ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject บททำขวัญ ความเป็นมา สังคม วัฒนธรรม ไทโซ่ง เพชรบุรี
Author พัชรินทร์ คงคาสุริฉาย
Title วิเคราะห์บททำขวัญของชาวไทโซ่ง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี
Document Type ปริญญานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ห้องสมุดมหาวิทยาลัยขอนแก่น Total Pages 319 Year 2546
Source มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
Abstract

เนื้อหาของงาน เป็นการศึกษาถึงการวิเคราะห์บททำขวัญ รวมทั้งบทบาทหน้าที่ของพิธีทำขวัญ ในด้านสังคมและวัฒนธรรมของไทโซ่ง ที่อยู่ในอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผลการศึกษาระบุว่า ไทโซ่งในพื้นที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีโดยมีความเชื่อเรื่องขวัญ โดยได้ทำขวัญให้กับคนในชุมชน สัตว์เลี้ยงและพืช สำหรับพิธีทำขวัญให้กับคนนั้นยังนิยมประกอบพิธีกันอยู่ ส่วนพิธีทำขวัญให้กับสัตว์นั้นยังเหลือแต่การทำขวัญควายก่อนที่จะฆ่าควายเพื่อนำไปเซ่นไหว้แถนในพิธีเสนเต็ง ส่วนพิธีทำขวัญให้พืชนั้นทุกวันนี้ไม่มีแล้ว สำหรับบททำขวัญนั้นผู้วิจัยรวบรวมได้ 24สำนวน โดยแยกตามจุดมุ่งหมายของการทำขวัญได้ 4อย่างคือ  บททำขวัญในพิธีเปลี่ยนผ่าน บททำขวัญเกี่ยวกับการเจ็บไข้ไม่สบาย บททำขวัญที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์พูนสุข และบททำขวัญเกี่ยวกับพิธีกรรมเซ่นไหว้ เนื้อหาของบททำขวัญนั้น สะท้อนถึงความเชื่อเรื่องขวัญ ความเชื่อเรื่องผีกับแถน ความเชื่อเรื่องพลังอำนาจของมด ค่านิยมในการเคารพผู้อาวโส ความสนิทสนมในครอบครัว ด้านความมีชื่อเสียงการเป็นที่ยอมรับ  ด้านการมีสุขภาพที่เข้มแข็ง  ความร่ำรวย ความสุขใจ และสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายสงบ

Focus

           เพื่อศึกษาวิเคราะห์บททำขวัญ และบทบาทหน้าที่ของพิธีทำขวัญในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทโซ่ง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี (หน้า 5)

Theoretical Issues

Ethnic Group in the Focus

  ไทโซ่ง       
              เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่แต่เดิม เคยตั้งบ้านเรือน อยู่ที่มณฑลกวางสี  ยูนนาน ตังเกี๋ย ของจีน และอยู่บริเวณแคว้นสิบสองจุไท หรือสิบสองเจ้าไทในบริเวณลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดง ในตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ติดกับประเทศลาวและตอนใต้ของจีน  (หน้า 33) ไทโซ่งเมื่อครั้งอยู่ที่อยู่เก่าไม่ได้เรียกว่าไทโซ่ง ขณะนั้นเรียกว่า ไทดำ หรือ ผู้ไทดำ (หรือ Black  Tai) คำเรียกนั้นมาจากการที่พวกเขาชอบแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สีดำและเรียกอีกกลุ่มที่สวมชุดขาวว่า ไทขาว หรือ ผู้ไทขาว (White Tai) ซึ่งในชีวิตประจำวันกลุ่มนี้จะสวมเสื้อสีขาว และเมื่อไปร่วมงานศพก็จะแต่งชุดขาวล้วนทั้งชุด ส่วนกลุ่มไทแดง หรือผู้ไทแดง หรือ ไทแดง (Red Tai) กลุ่มนี้จะแต่งตัวด้วยผ้าสีแดงที่ขลิบหรือประดับเป็นลวดลายที่บริเวณชายเสื้อ (หน้า 33)  

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาไทโซ่ง
          ภาษาไทโซ่งหรือภาษาไทดำอยู่ในตระกูลภาษาไท(Thai Family) สาขาตะวันตกเฉียงใต้(Southwestern Branch)  การเรียงประโยคของภาษาไทโซ่งนั้นใกล้เคียงกับภาษาไทย โดยใช้รูปประโยค ประธาน+ กริยา +กรรม  ทุกวันนี้ภาษาไทโซ่งยังมีการพูดสื่อสารในกลุ่มไทโซ่งที่สูงวัย แต่คนรุ่นลูกหลานไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทโซ่งแต่ยังฟังและพูดสื่อสารได้ (หน้า 38) ภาษาไทโซ่งจะไม่ค่อยต่างจากภาษาลาว เวียงจันทน์ และภาษาอีสาน ตัวอย่างเช่น (หน้า 39)
          “เฮ็ด” หมายถึง  “ทำ” ไทโซ่ง ออกเสียงว่า “เอ๊ด” และมีบางคำที่ออกเสียงสั้นกระชับกว่าภาษาไทยภาคกลาง เช่น เช่น ออก พูดว่า เอ๊าะ,  ลูก เป็น ลุ, ยะ เป็น อยาก, ข้าว เป็น เข่า  (หน้า 39) และมีบางคำที่ออกเสียง ไม่เหมือนภาษาไทย   ตัวอย่างเช่น
          เสียง  ด เป็น บ, ป, หรือ ล  ตัวอย่าง “เดือน”เป็น “เบือน”  “ดาว”เป็น “หลาว”
          เสียง  ข  เป็น  ส  เช่น  “ไข้”  เป็น “ไส่”, “ขับ”เป็น “สับ ” (หน้า 39)
          เสียง  ค  เป็น  ก  ได้แก่  “ควาย”  เป็น “กว๊าย”, “คำ”เป็น “กำ”
          เสียง  ช  เป็น  จ   ได้แก่ “ชื่อ”  เป็น “จือ”, “ช้าง”เป็น “จ้าง”
          เสียง  ท  เป็น   ต   ได้แก่  “ท้าว” เป็น “ ต้าว”, “ทาง” เป็น “ต๊าง”(หน้า 39)
 
คำที่เหมือนภาษาไทยแต่ความหมายไม่เหมือนกัน
                   ไทย                                          ไทโซ่ง
ขอน             ท่อนไม้ขนาดใหญ่                                ศพ, ท่อนไม้
เล้า              คอกของสัตว์เลี้ยง                                ที่เก็บข้าวเปลือก
มื้อ               ครั้ง  คราว  หน                                    วัน
เสื่อ              เครื่องจักสานที่ใช้นอน หรือนั่ง                ฟูกนอน    (หน้า 39)
 
คำที่ไม่เหมือนภาษาไทยแต่มีความหมายเหมือนกัน
                   ไทย                                          ไทโซ่ง
                    ปาก                                                  สบ
                    ฟัน                                                    แข่ว
                    กางเกง                                               ส้วง
                    มีด                                                     ป้า
                   แม่                                                      เอ็ม       
                    ปัสสาวะ                                              แน่ว
                    สีขาว                                                   หลอน
                    สะพาน                                                ขัว  (ดูตัวอย่างหน้า 39)
 
              นอกจากนี้ภาษาไทโซ่งยังมีคำเฉพาะ ได้แก่ “กะล่อหอง” หมายถึง มุมห้องซึ่งเป็นที่อยู่ของผีบรรพบุรุษหรือผีเรือนที่ไทโซ่งให้ความเคารพ “ปาดตง”  หมายถึง “วางตั้งไว้ โดยนำเครื่องเซ่นไหว้ผีเรือนไปวางไว้ที่กะล่อหอง”  (หน้า 39)
              ส่วนระบบเสียงภาษาไทโซ่ง ในอำเภอเขาย้อย  จังหวัดเพชรบุรี มีเสียงพยัญชนะ 19หน่วยเสียง  (ดูตัวอย่าง หน้า 40) เสียงสระแบ่งออกเป็น สระเดี่ยว มี      18เสียง คือเสียงยาว 9เสียง กับสระเสียงสั้นอีก 9เสียง สระประสมในภาษาไทโซ่ง มี สองแบบ ได้แก่สระประสม สองเสียง มีจำนวน 15เสียง,ไทโซ่งมีตัวหนังสือเป็นของตนเอง ตั้งแต่มีบรรพบุรุษตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยที่แคว้นสิบสองจุไท ลักษณะตัวหนังสือใกล้เคียงกับภาษาลาว ตัวหนังสือไทโซ่งมีพยัญชนะ 34รูป กับพยัญชนะพิเศษ ห นำ จำนวน  8รูป  มีสระกับเครื่องหมายอีก 18รูป  (หน้า 41ตัวอย่างหน้า 42,43)
             ทุกวันนี้คนที่รู้ภาษาเขียนของไทโซ่งนั้นมีผู้ที่สามารถอ่านเขียนได้จำนวนน้อย ส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่เป็นพ่อมด  หมอขวัญ  หมอเสน หรือผู้ทำพิธีเสนเฮือน เขือยกก หรือผู้ทำพิธีเกี่ยวกับงานศพ เนื่องจากคนที่ทำหน้าที่เหล่านี้ต้องอ่านและจกจำเพื่อใช้ในการทำพิธี  (หน้า 44)

Study Period (Data Collection)

           ใช้เวลาในการทำงานวิจัย 11 เดือน เริ่มจากเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543- ธันวาคม พ.ศ. 2543  (หน้า บทคัดย่อ)

History of the Group and Community

การอพยพเข้ามาอยู่ในไทยของไทโซ่ง
             ไทยโซ่งอพยพเข้ามาในไทยหลายครั้ง อันเนื่องมาจากการทำสงครามเมื่อในอดีต สำหรับการอพยพได้ผ่านเส้นทางเวียดนามเหนือ ผ่านประเทศลาวแล้วเข้ามายังประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ไทโซ่ง  เริ่มจาก พ.ศ. 2322ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากที่กองทัพไทยไปตีกรุงเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ. 2321(หน้า 34)  
 
ประวัติของจังหวัดเพชรบุรี
          จังหวัดเพชรบุรีนั้นมีชื่อเก่าว่าเมือง “พริบพรี” หรือ “พรินพลี” หรือ “เพชรพลี” พบว่ามีหลักฐานการตั้งชุมชนมาตั้งแต่สมัยทวารวดีในช่วง พุทธศักราชที่ 17-18โดยพบหลักฐานทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุหลายอย่างในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ สถูปเจดีย์ที่บ้านโคกเศรษฐี  ตำบลนายาง  อำเภอชะอำ แหล่งชุมชนโบราณที่พบชิ้นส่วนของธรรมจักร  พระพุทธรูป ในพื้นที่บ้านหนองปรง อำเภอเขาย้อย กับที่วัดป่าแป้น อำเภอบ้านลาด และที่อื่นๆ (หน้า 21)
 
ประวัติของอำเภอเขาย้อย
        อำเภอเขาย้อย ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2440ในสมันรัชกาลที่ 5ในตอนนั้นใช้ชื่อว่า อำเภอ “ห้วยท่าช้าง” ซึ่งเวลานั้นมีที่ทำการอำเภออยู่บ้านห้วยท่าช้าง(ทุกวันนี้คือตำบลห้วยท่าช้าง) กระทั่ง พ.ศ. 2444จึงย้ายที่ทำการไปตั้งที่บ้านหัวสะพาน เวลานั้นจึงใช้ชื่อว่า “อำเภอหัวสะพาน” แต่อยู่ได้เพียงหนึ่งปีเพราะอยู่ห่างจากชุมชน จึงย้ายที่ทำการมาตั้งที่อำเภอเขาย้อย โดยที่ทำการอยู่ที่สถานีรถไฟ ไกลจากที่ทำการปัจจุบัน 4กิโลเมตร ในเวลานั้นมีชื่อว่าอำเภอ “บ้านน้อย”  (หน้า 27) กระทั่ง พ.ศ. 2468ได้ย้ายไปตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาย้อย ด้านทิศเหนือ ไกลจากที่ทำการปัจจุบัน 400เมตร จึงได้กลับมาใช้ชื่อว่าอำเภอเขาย้อยอีกครั้ง กระทั่งมีการสร้างถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4ผ่านอำเภอเขาย้อย ใน พ.ศ. 2489  จึงมีการย้ายที่ตั้งมาอยู่ฝั่งถนนเพชรเกษมทางทิศตะวันออก เมื่อ พ.ศ. 2495จนถึงทุกวันนี้  (หน้า 28)

Settlement Pattern

บ้านไทโซ่งแบบเก่า        
            ลักษณะเป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูง หลังคามุงหญ้าแฝก หลังคาทรงจั่วมุงคลุมเลยตัวบ้าน โดยให้ชายคาบ้านห่างจากพื้นดินหนึ่งถึงสองเมตร (หน้า 44)บ้านไทโซ่งหลังคาแหลมเหมือนกระโจม สำหรับส่วนยอดจั่วนั้นจะทำเป็นไม้ทรงโค้งสองชิ้นนำมาประกบกันเหมือนเขากวาง เหมือนบ้านทางภาคเหนือที่ทำกาแลไว้บนยอดจั่ว ไม้ที่ติดไว้ยอดจั่ว เรียกว่า “ขอกูด” ซึ่งตามความเชื่อของไทโซ่ง ขอกูดเป็นเครื่องหมาย ชัยชนะและความสำเร็จต่างๆ สำหรับเสาบ้านจะมีประมาณ หกถึงแปดเสา เสาบ้านเป็นไม้ขนาดใหญ่ การฝั่งเสาบ้านจะฝังทั้งต้นโดยไม่ทำตอม่อ และเสาแต่ละต้นนั้นด้านบนจะเป็นง่าม เพื่อวางรอดซึ่งในส่วนเสาจะเป็นส่วนที่รับน้ำหนักของพื้นและส่วนหลังคา (หน้า 45)
          สำหรับฝาเรือนมีขนาดไม่สูงเป็นไม้ขัดแตะหรือเป็นฟากไม้ไผ่ส่วนพื้นเป็นฟากไม้ไผ่ บ้านบางหลังอาจใช้ไม้จริงโดยเลื่อยเป็นแผ่นแล้วมัดด้วยหวาย โดยไม่ตีตะปู ในส่วนที่เป็นฝาบ้าน จะผายออกทางด้านนอกและไม่มีหน้าต่างบ้าน ในส่วนของบันได    ไทโซ่ง เรียกว่า “ขั้นไหล”การทำบันไดขึ้นบนบ้านนั้นจะทำทั้งสองด้าน คือทางด้านหน้าของบ้าน และทางด้านหลังของตัวบ้าน ข้อแตกต่างของบันไดทั้งสองด้านก็คือ บันไดที่อยู่ทางหน้าบ้านนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าทางด้านหลัง สำหรับไม้ที่ทำบันไดนั้นเป็นไม้เนื้อแข็งมีทั้งไม้เป็นท่อนกลมและเป็นแผ่นกระดานอย่างไรก็ตามการใช้บันไดของไทโซ่งนั้นสอดคล้องกับความเป็นอยู่ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะในช่วงกลางคืนหากคนในบ้านคนขึ้นบนเรือนบนหมดแล้วก็จะเก็บบันไดขึ้นไปไว้บนชานบ้าน
               การใช้สอยพื้นที่ ตัวเรือนปล่อยโล่งโดยไม่กั้นฝาผนัง โดยจะกั้นหัวท้ายเรือนด้วยฝาขัดแตะ พื้นที่เรือนแบ่งเป็นสามส่วน ได้แก่บริเวณด้านหน้า หรือนอกชานที่ต่อจากบันไดพื้นที่นี้เรียกว่า “กกชาน” ส่วนกลางเรือนคือ “กวงเฮือน” หรือห้องโถงขนาดใหญ่ที่ไม่มีการกั้นห้อง ส่วนด้านในสุดคือ “กว้าน”  (หน้า 45) ในส่วนที่เป็น”กกชาน” นั้นเป็นพื้นที่ต้อนรับเพื่อนฝูงพี่น้องที่มาเยี่ยมเยือน กับเป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ในส่วนที่เป็น “กวงเฮือน” ที่บริเวณเสาเอกของบ้านจะทำเป็นมุม “กะล่อหอง” หรือห้องผีเฮือนที่สืบผีผู้น้อย ( ผู้น้อยคือ คนที่สืบเชื้อสายมาจากคนสามัญ เช่น สิ่งเลือง, สิ่งลู, สิ่งวี, สิ่งกา,    สิ่งกวาง และอื่นๆ) ที่ฝาบ้านอีกด้านเป็นที่ตั้งเตาไฟสำหรับหุงหาอาหาร เหนือตรงเตาไฟจะมีหิ้งไม้ (ไทโซ่ง เรียกว่า สา) เพื่อวางอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน สำหรับพื้นที่ในส่วนกลางของบ้านจะเป็นที่นอนของสมาชิกในบ้าน (หน้า 45)
                พื้นที่ที่เรียกว่า “กว๊าน” จะทำเป็น “กะล่อหอง” ในมุมใดมุมหนึ่ง สำหรับเรือนที่สืบผีผู้ท้าว (ผู้ท้าวคือ คนที่สืบเชื้อสายมาจากชนชั้นเจ้านาย ที่อยู่ใน “สิ่งลอ”) ส่วนที่มุมกะล่อหอง ของผู้ท้าวกับผู้น้อย จะมีชามใส่น้ำเอาไว้ตลอดเวลา สำหรับน้ำที่อยู่ในชามนั้นจะเปลี่ยนเมื่อประกอบพิธีปาดตง หรือ ปัดตง  ซึ่งพิธี ปาดตง หรือ ปัดตง หมายถึง “วางตั้งไว้”  โดยจะเอาเครื่องเซ่นไหว้ไปไหว้ผีเรือนที่มุมกะล่อหอง สำหรับการทำพิธีนั้นจะนับจากวันที่เชิญผีขึ้นเรือน ให้เป็นวันเซ่นไหว้ (วันปาดตง) สำหรับบ้านที่สืบผีผู้ท้าวจะทำพิธีเซ่นไหว้เมื่อถึงห้าวัน  สำหรับบ้านที่สืบผีผู้น้อยจะประกอบพิธีเมื่อถึงสิบวัน  อย่างไรก็ตามการเซ่นไหว้นั้นจะประกอบอีกครั้งทุกปี หรือสองถึงสามปี ซึ่งแล้วแต่ความสมัครใจของครอบครัวไทโซ่งทั้งที่สืบผีผู้ท้าวกับผีผู้น้อยที่จะทำพิธีเสนเฮือน นอกจากนี้เมื่อมีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักมาเยี่ยมบ้าน เจ้าของบ้านจะต้องเข้าไปบอกกับผีเรือนที่ กะล่อหอง  หรือถ้าหากมีใครจะเข้าไปห้องกะล่อหองก็ต้องบอกกับผีเรือน เพราะถ้าหากไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าผิดผี การผิดผีนั้นบางคราวเจ้าของบ้านอาจโชคร้ายหรือได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจเป็นไข้ไม่สบาย เป็นต้น (หน้า 45 ภาพบ้านหน้า 49)
 
บ้านไทโซ่งแบบสมัยใหม่แบ่งเป็น สามประเภทดังนี้
            เรือนใต้ถุนสูง      บ้านเรือนแบบนี้เป็นบ้านประยุกต์โดยสร้างเป็นทรงไทย มุงกระเบื้องหรือมุงสังกะสี บางครั้งก็มุงหญ้าหรือมุงแฝก  ในกลุ่มที่มีฐานะร่ำรวยก็จะสร้างบ้านแบบเป็นทั้งหลังเพื่อบ่งบอกถึงความมีฐานะ บ้านไทโซ่งสมัยใหม่นี้ ใต้ถุนจะสูงจากพื้นดินประมาณ สองเมตร ส่วนความสูงจากพื้นบ้านถึงจั่วหลังคาจะอยู่ที่ สี่ถึงห้าเมตร และทำประตูทางเข้าที่บริเวณหน้าบ้านและท้ายบ้าน  บ้านแบบนี้จะมีหน้าต่างสองถึงหกบาน  (หน้า 46)
              เสาบ้านเป็นไม้ขนาดใหญ่ฝังลงดิน  หากเป็นเสาไม้จะทำตอม่อ บางครั้งก็เป็นเสาคอนกรีต ขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของบ้าน ในส่วนของพื้นบ้านจะเป็นไม้กระดานแผ่นเรียบ ฝาบ้านกั้นด้วยไม้ในแนวนอน  บางหลังกั้นด้วยไม้จริงกับไม้ขัดแตะ
              บริเวณใต้ถุนบ้านจะใช้เป็นที่เก็บอุปกรณ์การเพาะปลูก หรือเป็นที่เลี้ยงสัตว์ เช่น เป็นคอกหมู ไก่ หรือเป็ด บางครั้งก็เป็นที่นั่งเล่น หรือนั่งจักสานข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นที่นั่งทอผ้า และอื่นๆ  (หน้า 46) ส่วนการใช้พื้นที่บ้านจะเหมือนกับบ้านไทโซ่งแบบเก่า คือ ภายในบ้านจะทำเป็นห้องโถงไม่กั้นฝา ส่วนบริเวณมุมเรือนด้านเสาเอกจะทำเป็นกะล่อหอง หรือห้องของผีบรรพบุรุษหรือผีเรือน มีขนาดความกว้าง ยาว 2.5 คูณ 2.5 เมตร และจะกั้นฝาห้องด้วยไม้กระดานหรือไม้ไผ่ขัดแตะ ในห้องจะตั้งชามใส่น้ำเอาไว้ บางบ้านจะตั้งขวดหรือขวดเหล้าแบบของคนจีนก็มี และเหนือโคนเสาของบ้านไทโซ่ง จะมีสิ่งของที่เกี่ยวกับขวัญเรียกว่า “ไต้” กับ “เจา” ติดไว้ที่ข้างฝาผนัง  (หน้า 46)
             ในบ้านที่เป็นของคนที่ทำหน้าที่เป็น “มด” จะทำทั้ง  “ไต้” กับ “เจา” ก็จะทำ   “หิ้งผีมด” ติดไว้มุมบ้านที่ไม่ใช่มุมกะล่อหอง บางครั้งก็อาจทำในห้องผีเฮือนหรือนอกห้องก็แล้วแต่ความสะดวกของเจ้าของบ้าน  ในส่วนที่เป็นหิ้งผีมดนี้ ก็จะทำ “หอหญ้า”ผูกไว้กับก้านไม้ไผ่ “หอหญ้า” เป็นที่อยู่ของ “ผีมด” (ครูอาจารย์ผู้ให้ความรู้ของมด ที่ทำหน้าที่เป็นมดมาก่อนที่จะเสียชีวิต) สำหรับหอหญ้านั้นประดิษฐ์จากใบตาลพันสลับเหมือนกับโซ่  มี หกชั้น (หน้า 47 ภาพ หิ้งผีมด หน้า 52)
             ภายในตัวบ้าน ยกเว้นส่วน “กะล่อหอง” บริเวณนี้จะไม่กั้นผนังเป็นห้องโถงขนาดใหญ่  ส่วนพื้นบ้านด้านเดียวกับกะล่อหอง มักทำเป็นพื้นต่างระดับ จะต่ำกว่า ประมาณ หนึ่งคืบ  พื้นที่ของห้องโถงในส่วนหน้า เป็นที่ต้อนรับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ที่มาเยี่ยมเยียน และส่วนพื้นที่ทางด้านขวาหรือด้านซ้ายจะเป็นที่นอนของคนในบ้าน นอกจากนี้ บ้านไทโซ่งบางหลัง คนที่เป็นพ่อหรือเป็นหัวหน้าครอบครัวจะนอนใน        “กะล่อหอง” หรือ “ห้องผีเรือน”   (หน้า 47)
              ในบางครอบครัวที่มีลูกหลานเพิ่งแต่งงานใหม่ ก็จะนำตู้หรือตู้โชว์มากั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว และเพื่อความมิดชิดจากสายตาภายนอกก็จะมีผ้าม่านกั้นทางด้านหลังตู้อีกชั้น  ในส่วนของห้องโถงแล้ว เมื่อมีงานสำคัญยังใช้ประกอบพิธีเมื่อมีงานบุญ งานพิธีสำคัญอื่นๆ (หน้า 47) ห้องครัว จะอยู่ในสุดของบ้าน  หรือต่อเติมออกจากตัวบ้าน บางครัวเรือน ก็ใช้พื้นที่ใต้ถุนเป็นส่วนของครัวเพื่อหุงหาอาหารหรือทำกับข้าว ในบ้าน  ไทโซ่งนอกจากตู้กับข้าวและอุปกรณ์ทำครัวต่างๆ ในครัวบางบ้านยังมีหิ้ง หรือที่คนในพื้นที่เรียกว่า “สา” ตั้งอยู่เหนือเตาไฟ แล้วจะวางอาหาร ของใช้ พริก หอม กระเทียม และอื่นๆไว้บนนั้น เพื่อป้องกันมอดหรือแมลงกัดแทะ อันถือว่าเป็นภูมิปัญญาเรื่องการถนอมอาหารของไทโซ่ง อย่างหนึ่ง (หน้า 47)
               ห้องน้ำกับห้องส้วม ส่วนใหญ่มักสร้างไว้ทางหลังบ้าน โดยแยกออกจากตัวบ้าน ลักษณะห้องน้ำไทโซ่งจะสร้างเป็นหลังคาเพิงหมาแหงน ผนังเป็นไม้หรือปูนซีเมนต์มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง หรือสังกะสี  ภายในห้องน้ำจะก่อปูนเป็นอ่างสี่เหลี่ยมไว้ใส่น้ำไว้อาบ  ส่วนคอห่านส่วนมากจะใช้แบบราดน้ำ ในบางครอบครัวอาจทำห้องน้ำไว้ในตัวบ้านติดกับห้องครัว บางหลังก็สร้างห้องน้ำกับห้องส้วมไว้บริเวณใต้ถุนบ้านก็มี ขึ้นอยู่กับความสะดวกของเจ้าของบ้าน (หน้า 47 ภาพ หน้า 50)
 
            เรือนชั้นเดียวติดพื้นดิน          การใช้สอยบ้านเหมือนกับบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูงทุกอย่าง  เรือนชั้นเดียวติดพื้นดินไม่ค่อยพบสักเท่าไหร่ สำหรับบ้านที่พบในพื้นที่ศึกษานั้น  ตัวบ้านจะสร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าติดพื้นดิน  มุงหลังคาด้วยกระเบื้องหรือสังกะสี บางครั้งก็มุงแฝกหรือมุงด้วยหญ้าก็มี  ฝาบ้านกั้นด้วยอิฐหรือปูน ไม้ หรือไม้ไผ่ขัดแตะ  ประตูบ้านทางด้านหน้า และทางด้านหลังของบ้าน บ้านชั้นเดียวส่วนใหญ่ไม่ค่อยสร้างหน้าต่าง หากมีก็สร้างแต่เพียงหนึ่งถึง สองบาน เท่านั้น สำหรับตัวบ้านจะมีความสูงจากพื้นถึงหลังคาประมาณ สี่เมตร (หน้า 47)
               การใช้สอยพื้นที่ภายในบ้านจะเหมือนกับบ้านใต้ถุนสูง ในบ้านจะปล่อยเป็นห้องโถง แล้วทำเป็น “กะล่อหอง” หรือ “ห้องผีเฮือน” หนึ่งห้อง ในห้องผีเฮือน ที่บริเวณเหนือกะล่อหอง ก็จะมี “ไต้” กับ “เจา” ของคนภายในบ้านติดอยู่ที่ฝาบ้าน พื้นที่โล่งก็จะเป็นที่นอนของคนในครัวเรือน หากครอบครัวใดมีลูกหลานที่แต่งงานใหม่ หรือ   คู่สามีภรรยา ก็จะนำตู้เสื้อผ้าหรือตู้โชว์มากั้นเป็นที่นอนเพื่อความเป็นส่วนตัว  ส่วนพื้นบ้านจะเป็นพื้นปูน สำหรับห้องครัวซึ่งเป็นที่หุงหาอาหารนั้นจะอยู่บริเวณทางตอนหลังของเรือน ส่วนห้องน้ำ ห้องสุขาจะสร้างแยกออกจากตัวบ้าน  (หน้า 47)
              ส่วนบริเวณลานดินหน้าบ้านนั้น ในอดีตไทโซ่งจะใช้ประโยชน์เป็นที่นวดข้าวหรือตากข้าวเปลือก (หน้า 47) แต่ทุกวันนี้จะใช้เป็นที่ตากข้าว เพราะไม่มีการนวดข้าวเช่นในอดีต นอกจากนี้ที่บริเวณหน้าบ้านไทโซ่ง มักปลูกต้นไม้เพื่อกินหรือใช้สอย เช่น มะขาม มะตูม มะยม และอื่นๆ (หน้า 48)
              เล้าข้าว(ยุ้งเก็บข้าว) ส่วนมากจะสร้างติดกับตัวบ้าน บางครั้งก็ตั้งห่างจากตัวบ้านประมาณ  ห้า ถึง สิบเมตร  หลังคาเล้าข้าวมุงด้วยกระเบื้อง หรือ สังกะสี  ส่วนเสาจะทำด้วยไม้แข็งแรง เป็นง่ามทางด้านบน  ฝากั้นด้วยไม้กระดาน ส่วนขนาดของเล้าข้าวจะสร้างตามความเหมาะสมกับข้าวที่เก็บ บางบ้านหากได้ข้าวมากก็จะสร้างเล้าข้าวเกือบเท่าตัวบ้าน ในการสร้างเล้าข้าวนั้นผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องด้วยไทโซ่งนั้นให้ความเคารพนับถือข้าวเพราะเชื่อว่าเป็นเจ้าแม่โพสพ ที่มีบุญคุณต่อการหล่อเลี้ยงชีวิตให้มีอยู่มีกินอย่างสมบูรณ์พูนสุข  ดังนั้นการสร้างเล้าข้าว ต้องทำพื้นให้สูงกว่าพื้นเรือนที่อยู่อาศัย สำหรับเล้าข้าวเก่าหากไม่ใช้แล้ว ถ้ารื้อจะไม่นำไม้มาปลูกบ้านหรือเดินเหยียบย่ำ แต่ถ้าหากเป็นบ้านแล้วหากจะทำเป็นที่เก็บข้าว บ้านหลังนั้นจะไม่ทำฝา แต่จะนำ “กะล่อม” ซึ่งเป็นภาชนะบรรจุข้าวขนาดใหญ่สานด้ายไม้ไผ่แล้วยาช่องว่างด้วยฟางผสมมูลควายกับดินเหนียว เพื่อกันข้าวรั่วไหวจากภาชนะ (หน้า 48 ภาพกะล่อม ดูที่ หน้า 51)
 
               เรือนสองชั้น         บ้านแบบนี้ไม่ค่อยพบในพื้นที่ศึกษา จะมีสร้างบ้านแบบนี้บ้านก็มีจำนวนน้อยหรือตั้งอยู่ใกล้กับถนน เช่น บ้านเรือนในหมู่บ้านในตำบลเขาย้อย กับตำบลทับคาง  รูปแบบบ้านมีความกว้างประมาณ สี่ถึง หก เมตร และยาว หก ถึง สิบเมตร วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างได้แก่ เหล็ก หิน ปูน สำหรับส่วนที่เป็นไม้เช่น กรอบหน้าต่าง ประตู กับโครงสร้างในส่วนที่เป็นหลังคา มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ส่วนพื้นบ้านในชั้นบนปูด้วยไม้กระดาน ส่วนชั้นล่างปูด้วนหินขัดหรือกระเบื้องปูพื้น  สำหรับการสร้างบ้านแบบสองชั้นมีทั้งที่เป็นปูนทั้งหลังและแบบครึ่งปูนครึ่งไม้ ขึ้นอยู่กับความชอบและฐานะเศรษฐกิจของเจ้าของบ้าน (หน้า 48)
              การใช้สอยพื้นที่ชั้นบนของบ้านจะทำเป็นห้องนอน หนึ่งถึงสองห้อง และมีหน้าต่างที่ด้านหน้าของตัวบ้านกับส่วนที่เป็นห้องนอน สำหรับพื้นที่บ้านในชั้นล่างนั้น โดยมากจะทำเป็นห้องสองห้องได้แก่ ห้องนอนกับห้องครัว โดยจะสร้างห้องนอนที่บริเวณทางขึ้นตรงบันได สำหรับพ่อแม่ หรือลูกชาย ลูกสาว ที่ยังไม่ได้แต่งงาน  สำหรับห้องครัวนั้นส่วนมากมักสร้างอยู่ในในสุดของบ้าน ส่วนห้องน้ำกับห้องสุขานั้นจะสร้างอยู่ติดกับห้องครัว (หน้า 48)  
             สำหรับบ้านไม้สองชั้นนั้น ไม่มีหลังใดทำห้องผีเฮือนไว้ในบ้านสาเหตุหนึ่งเนื่องจากเป็นบ้านของคนรุ่นลูกหลาน เมื่อสร้างบ้านของตนก็จะสร้างอยู่ใกล้กับบ้านของพ่อแม่ดังนั้นเมื่อมีพิธีเซ่นไหว้ผีเฮือน ก็จะไปร่วมพิธีที่บ้านของพ่อแม่ที่สร้างแบบบ้านที่มีห้องผีเฮือนตามความเชื่อของไทโซ่งแต่เดิม  (หน้า 48 ภาพ หน้า 49-52)  
              อย่างไรก็ตาม ในบททำขวัญมักเล่าถึงการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของไทโซ่งตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ ว่าไทโซ่งนิยมสร้างบ้านเรือนในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ใกล้กับป่าเขาลำเนาไพร ประกอบด้วยทุ่งนา สวน และแม่น้ำ ซึ่งมีความเหมาะสมในการหล่อเลี้ยงชีวิต และการเพาะปลูกพืชผลด้านการเกษตรต่างๆ (หน้า 163)  
 
การตั้งบ้านเรือนในอำเภอเขาย้อย
          การปลูกบ้านนั้นพบว่า มีการสร้างกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของอำเภอ โดยตั้งไปตามความยาวของถนนเพชรเกษมทั้งสองฝั่ง ที่มีความยาวกว่า 23  กิโลเมตรทั้งสองฟากฝั่งถนน แต่ทางด้านฝั่งตะวันตกนั้นจะมีมากกว่าฝั่งตะวันออก เนื่องจากว่ามีพื้นที่กว้างขวางไปจนถึงเทือกเขาตะนาวศรี ในพื้นที่แต่ละตำบลมีทั้งที่สร้างบ้านเป็นกลุ่มเป็นก้อนกับที่ตั้งอยู่ห่างกันตามที่ดิน (หน้า 30)

Demography

ประชากร       ไทโซ่งโยกย้ายเข้ามาอยู่ในประเทศไทยทั้งหมดหกครั้งด้วยกัน เริ่มจาก พ.ศ. 2322ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช กระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ห้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทางการไทยได้ให้ไทโซ่งไปอยู่ในจังหวัดเพชรบุรี แต่ทุกวันนี้ไทโซ่งได้อพยพไปอยู่ในหลายจังหวัด เช่น จังหวัดราชบุรี  จังหวัดเพชรบุรี  จังหวัดนครปฐม  จังหวัดเลย  จังหวัดพิษณุโลก  จังหวัดกำแพงเพชร  จังหวัดชุมพร  และจังหวัดสุราษฎร์ธานี  (หน้า 4)
            ในจังหวัดเพชรบุรี ไทโซ่งกระจายกันอยู่ในหลายอำเภอ เช่น  อำเภอเมือง  อำเภอบ้านแหลม  อำเภอบ้านลาด  อำเภอหนองหญ้าปล้อง  โดยอยู่ในพื้นที่อำเภอเขาย้อยมีจำนวนมากที่สุด  จากการสำรวจ เมื่อ พ.ศ. 2542  มีประชากรไทโซ่ง 28, 501 คน หรือ 80  เปอร์เซ็นต์ ของประชากรซึ่งมีทั้งหมด 35, 627คน (หน้า 4)
             ผู้เขียนได้ศึกษาวิจัยในพื้นที่อำเภอเขาย้อย ซึ่งมี 10ตำบล ในจำนวนนี้มีไทโซ่งอยู่เป็นจำนวนมากใน เจ็ดตำบล  ได้แก่  ตำบลเขาย้อย  ตำบลทับคาง  ตำบลหนองปรง  ตำบลหนองชุมพล  ตำบลหนองชุมพลเหนือ  ตำบลห้วยท่าช้าง  ตำบลบางเค็ม ส่วนในอีสามตำบลนั้นไม่ได้ศึกษาเพราะมีไทโซ่งอยู่ไม่มาก คือตำบลหนองปลาไหล กับตำบลสระพัง ส่วนตำบลห้วยโรง ไม่มีไทโซ่งเลยสักคน (หน้า 5)
 
ประชากรของจังหวัดเพชรบุรี
            จากข้อมูล พ.ศ. 2544ประชากรในจังหวัดเพชรบุรีมีทั้งหมด 457,034 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 222,855คน  ส่วนผู้หญิงมี 234,179คน ประชากรอยู่อย่างหนาแน่นในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอท่ายาง (หน้า 22)
 
ประชากรของอำเภอเขาย้อย
              จากข้อมูล พ.ศ. 2543ระบุว่า อำเภอมีจำนวนครัวเรือน 99,04 คน มีประชากรทั้งหมด 38,793คน  เป็นผู้ชาย 18,305คน และผู้หญิง 19,448คน ในจำนวนนี้มีประชากรไทโซ่งประมาณ 70เปอร์เซ็นต์ โดยตั้งบ้านเรือนอยู่เกือบทุกตำบล นอกจากตำบลห้วยโรง  ตำบลสระพัง กับตำบลหนองปลาไหล นอกนั้นเป็นกลุ่มคนไทย 14เปอร์เซ็นต์ และคนไทยเชื้อสายจีน 10เปอร์เซ็นต์ (หน้า 28)

Economy

อาหาร        
            ไทโซ่งทุกวันนี้กินทั้งข้าวเจ้า และข้าวเหนียว ในแต่ละวันส่วนใหญ่จะกินข้าวเจ้า เป็นหลักเพราะว่าข้าวเหนียวมีราคาสูงกว่าข้าวเจ้า (หน้า 58) แต่ข้าวเหนียวจะใช้เมื่อถึงเทศกาลงานบุญสำคัญต่างๆ ในชุมชน เช่นการเซ่นไหว้ และใช้เลี้ยงต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมงานพิธี  (หน้า 59) อาหารการกินของไทโซ่งจะเหมือนกับอาหารของคนภาคกลาง ได้แก่ แกงส้ม  แกงเผ็ด  แกงจืด กับอาหารที่ทำด้วยวิธี ผัด ย่าง ทอด ต้ม  สำหรับอาหารที่กินเป็นประจำคือ  แจ่ว  หรือน้ำพริกปลาร้า  ไทโซ่งนั้นชอบกินผักไม่ชอบกินเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ส่วนผักที่นำมาปรุงอาหารนั้นเป็นผักที่เก็บตามไร่นาและที่ปลูกตามสวน ได้แก่ กระถิน  ตำลึง  ผักกาด ดอกแค มะเขือ  พริก ถั่ว กระเพราและอื่นๆ (หน้า 59)           ส่วนอาหารที่นิยมกินในกลุ่มไทโซ่ง มีอาหารหลากหลายชนิด เช่น
1)        แกงหน่อไม้หรือแกงหน่อส้ม   ทำด้วยหน่อไม้ดอง แล้วนำมาแกงกับเนื้อต่างๆ
เช่น เนื้อไก่  เนื้อหมู แกงหน่อส้มมักใช้ต้อนรับแขกหรือตอนมีงานพิธีสำคัญ(หน้า 59)  
2)        แกงผำ  การปรุงจะนำ ‘ผำ’ ที่เป็นพืชเม็ดขนาดเล็กจ้อยแกงกับเนื้อหมูสับ
ละเอียด การแกงจะไม่นิยมใส่กะทิ
3)        จุ๊บ  หรือยำผักลวก การทำจะนำผักที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น  ยอดมะม่วง  ยอด
มะกอก ผักบุ้ง และผักอื่นๆ นำมาลวกน้ำร้อนแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กพอประมาณ นำมาคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงเพื่อความอร่อยเช่น พริกคั่ว  ข่า  หัวหอม
4)        แกงคั้วะ  เขียนเรื่องการปรุงเพียงแต่บอกว่าเป็นแกงเผ็ดลูกอ๊อด แต่
ไม่ได้ บอกว่าเครื่องปรุงมีอะไรบ้าง
5)        แกงหยั้วะ หรือแกงหยวก  คือแกงเผ็ดที่ใส่กับหยวกกล้วย แกงชนิดนี้นิยมแกง
แต่เมื่อมีงานศพ จะไม่แกงในชีวิตประจำวัน (หน้า 59)
 
เศรษฐกิจ          
           ไทยโซ่ง ทำงานหลายอย่างด้วยกันตั้งแต่เพาะปลูก และทำอาชีพอื่นๆ  สำหรับอาชีพหลักที่สำคัญ มีดังนี้  งานหลักคือการทำนา ในพื้นที่ศึกษาจะทำนาเอาข้าวไว้กินในครัวเรือนมากกว่าจะนำไปขาย สำหรับครอบครัวที่ปลูกข้าวได้เป็นจำนวนมากก็จะขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว  สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวนั้นพบว่า บางครอบครัวมีที่ทำนาหลายสิบไร่ แต่ในบางครอบครัวหากไม่มีก็จะเช่าที่กับญาติที่สนิทกัน รวมทั้งนายทุนโรงสีข้าว การทำนาจะทำสองครั้งคือนาปรังกับนาปี การทำนาจะทำนาในช่วงฤดูฝน เริ่มจากเดือนสิงหาคมและจะเก็บเกี่ยวข้าวประมาณเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธุ์ สำหรับ        ข้าวนาปรังจะปลูกในฤดูแล้ง (หน้า 81) โดยจะปลูกในเดือนมีนาคมแล้วเก็บเกี่ยวในเดือนพฤษภาคมกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม ในการเก็บเกี่ยวข้าวนิยมใช้เครื่องจักร เช่นรถเกี่ยวข้าว  ขณะที่แรงงานควายไถนาดังที่เคยทำในอดีตไม่ได้รับความสนใจแล้ว ดังนั้นสัตว์เช่นควาย วัวจึงมีไม่มาก ส่วนวัวหากเลี้ยงก็เลี้ยงไว้ขายไม่ได้เลี้ยงไว้ใช้แรงงานเหมือนเช่นอดีต (หน้า 82)
          การปลูกพืช ไทโซ่งชอบปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ถัวลิสง และปลูกผักสวนครัวไว้กินไว้ใช้ในครัวเรือน  ได้แก่ พริก  โหระพา  กระเพรา และอื่นๆ  (หน้า 83)
         ไทโซ่งจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เป็ด ไก่  หมู การเลี้ยงหมูส่วนมากจะเลี้ยงแทบทุกบ้านเนื่องจาก ต้องใช้หมู่ในการประกอบพิธีเสนเฮือน และบางครอบครัวก็เลี้ยงหมูเอาไว้ขาย ส่วนการเลี้ยงวัว ควาย ไม่ค่อยมีคนเลี้ยงเหมือนในอดีต (หน้า 83)
         อาชีพอื่นๆ      ไทโซ่งบางส่วนยังทำอาชีพรับจ้าง เช่นรับจ้างเกี่ยวข้าว  และค้าขายเช่น เปิดร้านขายของชำ ซึ่งส่วนใหญ่ในหมู่บ้านของไทโซ่งจะมีร้านขายของชำประจำหมู่บ้าน หนึ่งถึงห้าร้าน (หน้า 83) ของที่ขายเช่น ของกินของใช้ในครัวเรือน เช่นขนมต่างๆ สบู่ ยาสีฟัน  ผงซักฟอก และยาสามัญประจำบ้าน  เช่น ยาแดง ยาหม่อง  ยาดม และอื่นๆ ส่วนคนสูงอายุก็จะทำงานจักสาน เช่น สานกระด้ง  เข่ง เป็นต้น (หน้า 84)

Social Organization

สังคม      
           ลักษณะครอบครัวไทโซ่งในพื้นที่ศึกษา แบ่งเป็นสองอย่าง คือ  1) ครอบครัวเดี่ยว (Nuclear  Family) กับ 2) ครอบครัวขยาย (Extended  Family)        
           แบบครอบครัวเดี่ยว        หมายถึงครอบครัวที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก  ลักษณะของครอบครัวเดี่ยวนั้นคือครอบครัวที่แยกออกมาจากครอบครัวของพ่อแม่แล้วมาตั้งครอบครัวของตนเองหลังจากแต่งงานแล้ว ครอบครัวเดี่ยวนั้น ผู้ชายที่เป็นสามีนั้นมีฐานะเป็นผู้นำครอบครัว ในขณะที่ครอบครัวเดี่ยวในสังคมไทโซ่งนั้นยังเป็นหน่วยครัวเรือนเดียวกับบ้านของพ่อแม่สามี  (หน้า 78)
           แบบครอบครัวขยาย       หมายถึง บ้านที่ประกอบด้วยครอบครัวเดี่ยวหลายๆครอบครัว อยู่รวมกัน ในพื้นที่อำเภอเขาย้อย อาจมีสองถึงสามครอบครัวหรือมากกว่านั้นอยู่รวมกัน โดยอาจมีพ่อแม่หรือญาติอยู่อาศัยภายในบ้านด้วยจากการศึกษาพบว่า ครอบครัวไทโซ่งนั้นมีลักษณะเป็นแบบครอบครัวเดี่ยวต่อมาได้ขยายเป็นครอบครัวขยาย แล้วก็ปรับมาเป็นครอบครัวเดี่ยวอีกครั้ง ซึ่งมีครอบครัวของพ่อ แม่ และครอบครัวของลูกที่แต่งงานแล้ว สำหรับครอบครัวแบบนี้หากลูกคนใดคนหนึ่งแต่งงานแล้ว ก็จะปลูกบ้าน อยู่ในบริเวณที่ดินของบ้านพ่อแม่  เนื่องจากที่ดินนั้นพ่อกับแม่ยังไม่แบ่งให้กับลูกคนใด แต่เมื่อพ่อกับแม่เสียชีวิตไปแล้ว ลูกๆ ก็จะแยกย้ายไปตั้งครอบครัวของตนเองต่างหาก(หน้า 78) ในครอบครัวไทโซ่ง ผู้ชายที่มีอายุมากที่สุดนั้นจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว เนื่องจากลูกหลานนั้นให้ความเคารพ ปู่ ย่า ตา ยาย และการติดต่อช่วยเหลือกันนั้นมีมากในกลุ่มลูกหลาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเครือญาติฝ่ายพ่อหรือฝ่ายสามี   ทั้งนี้สังคมของไทโซ่งนั้น การแต่งงงานเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว (Monogamy) ไม่ค่อยพบการหย่าร้าง  กรณีที่มีการหย่า ผู้หญิงก็จะกลับไปใช้นามสกุลเดิมของพ่อ แม่ รวมทั้งนับถือผีทางฝ่ายพ่อ  ขณะที่ลูกๆ จะต้องอยู่กับแม่แต่ยังคงสืบผีกับนับถือผีฝ่ายพ่อ (หน้า 79)
           ส่วนการจัดระเบียบครอบครัวนั้นในสังคมไทโซ่งจะใช้การจัดระบบเครือญาติ(Kinship  Systems) โดยยึดหลักแนวคิดเรื่องผีเป็นตัวตัดสิน หรือเป็นการนับญาติว่าใครเป็นญาติพี่น้องกับใคร โดยไทโซ่งจะนับญาติทางสายเลือด คือคนที่มีบรรพบุรุษเหมือนกันและมีนามสกุลเหมือนกัน ส่วนญาติที่มาจากการแต่งงาน เช่น สะใภ้ พี่สะใภ้ น้องสะใภ้  หลานสะใภ้ เป็นต้น  โดยจะนับรวมเป็นผีเรือนเดียวกัน ซึ่งไทโซ่ง เรียกว่า       “ปี้น่องหว่าผีเฮือนเหลียวเขา”  หรือ “พี่น้องที่มีผีเรือนเดียวกัน” สำหรับญาติพี่น้องแบบนี้ เมื่อมีการจัดพิธีกรรมทางความเชื่อ คนที่เป็นญาติพี่น้องผีเดียวกัน ก็จะมาร่วมงานด้วยไม่ให้ขาดที่จะมางาน ตัวอย่างเช่น การเซ่นไหว้ผีเรือน (เสนเฮือน) กับพิธี “ส่อนขวัญ” หรือ ช้อนขวัญ  พิธี “สูขวัญปี้น่องหว่าผีเฮือนเหลียวเซา” หรือ “สู่ขวัญพี่น้องญาติผีเรือนเดียวกัน”  สำหรับญาติพี่น้องฝ่ายแม่ เช่น  พี่เขย  น้องเขย  ลูกเขย  เป็นต้น ไม่ต้องเข้าร่วมพิธีกรรม (หน้า 79) เพราะถือว่าเป็นญาติต่างผี ในกลุ่มนี้ถือว่ามีฐานะเท่ากับบ้านใกล้เรือนเคียงที่มาร่วมงาน  เพียงแต่ว่า ผู้ที่เป็นลูกเขยต้องสวม “เสื้อฮี” กับการเกงขายาวสีดำ ส่วนญาติพี่น้องที่อยู่ต่างถิ่นหรือหมู่บ้านใกล้เคียงก็จะมาร่วมงาน ด้วยความสมัครสมานสามัคคี (หน้า 80)
 
การแต่งงาน
            ในการเลือกคู่ครองในสังคมไทโซ่งนั้นจะให้อิสระแก่คนหนุ่มสาวในการเลือกคู่ โดยไม่ได้ห้ามปรามว่าจะแต่งกับไทโซ่งด้วยกันเท่านั้น หรือแต่งกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นหรือคนในชุมชน แต่จากการศึกษาพบว่า โดยมากจะแต่งงานกับคนไทโซ่งด้วยกัน แต่กรณีหากแต่งกับคนชาติพันธุ์อื่น ก็จะไปอยู่นอกชุมชน ผู้เขียนกล่าวว่า ไทโซ่งนั้นจะมีความพึงพอใจหากคู่หนุ่มสาวที่เป็นเครือญาติกันได้แต่งงานงานกัน แต่ต้องเป็นเครือญาติที่ต่างผี แต่เครือญาติร่วมสายเลือดหรือที่นับถือผีเดียวกันนั้นไทโซ่งจะไม่ให้แต่งงานกันเพราะถือว่าไม่มีความเหมาะสม (หน้า 79)
            กรณีที่มีความแตกต่างเรื่องชนชั้น  ผู้ชายที่เป็นผีผู้น้อยหากแต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นผู้ท้าว เมื่อทำพิธีก็จะทำแบบผู้ท้าว แต่ภายหลังแต่งงานผู้หญิงจะต้องเข้าผีผู้น้อยตามฝ่ายสามี เนื่องจากไทโซ่งนั้นถือผีฝ่ายชายเป็นหลัก  โดยผู้หญิงและลูกที่เกิดจะต้องเลื่อนเป็นผู้น้อย  ส่วนกรณีที่ผู้หญิงเป็นผีผู้น้อย  ผู้ชายเป็นผู้ท้าว ผู้หญิงต้องเลื่อนฐานะเป็นผู้ท้าว และลูกที่เกิดก็ต้องอยู่ในชนชั้นผู้ท้าวของฝ่ายพ่อ (หน้า 79)
            ส่วนการเลือกที่จะอยู่เมื่อที่แต่งงานแล้วนั้น จะมีข้อยกเว้นบางอย่างกรณีที่ผู้หญิงเป็นลูกโทน เป็นลูกคนเดียว ผู้ชายต้องตัดสินใจ “อาสาขาด” มาอยู่กินใช้ชีวิตรับผิดชอบครอบครัว เมื่อแต่งงานแล้วที่ครอบครัวฝ่ายหญิง ภายหลังที่พ่อตา แม่ยาย เสียชีวิตแล้ว ผู้ที่เป็นลูกเขยก็จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว กรณีที่ฝ่ายชายเป็นลูกคนเดียว ภายหลังการแต่งงานมีครอบครัว  ผู้ชายก็จะพาภรรยามาอยู่ที่บ้าน พ่อ แม่ อย่างไม่มีการอาสา เช่นกัน (หน้า 79)
 
ภาพสังคมในบททำขวัญ        
            จากการศึกษาระบุว่า บททำขวัญของไทโซ่งนั้นเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะที่มีมาเนิ่นนาน ที่มีการสืบต่อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย จนถึงรุ่นลูกหลาน บททำขวัญได้ บ่งบอกความคิด ความเชื่อ คตินิยม สังคม ความเป็นอยู่ต่างๆ (หน้า 146) จากการศึกษาบททำขวัญ 24สำนวนพบว่า โดยมากแล้วไทโซ่งมีความเชื่อเรื่องขวัญ เนื้อหาเกี่ยวกับสังคมและการใช้ชีวิต จากการศึกษามีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความเชื่อ  ค่านิยม วถีชีวิต  (หน้า 147)
 
บทบาทและหน้าที่ของพิธีทำขวัญ
              การทำขวัญนั้นมีผลต่อสภาพจิตใจ เนื่องจากการประกอบพิธีนั้นจะทำให้ไทโซ่งคลายความวิตกกังวลในเรื่องการใช้ชีวิต หรือทำเพื่อความสบายใจ ทำให้กลับมามีกำลังเผชิญกับปัญหาเวลาเจ็บป่วย รวมทั้งความโชคร้ายทั้งหลาย ดังนั้นการทำขวัญจึงมุ่งให้เกิดความสบายใจ และเป็นอุบายอย่างหนึ่งเพื่อให้ไทโซ่งมีความเข้มแข็ง ในการอยู่ในสังคมซึ่งมีการทำพิธีเกี่ยวกับการทำขวัญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  (หน้า 167)

Political Organization

ระดับชุมชน
              แต่เดิมนั้นสังคมไทโซ่ง ได้แบ่งผู้คนออกเป็นสองชนชั้น อันประกอบด้วย
              ชนชั้นผู้ท้าว          คือคนที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นเจ้าเมืองเก่าที่เป็นผู้นำสูงสุดในอดีต สำหรับชนชั้นผู้ท้าวนั้นเป็นชนชั้นที่สามารถบวงสรวงผีเมือง ชนชั้นนี้เชื่อว่ามาจากสรวงสวรรค์แล้วมาเกิดบนโลก ชนชั้นผู้ท้าวนั้นมีศักดิ์สูงกว่า ชนชั้นผู้น้อย  ดังนั้นเมื่อคนที่อยู่ในชนชั้นผู้ท้าวหากเสียชีวิตจะไปเกิดในสวรรค์ในชั้นที่ดีเยี่ยม โดยเรียกว่า “เรือนพานหลวง” ที่มีความเป็นอยู่เพลิดเพลินจำเริญใจ (หน้า 80)
              ชนชั้นผู้น้อย          คือคนที่เป็นลูกหลานของคนทั่วไปที่อยู่ในการปกครองดูแลของชนชั้นผู้ท้าวเมื่อในอดีต  ชนชั้นผ็น้อยจะบูชาเฉพาะผีบรรพบุรุษของกลุ่มตนแต่บูชาผีเมืองไม่ได้ หากเสียชีวิตแล้วคนที่ร่ำรวยจะไปอยู่สวรรค์ชั้นที่มีความสุขรองลงมาจากชนชั้นผู้ท้าว ได้แก่ “ เรือนพานน้อย” แต่ชนชั้นผู้น้อยที่ยากจนเข็ญใจก็จะไปอยู่สวรรค์ที่เรียกว่า”ล่ำดอย” นั่นเอง (หน้า 80) (หน้า 81)

Belief System

ความเชื่อและศาสนา       
            ไทโซ่งนับถือผีและนับถือศาสนาพุทธ แต่การนับถือผีนั้นยังมีการสืบทอดประเพณีความเชื่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ เช่นการนับถือ “ผีเฮือน” มีการนำความเชื่อทางศาสนาพุทธมาประยุกต์ใช้กับความเชื่อที่นับถือผี ได้แก่ งานศพแต่เดิมไทโซ่งจะไม่ให้พระสงฆ์มาทำพิธี แต่ทุกวันนี้ได้นิมนต์พระมาสวดในเวลากลางคืน ติดต่อกัน สามคืน แล้วให้ลูกหลานบวชหน้าไฟ นอกจากจากยังไปเผาศพที่เมรุในวัด จากเดิมที่ทำพิธีศพที่ป่าแฮว (หรือป่าช้า)  (หน้า 59) 

Education and Socialization

 การศึกษา
            จากาศึกษาพบว่า ประชาชนในอำเภอเขาย้อยนิยมส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือทั้งในพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบุรีและเขตอำเภอเขาย้อย ซึ่งการเดินทางนั้นแต่ละโรงเรียนได้จัดหารถรับส่งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียน จากการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2542ระบุว่า มีนักเรียน 97.80 %จบชั้น ป.6(หรือ 410คน) เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมต้น กับอีก 83.66 %  ของนักเรียนที่จบชั้นมัธยมต้นหรือ (361คน) ที่มีโดอากาศเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย ในพื้นที่อำเภอเขาย้อยแบ่งเป็นระบบการศึกษาในโรงเรียนมีจำนวนทั้งสิ้น 26โรงเรียน (หน้า 31) และการศึกษานอกระบบโรงเรียน ได้แก่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่วัดพระธาตุศิริชัย ตำบลเขาย้อย 1แห่ง  กับศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์อยู่ที่วัด สังกัดหน่วยงานศึกษานิเทศน์จังหวัด 3แห่ง  และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดกรมพัฒนาชุมชน อีก 4แห่งด้วยกัน  (หน้า 32)

Health and Medicine

ไม่มี

Art and Crafts (including Clothing Costume)

เสื้อผ้าอาภรณ์ของไทโซ่งในชีวิตประจำวัน
            ปกติแล้วไทโซ่ง มักสวมชุดสีดำหรือสีครามเข้มอยู่ตลอดเวลา ทั้งในชีวิตประจำวันและในยามมีงานเทศกาลสำคัญ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อว่า “ลาวทรงดำ” หรือ “ไทยทรงดำ” สำหรับการแต่งกายแบ่งเป็นแบบต่างๆ ดังนี้ (หน้า 53)
         ผู้ชาย       ช่วงปกตินั้นจะสวมเสื้อที่เรียกว่า “ เสื้อไท หรือ เสื้อซอน” หรือ      “เสื้อฮงเฮง” ส่วนกางเกงจะเป็นกางเกงขาสั้นที่เรียก “ส้วงขาเต้น หรือ ส้วงก้อม”  สำหรับ “เสื้อไท หรือเสื้อซอน” ทอด้วยผ้าฝ้าย เป็นเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ่าหน้าอกเสื้อถึงชายเสื้อ แล้วติดกระดุมเงิน มีลวดลายเป็นทรงดอกบัวตูมสวยงาม แต่เดิม ไทโซ่งนิยมติดกระดุมจำนวนมากถึง 27เม็ด หรือเรียกว่า สามซุ้ม, บางครั้งก็ติด 23หรือ 21เม็ด สาเหตุที่ติดกระดุมถี่ในกลุ่มไทโซ่งเชื่อว่า การติดกระดุมเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นคนมีความระเบียบเรียบร้อยรักสวยรักงาม แต่ปัจจุบันการติดกระดุม ลดจำนวนลงเหลือเพียง 10 ถึง 15เม็ด เท่านั้น ส่วนที่เป็นกระดุมเงินแท้นั้นไม่ค่อยพบแล้วในทุกวันนี้ ส่วนตัวเสื้อจะตัดแบบเข้ารูป ลักษณะเป็นเสื้อคอตั้งเหมือนคอเสื้อจีน ตัวเสื้อยาวเลยสะโพก และบริเวณด้านข้างของเสื้อ จะผ่าชายเสื้อและเย็บผ้าเสริมบริเวณตะเข็บเพื่อความสวยงาม         
           ส่วน “เสื้อฮงเฮง” เป็นเสื้อแขนยาว ติดกระดุม ห้าเม็ดเสื้อเป็นแบบคอตั้ง ตรงชายเสื้อผ่าข้างทั้งสองด้าน และทำกระเป๋าทางด้านล่างของเสื้อทั้งสองข้าง (หน้า 53)
           ในชีวิตประจำวันจะสวม “ส้วงขาเต้น หรือส้วงก้อม” รูปแบบกางเกงไทโซ่งแบบนี้เหมือนกับกางเกงขาก๊วย แต่ปลายขาแคบยาวถึงหัวเข่า เอวกว้างเหมือนกางเกงจีน เมื่อสวมจะมัดรวบเป็นปมไว้บริเวณหน้าท้อง บางครั้งก็ผูกเอวด้วยผ้าขาวม้า  (หน้า 53)
           ผู้หญิง       ในประจำวันจะสวมเสื้อสองตัว คือเสื้อตัวใน (เสื้อน้อย) กับ เสื้อ     ตัวนอก หรือเรียกว่า เสื้อก้อม แล้วสวมซิ่น  “เสื้อน้อย” คือเสื้อคอกลม หรือเรียกว่า     “คอไข่” เป็นเสื้อมีแขนเอวลอย โดยติดกระดุมข้างตัวทางด้านซ้าย  (หน้า 53)
            “เสื้อก้อม” เป็นเสื้อที่สวมทางด้านนอก ทอด้วยผ้าฝ้ายแขนยาวกระชับข้อมือ ลักษณะคอเสื้อตั้ง ผ่าทางด้านหน้ากระทั่งถึงชายเสื้อ ในอดีตจะติดกระดุม 13, 15บางครั้งก็ 19เม็ด แต่ทุกวันนี้ติดกระดุมไม่เยอะส่วนใหญ่มักติด ห้า ถึง สิบเม็ด ลักษณะการตัดเย็บเป็นเสื้อขนาดพอดี การสวมเสื้อหากอยู่ที่บ้านหญิงไทโซ่งจะสวมแต่ “เสื้อน้อย” เป็นชุดลำลองอยู่กับบ้าน ถ้าถ้าหากต้องเดินทางไปติดต่องานหรือไปพบปะผู้คนในชุมชนก็จะสวมทับด้วย “เสื้อก้อม” เพื่อความสุภาพ (หน้า 53)
             “ซิ่นไทโซ่ง” ซิ่นหรือผ้าถุงของไทโซ่งนั้น มีสีดำกับสีครามเข้ม ประดับด้วยลวดลายสีขาว เป็นเส้นทางลงมาชายซิ่น ซึ่งมีพื้นสีดำขลับ โครงสร้างของซิ่นประกอบด้วย สามส่วนสำคัญคือ ส่วนที่เรียกว่า “หัวซิ่น” ส่วนนี้เป็นผ้าสีดำล้วนไร้ลวดลายใดๆ (หน้า 53) มีขนาดความกว้าง 12นิ้วหรือหนึ่งฟุต เย็บติดกับตัวซิ่นที่เป็นส่วนที่สอง ในส่วนนี้ สีพื้นเป็นสีดำแซมด้วยลายสีขาว โดยเส้นสีขาวในแต่ละเส้นนั้นจะอยู่ห่างกัน ราว สองนิ้ว โดยสลับกันกับเส้นที่มีขนาดใหญ่กว่า กับเส้นขนาดเล็กอีกเส้น สำหรับเส้นคู่ที่ใหญ่กว่านั้น ไทโซ่งเรียกว่า “ตากู” หรือ “ตาคู่” สื่อสัญลักษณ์ถึง       “ความเป็นพี่น้องของคนไทยกับคนลาว”  ส่วนลานเส้นขนาดเล็ก กับเส้นใหญ่ที่อยู่ห่างกันนั้น เรียกว่า “ตาย่อย” หมายความถึง “การแยกย้ายการพลัดพราก” ซิ่นนี้มีชื่อว่า “ซิ่นลายแตงโม” ส่วนคนที่อยู่ในตัวเมืองเพชรบุรี เรียกซิ่นนี้ว่า “ซิ่นลายกระแต” (หน้า 54)
             ส่วนส่วนที่สาม มีความกว้างประมาณ สองนิ้ว ยาวรอบชายซิ่น หรือเรียกว่า “ตีนซิ่น”  และมีลายสีขาวสลับกันยาวอีกหนึ่งทาง มีชื่อว่า “ยักตาน่อย” สำหรับคำว่า ยัก ผู้เขียนบอกว่า คือเยื้องแสดงถึงการไม่ตรงกับรอยเก่า คนในพื้นที่ศึกษาเรียกว่า          “ยักตาน่อย ตาเหญา” หรือ “ตาน้อย ตาใหญ่” (ตาใหญ่หมายถึงลายของตัวซิ่นที่ทอสลับกันสองแถว หรือ สองตา)  บริเวณตีนซิ่นนี้มีความหมายสำคัญคือ กรณี สามีเสียชีวิต ผู้เป็นภรรยาจะแกะส่วนนี้ออกเพื่อเป็นการไว้ทุกข์กับคู่ชีวิต เพื่อพ้นจากช่วงไว้ทุกข์แล้วจึงจะเย็บคืนอีกครั้ง  (หน้า 54)
             ส่วนการนุ่งซิ่นของหญิงไทโซ่งกับหญิงไทยนั้นมีความแตกต่างกันคือ  หญิงไทโซ่งจะจับขอบซิ่นทั้งสองข้างทั้งซ้ายและขวามาขมวดไว้ทางด้านหน้า จากนั้นก็พับขอบลงทางด้านล่างกับเข็มขัด โดยให้ชายซิ่นทางด้านหน้าสูงกว่าทางด้านหลัง เพื่อให้เกิดความคล่องแคล่วในการเดินหรือความคล่องตัวเวลาทำงานนั่นเอง (หน้า 54)
              นอกจากนี้งานเขียนยังระบุว่า ในพื้นที่ในกลุ่มผู้สูงอายุบางคนยังชอบสวม  “ส้วงก้อม” ซึ่งมีรูปแบบเหมือน “ส้วงก้อม” ของผู้ชาย แต่บริเวณเอวกางเกงจะใส่ยางยืด โดยจะไม่ขมวดไว้ที่เอวเหมือนที่ผู้ชายสวม  ส่วนความยาวของกางเกงนั้นจะสูงกว่าหัวเข่า แต่ที่ปลายขากางเกงนั้นจะกว้างกว่าของผู้ชายไทโซ่ง (หน้า 54)
              จากการศึกษาพบว่า ในการแต่งกายของไทโซ่งในอดีตนั้น ยังครอบคลุมถึงชุดแต่งกายในยามที่ผู้หญิงเป็นประจำเดือนอีกด้วย ผู้เขียนระบุว่า เมื่อผู้หญิงไทโซ่งมีประจำเดือนนั้นในอดีตจะนำผ้าฝ้ายสีดำที่มีความอ่อนนุ่มมาพับอย่างแน่นหนา จากนั้นจะนำมาผูกกับสายโยงกับสายรัดเอว (สายเตี่ยว) เมื่อใช้ในแต่ละวันหากจะทำความสะอาด ก็จะนำไปแช่น้ำจนสะอาด หลังจากประจำเดือนหมดในเดือนนั้นแล้วก็จะซักพับเก็บไว้ใช้ เมื่อเป็นประจำเดือนอีกครั้ง (หน้า 54)
 
ชุดแต่งกายของไทโซ่งในงานพิธีสำคัญ
            การแต่งกายเมื่อมีงานพิธีกรรมสำคัญ ทั้งที่เป็นงานมงคล และไม่เป็นมงคล ชายหญิงไทโซ่ง ที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจะสวมเสื้อฮี (ฮี หมายถึง “ยาว” ดังนั้น “เสื้อฮี” จึงหมายถึง “เสื้อยาว”) สำหรับเสื้อฮีนี้ ชายหญิงไทโซ่งจะมีประจำตัวกันทุกคน  (หน้า 54)
           เสื้อฮีของผู้ชาย            
          ในพิธีการสำคัญชายไทโซ่งจะสวมเสื้อฮีไปร่วมพิธี เสื้อชนิดนี้ทอด้วยผ้าฝ้าย มีสีดำ ตัวยาวเลยสะโพก เป็นเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ลักษณะเป็นเสื้อคอกลม  กุ๊นรอบคอประดับด้วยผ้าไหมแดงสดใส  ผ่าทางด้านหน้าของเสื้อแล้วป้ายทับไปด้านซ้ายมือ ส่วนด้านข้างตรงชายเสื้อจะผ่ายาวประมาณ หนึ่งคืบ และบริเวณคอเสื้อจะติดกระดุมไว้คล้องเสื้อหนึ่งเม็ด   สำหรับป้ายที่ทับนั้นจะนำกระดุมมาคล้องเช่นกัน (หน้า 55)
           เสื้อฮีมีความโดดเด่นคือสามารถใช้ได้ทั้งสองด้าน ด้านแรกนั้นประดับด้วยผ้าหลากสีสันจำนวนมาก  กับอีกด้านหนึ่งที่ค่อนข้างประหยัดลวดลายและสีสัน  สำหรับด้านที่มีสีสันประดับมากกว่านั้น ที่บริเวณชายเสื้อกับขอบแขนจะประดับด้วยผ้าขนาดเล็กหลากสีสัน เช่นสีแดง สีส้ม สีขาว กับสีเขียว แล้วติดด้วยกระจกขนาดเล็ก ไว้ตรงกึ่งกลางของผ้าไหมหลากสีสันที่นำมาตกแต่ง  ส่วนทางด้านที่มีสีสันไม่มากนั้น ตรงที่เป็นรักแร้ของแขนเสื้อกับชายเสื้อทางด้านล่าง ประดับด้วยผ้าไหมให้มีสีสันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (หน้า 55)
           การสวมใส่ไปงานมงคล ได้แก่ งานแต่งงาน  พิธีเสนเรือน  พิธีเรียกขวัญ และอื่นๆ การแต่งกายด้วยเสื้อฮีก็จะสวมด้านที่ประหยัดสีสันเอาไว้ทางด้านนอก เสื้อทางด้านนี้   ไทโซ่งเรียกว่า “ลวงดี” (หน้า 55)
           ส่วนการไปงานที่เป็นอัปมงคล เช่น งานศพ การสวมเสื้อฮีจะสวมด้านที่มีความหลากหลายสีสันออกมาทางด้านนอกและเป็นการตกแต่งศพเพื่อไว้อาลัย สำหรับเสื้อทางด้านนี้เรียกว่า “ลวงปิ่น”  สำหรับเสื้อที่มีสีสันมากกว่านี้ไทโซ่งจะนำไปคลุมโลงศพเมื่อมีผู้เสียชีวิต กับนำไปพาดที่บ้านจำลองของผู้วายชนม์ ที่ “ป่าแฮว” (ป่าช้า) เช่นกัน (หน้า 55) ส่วนกางเกงไทโซ่ง หรือ “ส้วงฮี” สวมได้ทั้งงานที่เป็นศิริมงคล กับงานอัปมงคล เช่นงานศพ อย่างไรก็ตามในสังคมไทโซ่งในพื้นที่ศึกษานั้น คนหนุ่ม หรือวัยรุ่นชอบสวมใส่กางเกงตามสมัยนิยมมากกว่าส้วงฮี (หน้า 55)
 
           เสื้อฮีของผู้หญิง           
             การแต่งกายของหญิงไทโซ่ง เมื่อมีงานประเพณีสำคัญหญิงไทโซ่งนั้นจะสวม “เสื้อฮี”  แต่เสื้อฮีของผู้หญิงจะตัวใหญ่กว่าเสื้อฮีของชายไทโซ่ง  เสื้อฮีที่เป็นของผู้หญิงนั้นทอด้วยผ้าฝ้ายสีดำ เป็นเสื้อทรงสี่เหลี่ยม แขนยาว ตัวเสื้อยาวเลยหัวเข่า ลักษณะคอเสื้อทางด้านหลังเป็นแบบคอตั้ง ส่วนทางด้านหน้าเป็นคอเป็นรูปตัววี เมื่อสวมจะสวมทางด้านศีรษะ ส่วนแขนเสื้อเป็นแบบแขนสามส่วน  (หน้า 55)
              เสื้อฮีของผู้หญิงมีสองด้านเหมือนของผู้ชาย ด้านแรกจะมีสีสันจำนวนมาก ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นมีสีประดับประดาไม่มาก สำหรับด้านที่มีสีสันมากนั้น จะประดับผ้าสีที่บริเวณรอบคอ  ไหล่ และตัวเสื้อทางด้านหน้า ส่วนชายเสื้อประดับด้วยผ้าไหมชิ้นขนาดเล็ก หลากหลายสีสัน และประดับที่บริเวณกลางชิ้นผ้าไหม  สำหรับด้านที่มีสีสันไม่มากจะประดับลวดลายที่อกเสื้อทั้งสองด้าน กับปลายแขนเสื้อสูงจากชายเสื้อ สองนิ้ว  การสวมเสื้อฮีจะสวมกับซิ่นลายแตงโม สำหรับงานที่เป็นพิธีมงคล หญิงไทโซ่งจะสวมเสื้อที่มีสีสันไม่มากออกทางด้านนอก  ส่วนเมื่อมีงานอัปมงคลเช่นงานศพก็จะสวมเสื้อที่มีสีสันมากออกทางด้านนอก (หน้า 55)
            การทำเสื้อฮีนั้น คนที่ทำจะเป็นแม่หรือภรรยา สำหรับลวดลายที่ประดับบนเสื้อทุกวันนี้มีการประดับด้วยลายดอกไม้  ลายขอกูด  ซึ่งลักษณะเหมือนผักกูด เหมือนก้นหอย รวมทั้งผ้าไหมหลากสีสัน (หน้า 55) ในการสวมเสื้อฮีนั้นในกลุ่มผู้ชายมักสวมคลุมเสื้อเชิ้ต แต่ในกลุ่มผู้หญิงก็จะใส่ทับคลุมกับเสื้อที่สวมใส่ปกติแต่ละวัน การสวมเสื้อฮีมีข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดคือ เมื่อไปงานกลับมาแล้ว ไทโซ่งจะไม่ซักเสื้อฮี เพื่อรักษาสภาพผ้าให้คงความสวยงาม และป้องกันไม่ให้ผ้าสีตกใส่เสื้อผ้าที่ซัก การทำความสะอาดจะทำเพียงเช็ดด้วยน้ำเพียงเล็กนั้นแล้วนำไปตากแดดเพื่อทำให้เสื้อมีความสะอาด(หน้า 55)
           “เสื้อต๊ก” เป็นเสื้อที่ไทโซ่งใส่ไปงานศพ หรือเป็นเสื้อทุกข์ คนที่ใส่เสื้อแบบนี้จะเป็นลูกชายกับลูกสาวที่จะสวมใส่ไปงานศพของพ่อแม่ แต่เมื่อจัดงานเรียบร้อยแล้วก็จะไม่เก็บเสื้อไว้บนบ้าน เนื่องจากถือว่าเป็นสิ่งอัปมงคล ถ้าขืนเก็บไว้ที่บ้านอาจมีเรื่องไม่ดีต้องมีคนตายในบ้าน  รูปแบบของเสื้อต๊กของลูกชาย กับลูกสาวนั้นจะเหมือนกัน ลักษณะของเสื้อต๊กตัดเย็บด้วยผ้าดิบสีขาว โดยเย็บเป็นทรงสี่เหลี่ยมไม่ทำปกเสื้อกับแขนเสื้อ ลักษณะคอเสื้อจะผ่าคอถึงหน้าอกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัวเสื้อยาวถึงเอว รูปแบบเหมือนกับเสื้อไว้ทุกข์ของคนจีน คนที่เป็นลูกชายจะสวมกับกางเกงสีดำสมัยใหม่      (หน้า 55) แต่เดิมจะสวมเสื้อต๊ก กับ “ส้วงฮี”แล้วพันศีรษะด้วยผ้าดิบสีขาว  หากเป็นลูกสาว ก็จะสวมใสเสื้อต๊ก กับซิ่นลายแตงโม ผูกผมด้วยผ้าสีข้าว ไม่ให้ปั้นเกล้าผมอย่างเด็ดขาด ส่วนคนที่เป็นลูกเขย กับลูกสะใภ้ ให้สวมเสื้อฮี โดยไม่ต้องสวมเสื้อต๊ก (หน้า 56)
              ส่วนกลุ่ม ผู้หญิงสูงวัยเมื่อไปทำบุญที่วัด เช่นไปทอดกฐิน ผ้าป่า ก็จะนำ “ผ้าเปียว” แทนผ้าสไบเฉียงทับ กับเสื้อ สำหรับที่ผู้หญิงชราไทโซ่งใช้นั้นทำด้วยผ้าฝ้ายสีดำ กว้างราว  45เซนติเมตร มีความยาว หนึ่งถึงสองเมตร ที่ปลายผ้าทั้งสองด้านนั้นจะประดับลาย “ขอกุดลายหวาย”  ประดับด้วยไหมสีสันอันหลากหลายเช่น แดง  ส้ม  เขียว ในอดีตในกลุ่มผู้หญิงที่สมรสแล้วเมื่ออยู่ที่บ้านไม่ได้ไปไหน โดยมากมักใช้ผ้าเปียวคาดหน้าอก และนุ่งซิ่นลายแตงโม อยู่ที่บ้าน (หน้า 56 ภาพหน้า 57)
 
ทรงผมของไทโซ่ง         
            งานเขียนได้กล่าวถึงการไว้ทรงผมของไทโซ่ง ในกลุ่มผู้ชายกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยว่า แต่เดิมนั้นผู้ชายไทโซ่งไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม หรือทรงสูง ส่วนทรงผมที่นิยมในปัจจุบันนั้นไม่ได้กล่าวถึง (หน้า 58) แต่ในกลุ่มผู้หญิงได้ระบุทรงผมของแต่ละช่วงวัย และความหมายดังต่อไปนี้ (หน้า 58)
ทรงผมผู้หญิงไทโซ่งแบบต่างๆ
            ทรงเอื้อมไร หรือ เอื้อมไหล่        หญิงที่ไว้ทรงนี้จะมีอายุ 13ถึง 14ปี โดยจะเริ่มไว้ผมยาว โดยปล่อยให้ยาวถึงหัวไหล่ (หน้า 58)
            ทรงสับปิน          เมื่ออายุ 14 ถึง 15ปี  เมื่อผมเริ่มยาวมากขึ้นก็จะม้วนปลายผมไว้ที่บริเวณท้ายทอย สับผมไว้ด้วยหวี (หน้า 58)
            จุกผม         ทรงนี้ก็เป็นทรงผมของหญิงที่มีอายุ 14ถึง 15ปี หลังจากผมยาวแล้วก็จะขมวดผมเป็นก้อน  แล้วขมวดไว้ทางส่วนหน้าของศีรษะทางด้านซ้ายหรือขวาก็ได้ ส่วนผมทางด้านหลังจะถักผมเปีย (หน้า 58)
            ทรงขอดกะต๊อก        เมื่อผู้หญิงอายุ 16ถึง 17ปี หลังจากผมยาวแล้วก็จะรวบผมไว้ทางด้านหลัง แล้วผูกผมเป็นปม ส่วนปลายผมจะเอาไว้ทางด้านหน้า (หน้า 58)
            ทรงขอดซอย          เมื่อเป็นสาวอายุ 17ถึง 18ปี โดยจะผูกผมเป็นรูปโบว์ทั้งสองด้าน จากนั้นก็จะปล่อยชายผมไว้ทางด้านซ้ายของศีรษะ (หน้า 58)
            ทรงปั้นเกล้าซอย        พออายุ 19ถึง 20ปี เมื่อผมเริ่มยาวมากขึ้นก็จะผูกผมอย่างสวยงามเหมือนเนคไทหูกระต่ายไว้บริเวณด้านหลังของศีรษะจากนั้นก็จะปล่อยปลายผมมาทางขวามือ (หน้า 58)
            ปั้นเกล้า หรือ ปั้นเกล้าถ้วน        ทรงนี้หญิงไทโซ่งจะไว้เมื่ออายุครบ 20ปี โดยจะไว้ผมทรงนี้ตั้งแต่แต่งงานกระทั่งจวบชั่วชีวิต หญิงที่จะไว้ผมทรงนี้ต้องมีผมยาว เมื่อม้วนผมแล้วก็จะให้เป็นลอนขนาดใหญ่ไว้ทางด้านหน้า ส่วนผมที่เหลือทางด้านหลังนั้นจะรวบแล้วม้วนไว้กลางศีรษะ แล้วสอดชายผมเก็บไว้ให้เรียบร้อยขัดผมด้วยไม้ สำหรับไม้ขัดเกล้านั้นรูปร่างจะเหมือนกับเข็มกลัด แต่มีรูปร่างใหญ่กว่ามาก ทำจากเงิน ในกลุ่มที่ผมสั้นหรือมีผมไม่มากก็จะเสริมด้วยผมปลอมเพื่อให้มีกลุ่มผมโต (หน้า 58)
            ทรงปั้นเกล้าตก           ถ้าหากหญิงไทโซ่งคนใด สามีเสียชีวิตก็จะไว้ผมทรงนี้เพื่อเป็นการไว้อาลัย และขณะที่ตั้งโลงศพไว้ที่บ้าน หญิงผู้นั้นก็จะปล่อยผมลง โดยไม่ปั้นเกล้า และไม่สวมใส่เครื่องประดับทั้งสิ้น  หลังจากทำพิธีเผาศพเรียบร้อยแล้วก็จะทำพิธีเชิญดวงวิญญาณของคู่สมรสเพื่อมาเป็นผีเรือน  ระหว่างนี้ก็จะไว้ทุกข์เป็นเวลาหนึ่งปี แล้วทำทรงผมปั้นเกล้าตก (ทรงปั้นเกล้า ต่างกันที่ต้องปล่อยผมห้อยลงบริเวณท้ายทอย)หลังจากเลยช่วงไว้ทุกข์แล้ว ก็จะกลับมาไว้ทรงผมปั้นเกล้าอีกครั้ง   กรณีที่ผู้หญิงจะกลับมาปั้นเกล้าผมใหม่อีกครั้งนั้นก็ต้องให้ผู้หญิงที่แต่งงานและมีความเจริญก้าวหน้าในการครองเรือนและชีวิตมาทำผมให้ และระหว่างที่เกล้าผมใหม่นั้นก็จะมีคนมาให้ศีลให้พร เพื่อให้มีความสุขเจริญก้าวหน้าในชีวิต และถ้าหากจะแต่งงานใหม่ก็สามารถแต่งได้ ตามความเชื่อของไทโซ่งนั้น ในอดีตหากใครทำทรงผมปั้นเกล้าแล้วก็สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้เพราะถือว่าไม่ใช่เด็กแล้ว (หน้า 58  ภาพ หน้า 56, 57)
 
กะแอ็บ          สานจากไม้ไผ่ เป็นภาชนะใส่ข้าวเหนียวเหมือนกับกระติ๊บข้าว  ลักษณะของกะแอ็บมีรูปทรงกับฐานทรงสี่เหลี่ยม คอสูง ทำฝาปิด รูปร่างไม่ค่อยใหญ่ แล้วทำสายสะพายเพื่อง่ายต่อการพกพา (หน้า 58)
 
ไต้         คือที่เก็บขวัญของผู้ชายไทโซ่ง  สานด้วยตอกไม้เส้นเล็ก โดยสานเป็นรูปเข่งทรงสูง หรือกระพ้อมขนาดเล็ก (หน้า 46)
เจา        คือสิ่งที่ใช้เก็บขวัญของผู้หญิง จะรู้จักเฉพาะ “มด” ซึ่งเป็นคนที่ประกอบพิธีเกี่ยวกับขวัญ ส่วนคนอื่นๆ จะไม่รู้จักสิ่งนี้  เจาสานด้วยไม้ไผ่เส้นเล็กจ้อยมีรูปร่างเหมือน “กระโซะ” ซึ่งเป็นเป็นอุปกรณ์ที่ใช้วิดน้ำเข้าแปลงปลูกผัก (หน้า 46)
            ด้านในของเจา กับใต้จะใส่พัดที่สานด้วยไม้ไผ่ขนาด หนึ่งนิ้ว หน้าไม้ กับ        “ถุงไต้นุ่นไต้หิน” ซึ่งเป็นถุงสีดำใส่ก้อนหินกับนุ่น ทั้งเจากับไต้นั้นไทโซ่งจะทำไว้ให้ลูกตั้งแต่เกิดและทุกคนจึงมีเจาหรือไต้ประจำตัว  การเก็บไต้ กับเจาไว้ที่กะล่อหอง เนื่องจากอยากให้ผีเฮือนหรือผีบรรพบุรุษ ปกปักรักษา ขวัญ ของสมาชิกในครอบครัวให้อยู่อย่างสงบร่มเย็น มีความเจริญในหน้าที่การงาน  ถ้าหากลูกสาวครอบครัวไทโซ่งแต่งงานไปอยู่บ้านคู่สมรส ก็จะเอา “เจา”ประจำตัว ไปติดไว้ที่กะล่อหองที่บ้านของสามี กรณีที่มีคนในบ้านเสียชีวิต ญาติพี่น้อง ก็จะเอา “ไต้” หรือ “เจา” ของคนที่ล่วงลับนั้นบรรจุลงในโลง (หน้า 46 ภาพหน้า 52)

Folklore

ไม่มี

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มี

Social Cultural and Identity Change

            ทุกวันนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทโซ่งคือ พ่อแม่ของไทโซ่งทุกวันนี้ไม่ค่อยทำ “ไต้” หรือ “เจา” ให้กับลูกที่เพิ่งเกิด ซึ่งในอดีตนั้นไทโซ่งจะทำ “ไต้” ให้กับลูกชาย และทำ “เจา” ให้กับลูกสาวไว้เป็นที่อยู่ของขวัญ เก็บไว้ที่ข้างฝาของห้อง “กะล่อหอง” ให้ผีเฮือนคุ้มครองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข  การทำ “ไต้” กับ “เจา” จะยังทำอยู่ในบ้านเรือนที่มีคนรุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่ในครอบครัวนั้นด้วย (หน้า 46 ภาพ หน้า 52) 

Critic Issues

Other Issues

ประวัติของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
               เป็นประวัติของวิทยากรที่เป็นมด หมอขวัญ และผู้รู้ต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ศึกษา อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ความเป็นมาของพวกเขา การศึกษา การทำมาหากิน การทำขวัญที่เคยทำ เป็นต้น  (หน้า 84-87)

Google Map

Map/Illustration

ตาราง
         แสดงหน่วยเสียงพยัญชนะภาษาไทโซ่ง (หน้า 40) หน่วยเสียงสระภาษาไทโซ่ง (หน้า 41) แสดงตัวอักษรเสียงพยัญชนะภาษาไทโซ่ง (หน้า 42)แสดงตัวอักษรสระและเครื่องหมายต่างๆ ภาษาไทโซ่ง (หน้า 43)
 
ภาพ
           เรือนไทโซ่งแบบดั้งเดิม สร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยแฝก (หน้า 49) เรือนไทโซ่งในตำบลหนองชุมพลสร้างคล้ายแบบดั้งเดิม (หน้า 49) เรือนชาวไทโซ่งในตำบลเขาย้อย สร้างแบบบ้านเรือนไทย (หน้า 50) เล้าข้าวของไทโซ่ง สร้างด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ หลังคามุงด้วยสังกะสี (หน้า 50) แสดง “กะล่อม” สำหรับเก็บข้าวเปลือก (หน้า 51) ) แสดง “กะล่อหอง” ในห้องผีเฮือน (หน้า 51)แสดง “ไต้” และ “เจา”แขวนไว้ที่ข้างฝาเหนือมุมกะล่อหอง ในห้องผีเฮือน (หน้า 52)
          หิ้งผีมดในเรือนของแม่มดในเรือนของแม่มดในเรือนของแม่มด (หน้า52) ผู้หญิงไทโซ่งแต่งกายชุดประจำวัน (หน้า 56) ชุดแต่งกายประจำวันไปร่วมงานพิธี (หน้า 56) ชุดแต่งกายในงานพิธีของผู้หญิงในพิธีมงคล (หน้า 57)  แสดงเสื้อฮีด้านที่มีสีสันมากจะใช้สวมให้กับผู้ตาย (หน้า 57) แสดงศาลประจำหมู่บ้านในตำบลหนองปรง (หน้า 61) เครื่องใช้ในพิธีแต่งงาน (หน้า 69)  หมอขวัญทำพิธีเข้าผีให้กับเจ้าสาวในห้องผีเฮือนที่บ้านเจ้าบ่าว (หน้า 69)  เฮือนแฮว หรือเรือนผู้ตายในป่าช้า (หน้า 71) การไถนาของชาวนาโซ่งใช้รถไถเดินตามแทนควาย (หน้า 82) คลองส่งน้ำ (หน้า 83)    
          พิธีเซ่นผีเรียกขวัญ (หน้า 105)  พ่อมดประกอบพิธีต่อเงาเกล้าเงาหัวให้กับเจ้าเสื้อ (หน้า 105) พิธีหาบเข่าปัวขวัญ (หน้า 106)  ขั้นตอนตัดขอบกระด้ง (หน้า 106)  
ขั้นตอนไต่ขัวจับหลักกุลาบายศรี (หน้า 107) ปลูกต้นกล้วย (หน้า 107) พ่อมดมอบเสื้อและขวัญของเจ้าเสื้อคืนให้กับเจ้าเสื้อ,พิธีฮ้างขวัญ (หน้า 108) ไก่นำขวัญ (หน้า 109)  
 เครื่องใช้ในพิธีเฮียะขวัญหลง,หมอขวัญประกอบพิธี (หน้า 112) พานขวัญ (หน้า 114)
           หมอขวัญประกอบพิธีแปงขวัญให้ผู้ป่วย, หมอขวัญมอบเสื้อให้ผู้ป่วย(หน้า 115)  พิธีแปงขวัญเด็ก (หน้า 116)  เครื่องใช้ในพิธีช้อนขวัญ (หน้า 117) พี่น้องญาติผีเรือนเดียวกันเดินวนซ้ายรอบโลงศพ 3รอบ,พิธีช้อนขวัญ (หน้า 118)  พิธีบอกทางผีขวัญ (หน้า 120,121) พานขวัญ (หน้า 122)  พิธีสู่ขวัญ (หน้า 123) หมอขวัญประกอบพิธี    สู่ขวัญ (หน้า 125) หมอเสนประกอบพิธีแปงขวัญไต้ (หน้า 126)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 06 มิ.ย 2562
TAG บททำขวัญ, ความเป็นมา, สังคม, วัฒนธรรม, ไทโซ่ง, เพชรบุรี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง