ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ไต,ไทใหญ่,ประวัติศาสตร์ชุมชน,เชียงใหม่
Author จรรยา พนาวงค์ และ อุไรวรรณ แก้วคำมูล
Title ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านเวียงหวาย ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ไต คนไต ไตโหลง ไตหลวง ไตใหญ่, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ห้องสมุด ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 129 หน้า Year พ.ศ. 2546
Source สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
Abstract

          ประวัติศาสตร์ชุมชนไทใหญ่อยู่ในบริบทของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ  เป็นชุมชนของคนไทใหญ่ที่มีการอพยพจากฝั่งพม่าหนีจากความโหดร้ายทารุณและการกดขี่ข่มเหงเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆทำให้คนชุมชนบ้านเวียงหวายเปลี่ยนไป จากการสืบเสาะเนื้อหาประวัติศาสตร์ ในเวทีชาวบ้าน ทำให้ทราบเรื่องราวของหมู่บ้าน การอพยพเข้ามา การดำเนินชีวิตของคนสมัยก่อนกับปัจจุบัน และปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป
          การวิจัยนี้ทำให้เห็นถึงช่องว่าง ความแตกต่างระหว่างวัยของคนในชุมชนที่มีค่านิยมที่ต่างกัน และสร้างอัตลักษณ์ของคนแต่ละวัยขึ้นมา เช่น คนเฒ่าคนแก่ยังคงอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีไทใหญ่ให้คงอยู่ต่อไป ในขณะที่ เด็กๆจะรับวัฒนธรรมตะวันตก ค่านิยมใหม่ๆเข้ามา ทำให้หลงลืมประเพณีดั้งเดิม มีมุมมองการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป และคนวัยทำงาน ที่ออกไปรับจ้างนอกชุมชนก็สร้างอัตลักษณ์เป็นไทย เพื่อปกป้องตนเองและเพื่อให้ได้สิทธิอันชอบธรรม          กระบวนการทำวิจัยนี้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างทีมวิจัย(ครู)กับชาวบ้านเกิดความเข้าใจและเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองทั้งผู้วิจัยและชาวบ้าน ได้เรียนรู้การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกสร้างความรู้สึกเป็นตัวตนขึ้นมา การที่ครูและนักเรียนมีส่วนร่วมกันในการทำวิจัยเป็นการพัฒนาศักยภาพของตนเองและสามารถนำเรื่องราวประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนมาประยุกต์นำเข้าสู่การเรียนการสอนในหลักสูตรการศึกษาได้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนและคนรุ่นหลังต่อๆไป

Focus

          งานวิจัยเน้นศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนไทใหญ่ บ้านเวียงหวาย เพื่อนำภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่องราวของหมู่บ้านไปทำเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

Language and Linguistic Affiliations

          ภาษาพูดของชาวไทใหญ่จะใช้ภาษาไต และใช้ภาษาไตเขินเป็นภาษาเขียน การสื่อสารกันภายในชุมชนส่วนใหญ่จะใช้ภาษาไทใหญ่ แต่เวลาที่ต้องติดต่อกับคนไทย จะใช้ภาษาพื้นเมืองปะปน  ส่วนเด็กๆที่อยู่ในโรงเรียนจะใช้ภาษาไทยกลางกับครู แต่จะใช้ภาษาไทใหญ่แบบใหม่ (ที่มีการผสมผสานภาษาไทยพื้นเมืองทางภาคเหนือเข้าไป) กับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน โดยที่คนเฒ่าคนแก่ยังคงใช้ภาษาไทใหญ่แบบดั้งเดิมอยู่ (หน้า4)

Study Period (Data Collection)

          ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสนทนากลุ่ม และเวทีชาวบ้าน ในช่วงเดือนเมษายน 2544 – เดือนพฤศจิกายน 2545 (หน้า68)

History of the Group and Community

         เขตพื้นที่อำเภอฝาง เป็นดินแดนเก่าแก่ที่มีการตั้งบ้านเมืองมานานแล้ว ผู้ที่เข้ามาอาศัยอยู่ส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายไทใหญ่ ลาว เขมร มีคนไทยเข้ามาปะปนอยู่บ้างในบางยุคสมัย ในดินแดนนี้มีการอพยพเข้ามาของชนชาวไทใหญ่อยู่เสมอ เนื่องจากมีเขตแดนติดต่อกับพม่าและในอดีตเส้นแบ่งเขตแดนยังไม่ชัดเจน จึงมีคนไทใหญ่บางส่วนอพยพข้ามไปมาระหว่างชายแดนไทย-พม่า บางส่วนก็ตั้งรกรากอยู่ที่ อ.ฝาง กลายเป็นคนดั้งเดิมของพื้นที่ สาเหตุที่อพยพเข้ามาเนื่องจากหนีจากการถูกรังแก ข่มเหงจากพม่า
          เมื่อประมาณร้อยกว่าปีมาแล้วชาวไทใหญ่กลุ่มหนึ่งได้อพยพเข้ามาทางบ้านเปียงกอก บ้านโป่งน้ำร้อน บ้านต้นผึ้ง ไทใหญ่กลุ่มนี้บางส่วนกระจายอยู่ในตัวเมืองฝาง บางส่วนได้ตั้งรกรากอยู่ที่บ้านป่าฮิ้น บ้านม่อนปิ่น คนไทใหญ่ที่อพยพมาตั้งรกรากที่บ้านป่าฮิ้น บ้านม่อนปิ่นนั้นจะมีผู้นำคือ พ่อล่าม ซึ่งแต่งตั้งโดยอังกฤษ เพราะในช่วงนั้นพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษพ่อล่ามมีหน้าที่ปกครองคนในหมู่บ้านและจัดเก็บภาษีคนเวียงหวาย 4 บาทต่อปี ส่งให้กงศุลอังกฤษ (หน้า 22)
          ต่อมาพ่อล่ามนำชาวบ้านจำนวนหนึ่งอพยพ ย้ายมาตั้งอยู่ที่หมู่บ้านบนเนินสูงซึ่งเป็นเวียงหวายเก่า เนื่องจากที่ป่าฮิ้น บ้านเด่นนั้น มักเกิดน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน  ราว พ.ศ. 2440 ช่วงที่พ่อล่ามย้ายมาก่อตั้งหมู่บ้านเวียงหวาย สภาพหมู่บ้านในตอนนั้นยังเป็นป่า เริ่มแรกมีเพียง 10 กว่าครอบครัว ต่อมาเริ่มมีคนไทใหญ่ทยอยเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ปีพ.ศ.2447 ชาวบ้านได้ช่วยกันตัดไม้ในป่ามาสร้างวัดเวียงหวายหรือวัดสุนทราวาสขึ้น ในยุคที่พ่อล่ามเป็นผู้นำ คนในชุมชนทำการเกษตร ค้าขาย และทำงานในบ่อนพนัน มีการค้าขายระหว่างเมืองฝางกับเมืองในฝั่งพม่า บ้านเวียงหวายจึงเป็นจุดพักของพ่อค้าวัวต่าง ที่นำสินค้าจากพม่าไปขายที่เชียงใหม่ และซื้อสินค้ากลับไปขายที่พม่าและเป็นศูนย์รวมของคนชาวไทใหญ่ ทั้งแม่อาย ไชยปราการเชียงดาว เวลาคนไทใหญ่มีปัญหาอะไรก็ขอให้พ่อล่ามเป็นผู้ตัดสิน หากเรื่องใดที่แก้ไม่ได้ก็ต้องส่งเรื่องไปที่กงสุลอังกฤษ เพราะในขณะนั้นถือเป็นคนในสังกัดของอังกฤษ (หน้า55)
          ต่อมาเนื่องจากลูกชายคนเล็กพ่อล่ามมีนิสัยเกเร มักพาลูกน้องไปปล้น สร้างความเดือดร้อนแก่มูเซอ กะเหรี่ยง ซึ่งไปร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ของไทย จนเจ้าหน้าที่ไทยมาตักเตือนและจะลงโทษอย่างเด็ดขาด ทำให้พ่อล่ามลำบากใจในการเป็นผู้นำหมู่บ้าน อีกทั้งไม่อยากให้ลูกชายโดนลงโทษจึงตัดสินใจที่จะย้ายกลับพม่าในช่วงประมาณ พ.ศ.2486 โดยมีชาวบ้านบางส่วนย้ายตามไปด้วย ขณะที่ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งตัดสินใจอยู่ที่เมืองไทยตามเดิม หลังจากที่ไม่มีพ่อล่ามแล้ว
          สภาพหมู่บ้านเวียงหวายก็ไร้ผู้นำ แต่วิถีชีวิตของคนเวียงหวายก็ยังดำเนินต่อไป หมู่บ้านที่เคยคึกคักก็กลับเงียบเหงา บ่อนการพนันถูกปิดลง เพราะไม่มีคนดำเนินการต่อจากพ่อล่าม คนที่เคยค้าขายหากินทำงานกับบ่อนก็หันมาทำการเกษตรในพื้นที่ที่ตนเองมีอยู่ เพื่อเลี้ยงชีพต่อไป (หน้า19,20,23)
          เมื่อไม่มีพ่อล่าม ทหารไทยได้ประกาศให้ชาวเวียงหวายทราบว่า หากไม่ต้องการย้ายกลับพม่า และไม่ต้องการไปอยู่ในสังกัดของทหารญี่ปุ่น ก็ให้ไปรายงานตัวเพื่อขอเป็นคนไทยที่อำเภอฝาง คนไทใหญ่ที่เวียงหวายจึงได้รวมตัวกับคนไทใหญ่ที่อาศัยในตัวอำเภอฝาง พากันจัดขบวนแห่ธงชาติไทยไปที่อำเภอฝาง เพื่อขอเป็นคนไทย ปีพ.ศ.2500 เจ้าหน้าที่ของไทยได้เข้ามาทำการขึ้นทะเบียนให้คนไทใหญ่ในหมู่บ้านเวียงหวาย ได้เป็นคนไทยอย่างถูกต้อง โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมปีละ 4 บาทต่อครอบครัว และหัวหน้าครอบครัวต้องไปรายงานทุก 7วัน ทำให้บางครอบครัวย้ายออกไปอยู่พม่า เพราะไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมทุกปี เจ้าหน้าที่อำเภอฝางได้เข้ามาจดชื่อ-นามสกุล แต่เนื่องจากคนไทใหญ่ไม่เคยมีนามสกุล ทางเจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ชาวบ้านใช้ชื่อพ่อ ชื่อปู่หรือบรรพบุรุษ มาตั้งเป็นนามสกุลแทน  ดังนั้นนามสกุลของคนเวียงหวายส่วนใหญ่จึงมักขึ้นต้นด้วยคำว่า ลุง  จิ่งต๊ะ คำเอ้ย เป็นต้น (หน้า 24)
เมื่อมีบัตรประจำตัวประชาชน เป็นคนไทยถูกต้องตามกฎหมายมีสำเนาทะเบียนบ้านจึงมีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านคนแรก แต่คนไทใหญ่ในหมู่บ้านเวียงหวายยังไม่มีโฉนดที่ดินที่ตนครอบครองอยู่ จึงไม่สามารถซื้อขายที่ดินได้ (หน้า28)
ช่วงหลังปีพ.ศ.2525 ปัญหาการเมืองและการใช้ความรุนแรงของทหารในพม่า มีการสังหารโหดเกิดขึ้นและบังคับให้คนไทใหญ่ย้ายถิ่นทำให้ชาวไทใหญ่อพยพหนีความเดือดร้อนเข้ามาอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก ในระยะแรกเข้ามาตามสายญาติพี่น้อง จำนวนหนึ่งได้อพยพมาที่บ้านเวียงหวาย แม้ปัจจุบันทางการของไทยมีมาตรการผลักดันผู้อพยพจากพม่า แต่ก็ยังมีการลักลอบหนีเข้ามาเป็นประจำ โดยมีพี่น้องชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก่อนแล้วเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ (หน้า45,46)

Settlement Pattern

          มีการตั้งบ้านเรือนกันแบบง่ายๆ มีการนำไม้ในป่ามาเป็นวัสดุในการปลูกสร้างสภาพบ้านเป็นบ้านหลังเล็กๆ คนในหมู่บ้านช่วยกันสร้างบ้านโดยไม่ต้องจ้างใคร และมีการสร้างวัดขึ้นในหมู่บ้าน (หน้า12,20,89)

Demography

          จำนวนประชากรทั้งหมด 1,032 คน เป็นหญิง 532 คน เป็นชาย 500 คน ทั้งนี้ยังไม่รวมผู้ที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน โดยประชากรมีสัญชาติไทยร้อยละ 45.99 ไม่มีสัญชาติไทยร้อยละ 54.00ประชากรที่แบ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีชาวไทยพื้นราบ ร้อยละ 31.22 เชื้อสายไทใหญ่ ร้อยละ 68.35 และชนกลุ่มน้อยชาวเขาเผ่าต่างๆ ร้อยละ 42 (หน้า1-2)

Economy

          คนเวียงหวายมีความเป็นอยู่ที่พึ่งพิงกับธรรมชาติ ได้แก่ พื้นที่ทำกินและแหล่งน้ำ ช่วงแรกที่มีการเข้าอยู่อาศัย ชาวบ้านมีการถากถางที่ดินเพื่อไปปักหลักตั้งถิ่นฐานเป็นที่ทำมาหากินของตนเองตามกำลังของแต่ละคน โดยชาวบ้านได้ทำการเพาะปลูกบนพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งมีการทำการเกษตรแบบพอเพียงมีการปลูกพืช เช่น ถั่วงา และมีการทำนาหมุนเวียน ซึ่งชาวบ้านมีการแปรรูปผลผลิตทางเกษตรจากข้าวมาทำเป็นขนมจีน ข้าวแตน ข้าวหมาก ส่วนถั่วเหลืองก็ทำเป็นถั่วเน่าแฟ้น เต้าหู้ เพื่อเก็บไว้บริโภคกันเอง (หน้า18)  ต่อมาการปลูกพืชแบบพอเพียงก็เปลี่ยนไปเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อขาย มีการปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม รวมทั้งส้มและลิ้นจี่เพิ่มขึ้น โดยมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อผลผลิตถึงที่ (หน้า29) เนื่องจากผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น จึงมีการขยายพื้นที่ในการเพาะปลูก และมีการสร้างโกดังเพื่อไว้เก็บผลผลิต ทำให้ต้องจ้างแรงงานเพิ่ม บางครั้งมีการเพาะปลูกตลอดปี ทำให้การจ้างแรงงานคนไทใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่พอ จึงมีการจ้างแรงงานที่เป็นมูเซอ ที่อาศัยอยู่ใกล้ๆมาเป็นคนงานด้วย (หน้า13)

Social Organization

          ไทใหญ่เป็นสังคมที่ให้ความนับถือผู้สูงอายุและเคร่งครัดในการทำบุญตามประเพณีทางพุทธศาสนา เมื่อมีงานบุญจะมีการรวมตัวกันทำบุญตามวัดในหมู่บ้าน (หน้า20,21)  เมื่อมีผู้อพยพรุ่นใหม่ทะลักเข้ามามาก จึงเกิดการแบ่งแยก (หน้า 33, 35, 44, 49)  แต่ยังมีกลุ่มคนไทใหญ่ที่อยู่ในประเทศไทยก่อนแล้วนั้น คอยให้ความช่วยเหลือคนไทใหญ่ยุคหลังที่อพยพเข้ามา โดยมีการจัดตั้งมูลนิธิรักน้องขึ้น เพื่อช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาสำหรับเด็กชาวไทใหญ่ที่ไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนหนังสือในระบบโรงเรียน (หน้า 46)

Political Organization

          ในอดีต ชาวไทใหญ่มีพ่อล่ามเป็นผู้นำของหมู่บ้านซึ่งแต่งตั้งโดยอังกฤษ พ่อล่ามมีอำนาจหน้าที่ปกครองและดูแลคนในหมู่บ้าน (หน้า20) ชาวบ้านทุกคนให้ความเคารพเชื่อฟังพ่อล่าม ต่อมาเมื่อไม่มีพ่อล่าม ชาวบ้านก็จะยกย่องคนที่มีอาวุโสเป็นผู้นำ แต่ยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งเมื่อมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยเข้ามาขึ้นทะเบียนราษฏร์ ทำให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านขึ้น นับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา ผู้ใหญ่บ้านคนแรกคือ จ้าง คำมาด (หน้า28)
แม้จะเป็นพลเมืองไทยแล้ว แต่ชาวไทใหญ่ก็ยังมีความสัมพันธ์กับไทใหญ่ที่อยู่ในพม่า เมื่อพม่าได้เป็นเอกราชจากระบบอาณานิคมของอังฤษแล้ว  พม่าได้ละเมิดสนธิสัญญาปางโหลงที่มีข้อตกลง “ทุกรัฐสามารถแยกตัวออกเป็นอิสระได้ หลังจากได้รับเอกราชแล้วภายใน10 ปี” โดยผู้นำของรัฐบาลไม่ยอมคืนเมืองไทใหญ่ให้ผู้นำไทใหญ่ เพราะเมืองไตมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีไม้สักมากมาย ต้นน้ำลำธารก็ดี พม่ากับไต(ไทใหญ่) จึงเกิดปัญหาและสู้รบกันมาตลอดทำให้ชาวไตไร้ที่อยู่อาศัยแล้วหนีกระจัดกระจายไปตามหัวเมืองต่างๆ ตามแนวชายแดนไทยและอพยพหนีเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก (หน้า40,41)
          ในปี1962 พม่าได้ส่งกองกำลังทหารเข้ามาในรัฐไทใหญ่ โดยอ้างว่าจะส่งทหารพม่าเข้ามาช่วยทหารไทใหญ่ตอสู้ขับไล่ทหารจีนคณะชาติ หรือ ก๊กมินตั๋ง ออกจากไทใหญ่ แต่กลับใช้กำลังทหารเข้ายึดครองแผ่นดินไทใหญ่ และละเมิดสิทธิมนุษยชน กดขี่ข่มเหงคนไทใหญ่อย่างโหดเหี้ยมป่าเถื่อน ใช้นโยบายทำลายเผ่าพันธุ์และกลืนชาติโดยวิธีการต่างๆ จนถึงปัจจุบันคนไทใหญ่หลายหมื่นครอบครัวได้ถูกพม่าบังคับให้ย้ายถิ่นจากถิ่นฐานชนบทเข้าสู่ตัวเมือง โดยไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินรองรับ ชาวไทใหญ่ถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ในภาคกลางกลายเป็นเมืองร้างไร้ผู้คน เพราะประชาชนถูกทหารพม่าสังหารอย่างทารุณนับพันคน นอกจากนี้พม่ายังได้ใช้นโยบายแบ่งแยกให้ชนกลุ่มน้อยในรัฐฉานมีความเกลียดชังกันเอง โดยการใช้วิธีการแบ่งแยกให้อภิสิทธิ์กลุ่มชนส่วนน้อยมีอำนาจและสิทธิทุกอย่าง ยกเว้นประชาชนที่เป็นเชื้อสายไทใหญ่ ซึ่งจะถูกกดขี่ข่มเหงบังคับใช้แรงงานทุกอย่างตามที่ทหารพม่าต้องการ (หน้า42,43)ปัญหาความขัดแย้งภายในพม่า ส่งผลให้มีคนไทใหญ่อพยพเข้ามาในเขตไทยเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างไตเก่าที่มีบัตรประชน มีฐานะมั่นคง และไตใหม่ หรือ “เงี้ยวเมืองนอก” ซึ่งไม่มีใบอนุญาติเข้าเมือง ลักลอบเป็นแรงงานรับจ้างนอกระบบ (หน้า 45,46) 

          ความขัดแย้ง: ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนไทใหญ่อพยพเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างไตเก่าและไตใหม่ค่อนข้างสูง ชุมชนที่อยู่นอกหมู่บ้านและชุมชนที่ฝางจึงตั้งข้อรังเกียจไตใหม่ ไตเก่าที่มีฐานะครอบครัวมั่นคงแล้ว มีบัตรประชาชนเป็นคนไทยก็จะมีชีวิตความเป็นอยู่อีกระดับหนึ่ง และจะเรียกตัวเองว่า “คนไทย” และเรียกไตใหม่ที่เข้ามาว่า “เงี้ยวเมืองนอก”  บางคนก็แสดงอาการปลีกตัวออกห่าง ทำให้ชาวไตใหม่น้อยใจว่าได้รับการดูถูก ไม่เห็นใจว่าเป็นคนไตด้วยกัน ไม่นับว่าเป็นพี่น้องกัน เป็นต้น (หน้า45)

Belief System

          คนไทใหญ่ให้ความสำคัญด้านพุทธศาสนามาก จะนิยมทำบุญเข้าวัด โดยสถานที่สำคัญของหมู่บ้านก็คือวัด โดยจะมีวัดสุนทราวาส และวัดพระธาตุจุฬามณี เป็นศูนย์กลางที่คนไทใหญ่ไปประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนา (หน้า14,15) ประเพณีโบราณของคนไทใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดต่อๆกันมา คือ ประเพณีปอยเตียน ปอยส่างลอง ปอยกองหลัว ออกหว่า ประเพณีวันเข้าพรรษา ในประเพณีวันออกพรรษา จะมีการตานข้าวยากู๊ ไปกั๋นตอ (ขอขมา) ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุที่นับถือ (หน้า4) 
          ในวันสำคัญทางศาสนาและวันที่มีประเพณีสำคัญของชาวไทใหญ่ คนในชุมชนจะมาประกอบพิธีที่วัดเป็นจำนวนมาก เช่น วันออกพรรษา วันเข้าพรรษา จะมีคนเฒ่าคนแก่ คนหนุ่มสาวและเด็กๆ จะมาร่วมกันทำบุญที่วัดกันอย่างมากมายในช่วงเข้าพรรษา คนเฒ่าคนแก่จะไปจำศีลที่วัด ซึ่งคนไทใหญ่มีความเชื่อว่า การจำศีล นอนวัด นั้นเป็นการทำบุญไว้ภายภาคหน้า ทำให้ชีวิตพวกเขาประสบแต่สิ่งที่ดีๆ ทำให้ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ และเป็นกิจกรรมที่สืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ (หน้า14) ประเพณีปอยเตียนหรือปอยเดือน11 เป็นประเพณีที่คนไตจัดขึ้นเพื่อทำบุญระลึกถึงพระพุทธเจ้า และทำให้คนหนุ่มสาวได้มีโอกาสมาพบปะกัน มาเที่ยวงานกันอย่างสนุกสนาน (หน้า87) ในงานประเพณีสงกรานต์ เชื่อกันว่าถ้าทำบุญด้วย “จั๊ดจ่า” (หมายถึง ลิ้นของไก่ ซึ่งคนไตถือว่าไก่คือภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า) จะทำให้มีอายุยืนยาว ช่วยให้อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และทำเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า (หน้า91)
         คนไตใหญ่ใช้ตุงในพิธีกรรมงานศพ เพราะมีความเชื่อว่า ตุงมีความยาวจะได้ไปช่วยดึงวิญญาณของผู้ตายให้ไปอยู่ในที่ดีๆ วิญญาณก็จะเกาะชายของตุงขึ้นมาจากความทุกข์ยาก ในงานศพจึงมีการทำตุง 1 อันมาตานถึงคนตายและถวายพร้อมกับต้นตะแปชาให้วัด เพื่อให้ผู้ตายมีกินมีใช้ในภพหน้า (หน้า92)

Education and Socialization

          ในสมัยก่อน เริ่มแรกเด็กในหมู่บ้านเดินทางไปเรียนตามระบบการศึกษาของไทยที่โรงเรียนที่ม่อนปิ่น เด็กในยุคนั้นเชื่อฟังพ่อแม่ เป็นเด็กขยัน แต่การศึกษาจะไม่ค่อยสูงนัก มีการสืบทอดทางวัฒนธรรมที่ดี คงความเป็นไทใหญ่ในด้านต่างๆได้ดี (หน้า18)  ในปี พ.ศ. 2498 หมู่บ้านเวียงหวายได้ตั้งโรงเรียงบ้านเวียงหวายขึ้น (หน้า30) ปัจจุบันโรงเรียนบ้านเวียงหวายเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล1 – ชั้นประถมปีที่ 6 มีนักเรียนประมาณ 185 คน ซึ่งเป็นนักเรียนที่มี ทร.14 ประมาณ20%นอกนั้นเป็นนักเรียนที่ยังไม่มี ทร.14 ส่วนเด็กที่อยู่ในหมู่บ้านเวียงหวายที่มีสำเนาทะเบียนบ้าน และผู้ปกครองมีฐานะค่อนข้างดี ก็จะออกไปเรียนที่ตัวอำเภอฝางซึ่งเป็นโรงเรียนของเอกชน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 จนถึงปัจจุบัน คนในเวียงหวายมีการส่งลูกหลานออกไปเรียนนอกหมู่บ้านมากขึ้น (หน้า32) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเด็กรุ่นใหม่ อยากทำงานตามแขนงที่เรียนมา มีการนำเอาวัฒนธรรม ค่านิยมใหม่ๆเข้าไปในหมู่บ้าน

Health and Medicine

          คนไทใหญ่ในสมัยก่อน จะมีการรักษาอาการเจ็บป่วยโดยพึ่งไสยศาสตร์มากกว่าทางวิทยาศาสตร์ บางครั้งมีการใช้ฝิ่นในการรักษาโรคปัจจุบันหมู่บ้านเวียงหวายมีความเจริญขึ้น จึงมีการเข้ามาของสถานีอนามัย ชาวบ้านจึงเลือกไปรักษาสุขภาพกันที่สถานีอนามัยแทน เพราะเห็นว่ามีความสะดวกสบายและรวดเร็วมากขึ้น (หน้า4,5,23)  

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ด้านสถาปัตยกรรม
          วัดสุนทราวาสหรือวัดเวียงหวาย สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2450 โดยการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านเป็นสิ่งปลูกสร้างโดยใช้ศิลปะการก่อสร้างแบบไทใหญ่ และได้มีการพัฒนาปรับปรุงมาเรื่อย ๆ จนถึงสมัยที่หลวงพ่อลายคำ เป็นเจ้าอาวาส ชาวไทใหญ่ก็ได้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลา และทำให้วัดเวียงหวายมีศิลปะการก่อสร้างที่งดงามตามแบบของไทยใหญ่มากขึ้น (หน้า14)
 
การแต่งกาย
          คนไทใหญ่จะอนุรักษ์นิยมชุดไต ส่วนมากก็จะแต่งชุดไตในโอกาสที่มีประเพณีต่างๆ แต่ในยามปกติทั่วไป ก็จะแต่งกายเป็นแบบง่ายๆทั่วไป (หน้า5) ในปีพ.ศ.2545 เริ่มมีการเปิดร้านตัดชุดไทใหญ่ ซึ่งได้รับความนิยมจากคนไทใหญ่ทั้งคนไทใหญ่เก่าและคนไทใหญ่ใหม่ ทำให้เกิดกระแสการแต่งกายแบบอนุรักษ์ไทใหญ่กลับมาอีกครั้ง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเข้าพรรษาจะเห็นภาพหนุ่มสาวและเด็กๆแต่งชุดไตไปวัดอย่างสวยงาม (หน้า13)
 
ศิลปะการแสดง ดนตรี
          เพลงพื้นบ้านไต (เฮ็ดความไต) มีการปรับเปลี่ยนเป็นเพลงสมัยใหม่ เรียกสตริงเพลงรัก ขับร้องโดยจายสายมาว นักร้องชื่อดังของชาวไทใหญ่ เมื่อมีงานประเพณีที่วัดต้นฮุง ต้องมีวงดนตรีของจายสายมาวแสดงเสมอ การมาแสดงของจายสายมาวแต่ละครั้ง จะมีนายทุนขายเทปเพลงที่แม่สายเป็นผู้จัดการมารับเหมากับผู้จัดงานที่วัดครั้งละประมาณ ห้าหมื่นบาท แต่เดิมจายสายมาวเคยร้องเพลง “สัญญาปางโหลง” และเพลงอื่นๆที่เป็นเพลงเพื่อชีวิต แต่ถูกพม่าจับ ปัจจุบันนี้จึงร้องแต่เพลงรักเป็นหลัก (หน้า48)

Folklore

          ตำนานเรื่องเล่าทางศาสนาพุทธ ที่อธิบายถึงความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีปอยเตียน การทำบุญการทำเข่งต่างพุทธ เป็นความเชื่อของคนไต ที่เชื่อว่าเป็นการต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จไปโปรดพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาที่เมืองสังขะนครเพื่อมาโปรดลูกศิษย์ ของพระสารีบุตร 500รูป วันที่เสด็จลงมานั้นถือเป็นวันเปิดโลก คือโลกสวรรค์ โลกมนุษย์ โลกบาดาล จะมองเห็นกันหมด ดังนั้น ในประเพณีปอยเตียนจึงมีสัตว์ป่าหิมพานต์ คือ นกโต มาแสดงความเคารพพระพุทธเจ้าด้วย (หน้า87)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          อัตลักษณ์ชาติพันธุ์: คนไทใหญ่เป็นนักอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอย่างเหนียวแน่น สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นไทใหญ่ได้ดีที่สุดคือ 1.คนไทใหญ่จะไม่ทิ้งภาษาของตนเองจะสื่อสารด้วยภาษาของตนเองอยู่เสมอ 2.ยึดมั่นในประเพณีโบราณที่สืบทอดต่อๆกันมา 3.วัฒนธรรมความเป็นอยู่ สภาพบ้านเรือน การดำรงชีวิตประจำวันด้านการรับประทานอาหาร ที่อยู่อาศัยจะคงความเป็นไต (หน้า4,5)  คนไทใหญ่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันระหว่างวัย คือ คนเฒ่าคนแก่จะมีอัตลักษณ์ในการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมของไทใหญ่ให้คงอยู่ คนวัยทำงานที่ต้องออกไปรับจ้างนอกชุมชนก็สร้างอัตลักษณ์เป็นไทย เพื่อปกป้องตนเองและเพื่อให้ได้รับสิทธิอันชอบธรรม ส่วนเด็กวัยรุ่น มีการรับเอาวัฒนธรรม ประเพณีและค่านิยมใหม่ๆเข้ามา ทำให้การดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป

Social Cultural and Identity Change

          เมื่อหมู่บ้านเวียงหวายเข้าสู่ยุคความเป็นไทยที่มาพร้อมกับกระแสบริโภคนิยม การดำเนินชิวิตของชาวบ้านก็เปลี่ยนไป จากเดิมเคยมีชีวิต ความเป็นอยู่เรียบง่าย ไม่มีหนี้สิน กลายเป็นมีหนี้สินเพราะคนมีความต้องการปัจจัยต่างๆทางวัตถุ และต้องการความสะดวกสบายในด้านต่างๆ จากหมู่บ้านเล็กๆก็ขยายเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากการอพยพเข้ามาของคนไทใหญ่และการเพิ่มจำนวนสมาชิกของคนในหมู่บ้าน การส่งลูกหลานเรียนในเมือง ทำให้วิถีชีวิตเด็กรุ่นใหม่เปลี่ยนไป มีการรับวัฒนธรรม ค่านิยมใหม่ๆเข้ามาในหมู่บ้านทำให้เด็กบางคนหลงลืมวัฒนธรรม อีกทั้งการปลูกพืชแบบยังชีพก็เปลี่ยนเป็นการปลูกพืชแบบการค้า (การปลูกพืชเงินสด) เพื่อที่จะได้มีเงิน มีรายได้ จากแต่ก่อนปลูกเพื่อบริโภคและแลกเปลี่ยนเท่านั้น ปัจจุบันมีการเปลี่ยนจากระบบเกษตรกรรมเป็นระบบอุตสาหกรรม ทำให้ไม่ค่อยมีการจ้างแรงงานเหมือนแต่ก่อน เพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทุ่นแรงและลดต้นทุนในการจ้างแรงงาน
พลวัตและการเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธุ์: จุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นของกลุ่มคนไทใหญ่อยู่ในช่วงประมาณปีพ.ศ.2535  คือ เยาวชนรุ่นใหม่ที่ออกไปเรียนในตัวเมือง เริ่มรับเอาวัฒนธรรมภายนอกเข้ามาในหมู่บ้าน ประเพณีต่างๆที่เคยปฏิบัติกันมารุ่นปู่ยาตายายเริ่มเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีประเพณีพื้นเมืองเข้ามาปะปน มีค่านิยม วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามแบบตะวันตก แต่คนรุ่นพ่อแม่ก็พยายามที่จะยึดแบบแผนของความเป็นไทใหญ่ไว้ได้อยู่พอควร ดังนั้นสิ่งที่แสดงออกความเป็นไทใหญ่ก็ยังมีให้เห็นอยู่เป็นส่วนมาก ในปัจจุบันมีนโยบายที่เน้นให้อนุรักษ์สิ่งดีๆที่เป็นของชุมชนเอาไว้ ก็คงจะทำให้ประเพณี วัฒนธรรม ภาษาค่านิยมที่ดีๆของชุมชนไทใหญ่แห่งนี้คงอยู่สืบไป (หน้า32)

Critic Issues

ไม่มี

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

1.แผนที่เวียงเก่าโบราณ (หน้า5)
2.แผนที่เวียงฝางโบราณ (หน้า6)
3.แผนที่อำเภอฝางปัจจุบัน (หน้า7)
4.แผนที่หมู่บ้านเวียงหวาย (หน้า8)
5.รูปคูเมืองเวียงฝางเก่า (หน้า9)
6.รูปคูเมืองเก่า เวียงนางคำเอ้ย (หน้า10)
7.รูปสภาพทางเข้าหมู่บ้านเวียงหวายในปัจจุบัน (ปีพ.ศ2545) (หน้า11)
8.รูปวัดเวียงหวายปัจจุบัน (ปีพ.ศ.2545)-(หน้า17)
9.ภาพพ่อล่าม-แม่ล่าม(หน้า19)
10.ภาพศาลเจ้าพ่อเวียงหวาย (หน้า28) 
11.ภาพศาลเจ้าต้นฮุง (หน้า47) 
12.ภาพการแต่งกายไทใหญ่ (หน้า83)

Text Analyst ดารพรรณ โพธิ์นิล Date of Report 25 เม.ย 2559
TAG ไต, ไทใหญ่, ประวัติศาสตร์ชุมชน, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง