ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาหู่ สิทธิ ป่า เชียงราย ภาคเหนือ ประเทศไทย
Author สมบัติ บุญคำเยือง
Title ปัญหาการนิยามความหมายของป่า และการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่: กรณีศึกษาชาวลาหู่
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity ลาหู่ ลาฮู, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[เอกสารฉบับเต็ม]
Total Pages 223 Year 2540
Source มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

การสร้างความจริงและการนิยามความหมายต่อพื้นที่ เป็นเรื่องยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งของอำนาจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สามารถปกปิดการปฏิบัติการจริงอำนาจเหนือพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ในสังคมโลกปัจจุบันการแสดงอำนาจเหนือพื้นที่และควบคุมจัดการทรัพยากรที่แสดงออกด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง ไม่สามารถสร้างความชอบธรรมและการยอมรับ จากผู้ถูกกระทำและประชาคมโลก ดังนั้น การปฏิบัติการจริงของอำนาจเหนือพื้นที่ของกลุ่มพลังอำนาจแต่ละกลุ่ม จึงมุ่งใช้ยุทธศาสตร์ของอำนาจที่ปกปิดความต้องการที่แท้จริง ดังกรณี การสร้างความจริงและนิยามความหมายต่อพื้นที่รัฐมอบให้กับผู้ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หากทว่า ในมิติของอำนาจและบริบทของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การสร้างความชอบธรรมในการแสดงสิทธิครอบครองและความเป็นเจ้าของต่อพื้นที่ ในฐานะทรัพย์สินของบุคคลและครอบครัว ส่วนหน่วยงานของรัฐและโครงการขององค์กรพัฒนาเอกชนชาวเขา ซึ่งสร้างความจริงและนิยามความหมายต่อพื้นที่ในฐานะเขตที่ป่าอนุรักษ์ แต่นัยสำคัญที่ลึกลงไปคือ การสร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติการจริงของอำนาจเหนือพื้นที่ เช่น การกำหนดเขตที่ป่าอนุรักษ์ การปลูกสร้างสวนป่าและการควบคุมการใช้พื้นที่เพื่อการผลิต เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน การสร้างความจริงและการนิยามความหมายต่อพื้นที่ของชาวลาหู่ นอกจากนี้ มีความหมายในฐานะ “พื้นที่ป่าอนุรักษ์” แล้ว ความจริงและความหมายของพื้นที่ดังกล่าว ยังสะท้อนนัยสำคัญถึงการต่อสู่เพื่อสร้างความมั่นใจต่อความมั่นคงของชีวิตด้วย ส่วนการต่อสู้เชิงการนิยามความหมายต่อพื้นที่ ความจริงและความหมายของพื้นที่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย ในทางตรงกันข้าม สิ่งทีเรียกว่า “ความจริง” และ “ความหมาย” ของพื้นที่ กลับเป็นเรื่องของการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในการผลิตหรือสร้างความจริงและนิยามความหมายต่อพื้นที่นั้น ความหมายของความจริงของพื้นที่จะเป็นความจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระบบของอำนาจ และการปฏิบัติการจริงของอำนาจในการผลิตสร้าง กำกับ ควบคุม และแจกจ่ายความหมายของความจริงนั้น ในกรณีของชาวลาหู่ การนิยามความหมายต่อพื้นที่ ไม่เป็นเพียงการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ เพื่อสร้างความเป็นจริงของพื้นที่ตามสภาพภูมิศาสตร์กายภาพ สำหรับแสดงอำนาจเหนือพื้นที่และควบคุมจัดการทรัพยากรแล้ว หากยังมีนัยสำคัญถึง การสร้างความจริงต่อพื้นที่ในฐานะ “ระบบสัญลักษณ์” เพื่อแสดงออกถึง สิทธิในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในความเป็นคน หรือสิทธิในความเป็นพลเมืองของรัฐชาติ และยังเป็นการสร้างความมั่นใจต่อ ความมั่นคงของชีวิต และความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคม รวมทั้งความมั่นใจต่อตำแหน่งแห่งที่ของชีวิต ทั้งใน “โลกนี้” และ “โลกหน้า” ด้วย นอกจากนี้ การสร้างความจริงและการนิยามความหมายต่อพื้นที่เป็น “เวทีการต่อสู้” เพื่อสร้างความเป็นตัวตนของทางชาติพันธุ์ กล่าวคือ ภายใต้เงื่อนไขการแผ่ขยายโครงสร้างอำนาจรัฐและระบบตลาด ชาวลาหู่ไม่เพียงแต่ถูกแย่งยึดพื้นที่ในฐานะปัจจัยทางการผลิต และผนวกกลืนแบบแผนทางชาติพันธุ์ และความเป็นตัวตนทางเศรษฐกิจสังคมแล้ว หากยังถูกทำลายความมั่นใจต่อความเป็นชาติพันธุ์ และความเป็นตัวตนทางชาติพันธุ์ด้วย แต่ด้วยเทคนิควิทยาของการสร้างความเป็นตัวตน ในบริบทและเงื่อนไขดังกล่าว การดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์พื้นที่ป่า จึงถูกชาวลาหู่สร้างความจริงต่อพื้นที่ในฐานะพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และนิยามความหมายต่อตนเองในฐานะ “ชาวไทยลาหู่ผู้อนุรักษ์” เพื่อสร้างความมั่นใจต่อความมั่นคงของตำแหน่งแห่งที่ของชีวิตของตนเองในระบบเศรษฐกิจสังคม การเมืองวัฒนธรรมแบบใหม่

Focus

ปัญหาการช่วงชิงอำนาจในการสร้างความจริงและการนิยามความหมายต่อป่า ระหว่างกลุ่มพลังอำนาจ ในเขตพื้นที่แนวชายแดนไทย-พม่า การศึกษานี้มุ่งศึกษาถึงเทคนิควิทยาของอำนาจและการปฏิบัติการจริงของอำนาจในการสร้างความจริงและนิยามความหมายต่อป่า โดยให้ความหมายถึงอำนาจการกระทำบางอย่างเพื่อเปิดสร้างโอกาสและความเป็นไปได้ให้เกิดการกระทำบางอย่างบางประการ สำหรับกระทำกำหนด กำกับควบคุมความจริงและความหมายของป่า ซึ่งถูกสร้างและนิยาม โดยให้ความสำคัญกับ 1)บริบทและเงื่อนไขของการช่วงชิงอำนาจในการสร้างความจริงและการนิยามความหมายต่อพื้นที่ป่า ระหว่างกุ่มอำนาจที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในพื้นที่คือ หน่วยงานของรัฐองค์กรพัฒนาเอกชน กองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย และองค์กรของชาวลาหู่ 2) การปฏิบัติการของอำนาจของกลุ่มพลังอำนาจที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยเฉพาะการปฏิบัติการจริงของอำนาจในการสร้างและการกำกับควบคุม ความจริงและความหมายของพื้นที่ป่าที่ถูกสร้างและนิยาม 3) การปรับเปลี่ยนความจริงและความหมายของพื้นที่ป่าของกลุ่มพลังอำนาจ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวลาหู่ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย และดูเหมือนว่าเป็นกลุ่มคนที่ด้วยพลังอำนาจมากกว่ากลุ่มพลังอำนาจอื่น

Theoretical Issues

งานศึกษานี้ ได้จัดแบ่งและทบทวนงานศึกษาและทฤษฏีที่เกี่ยวข้องเป็น 3 ประเด็นสำคัญคือ 1) ชาวเขาในประเทศไทยกับการนิยามหมายต่อป่า 2) นิเวศวิทยาการเมืองกับปัญหาการแย่งชิงอำนาจในการควบคุ่จัดการทรัพยากร 3) การสร้างความจริงและการนิยามความหมาย กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

Ethnic Group in the Focus

Language and Linguistic Affiliations

Study Period (Data Collection)

2530-2540  

History of the Group and Community

เดิม ชาวลาหู่รวมตัวเป็นชุมชนขนาดเล็กจำนวน 5-6 หลังคาเรือน อพยพเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่ในเขตต้นน้ำแม่จัน-แม่สะลองมานานมากกว่า 3-4 ชั่วอายุคน บางพื้นที่ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าว อาจจะตั้งชุมชนบ้านเรือน อยู่อาศัยติดต่อกันเป็นเวลานับ 10 ปี แต่บางพื้นที่อาจจะอยู่ประมาณ 3 เดือน ต้องโยกย้ายหาถิ่นที่อยู่แห่งใหม่ และมีบางครั้ง บางครอบครัวอาจจะแยกตัวออกจากชุมชน ไปตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางไร่หรือกลางหุบเขาห่างไกลผู้คน แต่ในช่วง 2-3 ปีต่อมา กลุ่มเพื่อนบ้านญาติพี่น้องค่อยๆ อพยพโยกย้ายมาตั้งบ้านเรือนสมทบปีละ 1-2 หลังคาเรือน จนในที่สุดกลายเป็นชุมชนขนาด 15-20 หลังคาเรือน จนถึง 40 หลังคาเรือน เช่น บ้านจะอื่อหลวง (เก่า) บ้านจะบูสี (เก่า) บ้านจะคาต่อ (แฮก่วย) เป็นต้น ในด้านที่กลับกันในบางปีบางครัวเรือนอาจจะอพยพโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่พอเวลาล่วงเลยไป 2-3 ปี ครัวเรือนดังกล่าวก็กลับมาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ถิ่นเดิม (หน้า, 39-40)

Settlement Pattern

บ้านจะกอนะซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาริมฝั่งแม่น้ำฮาฮุ (ต้นน้ำแม่จัน-แม่สะลอง) ที่ตั้งหมู่บ้านอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ก่อนปี พ.ศ. 2530 การคมนาคมติดต่อระหว่างชุมชนกับสังคมภายนอกเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องใช้การเดินเท้าเป็นหลัก ช่วงต่อมาในปี พ.ศ. 2517-2518  หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ (นพค.) กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้สร้างถนนสายบ้านป่าซาง-ดอยแม่สะลอง ชาวลาหู่จึงเดินทางติดต่อกับ อำเภอแม่จันได้สะดวกมากกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ก็ต้องเดินเท้าประมาณ 2-3 ชั่วโมง (10-12 กิโลเมตร) จากหมู่บ้านมาขึ้นรถโดยสารที่ดอยแมะสะลอง หรือถ้าไปอำเภอฝางก็ต้องเดินเท้าประมาณ 1-2 ชั่วโมง ไปขึ้นรถโดยสารที่บ้านหัวเมืองงาม ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และด้านทิศใต้ของหมู่บ้านมีแนวภูเขาสูงล้อมรอบทั้ง 3 ด้าน แต่ในด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้มีช่องเขาเปิดเล็กๆ ซึ่งช่วยทำให้กระแสลมพัดผ่านสม่ำเสมอ และล่งผลให้ภูมิอากาศของหมู่บ้านเย็นสบายตลอดทั้งปี ประกอบพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมทำให้ภูมิอากาศบนยอดเขาเย็น และถ่ายเทสู่หมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาและไม่มีต้นไม้มาก ส่วนทางทิศเหนือของหมู่บ้านเป็นภูเขาไม่สูงชัน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจะกอนะ บ้านรวมใจ บางส่วนเป็นพื้นที่ปลูกป่าเฉลิมพระเกียติ พื้นที่ส่วนน้อยเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้านแสนใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านจะกอนะประมาณ 3-4 กิโลเมตร ด้านทิศใต้ของหมู่บ้านเป็นพื้นที่สูงชัน ไม่เหมาะสมสำหรับทำการเกษตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่มีพื้นที่ใกล้หมู่บ้านบางส่วนซึ่งก่อนปี พ.ศ. 2530 เคยเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น และพืชผักในฤดูหนาวของชุมชน ในปัจจุบันได้ปล่อยพื้นที่ให้เป็นป่าอนุรักษ์ อย่างไรก็ตามพื้นที่ป่าในเขตนี้ ก็มีความสำคัญในฐานะเป็นแหล่งไม้ฟืนและใช้สอย ส่วนทางทิศตะวันออกเป็นพื้นที่ทำนา ทำไร่และทำสวน พื้นที่บางส่วนอยู่ภายใต้การครอบครองของชาวบ้านจะกอนะ บางส่วนอยู่ในความครอบครองของชาวลาหู่ และชาวจีนฮ่อบ้านฉั่งหยิ่งตุง และบ้านรวมใจ ซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนบ้านจะกอนะ ตามระยะทางเดินเท้าประมาณ 1, 2 กิโลเมตรตามลำดับ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ราบติดแม่น้ำฮาฮุ พื้นที่แทบทั้งหมดเป็นพื้นที่ทำนาของชาวบ้านจะกอนะ ในทิศนี้ยังมีถนนลำลองระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นเส้นทางติดต่อระหว่างหมู่บ้านกับสังคมภายนอก โดยไปบรรจบกับถนนสายแม่สะลอง-กิ่วสะไตที่บ้านรวมใจ ส่วนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นเนินเขาที่ค่อยสูงขึ้น พื้นที่ใกล้หมู่บ้านเป็นสวนผลไม้เมืองหนาว (บ๊วย, ท้อ, พลับ) และยังมีเส้นทางเดินเท้าจากหมู่บ้านไปออกกถนนสายแม่จัน-บ้านท่าตอน กล่าวคือ ถ้าเดินตรงไประยะทางประมาณ 5  กิโลเมตร ถึงบ้านอาซู ซึ่งมีถนนสายแม่จัน-บ้านท่าตอนอยู่ใกล้ ถ้าเลี้ยวซ้ายประมาณ 8 กิโลเมตรถึงบ้านสันติสุข ซึ่งมีถนนสายดังกล่าวผ่านกลางหมู่บ้าน ถ้าเลี้ยวขวาบ้านฮาฮุเก่าระยะทางเดินประมาณ 4 กิโลเมตร จะพบถนนสายแม่จัน-บ้านท่าตอน สำหรับทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เป็นเขตต้นน้ำฮาฮุ ลักษณะภูมิศาสตร์ทางกายภาพของพื้นที่แทบทั้งหมดเป็นภูเขาหินสูงชัน มีพืชพันธุ์ไม้สำคัญคือ ไม่เนื้อแข็งตระกูลไม้ก่อและไม้สนขึ้นอยู่ทั่วไป พื้นที่ดังกล่าว ไม่มีความเหมาะสมสำหรับทำการเกษตร ในอดีตพื้นที่เขตป่าด้านนี้จะเป็นพื้นที่หาของป่า (ตัวต่อและน้ำผึ้ง) เก็บผัก ล่าสัตว์ รวมทั้งเป็นแหล่งเก็บสมุนไพรของชุมชน ปัจจุบัน ชุมชนกำหนดให้พื้นที่ป่าเป็นเขตที่ป่าอนุรักษ์ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 7,000 ไร่ และเป็นผืนป่าติดกับป่าใหญ่ในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่า จากการอนุรักษ์พื้นที่ป่าในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ชาวลาหู่เชื่อว่า พื้นที่ป่าอนุรักษ์นี้เป็นพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก เมื่อเปรียบเทียบกับผืนป่าอื่นในเขตต้นน้ำแม่จัน-แม่สะลอง (หน้า, 39-40)

Demography

Economy

Social Organization

โปรดศึกษารายละเอียดหัวข้อ ลักษณะการปกครองในท้องถิ่น ที่ทำการวิจัย

Political Organization

ในบริบทของการแผ่ขยายโครงสร้างอำนาจรัฐและระบบทุนนิยมโลก ปรากฏการณ์ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในชุมชนโลกปัจจุบัน จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาในมิติของอำนาจและในบริบทของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ส่วนความสัมพันธ์เชิงอำนาจจะพิจารณาจากผลผลิตสร้างกำกับควบคุมและแจกจ่ายสิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” และ “ความหมาย” ความจริงและความหมายนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่เป็นความจริงและความหมายที่สังคมสร้างขึ้น โดยนัยสำคัญดังกล่าว ปัญหาความสัมพันธ์ทางสังคม รวมทั้งปัญหาความขัดแย้ง และการแย่งชิงอำนาจควบคุมจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยความหมายที่ลึกลงไปแล้วคือ ความไม่สอดคล้องของการสร้างความจริง และการนิยามความหมายต่อความจริง หรือทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างกลุ่มพลังอำนาจที่มีประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและแบบแผนการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน ในสภาวะวิกฤติของระบบธรรมชาติและวิกฤติปัญหาของสังคมมนุษย์ จำเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มคนในสังคมต้องร่วมกันตรวจสอบสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” และ “ความจริงของสังคม” ตลอดจนต้องตรวจสอบหลักการหรือข้ออ้างของความชอบธรรมในการปฏิการจริงของอำนาจในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะหลักและข้ออ้างที่เรียกว่า “การพัฒนา” และ “การจัดการศึกษา” เพราะการตรวจสอบดังกล่าวจะนำมาซึ่งความเข้าใจถึง ความชอบธรรมของโครงสร้าง และสถาบันทางสังคมโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะโครงสร้างและสถาบันที่ผลิตสร้าง กำกับควบคุมและแจกจ่ายสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” และ “ความจริง”โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างและสถาบันที่เรียกว่า “การปกครอง” และ “การศึกษา” และ “การแพทย์” หรือโครงสร้างและสถาบันอื่นที่จะกัดควบคุมสิทธิเสรีภาพ หรือโครงสร้างและสถาบันที่ลดทอนและทำลายคุณค่าของศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ โดยการตรวจสอบเช่นนี้ ในที่สุดแล้วสังคมจะเข้าใจถึงมายาภาพ ซึ่งบิดเบือนและปิดบังความสัมพันธ์ที่เสมอภาคระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับธรรมชาติ (หน้า, 42; 206-207) 

Belief System

Education and Socialization

Health and Medicine

Art and Crafts (including Clothing Costume)

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

Social Cultural and Identity Change

Critic Issues

Other Issues

ประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่เน้นในงานศึกษาวิจัย นอกเหนือจากหัวข้อที่กำหนดไว้

Google Map

Map/Illustration

แผนที่                                                                                                                        
        สภาพพื้นที่อำเภอแม่จัน กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง และพื้นที่ศึกษา (พ.ศ. 2539) (หน้า, 40)
        การเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่ของชาวลาหู่ก่อนปี พ.ศ. 2504 (หน้า, 71)
        การเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่ของชาวลาหู่ในช่วง พ.ศ. 2504-2513 (หน้า, 86)
        การเคลื่อนย้ายที่ตั้งบ้านเรือนของชาวลาหู่ในช่วงปี พ.ศ. 2514-2524 (หน้า, 84)
        การทับซ้อนของพื้นที่ทำกินของชาวจีนฮ่อและชาวลาหู่ (หน้า, 91)
        การขยายอำนาจรัฐจากการพัฒนาการคมนามคมในช่วงปี พ.ศ. 2516-2528 (หน้า, 133)
        การขายอำนาจจากการพัฒนาการคมนาคมในช่วงปี พ.ศ. 2530-ปัจจุบัน (หน้า,134)
        การจัดจำแนกประเภทพื้นที่เขตต้นน้ำแม่จัน-แม่สะลองในปี พ.ศ. 2540 (หน้า, 136)
        การจำแนกพื้นที่ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของชาวลาหู่ (หน้า,172)

แผนภาพ
        ระบบการใช้พื้นที่เพื่อการเพาะปลูกของชาวลาหู่ก่อนปี พ.ศ. 2504 (หน้า, 72)
        ระบบการใช้พื้นที่เพื่อเพาะปลูกของชาวลาหู่ในช่วงปี พ.ศ. 2515-2527 (หน้า, 88)
        ขยายตัวของการเกษตรยั่งยืนของชาวลาหู่ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2537 (หน้า,151)

ตาราง
        ภาวการณ์ชื้อขายสิทธิการใช้ที่ดินของชาวลาหู่ในช่วงปี 2531-2540 (หน้า, 152)
        รายได้และสถานที่ทำงานรับจ้างของชาวลาหู่ในช่วงปี 2538-2540 (หน้า,159)

Text Analyst เอกรินทร์ พึ่งประชา Date of Report 07 มิ.ย 2562
TAG ลาหู่, สิทธิ, ป่า, เชียงราย, ภาคเหนือ, ประเทศไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง