ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,ยาบ้า,ชนกลุ่มน้อย,ประเทศไทย
Author บุตรี อุดมสิทธิพันธุ์
Title ชนกลุ่มน้อยกับยาบ้า : ศึกษากรณี ชาวเขาเผ่าม้ง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 170 Year 2542
Source บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
Abstract

ชาวเขาเผ่าม้งที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย มีปัจจัย 2 ประการ คือปัจจัยทางการเมือง ซึ่งแบ่งได้ 2 ระยะ คือระยะแรก อพยพหนีภัยสงครามจากประเทศจีน ประมาณ พุทธศักราช 2400 และระยะที่สอง อพยพลี้ภัยจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศลาวเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ในปีพุทธศักราช 2518 ปัจจัยที่สอง คือ ปัจจัยด้านสภาพสังคม การดำเนินนโยบายพัฒนา และสงเคราะห์ชาวเขาของทางราชการ ทำให้วิถีความเป็นอยู่ของชาวเปลี่ยนไป เนื่องจากชาวเขาเผ่าม้งต้องการเป็นคนไทย สามารถอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยได้ จึงต้องการบัตรประชาชน อีกทั้งยังต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่มักถูกพ่อค้าชาวพื้นราบกดราคาพืชผลทางการเกษตร ประกอบกับต้องการมีรถยนต์ บ้านใหม่ ชีวิตหรูหรา ทำให้ต้องค้ายาบ้า ก่อให้เกิดผลกระทบความมั่นคงด้านการเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศ (หน้า 91-93)

Focus

ศึกษาปัจจัยทางการเมือง และสภาพสังคมที่มีส่วนผลักดันให้ชาวเขาเผ่าม้งอพยพเข้าสู่ประเทศไทย และทำให้มีการค้ายาเสพติด ก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงภายในประเทศ และระหว่างประเทศ (หน้า 91-93)

Theoretical Issues

ผู้เขียนพยายามอธิบายว่า ม้งมีความต้องการเงินอย่างรวดเร็ว จึงนำไปสู่การค้ายาบ้า เหตุผลที่ต้องการเงิน คือ 1.) ซื้อบัตรประชาชน เพื่อได้เป็นพลเมืองไทย 2.) ต้องการมีชีวิตที่สะดวกสบาย เหมือนคนพื้นราบ เช่นมีรถยนต์

Ethnic Group in the Focus

ชาวเขาเผ่าม้งกระจัดกระจายอยู่ใน 13 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย ตาก น่าน พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุโขทัย พะเยา และเลย และพวกที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (หน้า 49)

Language and Linguistic Affiliations

ชาวเขาเผ่าม้งใช้ภาษาม้งในการติดต่อสื่อสารกับม้งด้วยกันเอง แต่สามารถพูดภาษาอื่น ๆ ได้ เช่น ภาษากะเหรี่ยง กับแรงงานจ้างที่เป็นกะเหรี่ยงได้คล่องแคล่ว ม้งที่อายุเกิน 30 ปีขึ้นไป สามารถพูดภาษาจีนฮ่อได้ อีกทั้งยังสามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้ดีอีกด้วย (หน้า 46 )

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

ในอดีตชาวเขาเผ่าม้งทำสงครามกับประเทศจีน เป็นเหตุผลักดันให้มีการอพยพย้ายถิ่นเข้าสู่ประเทศเวียดนาม ลาว รัฐฉานในประเทศพม่า และไทย (หน้า 38-39) เมื่อประมาณ 80-100 ปีที่ผ่านมา ชาวเขาเผ่าม้งได้แทรกซึมเข้าสู่เขตภาคเหนือของประเทศไทย ทางห้วยทราย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน บางกลุ่มอพยพเข้าสู่ประเทศพม่า แล้วเข้าสู่ประเทศไทย จังหวัดตาก และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต่อมาในปีพุทธศักราช 2518-2519 ชาวเขาเผ่าม้งอพยพเข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ในปี พุทธศักราช 2522 รัฐบาลจัดให้ชาวเขาเผ่าม้งจำนวน 60,000 คน อยู่ในค่ายผู้อพยพ ม้งบางส่วนที่เข้ามาใหม่ ได้หนีเข้าไปรวมกับญาติพี่น้องตามหมู่บ้านต่าง ๆ ส่วนที่ถูกควบคุมไว้ตามศูนย์อพยพก็หลบหนีออกมา ประกอบกับนโยบายการคุมกำเนิดของทางราชการไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้มีประชากรม้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปีพุทธศักราช 2540 พบว่าม้งในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 126,300 คน (หน้า 41-42)

Settlement Pattern

ชาวเขาเผ่าม้งชอบปลูกบ้านใกล้ชิดกันในกลุ่มเครือญาติ แต่ละหมู่บ้านจะมีตั้งแต่ 4-5 ครัวเรือนขึ้นไปจนถึง 50-100 ครัวเรือน และชอบตั้งบ้านเรือนบนที่สูง ใกล้ต้นน้ำ เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนกลุ่มอื่น อีกทั้งการประกอบอาชีพเกษตรกรรม แบบไร่เลื่อนลอย และการปลูกพืชเสพติด ทำให้มีการอพยพย้ายถิ่นไปเรื่อยจนเกือบทุกเขตภูเขาภาคเหนือ (หน้า 41)

Demography

ชาวเขาเผ่าม้งที่กระจัดกระจายอยู่ใน 13 จังหวัดภาคเหนือ 60 อำเภอ 266 หมู่บ้าน และ 105 กลุ่มบ้าน (หย่อมบ้าน, ป๊อกบ้าน) จำนวน 15,704 หลังคาเรือน ประชากรรวม 126,300 คน แยกเป็นชายจำนวน 63,869 คน หญิง 62,431 คน จำแนกตามจังหวัดได้ดังนี้ (หน้า 49) กำแพงเพชร จำนวน 3,210 คน เชียงราย จำนวน 25,460 คน ตาก จำนวน 23,865 คน น่าน จำนวน 22,243 คน พิษณุโลก จำนวน 6,306 คน เพชรบูรณ์ จำนวน 12,161 คน แพร่ จำนวน 2,090 คน แม่ฮ่องสอน จำนวน 4,061 คน ลำปาง จำนวน 1,017 คน สุโขทัย จำนวน 698 คน พะเยา จำนวน 6,109 คน และเลย จำนวน 808 คน

Economy

ชาวเขาเผ่าม้งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แบบไร่เลื่อนลอย พืชหลักที่ปลูก ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และฝิ่น มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ ม้า ลักษณะการทำไร่ของม้ง คือ ในฤดูแล้ง ประมาณเดือนเมษายน หาทำเลดี และถางป่า ฤดูฝนก็เริ่มลงมือปลูกพืช เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง กะหล่ำ และพริกไทย ในเดือนสิงหาคม เตรียมการปลูกฝิ่น พร้อมเก็บเกี่ยวข้าวโพดเดือนกันยายน โดยปรับไร่ข้าวโพดเป็นไร่ฝิ่น เดือนตุลาคมหว่านเมล็ดฝิ่น พฤศจิกายนเกี่ยวข้าว ธันวาคมกรีดฝิ่นรุ่นแรกจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ของปีถัดไป เก็บฝิ่น และคัดเมล็ดฝิ่นไว้ทำพันธุ์ครั้งต่อไป ปัจจุบัน ม้งอยู่ในโครงการหลวงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หันไปเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักผลไม้เมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น (หน้า 43-44)

Social Organization

เมื่อมีการแต่งงาน ฝ่ายหญิงจะแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านของฝ่ายชาย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มแรงงานให้ครอบครัว ดังนั้น ชายม้งอาจมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน มีการแบ่งหน้าที่การงานระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ฝ่ายชายทำงานในไร่ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ และการติดต่อกับทางราชการ หรือคนภายนอกด้วย ส่วนฝ่ายหญิงทำงานในไร่และในเรือน ด้านสถานภาพและบทบาท เพศชายมีสถานภาพสูงกว่าเพศหญิง มีการสืบสกุลทางฝ่ายชาย ผู้ชายเป็นผู้สืบทอดหน้าที่เกี่ยวกับพิธีกรรมของครัวเรือนต่อจากบิดา ผู้หญิงมักเป็นเสียงสุดท้ายในการตัดสินใจ การมีลูกหลานจำนวนมาก ทำให้ครอบครัวมีแรงงานเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสายตระกูล และมั่นใจว่ามีผู้ดูแล และเซ่นไหว้บรรพบุรุษ (หน้า 45) ส่วนด้านการปกครองในหมู่บ้านนั้น ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส โดยมีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นตัวแทนในการกระทำใด ๆ ในนามของม้งโดยสมบูรณ์ มีหน้าที่ดูแลสภาพความเรียบร้อยภายในหมู่บ้าน ตัดสินข้อพิพาทระหว่างครอบครัว ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างหมู่บ้าน รับผิดชอบรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ตัดสินใจโยกย้ายหมู่บ้านเพื่อแสวงหาแหล่งทำกินใหม่ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมบริหารงานของคณะผู้เฒ่า ซึ่งเป็นที่ปรึกษาหมู่บ้าน บทลงโทษผู้กระทำผิดก็เป็นไปตามจารีตประเพณี (หน้า 47)

Political Organization

ในงานวิจัยไม่ได้ระบุระเบียบการเมืองการปกครองอย่างชัดเจน แต่กล่าวถึงการขอสัญชาติไทยของม้งว่าต้องผ่านกระบวนการของทางการต่างๆ คือ 1.) ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่จะได้รับการลงรายการสัญชาติไทย ตามระเบียบว่าด้วยการลงรายการสัญชาติไทย พ.ศ. 2535 2.) ยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติ โดยยื่นตามแบบพิมพ์ ทชน.1 ทชน.2 และ ทชน.3 ซึ่งจะต้องยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอแห่งท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ท.ร.13) ถ้าบุคคลดังกล่าวไม่มี ท.ร.13ให้ยื่นคำร้องขอ ท.ร.13 ก่อน 3.) เมื่อยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว นายทะเบียนจะทำการตรวจสอบคำร้อง และเอกสารพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วเสนอเรื่องไปยังอำเภอท้องที่ที่มีการยื่นคำร้องดังกล่าว ภายใน 10 วันนับตั้งแต่ยื่นคำร้อง เมื่อเรื่องส่งไปยังนายอำเภอแล้ว นายอำเภอจะทำการสอบข้อเท็จจริงของชาวเขาที่ยื่นคำร้อง หลังจากนั้นก็จะทำความคิดเห็น และเสนอเรื่องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้พิจารณาต่อไปว่าจะอนุมัติให้ลงรายการสัญชาติหรือไม่ แล้วจึงคำสั่งกลับไปยังนายอำเภอ เพื่อให้ดำเนินการต่อไป (กระบวนการนี้ต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน) เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาวินิจฉัยสั่งการแล้ว สำนักทะเบียนจังหวัดจะจัดทำสำเนาแบบพิมพ์บัญชี (ทชน.6) ส่งให้สำนักทะเบียนภายใน 10 วัน หลังจากนั้นก็จะแจ้งผลเป็นหนังสือไปยังผู้ยื่นคำร้อง 4.) หลังได้รับอนุมัติให้ลงรายการสัญชาติแล้ว นายทะเบียนจะจำหน่ายชื่อบุคคลนั้นออกจากทะเบียนบ้านชั่วคราว (ท.ร.13) แล้วจะดำเนินการลงรายการสัญชาติ และเพิ่มชื่อของบุคคลนั้นเข้าไปในทะเบียนบ้าน ฉบับถาวร (ท.ร.14) รวมทั้งหมายเหตุในบันทึกของทะเบียนบ้านว่าได้รับอนุมัติตามหนังสือ และจะมีการกำหนดเลขบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่บุคคลดังกล่าว เป็นบุคคลประเภทที่ 5 (หมายความว่าเป็นบุคคลที่ได้รับการลงรายการสัญชาติ) (หน้า 96-101)

Belief System

ชาวเขาเผ่าม้งเชื่อเรื่องการนับถือผี วิญญาณ และบรรพบุรุษ จึงมีหมอผีเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม คือหมอผีคาถา และหมอผียา เมื่อเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็จะให้หมอผีรักษา โดยการลงผี การเรียกขวัญ การทำสะพาน เพราะเชื่อว่าโรคนั้นเกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติ ส่วนการเจ็บป่วยที่เชื่อว่ามาจากเหตุผลตามธรรมชาติ รักษาโดยการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน และฝิ่น (หน้า 47-48)

Education and Socialization

ชาวเขาเผ่าม้งสนับสนุนให้บุตรหลานได้รับการศึกษาสูง และได้ทำงานในหน่วยงานของรัฐ ตามจารีตประเพณีของม้งถือว่าเพศชายมีสถานภาพสูงกว่าเพศหญิง เพศชายมีหน้าที่สืบสกุลต่อจากบรรพบุรุษ รับผิดชอบพิธีกรรมของครัวเรือน เป็นเสียงสำคัญในการตัดสินปัญหาภายในครอบครัวและหมู่บ้าน (หน้า 45) ม้งเป็นสังคมระบบเครือญาติ ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส มีคณะผู้เฒ่าเป็นที่ปรึกษาหมู่บ้าน และมีบทลงโทษผู้กระทำผิดตามจารีตประเพณี (หน้า 47)

Health and Medicine

ม้งมีหมอผีเป็นผู้บำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ให้แก่ผู้ป่วย คือหมอผีคาถา และหมอผียา เมื่อเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็จะให้หมอผีคาถารักษา โดยการลงผี การเรียกขวัญ การทำสะพาน เพราะเชื่อว่าโรคนั้นเกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติ ส่วนการเจ็บป่วยที่เชื่อว่ามาจากเหตุผลตามธรรมชาติ รักษาโดยการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน และฝิ่น ซึ่งเป็นยากลางบ้านที่สำคัญไว้ระงับอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย ลดความเครียด ความเศร้า ความกังวล แก้ปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก การรักษาด้วยฝิ่นจึงเป็นเหตุให้ม้งติดฝิ่น (หน้า 47-48)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ชาวเขาเผ่าม้งมีการติดต่อสัมพันธ์กับคนพื้นราบ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ในด้านการค้าขายมักติดต่อกับจีนฮ่อ คนไทยพื้นเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเอกชน การติดต่อสัมพันธ์กับเผ่าที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียง จะเป็นลักษณะของการผ่านทาง มีการจ้างแรงงานคนเผ่าอื่นมาเป็นลูกจ้าง ได้แก่ เผ่ากะเหรี่ยง ลัวะ ถิ่น และขมุ ในทางกลับกันม้งจำนวนน้อยที่จะออกไปรับจ้างแรงงานเผ่าอื่น (หน้า 46)

Social Cultural and Identity Change

ฝิ่นเป็นยาเสพติดที่มีบทบาทสำคัญต่อชาวเขาเผ่าม้งมาก เพราะมักใช้ฝิ่นเป็นยาสมุนไพรในการรักษาโรค และอาการเจ็บป่วย ตลอดจนรักษาอาการปวดเมื่อย ลดความเครียด ความวิตกกังวล อีกทั้งยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักให้ชาวเขาเผ่าม้งด้วย (หน้า 43) ปัจจุบันชาวเขาเผ่าม้งปลูกฝิ่นน้อยลง เพราะปฏิบัติตามโครงการราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเปลี่ยนการปลูกฝิ่นเป็นปลูกไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผักผลไม้เมืองหนาวทดแทน (หน้า 44) แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เปลี่ยนไปจากเดิมอีก เนื่องจากการเอารัดเอาเปรียบจากคนพื้นราบ การกดราคาสินค้าการเกษตร ทำให้ชาวบ้านต้องลงทุนใช้สารเคมีและปุ๋ยเพิ่ม อีกทั้งปัญหาความต้องการทางวัตถุ ต้องการบ้านใหม่ รถยนต์ ชีวิตที่หรูหราฟุ้งเฟ้อ ต้องการบัตรประชาชน เป็นเหตุให้ชาวเขาเผ่าม้งตัดสินใจเข้าสู่วิถีทางการหาเงินจากการค้ายาบ้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ลงทุนต่ำ ผลตอบแทนสูง และขนย้ายสะดวก ทางราชการจึงต้องปราบปรามและจับกุมขบวนการนี้ตลอดมา (หน้า 49)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

Text Analyst อัจฉรี ทิพย์วิเศษ Date of Report 04 ส.ค. 2548
TAG ม้ง, ยาบ้า, ชนกลุ่มน้อย, ประเทศไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง