท้าก่อให้เกิดกิจกรรมการรับฝากและดูแลภายในคุรุดวารา เชื่อมโยงถึงหลักการปวารณาตนเพื่อรับใช้สังคมด้วยความสมัครใจของชาวซิกข์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ทั้งมิติทางศาสนา สังคม วัฒนธรรม กล่าวเฉพาะในมิติทางศาสนา สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องรับฝากรองเท้ามาจากกลไกของระบบคุณธรรมทำหน้าที่อบรมสั่งสอนกล่อมเกลาจิตใจ โดยมีรองเท้าเป็นสื่อกลางเชื่อมให้ชาวซิกข์ได้ปฏิบัติตนตามหลักคำสอนทางศาสนาด้วยการลงมือปฏิบัติเพื่อขจัดความอหังการตามแบบอย่างพระศาสดา
หากมองในมิติทางสังคม และวัฒนธรรม จะเห็นว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคม ช่วยเสริมสร้างพลังทางสังคมและพลังทางศีลธรรมให้แก่สังคมชาวไทยซิกข์ อีกทั้งยังธำรงรักษาอัตลักษณ์ของกลุ่มให้ยึดโยงอย่างเหนียวแน่น และนำพลังนั้นคืนคุณประโยชน์กลับสู่สังคม
แม้รูปแบบการสอนปรัชญาทางศาสนาจะเป็นเรื่องเข้าใจยากแต่การลงมือปฏิบัติตามวิถีเช่นชาวซิกข์กลับช่วยให้เข้าใจหลักศาสนาอย่างลึกซึ้ง เช่น เรื่องการรับฝากดูแลรองเท้า ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคมไทยในระดับครอบครัวหรือสถาบันการศึกษานำไปประยุกต์ใช้เพื่อขัดเกลา อบรม สั่งสอนเด็กและเยาวชน ให้มีจิตอาสา รู้จักการให้และอ่อนน้อมถ่อมตน (น.172-173)

History of the Group and Community

ศาสนาซิกข์ถือกำเนิดใน พ.ศ. 2012 บนดินแดนปัญจาบ (Panjab) อันเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ปัจจุบันคืออาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 2 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย (Republic of India) และสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน (IslamicRepublic ofPakistan) พระศาสดาคุรุนานัก เดว ญี (Guru Nanak Dev Ji) ทรงถือกำเนิดขึ้น ณ หมู่บ้านตัลวันดี (TalwandiRai Bhoe) ปัจจุบันคือ หมู่บ้านนันกานา ซาฮิบ (Nankana Sahib) ในปากีสถาน (น.156)
ใน พ.ศ. 2147 คุรุอัรยัน เดว ญี (Guru Arjan Dev Ji) พระศาสดาองค์ที่ 5 ของศาสนาซิกข์ ทรงบัญญัติคัมภีร์อาดิครันภ์ (Adi Granth) ซึ่งได้จากการรวบรวมพระคัมภีร์จากศาสดาองค์ก่อนทั้ง 4 พระองค์และของพระองค์เอง รวมถึงเหล่านักบวชในศาสนาต่าง ๆ ที่มีแนวคิดปรัชญา ความซื่อสัตย์และรู้แจ้งเห็นจริง นอกจากนี้ ยังทรงสร้างคุรุดวารา (Gurudwara) เป็นศาสนสถานของศาสนาซิกข์ ชื่อว่า ฮัรมันดิร ซาฮิบ (Harmandir Sahib) ปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองอมฤตสาร์ รัฐปัญจาบ (น.157)
ใน พ.ศ. 2242 คุรุโฆบิน ซิงห์ ญี (Guru Gobind Singh Ji) พระศาสดาองค์ที่ 10 ทรงสถาปนาประชาคมซิกข์เรียกว่า คาลซาปันท์ (Khalsa Panth) สำหรับให้ชาวซิกข์รับอมฤตในพิธีบรรพชา และให้ชาวซิกข์รักษาศาสนสัญลักษณ์ 5 ปะการ เรียกว่า ปัญจกะการ (Panj Kakaar) ให้เป็นสัญลักษณ์ที่เข้มแข็งของประชาคมซิกข์ (หน้า 158)
ใน พ.ศ. 2251 ศาสดาองค์ที่ 10 ทรงสถาปนาพระมหาคัมภีร์อาดิครันถ์เป็นพระศาสดาศรีคุรุครันถ์ซาฮิบ (Guru Granth Sahib) ประกอบด้วยบทสวดภาวนาและบทสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด (น.159) 

Belief System

ตามคำสอนของศาสนาซิกข์ สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งทำให้มนุษย์อยู่อย่างมีความสุข คือ การเอาชนะศัตรูทั้ง 5 (five cardinal vices)  ได้แก่ กาม (Kam), โกรธ (Krodh), โลภ (Lobh), โมหะ (Moh) และอหังการ (Ahankar) ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ โดยเฉพาะความอหังการ (น.162)
ความอหังการในมิติของศาสนาซิกข์ ถูกอธิบายไว้โดย จันทรา ดาวาร์ (2552) กรรมการบริหารสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาไว้  2 ประการ ดังนี้
ประการแรกตามที่พระศาสดาสอน คือ ทำบุญแล้วอย่าหวังผลตอบแทน การหวังผลตอบแทนไว้ก่อนจะถือเป็นความอหังการ เพราะต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเรากำลังทำอยู่
ประการที่สอง ช่วยเหลือผู้อื่นแล้วโฆษณาตัวเองโดยบอกว่าตนกำลังทำบุญอยู่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ได้รับการช่วยเหลือเสมือนกำลังถูกประจานทำให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ ดังนั้น เมื่อช่วยผู้อื่นแล้วควรถ่อมตนว่าไม่ได้ช่วยอะไร จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง (น.163)

Education and Socialization

การขจัดความอหังการของชาวซิกข์สามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การเสียสละหรือบริการสังคมโดยไม่เห็นแก่ตัว เรียกว่าเซว่า (Sewa) การทำเซว่าหรือการรับใช้ช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มใจถือเป็นหน้าที่โดยตรงของชาวซิกข์ที่จะรับใช้ในคุรุดวาราหรือสถานที่ต่าง ๆ เพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัวและเกิดความรู้สึกสร้างคุณประโยชน์แก่สังคม นอกจากนี้ เซว่ายังหมายถึงการบริการอย่างปราศจากความเห็นแก่ตัว (selfless service) สำหรับผู้ที่มาบริการเรียกว่าเซว่าดาร์ (Sevadar) ชาวซิกข์จะได้รับการส่งเสริมจากพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบ – พระศาสดานิรันด์กาลของซิกข์ ให้มำเซว่าหรือบริการอันเป็นสิ่งที่ดีต่อความสัมพันธ์สำหรับชุมชนและเป็นสิ่งที่ดีสำหรับยกระดับคุณธรรมภายในจิตใจ เติมเต็มทางจิตวิญญาณและการปฏิบัติเพื่อสร้างประโยชน์บนหลักฐานทางศาสนาซิกข์ที่ว่า “Sarbat da bhalla” หมายถึง ธรรมดาสามัญที่สำหรับทุกคน (common good of all) ซึ่งเป็นหลักการที่มีความหมายต่อชาวซิกข์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ รูปแบบการทำเซว่าของชาวซิกข์มีหลายรูปแบบ เช่น การบริจาคทรัพย์โดยมีข้อกำหนดในศาสนาให้ชาวซิกข์บริจาคผลกำไรที่ได้จากการประกอบธุรกิจร้อยละ 10 แก่ส่วนรวม รวมถึงการสละเวลาช่วยเหลืองานต่าง ๆ ในสังคมโดยการลงมือปฏิบัติ (น.164-165)
ห้องรับฝากดูแลรองเท้าทำหน้าที่ 2 ประการ คือ การรับฝากและดูแลรองเท้า การรับฝากจะมีหมายเลขกำกับ โดยเจ้าของรองเท้าจะรับเหรียญหมายเลขเมื่อนำรองเท้ามาฝากไว้ ส่วนการดูแลจะทำความสะอาดรองเท้า เช่น ปัดฝุ่น เช็ดถู ขัดมัน ขึ้นอยู่กับประเภทของรองเท้า ในด้านมิติทางจิตวิญญาณ ห้องรับฝากรองเท้าเป็นพื้นที่สำหรับการเซว่าของชาวซิกข์ เป็นโอกาสสำคัญของการฝึกจิตให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและลดความอหังการ ภายในห้องรับฝากรองเท้าของคุรุดวารากรุงเทพมหานครจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ชาวซิกข์ทุดเพศทุกวัยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปการเซว่า (น.166)
ในห้องรับฝากดูแลรองเท้าจะไม่มีการแบ่งชนชั้น ซึ่งเป็นไปตามหลักคำสอนของพระศาสดา ไม่มีการแบ่งคุณค่าความเป็นมนุษย์ และไม่มีการแบ่งแยกว่ารองเท้าคู่นั้น ๆ เป็นของใคร เพราะทุกคู่ต่างได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม การดูแลรองเท้าไม่สามารถทำได้ทุกคู่ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ฝากรองเท้า
ในช่วงเช้าของวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ มักมีชาวซิกข์มาร่วมปฏิบัติศาสนกิจและบุคคลภายนอกมาเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้ห้องรับฝากดูแลรองเท้าไม่เพียงพอต่อความต้องการเซว่าเพราะจุคนได้เพียง 7-8 คนเท่านั้น ดังนั้น แต่ละคนจึงได้รับโอกาสจับรองเท้าเพียง 10 นาที เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่น ๆ ได้เซว่าเช่นกัน (หน้า 168)
หลาย ๆ ครอบครัวต่างพร้อมใจกันมาทำเซว่า พ่อกับลูกชายหรือปู่กับหลานชาย ทั้งนี้ เพราะเมื่อผู้ใหญ่เคยมาทำเซว่ากับครอบครัวตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็ก เมื่อกลายเป็นพ่อหรือปู่แล้วก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม กิจกรรมนี้จึงช่วยหล่อหลอมพร้อมกับถ่ายทอดวิถีแห่งซิกข์จากรุ่นสู่รุ่น (น.169)
สถาบันครอบครัวและศาสนา ถือเป็นกลไกสำคัญของสังคมในการอบรมจริยธรรมและคุณธรรมให้กับเด็ก ห้องรับฝากดูแลรองเท้าในคุรุดวาราจึงเป็นทั้งพื้นที่ทางสังคมและศาสนาที่เน้นการปฏิบัติจริง โดยมีผู้ใหญ่ที่ทำเซว่าในห้องช่วยสอนวิธีการปฏิบัติตนตามสังคมไทยและสังคมซิกข์พึงปรารถนาให้กับเด็กขณะทำเซว่าไปโดยปริยาย รองเท้ากลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในปรัชญาศาสนาสำหรับฝึกจิตใจ เด็กไทยซิกข์จะรับรู้ความหมายของรองเท้าและการดูแลรองเท้าในมิติของการให้เป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐาน (น.170)
สำหรับในกลุ่มผู้ใหญ่ รองเท้ายังคงเป็นเครื่องมือทางปรัชญาศาสนาที่สำคัญ เพราะรองเท้ารวมถึงฝุ่นธุลีที่ติดมา ล้วนเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงถึงความถ่อมตน เนื่องจากทั้งรองเท้าและฝุ่นธุลีมักถูกตีความว่าเป็นของต่ำในสายตาของคนทั่วไป แต่การใช้มือสัมผัสสิ่งเหล่านี้ สามารถแปลความหมายตามวิถีแห่งซิกข์ได้ว่า เป็นการอ่อนน้อมถ่อมตนและกดใจไม่ให้เกิดความอหังการ (น.170)
เมื่อจะกลับบ้านหรือออกจากห้องรับฝากดูแลรองเท้า ชาวซิกข์จะใช้มือลูบเพื่อสัมผัสรองเท้าที่วางตามชั้นซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ตัวแล้วนำมาแตะที่หน้าผากของตนด้วยอาการสำรวมและสงบนิ่งชั่วขณะ หรือบางคนอาจใช้ผ้าเช็ดหน้าของตนมาปัดหรือเช็ดพื้นห้องสักครู่ก่อนนำไปเก็บไว้ดังเดิม การปฏิบัติดังกล่าวเพื่อแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนถามวิถีซิกข์ (น.170-171)
วิธีปฏิบัติเพื่อขจัดความอหังการของชาวซิกข์ แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติตนด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนเป้นสิ่งสำคัญ เมื่อความอหังการถูกขจัดไป การรักษาจิตใจให้อ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ตลอดเวลาย่อมทำให้เกิดความสงบ เช่นเดียวกับการเอาใจใส่ต่อรองเท้าของผู้อื่นมาจากคุณธรรมที่เน้นในเรื่องของการให้บริการโดยปราศจากผลตอบแทน ที่จะย้อนมาสู่ผู้ปฏิบัติ นั่นคือ การต่อสู้หรือการขจัดกับศัตรูทั้ง 5 (น.171)
ห้องรับฝากดูแลรองเท้า เป็นเสมือนการหยุดเวลาที่คน ๆ หนึ่งให้กับตนเองเพื่อรับใช้สังคม ให้เวลากับการจัดระเบียบอารมณ์ พฤติกรรม หรือทบทวนตนเอง (selfreview) ทำให้ในช่วงเวลาการทำเซว่าในคุรุดวาราช่วยสลายสถานภาพ เช่น ความเป็นเศรษฐีหรือยาจก เพราะเวลาในการทำเซว่าทุกคนจะมีสถาะเท่าเทียมกัน เพราะได้ร่วมกิจกรรมเดียวกัน คือ การทำเซว่า เป็นสถานะของผู้รับใช้สังคมเช่นเดียวกัน (น.171-172)       

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ชาวไทยซิกข์ในกรุงเทพมหานครนับว่ามีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น การสร้างศาสนสถานเพื่อปฏิบัติศาสนกิจถือเป็นสิ่งสะท้อนพลังทางสังคม (social mobilization) เพราะศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและเครื่องประคับประคองชีวิต คุรุดวาราจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยซิกข์ที่มีจำนวนน้อยซึ่งอพยพย้ายถิ่นมาจากรัฐปัญจาบให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนร่วมธำรงรักษาวิถีแห่งซิกข์เอาไว้ท่ามกลางอัตลักษณ์ที่แตกต่างไปจากสังคมไทยทั่วไป (น.162)     

Map/Illustration

ภาพ
- คุรุดวารา “ฮัรมันดิร ซาฮิบ” เมืองอมฤตสาร์ รัฐปัญจาบ อินเดีย (น.157)
- อัตลักษณ์การแต่งกายของขาวไทยซิกข์ (ลักษณะเด่นของผู้ชายจะโพกผ้าที่ศีรษะ) ตามศาสนสัญลักษณ์ 5 ก (น.159)
- คุรุดวารากรุงเทพมหานคร ถนนจักรเพชร ย่านพาหุรัด (น.162)
- บริเวณจุดรับฝากดูแลรองเท้าในคุรุดวารากรุงเทพมหานคร (น.169)
- เซว่า : กิจกรรมการรับฝากและดูแลรองเท้าในคุรุดวารากรุงเทพมหานคร (น.172)  

Text Analyst สุธาสินี บุญเกิด Date of Report 04 ส.ค. 2564
TAG วิถีแห่งซิกข์, การบริการรับใช้สังคม, เซว่า, กระบวนการขัดเกลาทางสังคม, รองเท้าในวิถีชาวซิกข์, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง