ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มอญ เพลงประจำบ้าน ทางฆ้องมอญวงใหญ่ สำนักดนตรีมอญ
Author มนัส แก้วบูชา
Title การวิเคราะห์เพลงประจำบ้าน ทางฆ้องมอญวงใหญ่
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity มอญ, Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 255 หน้า Year 2542
Source บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
Abstract

          งานวิจัยนี้ศึกษาประวัติ  ความหมาย  และบทบาทของเพลงประจำบ้าน  ทางฆ้องมอญวงใหญ่ของสำนักดนตรีมอญสี่สำนัก ได้แก่ ทางมอญบ้านบาตร  ทางมอญบ้านพาทยโกศล  ทางมอญปทุมธานี  ทางมอญปากลัด  โดยวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะด้านดนตรีซึ่งเป็นวิธีการบรรเลงของทางมอญแต่ละสำนัก  ได้แก่  ระดับเสียงฆ้องมอญวงใหญ่  หน้าทับตะโพนมอญ  โครงสร้างของบทเพลง  และการใช้ “มือฆ้อง” เพลงประจำบ้าน  ทางฆ้องมอญวงใหญ่

Focus

         สำนักดนตรีมอญ ประวัติ และบทบาทของเพลงประจำบ้านทางฆ้องมอญวงใหญ่  โดยวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะด้านตนตรี  ซึ่งเป็นวิธีการบรรเลงของทางมอญบ้านบาตร (สำนักดนตรีมอญบ้านบาตร)  ทางมอญบ้านพาทยโกศล (สำนักดนตรีมอญบ้านพาทยโกศล)  ทางมอญปทุมธานี (สำนักดนตรีเสนาะ)  ทางมอญปากลัด (สำนักศิริพาทย์)

Theoretical Issues

Ethnic Group in the Focus

มอญ  เรียกตัวเองว่า “มอญ” (Mon)  ไทยเรียกว่า “มอญ”  “ตะเลง”  “รามัญ”  และ “ทะแย”  (หน้า 1)

Language and Linguistic Affiliations

Study Period (Data Collection)

ไม่ได้ระบุชัดเจน  อย่างไรก็ตามผู้วิจัยได้ระบุว่าบุคคลแรกสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 30ตุลาคม พ.ศ. 2541(หน้า 190)  และวันที่สุดท้ายที่ระบุคือ วันที่ 28มีนาคม พ.ศ. 2542 (หน้า 191)

History of the Group and Community

          มอญเป็นชาติพันธุ์ที่มีความเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปวัฒนธรรม  เคยสร้างสมอารยธรรมอยู่ตามฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอิระวดีเมืองสะเทิม  ทวินเท  ทะละ  และหงสาวดี  ในสมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์มอญอพยพเข้ามาในประเทศไทยหลายครั้ง  พระมหากษัตริย์ไทยโปรดฯ ให้มอญส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมแม่น้ำ  โดยเฉพาะตอนเหนือและตอนใต้ของริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง
          เมื่อ พ.ศ. 2202 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดฯ ให้มอญเมืองเมาะตะมะที่อพยพเข้ามา  ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสามโคก  ปลายเขตกรุงศรีอยุธยาต่อเมืองนนทบุรี  พ.ศ. 2317  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดฯ ให้ครอบครัวมอญที่อพยพเข้ามาไปอยู่ที่ปากเกร็ดแขวงเมืองนนทบุรี  และสามโคกคือปทุมธานีในปัจจุบัน  ชุมชนมอญที่นี่ได้ช่วยกันสร้างวัดหงษ์ปทุมาวาสขึ้น  และย่านวัดหงษ์ฯ นี้มีสำนักดนตรีของนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ  ซึ่งบรรพบุรุษนำฆ้องมอญมาจากเมืองเมาะตะมะ  (หน้า 11, 41)  พ.ศ. 2357พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2ทรงให้สร้างเมืองใหม่ชื่อว่า “เมืองนครเขื่อนขันธ์” ซึ่งก็คือ “ปากลัด” หรือ “พระประแดง” จังหวัดสมุทรปราการในปัจจุบัน  และสร้างวัดทรงธรรมวรวิหารขึ้น  สำหรับให้ชุมชนมอญประกอบศาสนกิจ  จากนั้น  โปรดฯ ให้ย้ายครอบครัวมอญเก่าที่มีพระยาเจ่งเป็นหัวหน้าจากเมืองปทุมธานี (อพยพเข้ามาในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี)  มอญจากเมืองนนทบุรี  และมอญใหม่ที่อพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 2  ไปอยู่ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์  ชุมชนมอญในย่านปากลัดมีสำนักดนตรีมอญของนายหงส์ กาญจนศิลป์   และย่านทรงคะนองมีสำนักของนายเอี่ยม ศิริพาทย์  (หน้า 11, 47-48)  ฝั่งธนบุรีเส้นทางน้ำระหว่างปากคลองบางกอกน้อย  คลองบางระมาด  คลองบางหลวง  ชุมชนย่านนี้แต่เดิมมีมอญเข้ามาค้าขายหนาแน่น  มอญบางครอบครัวจึงตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนอยู่ถาวร  คือบริเวณบางไส้ไก่  คลองมอญและใกล้เคียง  และได้ร่วมกันสร้างวัดมอญรามัญ  ปัจจุบันคือวัดประดิษฐาราม  ส่วนย่านหลังวัดกัลยาณมิตร (ปากคลองบางหลวง) มีสำนักดนตรีมอญของจางวางทั่ว พาทยโกศล  (หน้า 11)  สำหรับฝั่งพระนครใช้ลำคลองต่าง ๆ เหนือ-ใต้ริมฝั่งแม่น้ำขึ้นล่องรอบกรุงสัญจรไปมาระหว่างปทุมธานีและปากลัดเพื่อค้าขาย  มีจุดพักค้างคืนและพักสินค้าบริเวณบ้านหม้อ  คลองโอ่งอ่าง  คลองมหานาค  มอญบางครัวเรือนตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณหน้าป้อมมหากาฬวัดสระเกศ  ย่านนี้มีสำนักดนตรีมอญ “บ้านดอกไม้ :บ้านบาตร” ของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)  (หน้า 12)
         1.สำนักดนตรีบ้านบาตร  ก่อตั้งโดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) (2424 – 2497)  เริ่มต้นรับราชการการดนตรีในวังบูรพาภิรมย์  ได้ปรับปรุงวงและประพันธ์เพลงจนมีชื่อเสียง  พ.ศ. 2468เข้ารับราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง  ทำหน้าที่บรรเลงดนตรีและเป็นครูสอน  พ.ศ. 2467ดำรงตำแหน่งปลัดกรมปี่พาทย์และโขนหลวง  สำนักพระราชวัง  และเป็นครูสอนดนตรีในวงปี่พาทย์หลวงด้วย  ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของหลวงประดิษฐไพเราะดังกล่าว  ทำให้วงบ้านบาตรมีสภาพเป็นทั้งวงปี่พาทย์ต่างกรม  ปี่พาทย์วงหลวง  และเป็นวงปี่พาทย์เชลยศักดิ์ด้วย  สำนักดนตรีมอญบ้านบาตร  อดีตเป็นสำนักที่ริเริ่มแบบแผนปี่พาทย์บรรเลงงานศพตามวัดต่าง ๆ รับศิษย์เข้ามาเรียนจำนวนมาก  ซึ่งจะอาศัยอยู่ในบ้านครูหรือสำนักเลย  ต่อมา  หลวงประดิษฐไพเราะมีความคุ้นเคยและศึกษาเพลงมอญอย่างใกล้ชิดกับนายสุ่ม  ดนตรีเจริญ  นักดนตรีมอญจากปทุมธานี  และทั้งสองท่านได้ถ่ายทอดเพลงมอญ ปี่พาทย์มอญให้แพร่หลายในสังคมไทย  หลังจากหลวงประดิษฐไพเราะถึงแก่กรรม  สำนักดนตรีมอญบ้านบาตรมีทายาทสืบทอดอย่างต่อเนื่อง  จนมาเป็นมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะในปัจจุบัน  เป็นอนุสรณ์และสถานที่สนับสนุนอนุรักษ์เผยแพร่ดนตรีไทย  (หน้า 14, 31-34)
         2.สำนักดนตรีมอญบ้านพาทยโกศล  หัวหน้าสำนักเริ่มแรกคือ หลวงกัลยาณมิตตาวาส (ทับ)  นายทับมีชีวิตอยู่ระหว่างรัชกาลที่ 2ถึงรัชกาลที่ 6  เป็นผู้ดูแลวัดกัลยาณมิตรจึงได้ทินนามว่า “หลวงกัลยาณมิตตาวาส”  มีความรู้และทักษะด้านดนตรีทุกชนิด  มีความชำนาญซอสามสาย  เคยถวายดนตรีในวังกรมหลวงชุมพรฯ  มีภรรยาเป็นผู้ชำนาญจะเข้และเครื่องสาย  เป็นครูสอนเจ้านายฝ่ายในในสมัยรัชกาลที่ 5  มีลูกหลานซึ่งต่อมาได้เป็นหัวหน้าสำนักดนตรีตามลำดับ เช่น จางวางทั่ว พาทยโกศล  นายเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล  คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ  นายอุทัย พาทยโกศล  เป็นต้น  จางวางทั่ว พาทยโกศล เป็นหัวหน้าสำนักดนตรี “บ้านหลังวัดกัลยาณ์” ต่อจากหลวงกัลยาณมิตตาวาส  เรียนดนตรีกับบิดา-มารดา  และอาจารย์ท่านอื่น ๆ  มีความสามารถด้านฆ้องวงและระนาดเอก  ได้ทำงานดนตรีให้กับหลายวังอันมีชื่อเสียง  และเป็นครูสอนวงปี่พาทย์ต่างกรมของเจ้านายหลายวัง  ที่สุดได้รับพระกรุณาให้นำวงปี่พาทย์บ้านหลังวัดกัลยาณ์เข้าไปเป็นวงปี่พาทย์วังบางขุนพรหม  และได้รับแต่งตั้งเป็น “จางวางทั่ว” นามสกุล “พาทยโกศล”  ต่อมาแม้เมื่อจางวางทั่วขาดพระผู้อุปถัมป์จากวังบางขุนพรหม  แต่ยังได้ควบคุมวง “จางวางทั่ว” ของตัวเอง  ซึ่งเป็นดนตรีเอกชน  และได้ตีระนาดเอกให้ Paul J. Seelingบันทึกเพลงไว้ 150เพลง  ไปพิมพ์เป็นโน้ตสากลด้วยภาษาเยอรมันที่เมืองบันดุงประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี พ.ศ. 2475  อีกทั้งได้ช่วยกรมศิลปากรตรวจสอบเพลงไทยโดยบันทึกเป็นโน้ตสากลไว้  และบันทึกแผ่นเสียง  เมื่อจางวางทั่วถึงแก่กรรมปี พ.ศ. 2481  ทายาทหลวงกัลยาณมิตตาวาสได้ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานการประพันธ์เพลง  ทางเดี่ยว  ทางร้อง  การปรับวง  จนกระทั่งเพลงมอญมีสมญานามว่า “ทางบ้านพาทยโกศล”  (หน้า 35, 37-38)
         3.สำนักดนตรีมอญปทุมธานี  มอญคนสำคัญด้านดนตรีมอญ คือ นายเจิ้น ดนตรีเสนาะ  ย่านวัดหงษ์ปทุมาวาส  (หน้า 41)  นายเจิ้นเรียนฆ้องมอญวงใหญ่จากนายสีผู้เป็นบิดา  ซึ่งมาจากเมืองเมาะตะมะ  เมื่อชำนาญจึงตั้งวงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่  รับงานดนตรี  งานประเพณีมอญ-ไทยทั่วไป  ความสามารถทางดนตรีของนายเจิ้นขจายไปถึงพระนคร  ได้รับความไว้วางใจจากทางราชการ  เจ้านาย  และพระบรมวงศานุวงศ์ ให้เข้าร่วมพระราชพิธีสำคัญของชาติ  คณะปี่พาทย์มอญนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ มีโอกาสได้ถวายบรรเลงประโคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทและ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวงด้วย  (หน้า 57)  นายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2481  มีบุตรชายคือนายเสงี่ยมและนายสงวนสืบทอดมรดกเพลงมอญ-เครื่องดนตรีมอญสืบต่อมา  และมีลูกศิษย์ไปสร้างวงปี่พาทย์มอญหลายวง  โดยมีการตั้งเสียงเครื่องดนตรีคงแนวเสียงของนายเจิ้นไว้อย่างมั่นคง  เมื่อนายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะ (พ.ศ.2440-2520) (เรียนดนตรีมอญกับบิดา-มารดา  และเรียนเพลงไทยกับนายยา ระนาดเสนาะ) เป็นหัวหน้าวงต่อจากนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ได้สั่งสอนลูกหลานและศิษย์ภายนอก  ดำเนินกิจกรรมดนตรีปี่พาทย์มอญเจริญงอกงาม  ช่วยสร้างเสริมสำนักให้มั่นคงมีลูกหลานสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (หน้า 43-46)
          4.สำนักดนตรีมอญปากลัด  มีวงปี่พาทย์มอญที่สำคัญคือ “วงวัดทรงธรรม”  บ้านตองอุ๊  “วงวัดพญาปราบปัจจามิตร” บ้านลัดทะนง  บ้านทะมัง  “วงวัดโมกข์” ตำบลตลาด  มีการะเล่นประกอบเครื่องสายคือ “ทแยมอญ”  มีนาฏศิลป์มอญปากลัดที่รักษาไว้อย่างมั่นคง คือ การรำผี  มอญรำ  สำนักดนตรีมอญบ้านปากลัดหากแบ่งเป็นยุคสมัย  ยุคสมัยของนายสังข์ เจริญบุญ ถือว่าเป็นยุคแรก (รัชกาลที่ 5- พ.ศ. 2478)  นายสังข์มีวงปี่พาทย์เครื่องมอญวงแรกของปากลัด  และเป็นผู้บุกเบิกปี่พาทย์มอญ   บางครั้งเรียกว่า “วงวัดพญาปราบ”  เป็นชุมชนมอญที่ตั้งอยู่ใกล้วัดพญาปราบปัจจามิตร    ปัจจุบันมีหลานตาคือนายนิยม เจริญบุญ เป็นหัวหน้าสำนักดนตรีมอญวัดพญาปราบปัจจามิตรสืบต่อมา  ยุคที่สอง  เป็นยุคของนายหงส์ กาญจนศิลป์  “วงวัดทรงธรรม” บ้านตองอุ๊  ทรงคะนอง (พ.ศ.2479-2485)  นายหงส์เชี่ยวชาญปี่พาทย์มอญ  เรื่องการรำผี  มอญรำ  และเป็นโต้ง คือ ผู้ประกอบพิธีรำผี  นายหงส์แต่งเพลงมอญรำจนเป็นเอกลักษณ์ของทางมอญปากลัด  เป็นผู้แต่งเพลงประกอบพิธีรำผี  ปัจจุบันลูกหลานนายหงส์ไม่ได้เล่นปี่พาทย์มอญแล้ว ... ยุคที่สาม (พ.ศ. 2486-2509)  เป็นยุคของนายเอี่ยม ศิริพาทย์  สำนักดนตรีมอญ “วงวัดโมกข์” ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง  จังหวัดสมุทรปราการ  นายเอี่ยมเชี่ยวชาญหน้าทับตะโพนมอญ  เพลงมอญ  เป็นโต้ง  และรับงานดนตรีรำผี  นายเอี่ยมเป็นศิษย์นายหงส์  และเป็นโต้งต่อจากนายหงส์  ต่อมาย้ายมาอยู่บ้านทรงคะนองข้างวัดทรงธรรม  ปัจจุบันมีนายวิเชียร นาวาดิษฐ์  ผู้เป็นศิษย์สืบทอดเพลงมอญ  พิธีกรรมรำผี  มอญรำ  และเป็นโต้งต่อจากนายเอี่ยม  ยุคที่สี่ (พ.ศ. 2489-2501)  เป็นยุคของนายชื่น  หริมพานิช  มีสำนักดนตรีมอญอยู่บ้านลัดทะนง  นายชื่นเป็นบุตรเขยของนายสังข์ เจริญบุญ  นายชื่นเชี่ยวชาญทั้งเพลงไทยเพลงมอญ  และได้บันทึกไว้เป็นโน้ตเพลงไทย  มีทักษะด้านระนาดเอกและเครื่องดนตรีมอญทุกชนิด  มีลูกชายสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันคือนายนิยม  เจริญบุญ  หลานตานายสังข์ เจริญบุญ  ยุคที่ห้า (พ.ศ.2502-ปัจจุบัน) คือยุคของนายนิยม  เจริญบุญ เป็นหัวหน้าสำนักดนตรีมอญย่านวัดพญาปราบปัจจามิตร  ได้รับมรดกเครื่องดนตรีมอญของบิดามา  ได้ฝึกหัดเครื่องดนตรีและต่อเพลงกับนายชื่นบิดา  นายนิยม น้อง ๆ และลูกได้สืบทอดดนตรีมอญมาจนปัจจุบัน  นอกจากนี้ยังมีสำนักดนตรีมอญของนายวิเชียร  นาวาดิษฐ์  บ้านตองอุ๊  ทรงคะนอง  เป็นศิษย์ของนายเอี่ยม ศิริพาทย์ และนายชื่น หริมพานิช  เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์เพลงมอญ  ภาษามอญ  ได้สืบทอดเพลงมอญ  พิธีกรรมรำผี  มอญรำ  (หน้า 48-52)

Settlement Pattern

Demography

Economy

Social Organization

Political Organization

Belief System

         คนมอญเก่า ๆ ไม่มีธรรมเนียมนำศพคนตายไปไว้วัดหรือไปทำพิธีที่วัด  เมื่อมีคนตาย  มักยึดประเพณีว่าต้องทำพิธีศพที่บ้านที่ตนเกิด  เมื่อถึงเวลาประชุมเพลิงเผาศพก็ไม่นำไปเผาที่วัด  จะจัดเชิงตะกอนหรือเมรุกลางหมู่บ้าน  คนมอญเชื่อว่าดวงวิญญาณและอัฐิจะต้องนำมาประจำอยู่ที่บ้านเกิดของตน  จึงมีธรรมเนียมจัดอาหารให้คนตายกินอยู่เสมอ  และมีเพลงประจำบ้านใช้ประโคมศพ  เพื่อให้วิญญาณมาสถิตอยู่ที่บ้านตามคติมอญ  พิธีแห่ศพจากบ้านไปเมรุต้องมีปี่พาทย์ประโคมแห่  มิฉะนั้นจะเข้าใจว่าเป็นศพตายโหง  อย่างไรก็ตาม  มาระยะหลังเริ่มออกวัด  คือมีพิธีศพบำเพ็ญกุศลที่วัด  ก็จะใช้เพลงประจำวัด (หน้า 55, 72)
          ตัวอย่างพิธีศพ  วันสวดพระอภิธรรม  และเพลงมอญที่ใช้  : อาบน้ำศพ  ใช้เพลงมอญใหญ่ (เพลงก๊อตทุมเมี๊ยะ) เพื่อรำลึกถึงคุณพระธรรม นำศพใส่โลง  ใช้เพลงแห่ศพ (เพลงอะยอน) เป็นเพลงประกอบการเคลื่อนศพ  เพลงเชิญผี (เพลงปะละ) เชิญวิญญาณ-  คารวะผี-เคารพเจ้าที่  ท้ายเพลงเชิญผี (เพลงบอระทาน) เพื่อบอกเจ้าที่เจ้าทาง-บวงสรวง  ตอนตั้งศพเข้าประจำที่ใช้เพลงประจำบ้าน (เพลงกำมะทาน) เพื่อประโคมศพ-ประกาศข่าวงานศพ ตั้งอาหารให้ผู้ตาย  ใช้เพลงย่ำค่ำ (เพลงยักจงป๊าต) เป็นการประโคมยาม-ย่ำยาม-เวลาพลบค่ำ พระภิกษุมาสวดอภิธรรม  บรรเลงเพลงเร็ว (เพลงซอป๊าต) เป็นเพลงเดินรับพระ  เมื่อจุดธูปเทียนบูชาธรรม  บรรเลงเพลงจุดเทียน (เพลงอะละจ้าง) เพื่ออัญเชิญพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์ พระสวดพระอภิธรรม  บรรเลงเพลงมอญเล็ก (เพลงอะโรงอะชำ)  เพลงมอญ (เพลงทะแยปะแล, เพลงยังชาน, เพลงหะยะมาง มาง) เป็นการบรรเลงรับพระสลับสวดพระอภิธรรม  เพลงเร็วส่งพระ (เพลงเชิญต่างไม้) บรรเลงรับพระสวดจบสุดท้าย-ส่งพระกลับวัด บรรเลงเพลงประจำบ้าน (เพลงกำมะทาน) เพื่อประโคมยามประโคมศพ  และบรรเลงเพลงทวาย  เป็นการสิ้นสุดงานสวดพระอภิธรรม-นอน  (ตารางหน้า 74)
          ตัวอย่างเพลงมอญวันเตรียมประชุมเพลิงศพ  :บรรเลงเพลงประจำบ้าน-เพลงย่ำรุ่ง-เพลงย่ำเช้า (เพลงกำมะทาน  ออกเพลงยักจงป๊าต) เป็นการประโคมย่ำยามเช้าแล้วเตือนญาติและแม่ครัวเตรียมพิธีสงฆ์พระภิกษุมารับภัตตาหาร  ใช้เพลงเร็ว (เพลงซอป๊าต) เป็นเพลงเดินรับพระ  เวลาพระฉัน  ใช้เพลงพระฉันมอญ (เพลงจั๊ดกอปอน) เพื่อกล่อมพระเวลาฉันภัตตาหาร  ใช้เพลงยกตลุ่ม (เพลงหยั๊กตลุ่ม) เมื่อพระฉันเสร็จแล้วเก็บสำรับ แห่ศพไปเมรุ  บรรเลงเพลงแห่ศพ (เพลงอะยอน) ประกอบการเคลื่อนศพไปเมรุ  ปี่พาทย์มอญแบ่งออกเป็น 2ชุด  ชุดที่ 1 ตะโพนมอญ  ปี่มอญ  ใช้แห่ศพเพลงอะยอน  ชุดที่ 2 ฆ้องมอญ  ใช้ระนาด  กลองทัด  ไปรอรับที่ประดับเมรุ  บรรเลงเพลงนางหงส์  พระฉันภัตตาหารเพล  บรรเลงเพลงพระฉันมอญ (เพลงจั๊ดกอปอน)  พระฉันเสร็จเก็บสำรับใช้เพลงยกตลุ่ม (เพลงหยั๊กตลุ่ม)  ประโคมยาม-ย่ำยามเวลาเที่ยงวัน  ใช้เพลงย่ำเที่ยง (เพลงโจบาขัด)  เพลงมอญใหญ่ (เพลงเจิกมั่วป๊าต)  พระขึ้นธรรมมาสเพื่อเทศน์  บรรเลงเพลงเร็ว (เพลงซอป๊าต)  เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์  บรรเลงเพลงจุดเทียน (เพลงอะละจ้าง)  บรรเลงเพลงรับพระแสดงธรรมจบด้วยต้นเพลงรำมวย (เพลงเล่ห์ปรอย) แขกมาร่วมพิธีปลงศพทอดผ้าบังสุกุล  บรรเลงเพลงแม่น้ำทอง-เงิน (เพลงด๊าดทอด๊าดซอน)  เพื่ออุทิศให้สงบสุข  ประชุมเพลิง  บรรเลงเพลงประจำบ้าน (เพลงตังป้อย)  ออกเพลงไฟชุม (เพลงปะลองเปิงฮะเมา)  แล้วต่อด้วยเพลงท้ายย่ำค่ำ (เพลงจิ๊จงป๊าต)  เพื่อประโคมศพ-ส่งวิญญาณ-วิญญาณล่อง  จึงวางเพลงลง  เลิกงาน  (ตารางหน้า 75)  ความเชื่อตามแบบโบราณ  หลังบรรเลงเพลงประจำบ้านจบแล้ว  เจ้าภาพจะนำน้ำผสมขมิ้นใส่ขันสาดขึ้นไปบนหลังคา  แล้วรองน้ำที่ไหลลงมาเพื่อประพรมเครื่องดนตรีนักดนตรี  เพื่อป้องกันอัปมงคลเสนียดติดกลับไปบ้าน  (หน้า 72)
          ขนบนิยมของผู้เข้าร่วมพิธีเผาศพพึงรู้ :  ในงานพิธีเผาศพเมื่อประธานวางดอกไม้จันทน์เพื่อประชุมเพลิง  ซึ่งในขณะนั้นปี่พาทย์มอญบรรเลงเพลงประจำบ้าน  ควรปฏิบัติดังนี้  1.ยืนตรงสงบนิ่ง  2.ขณะที่พระภิกษุสวดหน้าไฟด้วยพระอภิธรรม 7คัมภีร์  ควรพนมมือไหว้  เพราะเป็นบทพิจารณาสังขารเตือนใจ  3.หากเป็นญาติหรือเจ้าภาพ  ควรนำข้าวซ่อนน้ำตาลไปไว้ที่หัวนอนศพด้วย  4.มอญปากลัดให้ฆารวาสขึ้นเผาศพก่อนพระภิกษุ  เพราะไฟดอกไม้จันทน์จะไม่ไปฆ่าสัตว์  แมลง  จะบาปแก่พระสงฆ์ได้  5.มอญปทุมธานีให้พระภิกษุขึ้นเผาเป็นประธานก่อน  6.มอญปากลัดมีธรรมเนียมเตรียมฟืนไปเผาศพผู้ตายที่มีอายุน้อยกว่า  ยกเว้นศพพระสงฆ์  ใช้ธูปเทียนเผาได้  (หน้า 76)

Education and Socialization

          การสั่งสอนสืบทอดทางดนตรีของสำนักดนตรีให้กับศิษย์รุ่นต่อไปนั้น  นอกเหนือจากบรรพบุรุษได้สอนลูกหลานสืบต่อกันมาแล้ว  ยังมีลูกศิษย์จากภายนอกและจากต่างจังหวัด  ซึ่งเมื่อมาเป็นลูกศิษย์แล้วก็มักจะอาศัยอยู่ที่สำนักบ้านของครูผู้สอนเลย  โดยครูจะมีฝึกฝนต่อเพลงให้ตามความสามารถและสติปัญญาของศิษย์แต่ละคน  เมื่อซ้อมได้เชี่ยวชาญก็สามารถไปบรรเลงในงานต่างๆ ได้  เมื่อมีการรับศิษย์มาอาศัยอยู่ที่บ้าน  หัวหน้าสำนักดนตรีก็จำเป็นต้องรับผิดชอบให้วงมีงานดนตรีอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้มีรายได้พอมาใช้จ่ายเลี้ยงดูคนในสำนัก  อีกทั้งยังส่งเสริมศิษย์อาวุโสที่มีความรู้ความสามารถให้มีงานประจำเพื่อเลี้ยงครอบครัว  นี่เป็นวัฒนธรรมอันงดงามของสำนักดนตรี  ซึ่งทำให้สานุศิษย์มักจะผูกพันกับสำนักเหมือนเป็นเครือญาติในครอบครัวเดียวกัน  (หน้า 33, 40)              

Health and Medicine

Art and Crafts (including Clothing Costume)

อิทธิพลของปี่พาทย์มอญในประเทศไทย 
          ในสาส์นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ทรงมีถึงกรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวไว้  โดยอ้างถึงคำตรัสของพระพุทธเจ้าหลวงว่า  ปี่พาทย์มอญใช้ในงานหลวงครั้งแรกในงานพระศพของสมเด็จพระเทพสิรินทราบรมราชินี  เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นมอญ  จากนั้นจารีตการใช้ปี่พาทย์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ  จะต้องเป็นปี่พาทย์มอญ  ไม่ใช้ปี่พาทย์หลวง (ไทย) (หน้า 2)  อีกทั้งยังใช้ปี่พาทย์มอญประโคมศพของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ (หน้า 19-20)  นอกจากนี้  ปี่พาทย์มอญยังเข้าไปแทนที่ปี่พาทย์หงส์และวงบัวลอยสำหรับงานปลงศพสามัญชน  ปัจจุบันปี่พาทย์มอญเกี่ยวข้องกับพิธีปลงศพ  จนเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและคตินิยมการบรรเลงเพลงประจำบ้าน  ที่มีความสำคัญในพิธีกรรมของสังคม  ซึ่งมีหลายทางด้วยกัน  ได้แก่  ทางมอญบ้านบาตร  ทางมอญบ้านพาทยโกศล  ทางมอญปทุมธานีสำนักดนตรีเสนาะ  และทางมอญปากลัด

เพลงประจำบ้าน 
          ใช้ประโคมศพที่บำเพ็ญกุศลที่บ้าน  เพื่อให้วิญญาณมาสถิตอยู่ที่บ้านตามคติมอญ  ชื่อของเพลงประจำบ้านในภาษามอญก็มีความหมายสอดคล้องกับความเชื่อดังกล่าว  ตัวอย่างเช่น  “จงเปิง” หมายถึง “ประจำศพ”  “กำมะทาน” หมายถึง “คนนอนตาย”  “ตังเปาะ ตังป้อย” หมายถึงประจำบ้าน  เผาศพ  “โป๊ตอะฮ้อ โป๊ตอะฮะ” หมายถึงเพลงประจำบ้าน  ออกมอญร้องไห้  วิญญาณล่อง  การบรรเลงเพลงประจำบ้านจะมีเสียงดัง “เท่งทึ้ง” ของตะโพนมอญดังไปไกล  ชาวบ้านที่ได้ยินจะเข้าใจว่าเป็นงาน “อวมงคล”  นอกจากจะบรรเลงให้ญาติคลายเศร้าโศกแล้ว  ยังเป็นการแจ้งข่าวงานศพ  และเป็นการบรรเลงประโคมคารวะวิญญาณของผู้ตายด้วย  (หน้า 54-56)  นอกจากนี้เพลงประจำบ้านยังใช้เป็นเพลงประโคมย่ำยาม  ซึ่งประกอบด้วยเพลงสามชุดได้แก่  เพลงย่ำเช้า (6นาฬิกา)  เพลงย่ำเที่ยง (12นาฬิกา)  และเพลงย่ำค่ำ (18 นาฬิกา)  ใช้บรรเลงประโคมยาม  ย่ำยาม  หรือตียามเพื่อประกาศเวลา  เพลงประโคมยามทั้งสามชุด  แต่ละชุดประกอบด้วยชุดละหลายเพลง  และแต่ละเพลงมีทำนอง  จังหวะ  ลีลาแตกต่างกัน  (หน้า 54)  เพลงประจำบ้านยังเป็นเพลงซึ่งนักดนตรีมอญยึดถือเป็นเพลงแรกที่ครูจะสอนให้ลูกศิษย์เพื่อฝึกใช้มือ “ลูกขวาง”  เพราะเพลงประจำบ้านเป็นเพลงหลักของเพลงมอญ  (หน้า 59-60, 76)
          การใช้เพลงประจำบ้านประโคมศพ  กรณีทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพที่บ้าน  จะใช้ปี่พาทย์มอญบรรเลงเพลงประจำบ้าน  ประโคมศพได้ตลอดเวลาในช่วงที่ไม่มีพิธีกรรมสำคัญ  โดยใช้ตะโพนมอญขึ้นนำ  ให้สัญญากับเครื่องดนตรีอื่น ๆ  สามารถบรรเลงได้อย่างน้อยสามเสียง  คือเปลี่ยนเสียงขึ้นเพลง  หรือเลือกโหมด (Mode)เสียงขึ้นเพลงได้สามเสียง  ดังนี้  โหมดเสียงลูกกำมะทานเสียง A  โหมดเสียงลูกตังป้อยเสียง D  (เป็นลูกฆ้องลูกที่ 10ลูกตั้งป้อยเสียง D  หน้า 80)  และโหมดเสียงลูกเจิกมั่วเสียง G  โหมดเสียงดังกล่าวสามารถบรรเลงกลับด้าน  หรือออกเพลงได้  สำหรับการประชุมเพลิง  จะใช้เฉพาะโหมดเสียงตังป้อยเสียง D  เมื่อบรรเลงถึงช่วงวรรคท้ายของเพลง  แล้วออกเพลงบรรเลงต่อด้วยเพลงไฟชุม  หรือเพลงมอญร้องไห้  และเพลงอื่น ๆ  ขึ้นกับทางเพลงของแต่ละสำนักดนตรีมอญกำหนดไว้  (หน้า 62, 177)

เพลงประจำวัด 
          ในระยะหลังเริ่มมีการนำศพไปทำพิธีที่วัดหรือออกวัด  การบรรเลงเพลงประโคมศพจะใช้เพลงประจำวัด  ซึ่งมีทำนองคล้ายกับเพลงประจำบ้าน  ต่างกันตรงวรรคแรกตอนขึ้นเพลง  และหน้าทับตะโพนมอญ  เพลงประจำวัดสามารถบรรเลงเปลี่ยนเสียงขึ้นเพลงได้ 5โหมดเสียง  คือขึ้นด้วยเสียง G  เสียง C  เสียง F  บางสำนักดนตรีใช้เพลงประจำวัดบรรเลงประชุมเพลิงกรณีเผาจริง  โดยเมื่อบรรเลงถึงช่วงท้ายของเพลง  จะบรรเลงออกเพลงไฟชุม  เพลงประชุมเพลิงเพื่อส่งวิญญาณ  เพลงปะลองเปิงฮะเมา  หรือเพลงอื่น ๆ ซึ่งเป็นทางเพลงประจำของแต่ละสำนักดนตรี  (หน้า 63)

การบรรเลงเพลงประจำบ้านในพิธีปลงศพ 
          สำนักดนตรีมอญบ้านบาตรและสำนักดนตรีมอญบ้านพาทยโกศลใช้บรรเลงกรณีเผาหลอก  ส่วนสำนักดนตรีมอญปทุมธานีสำนักดนตรีเสนาะ  และสำนักดนตรีมอญปากลัดสำนักศิริพาทย์  ใช้บรรเลงทั้งกรณีเผาหลอกและเผาจริง  (หน้า 76, 177)

ดนตรีบรรเลงช่วงเผาหลอก 
          วงปี่พาทย์มอญต้องบรรเลงเพลงประจำบ้าน  โดยมีระเบียบวิธีดังนี้  1. ตะโพนมอญขึ้นนำพร้อม ๆ กับประธานในพิธีวางดอกไม้จันทน์  2. เครื่องดนตรีทั้งหมดขึ้นรับตะโพนมอญด้วยลูกตังป้อย (เสียง D)  บรรเลงช้า ๆ ไปจนจบแล้วกลับต้น  ขณะที่ผู้เข้าร่วมพิธีประชุมเพลิงยังไม่หมด  จึงออกเพลงมอญ เช่น เพลงก๊อตทุมเมี๊ยะ  หรือเพลงไทยสำเนียงมอญ  เช่น  เพลงพญาโศก  พญาตรึก  พญาครวญ  เป็นต้น  แล้วลงจบตามวิธีของเพลงประจำบ้าน  คือลงช้าที่เสียง D  บางสำนักฯ อาจออกเพลงมอญร้องไห้  (หน้า 64) 

ดนตรีบรรเลงช่วงเผาจริง :
          1.สำนักดนตรีมอญบ้านบาตร  ใช้เพลงประจำวัดประกอบการเผาจริงมาตั้งแต่สมัยของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)  โดยขึ้นด้วยเสียง G  บรรเลงเร็วแล้วตัดลงเพื่อออกเพลงไฟชุม  มีเพลงพิเศษประจำสำนักฯ  ซึ่งประโยคแรกเพลงนี้เปลี่ยนเสียงไปหาเพลงประจำบ้านเสียง Dตั้งแต่ต้นเพลงไฟชุม  (หน้า 66) 
          2.สำนักดนตรีมอญบ้านพาทยโกศล  ใช้เพลงประจำวัดประกอบการเผาจริง  โดยบรรเลงขึ้นด้วยเสียง G  ตัดลงด้วยจังหวะค่อนข้างเร็ว  ต่อท้ายด้วยเพลง “ไฟชุม” หรือ “เพลงไฟโซม”  จบแล้วเปลี่ยนเสียงเพลงท้ายย่ำค่ำ  ไปหาเสียงเพลงประจำบ้านในเสียง D  (หน้า 67) 
          3.สำนักดนตรีมอญปทุมธานี  ใช้เพลงประจำบ้านทั้งการเผาหลอกและเผาจริง  โดยมีการบรรเลงเรียงตามลำดับ ดังนี้  ตะโพนมอญขึ้นนำพร้อมประธานพิธีประชุมเพลิง  ผู้ร่วมงานวางดอกไม้จันทน์เผาจริง  เครื่องดนตรีรับพร้อมกันด้วยเพลงประจำบ้าน  ขึ้นต้นด้วยเสียง D“ลูกตังป้อย”  บรรเลงกลับย้อนต้น  หรือออกเพลงมอญต่าง ๆ  จนผู้ร่วมพิธีเผาจริงหมดแล้ว  ยังไม่ลงจบ  ออกเพลงส่งวิญญาณ  คือเพลงไฟชุม  หรือเพลงประชุมเพลิง  เพลงตังป้อย  เพลงกำมะทาน  ออกเพลงปะลองเปิงฮะเมา  หมายถึงเพลงประจำบ้านเสียงลูกตังป้อย  เพื่อเผาศพ  ออกเพลงส่งวิญญาณ  ต่อด้วยเพลงเซ่นเหล้ามอญ  หรือเพลงคล้องช้าง  ยังไม่ลงจบ  ลงจบด้วยเพลงท้ายย่ำค่ำ “เพลงจิ๊จงป๊าต”  คือ วางเพลงลง  ซึ่งหมายถึงพิธีศพจบลง  (คู่กับเพลงยักจงป๊าต  คือ  ยกเพลงขึ้น  ซึ่งบรรเลงเมื่อเริ่มงาน)  นักดนตรีเก็บเครื่องกลับบ้านได้เมื่อบรรเลงเพลงนี้จบ  (หน้า 68) 
          4.สำนักดนตรีมอญปากลัด  เดิมใช้เพลงประจำบ้านในพิธีเผาจริง  ภายหลังเมื่อมาทำพิธีศพที่วัด  จึงใช้เพลงประจำวัดในพิธีเผาจริง  สำนักดนตรีมอญปากลัด  มีการออกเพลงต่อท้ายประจำบ้านที่มีลักษณะพิเศษ  คือไม่ใช้เพลงไฟชุม  แต่จะใช้เพลงกราวรำมอญ  แล้วออกเพลงกราจิ๊ – จังหะเปิน  ซึ่งหมายถึงเลิกงาน  เก็บเครื่อง  (หน้า 69)

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

Social Cultural and Identity Change

          ขณะนี้เพลงมอญแบบแผนดั้งเดิมเริ่มสำรวจไม่พบแล้ว  เพลงมอญโบราณ  ขณะนี้มีนักดนตรีมอญบรรเลงได้  จำนวนน้อยมาก  (หน้า 187)  แนวการตั้งเสียงประจำสำนักดนตรีมอญ 4แห่ง  เปลี่ยนแปลงแล้วทุกสำนักดนตรี  (หน้า 178)  อย่างไรก็ตาม  จากการที่ผู้วิจัยเข้าร่วมกิจกรรมปี่พาทย์มอญในงานศพกับสำนักดนตรีมอญปทุมธานีที่วัดฉาง  และสำนักดนตรีมอญบ้านพาทยโกศลวัดกัลยาณมิตร กรุงเพทฯ  พบว่า  สำนักดนตรีมอญปทุมธานี  การใช้เพลงประจำบ้านเป็นไปตามหน้าที่และแบบแผนดั้งเดิม  ด้วยเป็นมอญที่เคร่งครัดพิธีกรรมและแบบแผนทางดนตรีมอญ  ในทางพิธีกรรมก็ยังมีการใช้น้ำผสมขมิ้นกันเสนียดจัญไรติดเครื่องดนตรี  ส่วนสำนักดนตรีมอญบ้านพาทยโกศล  ไม่ได้บรรเลงประโคมย่ำยามเวลาเที่ยงคืนและตอนหกโมงเช้าตามแบบโบราณ  เพราะความจำเป็นด้านสถานที่  นักดนตรีบ้านพาทยโกศลไม่ได้นอนค้างที่วัดเหมือนยุคก่อน  (หน้า  180-181)

Critic Issues

Other Issues

ลักษณะเฉพาะของเพลงประจำบ้าน ทางฆ้องมอญวงใหญ่ 
          จากการนำโครงสร้างของเพลงประจำบ้าน  ซึ่งได้จากงานบันทึกเสียงภาคสนาม  ผู้วิจัยวิเคราะห์ผลได้ดังนี้
ระดับเสียงฆ้องมอญวงใหญ่ 
          1.ฆ้องมอญวงใหญ่ทั้ง 4สำนักดนตรีมอญ  ประกอบด้วยลูกฆ้อง 15ลูก  เสียงต่ำสุดอยู่ด้านซ้าย เรียก “ลูกต้น” หรือ “ลูกทั่ง” (G  เสียงซอล)  เสียงสูงสุดอยู่ด้านขวา เรียก “ลูกยอด” (B  เสียงที) (สำนักดนตรีเสนาะ นายชอุ่ม ดนตรีเสนาะเรียกลูกยอดว่า “ลูกที่ 1” – หน้า 81)  ในช่วงแรกหรือช่วงทบที่ 1  เมื่อไล่เสียงจากลูกต้นถึงลูกยอด  ระหว่างลูกที่ 2 (ลูกกำมะทาน, ลูกตรง) (Aเสียงลา)  กับลูกที่ 3(ลูกหลุม (ข้ามเสียง);C เสียงโด)  จะข้ามเสียง Bไป  และระหว่างลูกที่ 5(Eเสียงมี) กับลูกที่ 6(ลูกหลุม :ลูกประจำ;Gเสียงซอล) จะข้ามเสียง F(ฟา) ไป  เรียกการข้ามเสียงนี้ว่า “ลูกหลุม” (Gap) คือหลุมเสียง Bและหลุมเสียง Fและเมื่อเรียงเสียงลูกฆ้องในช่วงแรกหรือช่วงทบที่ 1จะออกมาเป็น G (ซอล;ลูกต้น) A (ลา;ลูกตรง, ลูกกำมะทาน) C (โด;ลูกหลุม)  D (เร)  E (มี)  G(ซอล;ลูกหลุม, ลูกประจำ)  A(ลา; ลูกประจำทางใหม่)   B (ที; ลูกพระฉัน)   C (โด; ลูกย่ำ)  D (เร;ลูกตังป้อย)  E(มี)  F(ฟา)  G(ซอล;ลูกประจำทางขวาง)  A(ลา)  B(ที;ลูกยอด)  สรุป ระดับเสียงของฆ้องมอญวงใหญ่ด้วยสัญลักษณ์ของโน้ตสากลได้ดังนี้  G A   C D E  G A B C D E F G A B  (หน้า 79-81)  และเพราะฆ้องมอญวงใหญ่มีลูกหลุม (Gap)  ทำให้มือซ้าย – มือขวาไม่สะดวกสำหรับบรรเลงได้ทุกเสียง  วงปี่พาทย์มอญจึงมีธรรมเนียมให้ฆ้องมอญวงใหญ่เป็นผู้นำในการขึ้นเพลง – ออกเพลง  จนเกิดแบบแผนการบรรเลงขึ้น (Performance Practice)
          2.การเลือกเสียงบรรเลงเพลงประจำบ้าน (และเพลงประจำวัด)  ผู้วิจัยเรียก “โหมดเสียง” (Mode)  คือ การกำหนดเสียงสำหรับขึ้นเพลง – ออกเพลง  ซึ่งไม่ใช่วิธีการในระบบดนตรีตะวันตก  และทั้ง 4สำนักดนตรีมอญเลือกเสียงบรรเลงเพลงประจำบ้านแตกต่างกัน  ดังนี้
               2.1 สำนักดนตรีมอญบ้านบาตร  มีวิธีบรรเลงเพลงประจำศพ  เรียกว่า “ประโคมสี่เสียง”  เลือกบรรเลงเพลงประจำบ้าน 2โหมดเสียง  โหมดที่ 1 ขึ้นเสียง D  โหมดที่ 2ขึ้นเสียง A  (เพลงประจำวัด  โหมดที่ 1ขึ้นเสียง G  โหมดที่ 2ขึ้นเสียง A  เป็นเพลงประจำวัดทางใหม่เฉพาะสำนัก  (แผนภูมิที่ 6.3หน้า 82) 
               2.2 สำนักดนตรีมอญบ้านพาทยโกศล  มีวิธีบรรเลงเพลงประจำศพเรียกว่า “ประโคมสามเสียง”  เลือกบรรเลงเพลงประจำบ้านสองโหมดเสียง  โหมดที่ 1ขึ้นเสียง D  โหมดที่ 2ขึ้นเสียง A  (เพลงประจำวัดหนึ่งโหมดเสียง  ขึ้นเสียง G)   (แผนภูมิที่ 6.4  หน้า 82)
               2.3 สำนักดนตรีมอญปทุมธานี  มีวิธีบรรเลงเพลงประจำศพ  เรียกว่า “ประโคมเจ็ดเสียง”  เลือกบรรเลงเพลงประจำบ้านสามโหมดเสียง  โหมดที่ 1ขึ้นเสียง D  โหมดที่ 2ขึ้นเสียง A  โหมดที่ 3ขึ้นเสียง G  (เพลงประจำวัด  โหมดที่ 1, 2, 3, 4  ขึ้นด้วยเสียง G, C, F, Bตามลำดับ)  (แผนภูมิที่ 6.5  หน้า 83)
              2.4 สำนักดนตรีมอญปากลัด “ศิริพาทย์”  มีวิธีบรรเลงเพลงประจำศพ เรียกว่า “ประโคมสี่เสียง”  เลือกบรรเลงเพลงประจำบ้านสองโหมด  เสียงโหมดที่ 1ขึ้นด้วยเสียง D  โหมดที่ 2ขึ้นด้วยเสียง A  (เพลงประจำวัดสองโหมด  โหมดที่ 1ขึ้นด้วยเสียง G  โหมดที่ 2ขึ้นด้วยเสียง C)  (แผนภูมิที่ 6.6  หน้า 83) 
อย่างไรก็ตาม  ทุกสำนักดนตรีมอญกำหนดการเคลื่อนทำนอง  และการเลือกโหมดเสียงสำหรับใช้บรรเลงเพลงประจำบ้านและเพลงประจำวัด  ด้วยแบบแผนเดียวกัน  คือ เรียงเสียงโหมดในลักษณะกำหนดขั้นที่ 4ทุกครั้ง  (หน้า 84)  ดังนี้ บ้านบาตร  A และ D;  บ้านพาทยโกศล  Aและ D;ปทุมธานี เพลงประจำบ้าน  A, D และ G;  เพลงประจำวัด G, C, F, และ B;  ปากลัด เพลงประจำบ้าน Aและ D;  เพลงประจำวัด Gและ C  (แผนภูมิที่ 6.7, 6.8  หน้า 85-86)
          3.การเรียกชื่อประจำเสียง (Mode)  เพลงประจำบ้าน เสียง Aเรียก ลูกตรง, ลูกล่าง, ลูกกำมะทาน;  เสียง Dเรียก ลูกขวาง, ลูกตังป้อย, ลูกบน;  เสียง G เรียก ลูกขวาง, ลูกเจิกมั่ว;  เพลงประจำวัด เสียง Gเรียก ลูกต้น, ลูกประจำ, ลูกทั่ง, ลูกจงเปิง;  เสียง Cเรียก ลูกย่ำ, ลูกบน;  เสียง Fเรียก ลูกประจำ;  เสียง Aเรียก ลูกประจำทางใหม่  (หน้า 86)
          4. เมื่อนำเพลงประจำบ้านในโหมดเสียง 3โหมด คือ โหมดเสียง A, D, Gไปบรรเลงกับดนตรีสากล (เปียโน)  พบว่าบันไดเสียงมอญ (Mon Scale) มีขั้น “ครึ่งเสียง” หรือ “ระยะชิด” (Close Tone) และ “เต็มเสียง” (Tone)  สรุปว่า เพลงประจำบ้านมีขั้นครึ่งเสียงในขั้นที่ 2-3และ 6-7  (หน้า 88-89)
          5. แนวการตั้งเสียงประจำสำนักดนตรีมอญทั้ง 4แห่ง ได้ปรับเสียงใหม่แล้วทุกสำนักดนตรี โดยมีรายละเอียดดังนี้ 
               5.1แนวเสียงเดิม  สำนักดนตรีมอญบ้านพาทยโกศล  มีแนวเสียงต่ำที่สุด  เรียงตามลำดับเสียงต่ำ  ได้แก่  สำนักดนตรีมอญบ้านบาตร  สำนักดนตรีมอญปทุมธานี “ดนตรีเสนาะ”  และสำนักดนตรีมอญปากลัด “ศิริพาทย์”                          5.2แนวเสียงใหม่  ซึ่งปรับปรุงขึ้นเพื่อความเหมาะสม  ยังคงมีแนวเสียงต่ำเรียงตามลำดับสำนักดนตรีมอญดังเดิมก่อนเปลี่ยนแปลงแนวเสียง  (หน้า 173, เปรียบเทียบข้อมูลตัวเลขผลการวัด – หน้า 93-102)
          6.ลักษณะพิเศษของดนตรีมอญคือเรื่องจังหวะ (Mon Rhythmic Pattern)  แบ่งออกเป็น 
               6.1 ลักษณะทั่วไป มีฉาบใหญ่เป็นหลัก  ใช้ฉาบใหญ่ควบคุมประโยคเพลง  เอกลักษณ์ของดนตรีมอญ คือ การใช้ทำนองขืนจังหวะโดยเน้นจังหวะหนักให้อยู่ในจังหวะเคาะที่ 2ของห้องเพลง  และจะมีการย้อยจังหวะ (Syncopation)  ซึ่งส่วนมากจะดำเนินไปควบคู่กับการย้อยทำนองด้วย  โดยมีฉาบใหญ่และตะโพนมอญคุมจังหวะ (หน้า 103-104) 
               6.2 จังหวะหน้าทับมีตะโพนมอญและเปิงมางเป็นหลัก  โดยเฉพาะตะโพนมอญ  ใช้ควบคุมสัดส่วนทำนองเพลง  และจังหวะดนตรี  นักรำมอญรุ่นเก่าเรียก “ตะโพนมอญ” ว่า “หะเปินโม่น”  การตีตะโพนมอญคู่กับเปิงมางเพลงประจำบ้าน  ควบคุมหนึ่งประโยคเพลง  จะเท่ากับหนึ่งรอบหน้าทับ  รวม 32จังหวะเคาะ  โดยมีเสียงสำคัญของตะโพนมอญอยู่ 3 เสียง  คือ “เทะ  เท่ง  ทึ้ง”  สลับกับเสียงเปิงมาง “ติ้ง โปง”  ขัด – ล้อ  เพื่อนับจังหวะรวม 4 ตอน ตอนละ 8จังหวะเคาะ  โดยไม่รวมส่วนขึ้นเพลง 14 จังหวะเคาะ  (หน้า 103, 105, 109)  สำนักดนตรีมอญทั้ง 4 แห่งมีวิธีตี  ตะโพนมอญ  เปิงมาง  และฉาบใหญ่แตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย  แต่ในส่วนหลักที่แสดงว่าหมดตอน  หมดวรรค  หมดประโยคเพลง  โดยเฉพาะการใช้เสียง “ทึ้ง”  ลงตอนสำคัญหมดรอบหน้าทับนั้นตรงกัน  แสดงว่า  สัดส่วนของท่อนเพลงและตัวเพลงประจำบ้านเท่ากันทุกสำนักดนตรีมอญ  (หน้า 11)
          7.โครงสร้างเพลงประจำบ้าน  ได้แก่ 
               7.1จัดเรียงประโยคเพลงโดยใช้จังหวะเคาะควบคุม  ทำนองเพลง 1 ประโยค  มีความยาวของหน้าทับตะโพนมอญ 1รอบ  รวม 32จังหวะเคาะ (Beat)  หนึ่งรอบหน้าทับตะโพนมอญเพลงประจำบ้านจะมี 16 ห้อง (16 Bars)  ในเครื่องหมายกำหนดจังหวะ 2/4ตามแบบบันทึกโน้ตดนตรีสากล  ไม่มีการเรียงท่อนเพลง  แต่มีการเรียงประโยคเพลง  บรรเลงแบบวงกลมหรือย้อนกลับ  ตลอดเพลงจะมี 14ประโยคเพลง  เท่ากับ 14รอบหน้าทับตะโพนมอญ  หรือ 224ห้อง  (หน้า 116, 118) 
               7.2ขนบนิยมอื่น ๆ ในการบรรเลงเพลงประจำบ้าน  ก) การใช้โหมดเสียง (Mode) เพื่อเคลื่อนวรรคเพลง  ใช้คู่ 4(ขั้นที่ 4) กำหนดโหมดเสียง  เหมือนกันทุกสำนักดนตรี  ข) การบรรเลงเพลงประจำบ้าน  นิยมบรรเลงย้อนกลับต้น  แล้วออกเพลงทำนองโศกสำเนียงมอญ  ค) การใช้ลูกตก

Google Map

Map/Illustration

ตาราง:
          5.1 การใช้เพลงประกอบการประชุมเพลิง – หน้า 73
          5.2 แสดงเวลา พิธี เพลงมอญ จุดประสงค์ วันสวดอภิธรรม – หน้า 74
          5.3 แสดงเวลา พิธี เพลงมอญ จุดประสงค์ วันเตรียมประชุมเพลิงศพ – หน้า 75
          6.1 แสดงการเรียงโหมดเสียงเพื่อบรรเลงเพลงประจำบ้าน – หน้า 84
          6.2 แสดงการประยุกต์วิธีการวัดเสียง – หน้า 90
          6.3-6.6  แนวเสียงของสำนักดนตรีมอญ 4แห่ง – หน้า 94
          6.7-6.14แสดงผลระยะห่างระหว่างเสียง “แนวเสียงเดิม” และ “แนวเสียงใหม่” สำนักดนตรีมอญ 4 แห่ง  – หน้า 95-102
          6.15แสดงการออกเสียงตะโพนมอญ และเปิงมาง – หน้า 106
          6.16แสดงประโยคเพลง ท่อนเพลง ลูกตก ห้องเพลง หน้าทับ เพลงประจำบ้าน –หน้า 122
          6.17แสดงหลักเกณฑ์ดนตรีมอญเพื่อพิจารณาวิเคราะห์- หน้า 133
          6.18-6.22แสดงแบบแผนของการใช้มือฆ้องของสำนักดนตรีมอญ 4แห่งและสรุป – หน้า 135, 143, 149, 154, 154

แผนภูมิ:  มีเป็นจำนวนมาก ในที่นี้แสดงเฉพาะ ข้อ 5  เป็นตัวอย่าง  ส่วนข้อ 6.1-6.61 จะไม่แสดงในงานสรุปนี้  ผู้สนใจสามารถดูได้ในวิทยานิพนธ์
5.1-5.2แสดงโหมดเสียง “ขึ้นเพลง” ของเพลงประจำบ้าน, เพลงประจำวัด – หน้า 62, 63; 5.3 แสดงตัวอย่างบรรเลงเพลงประจำบ้าน กรณีเผาหลอก – หน้า 65; 5.4แสดงตัวอย่างการบรรเลงเพลงประจำวัด  ออกเพลงประกอบการเผาจริง – หน้า 66; 5.5-5.6  แสดงตัวอย่างการใช้เพลงประจำวัด, เพลงประจำบ้าน  ออกเพลงประกอบการเผาจริง – หน้า 67, 68; 5.7แสดงตัวอย่างเพลงประจำบ้าน  ออกเพลงเพื่อประกอบการเผาจริง – หน้า 69; 5.8แสดงประโยค “หัวกุญแจ” ของฆ้องมอญวงใหญ่เพื่อเชื่อมเพลง – หน้า 71; 5.9แสดงหน้าทับพิเศษก่อนออกเพลงไฟชุม  ในวรรคสุดท้าย – หน้า 71; 5.10แสดงทำนองเพลงกำลังออกเพลงไฟชุม ตะโพนมอญต้องยืนหน้าทับ – หน้า 71; 5.11  แสดงการลงจบฯ หน้า 72; 6.1  ถึง  6.61
สารบัญภาพ
         รูปที่  4.1-4.3  สัญลักษณ์ประจำสำนักดนตรี  หน้า 30, 36, 42
         รูปที่  6.1  ภาพฆ้องมอญวงใหญ่  และชื่อลูกฆ้องมอญวงใหญ่  หน้า  80
         รูปที่  6.2  ภาพแสดงระดับเสียงฆ้องมอญวงใหญ่ฯ  หน้า 81
         รูปที่  6.3, 6.4  ภาพลายมือหน้าทับตะโพนมอญเพลงประจำบ้านฯ  หน้า   107, 108
         รูปที่  6.5  ภาพตะโพนมอญ  เปิงมาง  หน้า  108

Text Analyst บุญสม ชีรวณิชย์กุล Date of Report 21 เม.ย 2559
TAG มอญ เพลงประจำบ้าน ทางฆ้องมอญวงใหญ่ สำนักดนตรีมอญ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง