ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปรัย (Prai) วัฒนธรรม ภาษา การศึกษา การเขียนอ่าน โรงเรียน จังหวัดน่าน ประเทศไทย
Author Jordan-Diller, Kari
Title Program Planning Inside Out: Understanding Prai Perspectives on Education and Culture.
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์ มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 188 Year 2551
Source A Dissertation Presented in Partial fulfillment of the Requirements for the Degree Doctor of Philosophy, Arizona State University.
Abstract

ในการศึกษานี้ผู้เขียนสนใจการเข้าใจบริบทในการวางแผนโครงการอ่านเขียนที่มีพื้นฐานวัฒนธรรมจากมุมมองความคิดของคนปรัย เพื่อจะได้นำไปพัฒนาหลักสูตรการเขียนอ่านภาษาปรัยในโรงเรียน (น.7-8) ผู้เขียนเห็นว่าการเข้าโรงเรียนของเด็กปรัย ซึ่งการเรียนการสอนเป็นภาษาไทยนั้น ทำให้คนปรัยกังวลว่าพวกเขาจะสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภาษาปรัย เนื่องจากเป้าหมายของการศึกษาไม่เข้ากันกับคุณค่าทางวัฒนธรรมปรัย โรงเรียนมีมุมมองภาษาและวัฒนธรรมปรัยในเชิงลบ และต้องการให้แก้ไข การดำรงรักษาภาษาและวัฒนธรรมปรัยจึงเป็นเรื่องยากเมื่อต้องเผชิญกับความกดดันทางสังคมที่เข้มแข็ง จนกระทั่งในปี ค.ศ.1999 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการศึกษาของประเทศที่อนุญาตให้ใช้ภาษาชนกลุ่มน้อยสอนในโรงเรียนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ครูไทยส่วนมากพูดภาษาชนกลุ่มน้อยไม่ได้และไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อย ครูเหล่านั้นจึงไม่สามารถบูรณาการความรู้ท้องถิ่นเข้าไปในชั้นเรียนได้ การศึกษาจึงไม่สามารถนำเด็กปรัยเข้ามาสู่ระบบได้ ทั้งนี้เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนปรัยเห็นว่าการศึกษาเกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขาน้อย ซึ่งในงานศึกษานี้ผู้เขียนได้ค้นหาการเข้าใจบริบทในการเขียนอ่านภาษาปรัยจากมุมมองหลายมิติ ทั้งจากคนปรัย ครูในโรงเรียนและเจ้าหน้าที่รัฐที่สนใจการพัฒนาปรัย ซึ่งผู้เขียนกล่าวว่าการจัดทำหลักสูตรที่ใช้ภาษาปรัยจะประสบความสำเร็จได้จะต้องสอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนปรัย (น.iii-iv)

Focus

          สนใจการวางแผนโครงการการเขียนอ่านที่ใช้วัฒนธรรมและภาษาแม่เป็นพื้นฐานที่ตรงกับความต้องการของคนปรัยที่จะดำรงรักษาวัฒนธรรมและภาษาในปริบทสังคมไทย  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า การสำรวจตรวจสอบความหมายวัฒนธรรมที่นิยามแบบท้องถิ่นและการเข้าใจการเขียนอ่านกับการศึกษาที่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคมมีความสำคัญเป็นหลักในการพิจารณาการบูรณาการภาษาและวัฒนธรรมเข้ากับการจัด/ออกแบบชั่วโมงเรียน (น.2-3)  

Theoretical Issues

          ผู้เขียนเห็นว่า ในการเข้าสู่สังคมไทยของคนปรัยนั้น กฎหมายที่ดินฉบับใหม่ที่จำกัดการเข้าถึงที่ดินซึ่งคนปรัยใช้เพาะปลูกมาหลายทศวรรษ การใช้อำนาจให้ปรัยย้ายถิ๋นฐาน และการบังคับให้เข้าโรงเรียน ได้ทำอัตลักษณ์ปรัยหายไป แต่ทว่าการไม่เข้าไปเป็นส่วนของวัฒนธรรมไทยก็ไม่ใช่ทางเลือกที่คนปรัยจะทำได้อีกต่อไป ดังนั้นคนปรัยจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อที่จะดำรงรักษาวัฒนธรรมของตนไว้ รวมทั้งยังจำเป็นจะต้องได้ยุทธวิธีในการเข้าสู่สังคมไทยด้วย(น.3) ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่า การพัฒนาการเขียนอ่านในบริบทของระบบโรงเรียนรัฐมีความสำคัญมาก เพราะโรงเรียนมีพลังการเผชิญหน้า(a counter-force) กับพลังอำนาจอื่นๆ ที่จะลบอัตลักษณ์และเสียงท้องถิ่นให้หายไป(McCarty,2002)(น.3) การสร้างโครงการในชุมชนที่ภาษาอยู่ภายใต้ความกดดันนั้น เป้าหมายของการดำรงรักษาภาษาโดยผ่านการศึกษาจะช่วยให้เกิดกิจกรรม/พื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งภาษาที่อยู่ใต้ความกดดันนั้นจะถูกใช้และมีคุณค่า การบูรณาการกิจกรรมโรงเรียนเข้าสู่บ้านและชุมชนสามารถเพิ่ม/ขยายประสิทธิผลของการศึกษาแบบทวิภาษาโดยจัดบริบทการเรียนรู้เพิ่มขึ้น (น.7)

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มชาติพันธุ์ปรัย หมู่บ้านน้ำแล(Nam Lae) จังหวัดน่าน 

Language and Linguistic Affiliations

          ภาษาปรัยเป็นภาษาในตระกูลมอญ-เขมร (น.14) เดิมไม่มีระบบการเขียน จนกระทั่งในคริสตทศวรรษ 1980 เดวิด จอร์แดน(David Jordan) มิชชันนารีโปรแตสแตนท์ชาวอเมริกัน ซึ่งเข้ามาทำงานในหมู่บ้านน้ำแลเมื่อ ค.ศ.1979 ได้นำตัวอักษรไทยมาพัฒนาระบบการเขียนภาษาปรัย และมีการจัดทำหนังสือเรื่องเล่าพื้นบ้าน ประวัติสั้นๆของคนปรัยบ้านน้ำแล  พจนานุกรมรูปภาพสามภาษา ปรัย-ไทย-อังกฤษ  พจนานุกรมปรัย  เรื่องสั้นที่เขียนโดยคนปรัย และคัมภีร์ไบเบิล (น.34)
          การใช้ภาษาปรัย ผู้เขียนกล่าวว่าปัจจัยในการพูดภาษาปรัยของคนในหมู่บ้านน้ำแล หมู่บ้านดั้งเดิมบนภูเขาก่อนที่จะอพยพย้ายถิ่น ทำเลที่ตั้งบ้านในหมู่บ้านติดถนนใหญ่หรือมีเพื่อนบ้านเป็นคนเมือง คู่สมรสเป็นคนเมือง และการทำงานนอกหมู่บ้าน(น.98,100-103 ดูเพิ่มในหัวข้อ 20. Social Organization))     
          คำเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์  ชื่อที่คนอื่นเรียกคนปรัยมีหลายชื่อ  ได้แก่  “H’tin” “Thin”  “T’in” หรือลัวะ “Lua” ซึ่งคำทั้งหมดนี้ได้รวมกลุ่มคนมัล(Mal)เข้าไว้ด้วย (น.14) คำว่า “ถิ่น”- “T’in” นี้หมายถึง ท้องถิ่น (น.15) 
 

Study Period (Data Collection)

ผู้เขียนเก็บข้อมูลภาคสนาม 10 เดือน ในปี ค.ศ.2006   

History of the Group and Community

         ประวัติความเป็นมาของปรัย กำเนิดที่มาของปรัยยังไม่แน่ชัด นักวิชาการบางคนเชื่อว่า ปรัยอาศัยอยู่ในดินแดนทางภาคเหนือมาก่อนคนของไทยและลาวจะเข้ามา  ฟิลเบค(Filkbeck,1978) นักภาษาศาสตร์ ได้ศึกษาคนมัลซึ่งเป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมและภาษาเหมือนคนปรัย เขาเชื่อว่าพวกปรัยและมัลอพยพจากทางเหนือของจังหวัดน่านมาตั้งบ้านเรือนในสถานที่ปัจจุบัน (น.15-16) ขณะที่เลอบาร์(Lebar,1964)เห็นว่า ถิ่น(ทั้งปรัยและมัล)ที่อยู่ในประเทศไทยทุกวันนี้เคลื่อนย้ายมาอยู่ในที่ตั้งปัจจุบันนี้เมื่อ 75-100 ปีที่แล้ว ซึ่งผู้เขียนกล่าวว่า สอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ปรัยบ้านน้ำแลที่ว่าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของพวกเขาอาศัยอยู่ในประเทศลาว (น.16-18)
   ประวัติหมู่บ้าน แต่เดิมคนปรัยบ้านน้ำแลตั้งบ้านเรือนอยู่บนภูเขา ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ต่อสู้กันระหว่างกองกำลังคอมมิวนิสต์กับกองทัพไทย เมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ขาวบ้านปรัยก็ได้อพยพย้ายบ้านเรือนลงมาอยู่ที่บริเวณลุ่มน้ำน่าน ปรัยที่มาตั้งบ้านเรือนในบริเวณนี้มาจากหมู่บ้านหกแห่ง ได้แก่ บ้านป่ามะโก(Pamako) บ้านอาขาด(Akhat) บ้านห้วยทะลุ(Huay Talu) บ้านป่าคา(Pakha)  (น.19-20) บ้านสามาก(Samak) และบ้านนกแฮด(Nok Haet) ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านคนหนึ่ง พวกเขาเดินทางลงมายังน้ำอาว(Nam Aw) แล้วไปดอนแก้ว(Don Kaew)ใกล้กับเชียงกลาง(Chiang Klang) ทางราชการได้จัดที่ดินบริเวณหนองกุด(Nong Kut)ให้เป็นที่อยู่พักพิง  แต่สภาพภูมิประเทศแห่งใหม่นี้ไม่ดี มีคนเจ็บป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก  ซึ่งชาวบ้านบางคนบอกว่าเป็นเพราะน้ำจากบ่อที่ขุด ไม่ดี มีฝุ่น  พวกเขาต้องการย้ายออกจากที่นี่   เอวจองติด(Aeo Jong Tit)จึงเป็นตัวแทนชาวบ้านไปเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐ ขอพื้นที่ที่ดีกว่านี้อยู่อาศัย ในที่สุดพวกเขาก็ได้ย้ายไปที่แห่งใหม่ คือหมู่บ้านน้ำแล ในปี ค.ศ. 1967  (น.20-24)    
 

Settlement Pattern

         ลักษณะหมู่บ้านปรัยตามแบบแผนดั้งเดิม จะสร้างบ้านบนลาดเขา ประมาณ 10-20 หลังคาเรือน เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก (น.14)
         บ้านน้ำแล เป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้านบนภูเขาอพยพลงมาอยู่รวมกัน โดยชาวบ้านจากแต่ละหมู่บ้านจะตั้งบ้านอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามหมู่บ้านเดิมของตน และแต่ละกลุ่มจะอยู่ใกล้กับกลุ่มหมู่บ้านที่ใกล้ชิดกันตั้งแต่ยังอยู่บนภูเขา(น.34) 
 

Demography

         ตามรายงานกรมประชาสงเคราะห์ในประเทศไทยมีประชากรถิ่น จำนวน  48,025 คน ซึ่งรวมปรัยและถิ่นไว้ด้วยกัน ขณะที่เดวิด จอร์แดนซึ่งทำงานเยี่ยมเยียนหมู่บ้านปรัยในจังหวัดน่านนาน 30 ปี ประมาณว่ามีคนปรัยในประเทศไทยประมาณ  20,000 คน(น.14) 

Economy

          สภาพเศรษฐกิจดั้งเดิมของปรัยมีลักษณะยังชีพพึ่งพาตนเอง พวกเขาปลูกข้าวไร่บนภูเขา เลี้ยงหมู ไก่ ล่าสัตว์และเก็บพืชในป่าเป็นอาหารเสริม (น.15) การย้ายหมู่บ้านลงมาอยู่ในที่แห่งใหม่ของปรัยที่หมู่บ้านน้ำแลมีปัญหามาก แหล่งน้ำหายาก มีน้ำไม่เพียงพอกับจำนวนประชากร ข้าวหายากไม่พอกิน ต้องไปขอข้าววัดและหาฟืนในป่าไปแลกข้าวจากทหาร  (น.25-26) นอกจากนั้นพวกเขายังประสบปัญหาเรื่องที่ดินเพาะปลูก  แต่เดิมปรัยทำการเพาะปลูกบนภูเขามาหลายชั่วอายุคนโดยไม่มีชื่อแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเป็นทางการ  ซึ่งในอดีตไม่เป็นปัญหา  แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป ปรัยได้กลายเป็นผู้ใช้ที่ดินอย่างผิดกฎหมาย  (น.27) ปรัยส่วนมากมีที่ดินเพาะปลูกไม่เพียงพอ พวกเขาหันมาปลูกพืชเงินสด เช่น ข้าวโพด ฝ้าย และทำงานในสวนผลไม้ของคนไทยเพื่อเพิ่มรายได้ ค่าแรงวันละ 100 บาท(น.15)

Social Organization

         ในหมู่บ้านน้ำแล มีการแบ่งกลุ่มชาวบ้านและเรียกชื่อกลุ่มตามหมู่บ้านดั้งเดิมบนภูเขาที่พวกเขาจากมา เนื่องจากพวกเขาตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกันในเขตพื้นที่เดียวกันชัดเจน แต่ละกลุ่มมีลักษณะเฉพาะดังนี้ 
         1.กลุ่มบ้านป่ามะโก(Pamako) เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมปรัย พูดภาษาปรัยที่บ้าน  สมาชิกยังทำไร่นาบนที่ดินของตนหรือเป็นแรงงานเพาะปลูกให้คนเมืองในบริเวณใกล้เคียง ชาวบ้านกลุ่มนี้มีแนวโน้มการดำรงรักษาธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรมและข้อห้ามชองปรัยมากกว่ากลุ่มอื่น อีกทั้งมีการแต่งงานกับคนเมืองน้อยมาก 
         2.กลุ่มบ้านสะมาก (Samak) รักษาธรรมเนียมประเพณี พูดภาษาปรัยที่บ้าน สมาชิกในกลุ่มฐานะยากจน 
         3.กลุ่มบ้านห้วยทะลุ(Huay Talu) รักษาข้อห้ามปรัยน้อย มักพูดภาษาเมืองที่บ้าน ผู้หญิงมักแต่งงานกับคนเมือง
         4.กลุ่มบ้านอะขาด(Akhat) รักษาข้อห้ามปรัยน้อย มักพูดภาษาเมืองที่บ้าน ผู้หญิงกลุ่มนี้มักแต่งงานกับคนเมือง 
         5.กลุ่มบ้านนกแฮด(Nok Haet) พูดภาษาปรัยที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ สมาชิกของครอบครัวส่วนใหญ่ไปทำงานนอกหมู่บ้าน พ่อแม่ทิ้งลูกไว้ให้ปู่ย่าตายายดูแล
         6.กลุ่มบ้านป่าคา(Pakha) พูดภาษาปรัยที่บ้าน ส่วนมากรักษาธรรมเนียมประเพณี ยกเว้นครัวเรือนที่บ้านอยู่ติดถนนใหญ่ที่ผ่านหมู่บ้าน  (น.79-80,102-104)
 

Political Organization

          ตามธรรมเนียมประเพณีแล้ว  ปรัยไม่มีหัวหน้าหรือคนหนึ่งคนใดมีอำนาจในการดูแลปกครองหมู่บ้าน แต่เมื่อปรัยย้ายจากถิ่นเดิมลงมาอยู่ที่บ้านน้ำแล ก็ได้มีหัวหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ และมีการแบ่งบ้านเรือนภายในหมู่บ้านออกเป็นกลุ่มๆตามพื้นที่พร้อมทั้งตั้งตัวแทนของกลุ่มบ้านแต่ละกลุ่ม นอกจากนั้นยังมีศาลาหมู่บ้านสำหรับประชุมด้วย (น.33-34)

Belief System

          ผู้เขียนไม่ได้ระบุโดยตรงว่า ปรัยนับถือผี แต่ได้กล่าวถึงความคิดของคนปรัยที่ให้ข้อมูลว่า การปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อเดิมมีความสำคัญต่อการเป็นคนปรัย  ในหมู่บ้านมีหมอผีประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อดั้งเดิม เช่น พิธีรักษาการเจ็บป่วย การไหว้ผีเมื่อละเมิดข้อห้าม พิธีไหว้ผีให้ปกป้องคุ้มครองหมู่บ้าน พิธีไหว้ผีนา เป็นต้น (น.77-78) ขณะเดียวกันผู้เขียนก็ไม่ได้กล่าวว่าคนปรัยบ้านน้ำแลนับถือพุทธศาสนา หากได้กล่าวถึงการปฏิบัติของชาวบ้านน้ำแลที่เกี่ยวข้องกับวัดว่าเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ ชาวบ้านไม่ชอบที่พุทธศาสนาล่วงล้ำเข้าไปในชีวิตประจำวันของพวกเขา พวกเขาต้องบริจาควัสดุก่อสร้างเมื่อวัดต้องการ แต่ละครอบครัวต้องให้แรงงานวัดหนึ่งวันในการดูแลที่ดินวัด เมื่อวัดมีคนภายนอกมาทำบุญ พวกเขาจะถูกขอให้ช่วยทำอาหารเลี้ยงต้อนรับ (น.32) อย่างไรก็ตาม ก็มีชาวบ้านบางคนที่สนับสนุนวัดและเห็นว่า วัดเป็นพื้นที่แสดงการนับถือต่อหมู่บ้าน  และวัดยังดึงดูดให้คนฐานะดีต้องการทำบุญมาบริจาคเสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้ในโรงเรียนและอื่นๆ โดยใช้วัดเป็นช่องทาง อีกทั้งที่ดินวัดยังใช้จัดกิจกรรมต่างๆด้วย เช่น ฉายภาพยนตร์ฟรี (น.32-33     

Education and Socialization

          โรงเรียนรัฐ ก่อนหน้าที่หมู่บ้านน้ำแลจะมีโรงเรียนมาตั้ง เด็กๆในหมู่บ้านไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในตำบล ต่อมาในปี ค.ศ.1976 หมู่บ้านจึงมีโรงเรียนเปิดสอนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากนั้นก็ขยายชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 และปีที่ 6 เมื่อปี ค.ศ.1982 อย่างไรก็ดี เด็กๆสามารถพูดภาษาปรัยในโรงเรียนได้ ส่วนมากของนักเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ต่อมาเมื่อการศึกษาขยายเพิ่มเป็น 9 ปี ก็มีเด็กนักเรียนที่เรียนระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น แต่จำนวนนักเรียนที่จบระดับมัธยมศึกษามีน้อย(น.27-29)  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการใช้ภาษาไทยในโรงเรียนเป็นอุปสรรคต่อเด็กนักเรียนปรัย จนกระทั่งปี ค.ศ.1997 จึงมีการอนุญาตให้ใช้ภาษาชนกลุ่มน้อยสอนเด็กในเรียน (น.5-6)  
          การสอนอ่านเขียนภาษาปรัย ผู้เขียนกล่าวว่า ตอนแรกการสอนอ่านเขียนภาษาปรัยเป็นการสอนแบบตัวต่อตัวและชั้นเรียนแบบไม่เป็นทางการ ปัจจุบันมีผู้ใหญ่ 21 คน เด็ก 13 คนที่อ่านเขียนภาษาปรัยได้ดี ซึ่งคนที่อ่านภาษาไทยได้กล่าวว่า การเรียนภาษาปรัยง่าย  เมื่อไม่นานมานี้ ในบ้านน้ำแลไม่มีชั้นเรียนภาษาปรัย แต่พ่อแม่บางคนได้สอนอ่านหนังสือปรัยให้แก่ลูก ขณะที่คนปรัยที่อ่านได้ก็สอนหนังสือปรัยให้แก่คนที่สนใจจะเรียน  อย่างไรก็ดี ผู้เขียนได้กล่าวถึงทัศนะของคนปรัยต่อการอ่านว่า คนปรัยส่วนใหญ่ของบ้านน้ำแลเห็นว่า การอ่านหนังสือปรัยเป็นกิจกรรมคริสเตียน โดยให้เหตุผลดังนี้ หนึ่ง คริสเตียนเป็นที่มาของการเขียนอ่านภาษาปรัย สอง เรื่องราวหรือเนื้อหาที่อ่านส่วนมากเกี่ยวกับคริสเตียน และสาม คนที่อ่านหนังสือปรัยเกือบจะทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในโบสถ์ (น.34)  
 

Health and Medicine

          ผู้เขียนกล่าวถึง การเจ็บป่วยของปรัยบ้านน้ำแลว่า เมื่อพวกเขาย้ายลงมาจากภูเขา พวกเขาได้ประสบกับโรคภัยไข้เจ็บที่ต่างจากเดิม เช่น วัณโรค มาลาเรีย ปอดบวม  ขณะเดียวกันการเข้าไปหาสมุนไพรในป่าก็ทำได้จำกัด เด็กและผู้ใหญ่มีอัตราการตายสูง นอกจากเชื้อโรคแล้ว ชาวบ้านยังเจ็บป่วยจากการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกด้วย เนื่องจากไม่รู้วิธีป้องกันตนเอง (น.31)
          ในปี ค.ศ.1982 แม้จะมีโรงพยาบาลตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 15 กิโลเมตร แต่การเข้าถึงการบริการก็ทำได้ยากเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  และห่างจากหมู่บ้านหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร จะมีสถานีอนามัยให้บริการ แต่จำนวนชาวบ้านที่ไปรับการรักษาก็มีจำนวนน้อย และเจ้าหน้าที่ก็มักไม่อยู่ที่อนามัย(น.31)
 
 

Art and Crafts (including Clothing Costume)

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          การดำรงรักษาชาติพันธุ์  ผู้เขียนกล่าวว่าความแตกต่างระหว่างคนเมืองกับคนปรัยที่ผู้ให้สัมภาษณ์รับรู้คือ ศาสนาความเชื่อ สภาพเศรษฐกิจและภาษา(น.86) ซึ่งผู้ให้สัมภาษณ์มองว่าสิ่งสำคัญหรือเครื่องหมายของคนปรัย คือ 
          1.การปฏิบัติตามศาสนาความเชื่อ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของ “การเป็นปรัย” ซึ่งผู้เขียนกล่าวว่า ศาสนาความเชื่อในที่นี้ หมายถึง การทำพิธีเกี่ยวกับผีในยามเจ็บป่วย ข้อห้ามของตระกูล และวันที่ห้ามทำงาน (น.87) ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนมากบอกว่า ศาสนาความเชื่อดั้งเดิมเป็นส่วนสำคัญที่สุดของวัฒนธรรมที่ต้องรักษา บางคนกล่าวว่า แม้หมู่บ้านที่ชาวบ้านไม่ได้พูดปรัย แต่ยังปฏิบัติและรักษาข้อห้ามของตระกูลและทำพิธีไหว้ผีปรัยอยู่ ก็ถือว่ายังคงดำรงรักษาอัตลักษณ์ปรัย “ที่แท้จริง”ไว้ (น.89-90)
          2.คนปรัยมีความพอเพียง มีข้าวกิน มีหลังคาคุ้มหัว ก็พอใจแล้ว (น.87)
          3.การพูดภาษาปรัย เป็นอัตลักษณ์ของปรัย ภาษาปรัยคือสิ่งที่แสดงว่าเป็นคนปรัย การพูดปรัยรักษาอัตลักษณ์ที่แตกต่าง(น.88) ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนมากบอกว่า การพูดภาษาปรัยแสดงถึงการเป็นปรัยที่ “แท้จริง”(น.100-102) ภาษาและธรรมเนียมประเพณีปรัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรักษา การพูดภาษาปรัยมีความสำคัญเพราะบ่งบอกพรมแดนระหว่างคนปรัยกับคนเมือง(น.90)
           ทั้งนี้ในหมู่บ้านน้ำแล ชาวบ้านกลุ่มป่ามะโกถูกมองว่าเป็น “ปรัย”ดั้งเดิมมากที่สุด ชาวบ้านกลุ่มนี้มีแนวโน้มดำรงรักษาข้อห้ามต่างๆมากกว่ากลุ่มอื่นและหมอผีคนสำคัญก็มาจากกลุ่มป่ามะโก(น.67-68)
 

Social Cultural and Identity Change

          การเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน ผู้นำหมู่บ้านเห็นว่า ในช่วงสองชั่วอายุคนมีการเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านหลายอย่าง ได้แก่ หนึ่ง  ปัจจุบันผู้หญิงนุ่งกางเกงแทนการนุ่งซิ่น ผู้หญิงไม่คลุมหัวเหมือนเมื่อก่อน หนุ่มสาวปรัยแต่งกายเหมือนคนเมือง  สอง อาหารการกินเปลี่ยนไป  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่คนปรัยไม่สามารถเข้าไปเก็บหาของป่าได้อีก สาม คนปรัยไม่ค่อยปฏิบัติตามความเชื่อของปรัยเหมือนอดีต บางคนก็เข้าร่วมพิธีของคนไทย  สี่ คนปรัยพึ่งพาตนเองน้อยลง ทำงานเป็นกลุ่มน้อยลง ไม่พูดปรัยที่บ้าน ไม่สร้างบ้านแบบปรัย มีวัตถุเพิ่มขึ้น  รักษาความสะอาดมากขึ้น และไม่ทำงานหนัก (น.92-93)

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ตาราง 1    กำหนดเวลาการวิจัย ปี ค.ศ.2006  น.75  
 (2006 Timeline for Research Methods)
ตาราง 2    ความแตกต่างในการดำรงรักษาภาษาปรัยตามต้นกำเนิดหมู่บ้าน  น.104
(Prai Language Maintenance Distinction by Village Origin)
ภาพ 1 แผนที่ของหมู่บ้านปรัย 6 แห่งที่ย้ายลงมาตั้งบ้านเรือนใหม่ที่หมู่บ้านน้ำแล  น.20
(Map of six Prai villages relocated to Nam Lae Village)
ภาพ 3  หมู่บ้านปรัยบนภูเขาและหมู่บ้านปรัยในหุบเขา น.95  
(A Prai village in the mountains and a Prai village in the valley)
ภาพ 4  การแสดงวัฒนธรรมปรัยแก่ผู้ชมภายนอก น.111
(Prai cultural representation for outside audiences)
ภาพ 5  การแสดงวัฒนธรรมปรัยในงานทอดกฐินหมู่บ้าน น.114
(Prai cultural representation at village Thod Kratin ceremony) 
ภาพ  6  แผนที่แสดงกลุ่มป่ามะโกและอะขาด  น.116
(Mao detail showing parts of Pamako and Akhat sections)
ภาพ 7  การเก็บเกี่ยวข้าว น.125
(Harvesting rice)
ภาพ 8  โรงเรียนบ้านน้ำแล น.139
(Nam Lae Village School)
 

Text Analyst อธิตา สุนทโรทก Date of Report 08 มิ.ย 2562
TAG ปรัย (Prai), วัฒนธรรม, ภาษา, การศึกษา, การเขียนอ่าน, โรงเรียน, จังหวัดน่าน, ประเทศไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง