ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject สังคม,วัฒนธรรม,อุษาคเนย์
Author ปราณี วงษ์เทศ
Title สังคมและวัฒนธรรมในอุษาคเนย์
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 278 Year 2543
Source สังคมและวัฒนธรรมในอุษาคเนย์
Abstract

          หนังสือเล่มนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้ในการประกอบการสอนวิชาชาติพันธุ์วิทยาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บนผืนแผ่นดินใหญ่ จุดประสงค์ของวิชานี้เพื่อต้องการให้เข้าใจภูมิหลังของอุษาคเนย์อย่างกว้างๆ ในเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมของคนในภูมิภาคนี้  ซึ่งส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีความเหมือนและแตกต่างกัน และหนังสือเล่มนี้ยังได้เน้นการใช้แนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมเป็นกรอบในการศึกษา สำหรับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้
          ส่วนที่ 1 กล่าวถึงแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการทางศาสนาของ  Robert Bellahที่ได้นำมาใช้อธิบายเรื่องพัฒนาการของสังคมวัฒนธรรมในอุษาคเนย์ เพื่อให้สามารถมองภาพรวมของพัฒนาการทางสังคมของอุษาคเนย์ได้อย่างกว้างๆ และเพื่อให้เข้าใจถึงสถานภาพของสังคมไทยกับสังคมโลกได้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสังคมอื่นๆ ทั้งในและนอกภูมิภาค และสังคมตะวันตก
          ส่วนที่ 2 กล่าวถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ของกลุ่มชนชั้นดั้งเดิมและชนเผ่าในอาคเนย์ เพื่อเป็นการให้ภูมิหลังด้านความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนพื้นที่สูงกับกลุ่มคนพื้นราบที่มี
วิถีชีวิตแตกต่างกัน แต่มีความสัมพันธ์ต่อกันมาโดยตลอด จนมาถึงช่วงที่ถูกอิทธิพลของลัทธิล่าอาณานิคมเข้าแทรกแซง ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาชนกลุ่มน้อยและการเรียกร้องสิทธิทางชาติพันธุ์
          ส่วนที่ 3 กล่าวถึงการพยายามทำความเข้าใจระบบความเชื่อดั้งเดิมก่อนที่จะได้รับอิทธิพลจากศาสนาภายนอก ของชาวอุษาคเนย์ ด้วยการมองผ่านพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์
พิธีศพ และความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษของขมุ
          ส่วนที่ 4 กล่าวถึงการพยายามทำความเข้าใจถึงความสำนึกทางชาติพันธ์ของกลุ่มชนต่างๆ ที่มีต่อตนเองและเพื่อนบ้าน ด้วยการมองผ่านตำนาน นิทานปรัมปราคติ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการผสมรวมกันด้านวัฒนธรรมและเชื้อชาติของคนในภูมิภาคนี้ (คำนำ)

Focus

          ผู้เขียนทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสังคมวัฒนธรรมของกลุ่มคนในอุษาคเนย์ ด้วยการเรียนเรียงและสรุปเนื้อหาต่างๆ จากหนังสือ และบทความ เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงภูมิหลังของอุษาคเนย์อย่างกว้างๆ เพื่อให้เห็นและเข้าใจถึงการปรับตัวของคนกับสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการให้ภูมิหลังต่อความสัมพันธ์ของกลุ่มคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่อยู่ในที่สูงกับกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นราบ ที่มีวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่มีความสัมพันธ์ต่อกันมาโดยตลอด จนมาถูกแทรกแซงจากลัทธิล่าอาณานิคม ที่ทำให้เกิดปัญหาชนกลุ่มน้อย

Theoretical Issues

          ผู้เขียนใช้แนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมเป็นกรอบในการศึกษา โดยนำแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการทางศาสนาของ Robert Bellah มาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับระบบความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมก่อนรับอิทธิพลจากศาสนาภายนอก ด้วยการมองผ่านพิธีกรรมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ พิธีศพ และความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ เพื่อทำความเข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มคนต่างๆ ที่มีสำนึกเกี่ยวกับชาติพันธุ์ของตนเอง และเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นและเข้าใจถึงความสัมพันธ์ และการผสมผสานกันด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมของคนในภูมิภาคนี้ (คำนำ)

Ethnic Group in the Focus

เซมัง(เงาะป่า),ชิน, กะเหรี่ยง, ชวาบา-หลี และขมุ

Language and Linguistic Affiliations

          กลุ่มภาษาในอุษาคเนย์ จากการศึกษาของนักประวัติศาสตร์หลายคนได้ยืนยันทฤษฎีที่ว่า “ชนเผ่าออสตราลอยด์”ได้ถูกกลุ่มคนพวก “โปรโต-มาเลย์ ” ที่พูดภาษาออสโตรนีเซียน (ภาษามาลาโยโปลิเนเชี่ยน) มาแทนที่ และต่อมากลุ่มคนพวก“โปรโต-มาเลย์ ”ถูกกลุ่มคนพวกมอญเขมร ที่พูดภาษาออสโตเอเชียติคเข้ามาแทนที่ทั่วทั้งอุษาคเนย์ ยกเว้นในแหลมมาเลย์ บางส่วนของเวียดนามใต้ และกัมพูชา (หน้า118)
          ทฤษฎีแรกทางภาษษศาสตร์ ทฤษฎีหนึ่ง ได้ปรากฏว่าความสัมพันธุ์ระหว่างภาษาในตระกูลออสโตเอเชียในอุษาคเนย์กับกลุ่มภาษามุนด้าในอินเดียใต้ ที่ส่งผลให้เกิดการค้นพบถึงความสัมพันธ์และการกำเนิดของชนกลุ่มน้อยในอุษาคเนย์ (หน้า119)
          มีการศึกษาตัวอย่างภาษาที่อยู่ในตระกูลออสโตรนีเซียนจำนวน 245 ภาษา ชี้ให้เห็นว่าภาษาออสโตรนีเซียนได้แพร่กระจายมากที่สุด พบได้ในหมู่เกาะเมลานิเซีย และตามสมมุติฐานของกลุ่มนักภาษาศาสตร์ เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนจะอยู่ในเมลานีเซียด้วย อีกทั้งยังมีข้อสังเกตว่า กลุ่มที่พูดภาษาออสโตรนีเซียนได้แพร่กระจายไปก่อนที่เมลานีเซียจะมีการทำเกษตรกรรมในยุคหินใหม่เสียอีก (หน้า 120)
          หลักฐานทางโบราณคดี ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ถึงตระกูลภาษา เช่น ขวานหินขัดเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มคนที่พูดภาษาออสโตรนีเซียน หรือขวานมีบ่าเป็นผลผลิตของกลุ่มคนที่พูดภาษา
ออสโตรเอเชียติค เป็นต้น (หน้า 118)
          พวกร่อนเร่ชาวทะเล จะพูดภาษาออสโตรนีเซียน ซึ่งพบว่าอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลตั้งแต่แถบเทือกเขาตะนาวศรีในพม่าตอนล่าง ไปจนถึงตอนใต้ของไทย และมาเลเซีย ไปทางตะวันออกจนถึงฟิลิปปินส์
          ชาวเขาที่อาศัยอย่างกระจัดกระจายทั้วไปในเขตอัสสัมทางตอนเหนือของอินเดียไปจนถึงเขตที่สูงของมาลายา และบริเวณที่สูงกับเขตที่ราบของเวียดนามใต้ และเขตกัมพูชาจะใช้ภาษาพูดในกลุ่มออสโตรเอเชียติคแต่ชาวเขากลุ่มนี้ยังคงมีภาษาที่แตกต่างกันออกไปแต่ละหมู่บ้าน (หน้า143-144)
          ชาวเขาที่อยู่แทบเขตเวียดนามใต้ กัมพูชา และคาบสมุทรมาเลย์จะพูดภาษากลุ่มออสโตรนีเซียน แต่ก็มีไม่มากนัก ส่วนชาวเขาที่พูดภาษาไทก็มีจำนวนน้อย แต่เมื่อรวมกับคนในที่ราบที่พูดภาษาไทก็จะมีจำนวนมากพอๆ กับกลุ่มที่พูดภาษาออสโตรแอเชียติค (หน้า144)
          ชาวเขาที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของพม่า และตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย บังคลาเทศและจีน จะพูดภาษาตระกูลธิเบโต-เบอรมัน (หน้า144)
          ส่วนพวกที่พูดภาษาแม้ว-เย้า จะพบทางภาคเหนือของไทย  ลาว  ทางเหนือของเวียดนาม  และทางตอนใต้ของจีน (หน้า144)
          ส่วนกะเหรี่ยงจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับภาษาไซโน-ธิเบตันแต่ก็ยังไม่แน่ชัด เนื่องจากกะเหรี่ยงที่พูดภาษาตระกูลนี้จะพบว่าอยู่ทางตะวันออกของพม่า และในเขตภูเขาตรงข้ามชายแดนตะวันตกของไทยด้วย (หน้า144)
          ภาษาที่พวกเหมี่ยวใช้พูดกันซึ่งจัดอยู่ในตระกูลภาษาเวียต-ม้ง ถือว่าเป็นภาษาที่ใช้น้อยที่สุดที่พบในอุษาคเนย์ จะพบอยู่รอบนอกชายแดนดินดอนสามเหลี่ยมตังเกี๋ยทางตอนเหนือของเวียดนาม (หน้า145)
          ภาษาเซมังมีความสัมพันธ์กับภาษาซีนอย ซึ่งอยู่ในกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติค คำว่า “เซมัง” มีรากศัพท์มาจากภาษามาเลย์ คนไทยจะเรียกพวกเซมังว่า “คนป่า” หรือ “เงาะป่า” (หน้า 148)
          ชาวขมุเป็นชนเผ่าที่พูดภาษมอญ-เขมร ซึ่งเป็นกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติค (หน้า 254 )
          อย่างไรก็ตาม ตระกูลภาษาของชนชาติต่างๆ ในอุษาคเนย์ ยังไม่สามารถสรุปแน่ชัดได้ เนื่องจากยังมีข้อขัดแย้งที่ขึ้นอยู่กับทฤษฎีเกี่ยวกับกำเนิดยุคก่อนประวัติศาสตร์ (หน้า 119)

Study Period (Data Collection)

ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติสาสตร์ จนถึงยุคปัจจุบัน (คำนำ)

History of the Group and Community

          จากหลักฐานทางโบราณที่ขุดค้นพบ โดยเฉพาะเครื่องมือที่ใช้ตัดและสับที่มาจากหิน สันนิฐานได้ว่าคนยุคแรกที่อาศัยอยู่ในอุษาคเนย์มีอายุตั้งแต่ช่วงหลังยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายหรือยุคน้ำแข็งตอนกลาง เชื่อกันว่าคนกลุ่มแรกคือพวกมนุษย์วานร และเชื่อว่าชนเผ่าที่ยึดครองอุคเนย์แรกๆ คือชนเผ่าออสโตรลอยด์
          ต่อมาได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีโดยเฉพาะในประเทศไทยสามารถสันนิฐานได้ว่า  ประมาณ 10,000 ปีก่อนคริสตศักราช มีคนกลุ่มที่หนึ่งอาศัยอยู่ในอุษาคเนย์ มีการพัฒนาการยังชีพเป็นการปลูกพืช และทำการเกษตรแบบเผาป่าเกิดขึ้น เชื่อว่าคนยุคนี้มีการปรับตัวมาอยู่ตามเชิงเขาเตี้ยๆและตามชายฝั่งทะเล ระหว่างพันปีต่อมาได้มีการเลี้ยงสัตว์และปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกครั้งแรกในอุษาคเนย์ ต่อมาประมาณ 4,000 ถึง 3,000 ปีก่อนคริสตศักราชได้มีการเปลี่ยนรูปแบบเครื่องปั้นดินเผา ที่รู้จักในชื่อ “หม้อบ้านเชียง”ต่อมาประมาณ 3,000 ถึง 2,500 ปีก่อน
คริสตศักราชได้ค้นพบการเริ่มทำโลหะสัมฤทธิ์ที่เชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่ร่วมสมัยกับการเริ่มต้นของอารยธรรมในอุษาคเนย์ และในช่วงระหว่างยุควัฒนธรรมโฮบินเนีย มเชื่อกันว่าเผ่ามองโกลลอยด์ได้เข้ามาครอบครองอุษาคเนย์แทนชนเผ่าออสโตรลอยด์และได้เข้ามามีความสัมพันธ์กับเผ่าออสตราลอยด์ทำให้กลุ่มออสตราลอยด์กลายเป็นกลุ่มคนที่อยู่เป็นหย่อมๆ และอยู่อย่างโดดเดี่ยว (หน้า115-118)
          จากหลักฐานทางโบราณคดี พบว่าชาวอุษาคาเนย์ ได้มีการอพยพมาจากตอนเหนือซึ่งในปัจจุบัน คือทางตอนใต้ของประเทศจีน เข้ามาอยูในแผ่นดินใหญ่ในอุษาคเนย์ ประชาชนบางเผ่า เช่น แม้วและเย้า จะอพยพจากตอนใต้ของจีนมาตามสันเขา ในเวลาต่อมามีกลุ่มที่พูดภาษาไต ก็ได้เริ่มอพยพมาจากทางใต้ของจีนเข้ามาอยู่ในอุษาคเนย์ ในช่วงก่อน คริสต์ศตวรรษที่10 ก็ได้ตั้งบ้านเรื่อนอยู่ตามแม่น้ำที่เป็นเขตทุ่งราบ และการอพยพอีกรูปแบบหนึ่ง ประมาณปี ค.ศ.1000 เป็นต้นมา ชาวเวียดนามได้อพยพมาจากดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ตามชายฝั่งที่ราบของทะเลจีนใต้ จากลักษณะภูมิประเทศที่มีภูเขาขวางกั้นไปตลอดแนวดินแดนทำให้กลุ่มคนที่อพยพมาอยู่ตามชายฝั่งทะเลกับกลุ่มคนที่อพยพมาอยู่บนพื้นที่สูงและที่ราบลุ่มมีวัฒนธรรมและพัฒนาการทางสังคมแตกต่างกัน (หน้า113-114)

Settlement Pattern

          ชาวเซมังจะอาศัยอยู่ในป่าบนที่สูง ที่มีฝนตกชุกในแถบมาลายาตอนเหนือและตอนใต้ของไทย เป็นชนเผ่าเร่ร่อน ไม่เคยมีการถางป่าเพื่อทำการเพาะปลูกเลย (หน้า 149)

          ชาวชินมีการตั้งถิ่นฐานมาก่อนพม่า ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตที่ราบทางตะวันออกและทางใต้ จะอาศัยอยู่ในเขตทุรกันดารที่สุดในอุษาคเนย์ ที่เป็นหุบเขาลึกมีพื้นที่ในการสร้างบ้านน้อยมาก (หน้า 168)

Demography

          สมาชิกของชนเผ่าดั้งเดิม มีประมาณ 100-1,500 คน (หน้า 34)

          คนพื้นราบในชวากลางมีประชากรประมาณ 1,000 คน ต่อตารางไมล์ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนพื้นที่สูง ที่มีประชากรเพียงประมาณ 130 คน ต่อตารางไมล์  (หน้า 43)
          ชาวเขาในกัมพูชามีเพียง 1% ถือว่ามีน้อยที่สุดในอุษาคเนย์ แต่ในพม่ามีมากถึง 15-17% (หน้า 145)
          ชามเซมังในมาลายาและไทยมีประมาณ 1,000-3,000 คน (หน้า149)
          ชาวชินอาศัยอยู่ในพม่าประมาณ 344,00 คน หากเทียบจากการเพิ่มจำนวนประชากร 2%ต่อปี เท่ากับว่าชาวชินจะมีถึง 800,000 คน และในอินเดียกับบังคลาเทศมีมากถึง 2,000,000คน (หน้า 167)
          กะเหรี่ยงในพม่าและไทยมีประมาณ 3,000,000 คน (หน้า 181)
          ขมุในกิ่งอำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ที่ย้ายมาจากฝั่งลาวเข้ามาอยู่ เมื่อปี พ.ศ. 2532 ปัจจุบันมี 36 ครัวเรือน 43 ครอบครัว มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 195 คน (หน้า 256)
 

Economy

          กลุ่มชนเผ่าส่วนใหญ่ในอุษาคเนย์จะเลี้ยงชีพด้วยการทำเกษตรกรรมแบบถางป่า ทำไร่เลื่อนลอย แต่ระบบการเกษตรแบบนี้ยังมีความแตกต่างกัน เช่น ข้าวเป็นพืชที่สำคัญที่กลุ่มชาวเขาเพาะปลูก ม้งและเย้ากลับไม่ได้ปลูกแต่จะปลูกข้าวโพดและฝิ่นแทน(หน้า 138) แต่ในอุษาคเนย์ก็มีความก้าวหน้าทางเกษตรกรรม ซึ่งคนในที่ราบลุ่มจะมีการทำนาทดน้ำหรือนาดำ (หน้า 43)
          การแลกเปลี่ยนสินค้าของอุษาคเนย์ จะต้องทำตามบริบทของพิธีกรรมและเครือญาติ เช่น กลุ่มชาวเขา จะมีพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นว่าตัวกลางที่ใช้ในทางเศรษฐกิจมีอย่างจำกัด คือ การแต่งงานแบบแลกภรรยา สิ่งของที่เป็นของผู้ชาย จะต้องเอามาแลกเปลี่ยนกับสิ่งของที่เป็นของผู้หญิง โดยสินสอดของที่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายชายจะมี เนื้อหรือไก่,  มีดหรือปืน,ข้าว,เหล้า และกลอง ส่วนสัญลักษณ์ของฝ่ายหญิง เช่น ผ้า, เครื่องทอผ้า,จานทองเหลือง, ตะกร้า เป็นต้น โดยจะต้องเอาสิ่งของเหล่านี้มาแลกคืนให้แก่ฝ่ายชาย (หน้า 39)
          ชาวเขาที่อยู่ในเขตที่มีทรัพยากรที่ชาวพื้นราบต้องการหรือพวกที่อาศัยอยู่ในเขตที่เป็นเส้นทางการค้า จะยึดอาชีพที่สนองความต้องการตลาด พบเพียง 2-3 ชุมชน คือ  กะเหรี่ยงบางกลุ่ม พวกขมุ ละเม็ด และเผ่าอื่นๆ เริ่มจะมีบทบทในการค้าไม้สัก (หน้า 139-140)
          สังคมทางภาคเหนือของไทยมีการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยการสร้างเหมืองฝายขนาดเล็ก เป็นประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา จนก่อให้เกิดการพัฒนาเป็นแว่นแคว้นต่างๆ เช่น เมืองเชียงใหม่ สุโขทัย และศรีสัชนาลัย (หน้า 222)
          ชาวเซมังหาเลี้ยงชีพด้วยการหาของป่าและล่าสัตว์ อาหารหลัก คือพืชประเภทมีหัวที่ผู้หญิงจะขุดหาจากในป่า หัวพืชบางชนิดที่ดิบอยู่จะมีพิษจึงต้องนำมาทำด้วยวิธีพิเศษเพื่อให้กินได้ พืชเหล่านี้จะมีรสชาติคล้ายแป้ง โดยนำมาผสมกับปลาหรือนกย่างที่พวกผู้ชายหามาได้ (หน้า 151) บางครอบครัวมีการทำไร่ทุเรียนและปลูกต้น ipohที่มีพิษเพื่อนำมาอาบลูกดอกใช้ในการ
ล่าสัตว์ (หน้า 152)
          ชาวเซมังจะค้าขายในเขตที่ใกล้เคียงกับกลุ่มชนอื่นๆ เช่น พวกซีนอยด์และมาเลย์ที่ปลูกข้าว เพื่อแลกเปลี่ยนข้าว,ยาสูบ, โลหะ และเสื้อผ้า เนื่องจากเซมังไม่นิยมปลุกข้าวกินเอง สินค้าของเซมังที่นำไปแลกเปลี่ยนซื้อขายกับเพื่อนบ้าน ได้แก่ ครั่ง,ยางสน,สมุนไพร และสินค้าที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เช่น ไม้ซาง (หน้า 152)
          ระบบเศรษฐกิจของชาวเซมังมีรูปแบบการแบ่งงานกันทำระหว่างหญิงชาย โดยที่ผู้หญิงจะเป็นผู้หาอาหารด้วยการเก็บของป่าส่วนผู้ชายจะเป็นผู้ล่าสัตว์ อาหารที่หามาได้ส่วนที่เหลือจะเอาไปแจกจ่ายให้ครอบครัวอื่นที่เป็นกลุ่มเดียวกัน โดยไม่มีการเก็บหรือทิ้ง (หน้า 154)
          ชาวชินส่วนมากทำเกษตรกรรมด้วยการเผาป่า กลุ่มที่อยู่รอบนอกภูเขาและอยู่ตามภูเขาจะมีการทำเกษตรแบบทดน้ำ ส่วนกลุ่มที่อยู่ทางใต้จะปลูกข้าวเป็นอาหารหลักและปลูกพืชชนิดอื่น
ร่วมด้วย แต่กลุ่มที่อยู่ทางเหนือจะปลูกข้าวโพดกับข้าวฟ่างเป็นอาหารหลักที่จะปลูกรวมไว้กับถั่ว แต่จะเก็บเกี่ยวทีหลังถั่ว อีกทั้งยังปลูกมัน และมะเขือเทศเสริมด้วย  ส่วนชาวชินกลุ่มเล็กๆ ทางตอนเหนือของภูเขาจะปลูกส้มและชาไว้ขาย นอกจากนี้แล้วยังมีการเลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์ และหาของป่าอีกด้วย (หน้า169-170)  สินค้าบางชนิดที่ชินไม่สามารถผลิตเองได้มักได้มาจากการค้าขาย เช่น เกลือ,โลหะที่ใช้ทำเป็นเครื่องเพชร พลอย, ภาชนะทองเหลือง,สัมฤทธิ์,กลอง,เครื่องปั้นดินเผาแบบเคลือบ และไหมสำหรับปักผ้า (หน้า 170-171)  ชาวชินสามารถผลิตเครื่องปั้นดินเผา,ตีเหล็ก,ทำหัตถกรรมเกี่ยวกับเครื่องเพชรพลอย และสานเสื่อ ฯลฯ (หน้า 170)

Social Organization

          ในสังคมดั้งเดิมของอุษาคเนย์ คู่สามีภรรยาจะต้องอยู่กับพ่อแม่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ พ่อแม่จะเป็นผู้จัดการเรื่องแต่งงานของลูก เช่น ในสังคมชวา พ่อแม่จะสนใจลูกๆ มากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างกัน และมีทัศนคติที่ว่า หากยังไม่มีลูกการแต่งงานก็ยังไม่มั่นคง  แต่สังคมสมัยใหม่ จะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยามากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก เห็นได้จากการแยกไปอยู่ต่างหากหลังแต่งงาน และเน้นความเชื่อที่ว่าต้องมาจากความรักมากกว่าความเป็นเครือญาติ (หน้า18)
          สังคมของอาคเนย์โบราณมักมีการสืบสายเครือญาติเพียงสายเดียว ถ้าไม่ทางพ่อก็ทางแม่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งให้ถือว่าเป็นญาติฝ่ายเขยหรือสะใภ้ ไม่ใช่ญาติทางสายโลหิต แต่เป็นญาติทางการแต่งงาน เช่น ในหมูชาวโทรบริอันด์ จะมีการสืบสายทางฝ่ายแม่ เนื่องจากมีทัศนคติที่ว่า “สามีของแม่”ไม่มีบทบาทในการให้กำเนิด แต่แม่เป็นผู้ให้กำเนิด เพราะลูกออกมาจากท้องแม่ ดังนั้น ลูกจึงถือว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของแม่ ส่วนสามีของแม่จะถือเป็นญาติจากการแต่งงานเท่านั้น แต่ชาวคะฉิ่นของพม่าจะนับญาติทางฝ่ายพ่อ เนื่องจากความเชื่อที่ว่า ลูกเกิดมาจากกระดูกของพ่อ ส่วนภรรยาพ่อจะถือว่าเป็นญาติจากการแต่งงาน (หน้า 18)
          การสร้างที่อยู่อาศัยหลังการแต่งงานในสังคมดังเดิมของอาคเนย์ จะเป็นแบบครอบครัวขยาย ทุกคนในครอบครัวไม่ว่าจะแต่งงานแล้วหรือยังไม่ได้แต่งงานจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่ในสมัยใหม่มักจะเป็นครอบครัวเดี่ยว ที่มีสมาชิกในครอบครัวที่ประกอบด้วยพ่อแม่และลูกที่ยังไม่แต่งงาน (หน้า19)
          สังคมของชนเผ่าดั้งเดิม มีการจัดระเบียบทางสังคม ด้วยการเน้นความเป็นเครือญาติ เช่น ในกลุ่มชาวซาไกหรือพวกชาวเขา จะใช้ชิวิตใกล้ชิดกับญาติฝ่ายพ่อ มีการตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตที่อยู่ของพ่อมากกว่าแม่ (หน้า 37)
          สังคมชาวเขาส่วนใหญ่มีการแบ่งแยกโดยระบบเครือญาติ  และสืบสายตระกูลฝ่ายชายมากกว่าฝ่ายหญิง การรวมกลุ่มระดับท้องถิ่นจะปรากฎให้เห็นผ่านทางการแลกเปลี่ยนสินค้าและภรรยา(หน้า140)
          การแต่งงานของเซมังไม่มีความตายตัว จากการศึกษาพบว่า เซมังแต่งงานทั้งกับคนนอกกลุ่มและคนที่เป็นเครือญาติกัน และยังพบว่ามีการห้ามการแต่งงานระหว่างลูกพี่ลูกน้องในรุ่นที่ 1และ 2(หน้า 153)
          ชาวเซมังให้ความสำคัญกับการแบ่งงานกันทำระหว่างเพศ ส่งผลให้ชาวเซมังไม่นิยมครองชีวิตโสด หากคู่สมรสเสียชีวิตจะรีบหาคู่ใหม่ทันที การหย่าร้างไม่ค่อยเกิดขึ้น ทั้งผู้ชายและผู้หญิงสามารถมีคู่ครองได้หลายคนในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าหากมีการอยู่ก่อนแต่งงานมักจะให้ฝ่ายหญิงไปอยู่กับฝ่ายสามี (หน้า 154)
          ชาวเซมังถือว่าทรัพยากรบางอย่างเป็นสมบัติส่วนบุคคล เช่น ต้นไม้บางชนิดที่ปลูกไว้ ซึ่งสามารเป็นมรดกตกทอดไปถึงลูกหลานได้

          การแต่งงานของชาวชินเป็นแบบ Cross-Cousinหรือ การแต่งงานระหว่างลูกพี่ลูกน้องที่พ่อแม่ของคู่แต่งงานต้องเป็นคนละเพศ โดยการแลกเปลี่ยนกันเป็นวงกลมจนครบทุกกลุ่ม กลุ่มกลุ่มหนึ่งต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับภรรยา (หน้า 161) 
          ในสังคมแบบนายปกครองบ่าวของชิน ข้าวเปลือกเป็นสิ่งที่ใช้วัดความมั่งคั่งของคนได้ สมบัติส่วนเกินจะตกไปอยู่กับตระกูลที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่า ซึ่งมีเพียง 2-3 ตระกูลเท่านั้น การสะสมทรัพย์สมบัติจึงเกิดขึ้นไม่ได้เลย แม้แต่ในสังคมที่ปกครองแบบประชาธิปไตยของชินก็ตาม (หน้า 171)
          ชินส่วนใหญ่จะสืบเชื้อสายทางฝ่ายพ่อ จะเห็นได้ว่าในหมู่บ้านหนึ่งๆ จะมีสมาชิกเพียง 1- 2กลุ่มเท่านั้นที่จะสืบเชื้อสายจากทางฝ่ายแม่ (หน้า 172)
          ชาวขมุผู้ชายที่มีอายุมากจะถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าสายตระกูลและจะถูกเรียกว่า พ่อบ้าน บ้านของผู้อาวุโสถือเป็นศูนย์กลางในการทำพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับสายตระกูล (หน้า265 )
          หลังการแต่งงานของขมุฝ่ายชายต้องย้ายไปอยู่บ้านของฝ่ายหญิง หรือแยกไปอยู่บ้านใหม่ ฝ่ายชายต้องถือผีของตระกูลฝ่ายหญิง เพื่อแสดงถึงการเป็นสมาชิกในครอบครัวอย่างสมบูรณ์ แต่บางครั้งก็ปรากฎว่าฝ่ายหญิงก็จะย้ายไปอยู่กับญาติฝ่ายชาย (หน้า 265-266)
 

Political Organization

          ระบบการเมือง การปกครอง ในสังคมคะฉิ่นของพม่า มี2 รูปแบบ ได้แก่

          1. กุมลาว มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ให้ความสำคัญกับเครือญาติ สมาชิกในกลุ่มจะมีสถานภาพทางสังคมที่เท่าเทียมกัน
          2. กุมสา มีการปกครองแบบนายปกครองบ่าว เป็นการปกครองที่ได้รับอิทิพลมาจากสังคมที่มี 2 ชั้น ของพวก “ชาน” ที่มีการปกครองแบบเจ้าฟ้า แต่ชาวคะฉิ่นก็ยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ทำให้พวกคะฉิ่นมักเปลี่ยนการปกครองมาเป็นแบบประชาธิปไตยอยู่เสมอ ไม่มีศูนย์กลางการปกครองที่ชัดเจน จึงมีการโยกย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่เสมอ (หน้า 39-41)
          ระบบการปกครองของสังคมในอุษาคเนย์ที่ได้รับมาจากอินเดีย คือ การปกครองแบบเทวราช  กษัตริย์มีสถานะเป็นเทวราชา สังคมจะประกอบไปด้วยกลุ่มคน 2 ชนชั้น คือ
                    1. กลุ่มผู้นำทางศาสนา และทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มขุนนาง พราหมณ์ เชื้อพระวงศ์ และบรรดาเขย สะใภ้
                    2. กลุ่มสามัญชนที่ต้องทำงานหนัก มีประกอบพิธีบูชาและส่งส่วย เพื่อสนับสนุนชนชั้นปกครอง
          
          รัฐโบราณของสังคมเขมร จะมีความแตกต่างกับสังคมดั้งเดิม คือ สังคมดั้งเดิมยังมีลักษณะที่คนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน เน้นระบบเครือญาติเป็นหลัก ผู้นำไม่มีสิทธิมีอำนาจอยู่เหนือคนทั่วไปได้ เนื่องจากไม่มีระบบชนชั้นวรรณะ แต่สังคมแบบรัฐโบราณ จะเน้นระบบกษัตริย์ คนในสังคมถูกแบ่งแยกแบบชนชั้นระหว่างสามัญชนกับชนชั้นกษัตริย์และขุนนาง
          ผู้ชายเซมังที่มีอายุมากที่สุดจะถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้นำ และการเป็นหมอผีทำให้ผู้ชายเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และการเป็นหมอผีสามารถสืบทอดไปให้แก่ ลูกชายคนโตสุด และคนเล็กสุดได้ (หน้า 155)
          การปกครองของชินมีการปรับเปลี่ยนแบบกลับไปกลับมาระหว่างการปกครองแบบประชาธิปไตยกับแบบนายปกครองบ่าว ซึ่งการปกครองสองแบบนี้แสดงให้เห็นถึงระบบสังคมที่ขัดแย้งที่เกิดจากความต้องการการจัดระเบียบสังคม จึงมีการแบ่งสังคมออกเป็น 2 กลุ่ม ที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขข้อห้ามระหว่างเพศในสมาชิกกลุ่มเดียวกัน (หน้า 159-160)
          รูปแบบการปกครองของกะเหรี่ยงเป็นแบบประชาธิปไตย ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านสามารถสืบทอดให้แก่ลูกชาย หมู่บ้านถือเป็นหน่วยงานทางสังคมและการเมืองของกะเหรี่ยง ซึ่งทำให้หัวหน้าหมู่บ้านมีอำนาจสูงสุด (หน้า 182)

Belief System

          ชนเผ่าดั้งเดิมของอาคเนย์ มีความเชื่อเรื่องฝันโดยมีความเชื่อว่า หากผู้ชายฝันในเวลากลางคืน ความฝันนั้นจะมีผลกระทบต่อชีวิตของเขาในเวลากลางวัน ก่อให้เกิดการจินตนาการว่าตนเองเป็นวีรบุรุษ ทำให้บุคลิกภาพต่างๆ ถูกกลืนเข้ากับความฝัน และผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิต  ชีวิตประจำวันจะขึ้นอยู่กับความฝัน ไม่เชื่อเรื่องเทพเจ้า ความฝันจึงเป็นที่มาของการกำเนิดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การกำเนิดจักรวาล,โลกภูมิ หรือพิธีกรรมต่างๆ ที่มีคำอธิบายว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดังนั้น คนในสังคมดั้งเดิมจึงให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตที่อยู่บนระเบียบแบบแผนของสังคมมากกว่าปรัชญาที่เป็นนามธรรม (หน้า 35)

          พิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องฝันของชนเผ่าดั้งเดิมในอุษาคเนย์ ได้แก่
          1. พิธีแรกรับเด็กหนุ่มที่จะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ โดยเน้นเรื่อง “ชีวิตที่ลี้ลับ” ด้วยการให้ออกไปใช้ชีวิตอยู่ห่างไกล หลบซ่อนตัวให้ห่างจากผู้หญิง เนื่องจากเชื่อว่าการได้ไปใช้ชีวิตห่างไกล จะได้ติดต่อกับวีรบุรุษและบรรพบุรุษแห่งความฝัน จะมีการร้องเพลงประกอบพิธี เด็กผู้ชายที่ผ่านพิธีนี้แล้ว อาจต้องผ่านพิธีขลิบอวัยวะเพศ จะได้รับเครื่องประดับเป็นอาวุธ หรือสิ่งของประจำตัว ได้รับชื่อใหม่หรือรหัสภาษาที่ไม่มีใครเคยได้ยิน ซึ่งเชื่อว่าเป็นรหัสที่นำพาไปสู่โลกอมตะที่เป็นโลกของวีรบบุรุษและบรรพบุรุษ (หน้า36)
          2. พิธีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ มีความเชื่อเรื่องการใช้คาถาอาคม หรือเวทมนต์ ในการควบคุมธรรมชาติ เพื่อดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ (หน้า 37)

          สถานะของความเป็นหัวหน้าของกลุ่มคนไทความชอบธรรมจะขึ้นอยู่กับความเชื่อเรื่องผีของดินแดนนั้นๆ แต่สำหรับในรัฐชานและลาว ความชอบธรรมของหัวหน้าจะอยู่บนพื้นฐานของศาสนาพุทธ แต่ในปัจจุบันชาวเขาในอุษาคเนย์ทุกประเทศมีการนับถือคริสต์ศาสนาอย่างแพร่หลายทั้งนิกายโปรเตสแตนต์และคาทอลิก หรือศาสนาอิสลาม (หน้า142-143)

          ชาวเซมังมีความเชื่อเรื่องผี โดยเชื่อว่า ผีมี 2 ชนิด คือ Karei เป็นผีแห่งความโชคร้าย การฆ่าแมลง หรือนกบางชนิดและการหยอกล้อสัตว์ที่จับมาขังไว้ แสดงว่ามนุษย์ทำผิดบาปต่อ Karei ต้องชดใช้ด้วยเลือด และ Ta Pednเป็นผีแห่งการสร้างโลกและสรรพสิ่ง และเชื่อว่าผี 2 ชนิดนี้เป็นพ่อลูกกัน ความเชื่อเรื่องผีจะปรากฎให้เห็นจากการแต่งตั้งหมอผี ผู้ที่เป็นหมอผีได้ต้องมีหินวิเศษที่ใช้ติดต่อกับเทพเจ้าที่เรียกว่า “Karei” เชื่อว่าหมอผีมาสถานะเท่ากับ Chinoiเป็นผีที่สถิตอยู่ทุกแห่งมักอยู่ในดอกไม้ นก ในภูเขา แม่น้ำ สัตว์อื่นๆ และเด็กที่อยู่ในครรภ์ และยังเชื่อว่าหมอผีสามารถแปลงร่างเป็นชายชราที่จุติในร่างเสือเมื่อตายไปจะกลับไปเป็นผีในร่างเสือเหมือนเดิม (หน้า 155-156) นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่า ครั้งหนึ่งเซมังเคยเป็นควาย จึงไม่นิยมกินเนื้อควาย(หน้า 156)
          ชาวเซมังเชื่อว่าคนตายจะกินเงาของสิ่งต่างๆ จะหลับในเวลากลางวัน และออกหาอาหารในเวลากลางคืน และยังเชื่อว่าหมอผีที่ตายจะยังวนเวียนอยู่รอบๆ ที่อยู่อาศัย และสามารถฆ่าญาติของตนเองได้ หากไม่ทำการฝังอย่างถูกต้องในที่ดินที่เป็นของหมอผีคนนั้น ทำให้มีพิธีเซ่นไหว้วิญญาณในกลุ่มนี้เกิดขึ้น(หน้า 157)
          หมอผีของชินจะต้องเป็นผู้หญิงเสมอ หรืออาจเรียกว่า “คนทรง” หรือบางครั้งอาจถูกเรียกว่า “พระ” จะมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคต่างๆ และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร (หน้า 176)
          ชาวชินจะมีพิธีเลี้ยงทำบุญ ที่มีการบวงสรวง เซ่นไหว้ด้วยหมู และฬ่อ เพื่ออุทิศให้แก่ผีต่างๆ และเพื่อสร้างผลบุญไว้ให้กับตนเองหลังจากตายไปแล้ว แต่ก่อนที่จะมีพิธีเลี้ยงบุญ จะต้องมีการจัดพิธีฉลองหลังการล่าสัตว์เสียก่อน โดยนายพรานจะเป็นผู้จัดพิธี (หน้า 178)
          กะเหรี่ยงมีเทพเจ้าที่สำคัญ คือ เทพแห่งแผ่นดินและน้ำ ที่มีอิทธิพลต่อการกินดีอยู่ดี จึงมีการจัดพิธีเซ่น ปีละ 1ครั้ง ผู้ชายเป็นผู้ประกอบพิธี (หน้า 187-188) นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษที่เรียกว่า “bgha” เชื่อว่ามีความเป็นอมตะ ต้องได้รับการดูแลอย่างดี จึงมีพิธีเซ่นไหว้ปีละ 1ครั้ง ผู้ประกอบพิธีเป็นผู้หญิง และสมาชิกทุกคนในครอบครัวมาเข้าร่วมพิธี แต่ห้ามผู้ชายที่เป็นเขยทุกคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางฝ่ายแม่เข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องมนุษย์ สัตว์ และพืช(ข้าว) เชื่อว่ามีพลังแห่งชีวิต เรียกว่า “K’la” (หน้า 188-189)
          ชาวเอสเตค ในเม็กซิโก มีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าแห่งฝนและแห่งสายฟ้า ช่วงหน้าแล้งจะมีการเฉลิมฉลองในเดือน 1 หรือเดือน 3 ของทุกปี ด้วยการนำเด็กๆ มาสังเวยบนยอดเขาสูงเชื่อว่าถ้ายิ่งร้องไห้มากยิ่งทำให้ฝนตกมาก และพวกทาสทั้งหญิงและชายจะถูกฆ่าแล้วควักหัวใจเพื่อบูชาเทพเจ้า หากว่าฝนยังไม่ตกก็จะฆ่าคนอย่างนั้นเรื่อยๆ (หน้า 213)

          บริเวณตะวันออกกลางไปจนถึงลุ่มแม่น้ำสินธุในอินเดียประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว เชื่อว่าการเจริญเติบโตของพืชและการมีฝนตก เหมือนกับการเติบโตของเทพแห่งแสงแดด และยังเชื่อว่าผู้ชายเกิดมาจากดวงอาทิตย์ และเปรียบเป็นน้ำฝนที่เป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย ที่ให้น้ำแก่ ผู้หญิงที่เปรียบเป็นดิน มีการตั้งท้อง (หน้า 214)

           - คนที่อยู่บริเวณริมฝั่งโขงมีความเชื่อว่า กบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ หากกบร้องจะทำให้ฝนตก กบจึงถูกนำไปเป็นสัญลักษณ์ตกแต่งกลองมโหระทึกของชนเผ่าเย้า ลัวะ กะเหรี่ยง และทางตอนใต้ของจีน ไปถึงหมู่เกาะสุมาตรา (หน้า 227) ความเชื่อเหล่านี้ทำให้เกิดพิธีขอฝนในอุษาคเนย์ ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปแต่ละพื้นที่ ดังนี้

           1.  ความเชื่อเรื่องการขอฝนของเวียดนามจะเชื่อเรื่องกบและงู ว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ จึงมีพิธีฆ่างูและเขียด(สัตว์ประเภทเดียวกับกบ) เพื่อเซ่นไหว้เจ้าแม่เพื่อให้ฝนตก (หน้า228)
          2. พิธีขอฝนของชาวมาเลย์ จะให้ผู้ชาย 2 คนเอาไม้เฆี่ยนตีกันจนเลือดอาบหลังแล้วหยดลงพื้นดิน ส่วนผู้หญิงจะแกล้งเอาหัวมุดเข้าไปในหม้อดิน แล้ววางลงบนพื้นดิน เติมน้ำลงในหม้อ แล้วเอาแมวแช่น้ำให้เกือบจม เนื่องจากเชื่อว่าด้านกลับของหม้อเป็นเหมือนวงโค้งของสวรรค์ ส่วนแมวเป็นสัญลักษณ์ของความแห้งแล้ง (หน้า 228-229)
          3. ในอีสานจะมีพิธีนิมนต์พระมาเทศน์เรื่องพญาคันคากชาดก ที่กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นคางคก อีกทั้งยังมีพิธีขอฝนจากพญาแถน ด้วยการแห่บั้งไฟ เนื่องจากบั้งไฟถูกสมมุติให้เป็นอวัยวะเพศชาย สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีพีธีปั้นเมฆขอฝนที่สมมุติว่าเป็นน้ำอสุจิของเทพที่จะหลั่งลงสู่ดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ และในช่วงเดือน 12จะมีพิธีลอยกระทงเพื่อเป็นการขอบคุณฟ้าฝนและน้ำ
          4. พิธีที่มีการน้ำเศียรของพระอุปคุตมาจุ่มน้ำแล้วสวด พบในประเทศเขมร (229) อีกทั้งยังมีพิธีเลี้ยงผีเมืองของกลุ่มไทขาว ลื้อ และลาวหลวงพระบาง และมีพิธีเลี้ยงผีบ้านทำในช่วงเดือน 2-4 มีจุดประสงค์เพื่อไหว้ทั้ง ผีน้ำ ผีดิน และผีลม (หน้า 231)
          5. ในพม่าจะมีการบูชาพระอุปคุตในฤดูแล้งด้วยการนำรุปพระอุปคุตมาต้มในน้ำเดือด เชื่อว่าจะทำให้ฝนตกซึ่งเป็นการนำความเย็นมาให้พระอุปคุต (หน้า 229) ส่วนในภาคอีสานจะอัญเชิญพระอุปคุตมาจากหนองน้ำเพื่อแห่ในงานบุญพระเวส ในเดือน 6

          - คนอีสานยุคแรกเชื่อว่าคนตายยังไม่ตาย แต่จะฟื้นขึ้นมาในวันข้างหน้าจึงใช้วิธีการฝังศพ แล้วนำไปเก็บไว้ในที่ศักดิ์สิทธิ์ให้เนื้อหนังเน่าเปื่อย แล้วนำศพนั้นมานำกระดูกมาเรียงใส่ไหหินที่มีรูปร่างคล้ายคน เป็นพิธี การฝังศพครั้งที่ 2 แล้วนำไปฝั้งอีกครั้งหนึ่ง เพราะเชื่อว่าวิญญาณจะไปเกิดไม่ได้จนกว่าเนื่อหนังจะเน่าเปื่อยหลุดออกไปจากกระดุกจนหมด พิธีกรรมนี้ยังพบที่มณฑลกวางสี เวียดนาม ลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง หมู่เกาะต่างๆ และอีสานแถบแม่น้ำชี-มูลตอนล่าง (หน้า 238)

          คนอินโดนีเซียบางกลุ่มจะฝังศพหันหัวไปทางทิศตะวันตก เพราะเชื่อว่าทิศตะวันตกมีโพรงที่ลงไปสู่เมืองบาดาล พอถึงเวลากลางคืนพระอาทิตย์จะได้นำวิญญาณลงไปในเมืองบาดาลด้วย ส่วนพวกโออูซันเชื่อว่าเมืองการไปเมืองบาดาลต้องผ่านถ้ำลึกลงไป (หน้า 235)
          ชาวคยันในเกาะบอร์เนียว จะมีพิธีแต่งศพให้สวยงามและใส่ลูกปัดมีค่าไว้ที่ตาทั้งสองข้างของผู้ตาย เพราะเชื่อว่าจะนำไปเป็นค่าจ้างเพื่อข้ามแม่น้ำแห่งความตาย ที่กั้นระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของคนตายได้อย่างปลอดภัย (หน้า 235)
          ชาวซาไกในแหลมมาลายูจะใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดให้กับศพ มีดสั้นกับล่วมที่ใส่ใบพลูจะนำไปวางบนหน้าอกคนตาย และต้องให้ยาและหมากแก่คนตายในขณะที่หย่อนศพลงหลุม มีการวางเครื่องใช้ข้างๆศพก่อนกลบดินฝังบนหลุมศพจะมีการนำขนมเซ่นไหว้ และจะมีการเซ่นไหว้ทุกๆ 3, 7 และ 100 วัน บ้านของผู้ตายจะต้องเผา หรือปล่อยให้ร้าง แล้วพวกญาติจะทำการสร้างกระท่อมให้เป็นที่อยู่ของวิญญาณผู้ตาย (หน้า 236)
          พิธีฝังศพยุคแรกของอุษาคเนย์ คือการฝังศพนั่ง ให้งอเข่าเกือบถึงคาง ที่เป็นท่าเหมือนตอนอยู่ในครรภ์ เนื่องจากเชื่อว่าคนตายจะได้กลับไปเกิดอีกครั้ง (หน้า 237)
          ในชวา-บาหลี มีการสร้างปราสาทหิน เพื่อใช้เป็นที่ไว้เทวรูปหรือศิวลึงค์ที่ถูกปลุกให้มีชีวิตด้วยการให้ทายาททำพิธีเบิกพระเนตรเทวรูปสนองพระองค์และบรรจุอัฐิหรืออังคาร และสิ่งของที่เป็นเครื่องอุปโภค บริโภคไว้ในนั้นเพื่อบูชา (หน้า 249)
 

Education and Socialization

          ในช่วงยุคล่าอาณานิคมจากกลุ่มชาวอังกฤษที่เข้ามาในอุษาคเนย์เพื่อเผยแพร่ศาสนา มีการพัฒนาด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน  ศูนย์รักษาพยาบาล  ทำให้ชาวเขาสมัยนี้ได้รับการศึกษาและมีความรู้เกี่ยวกับสังคมภาพนอกมากขึ้นมีการรักษาพยาบาลที่ดีส่งผลทำให้ชาวเขาสามารถเพิ่มประชากรได้มากขึ้น (หน้า 127)
          ชาวชินได้รับการศึกษาจากกลุ่มมิชนารีคณะแบบติสต์ของอเมริกัน ทำให้ชาวชินมีภาษาเขียนที่ได้ถูกปรับเปลี่ยนมาจากภาษาพูด ทำให้มีพัมนาการด้านการเขียนภาษามากขึ้น ชาวชินที่ได้รับการศึกษาจะได้รับการสนับสนุนให้ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น เพื่อนำความรู้มาบริหารสังคม ส่งผลให้ชาวชินกลุ่มหนึ่งได้นำระบบการบริหารแบบอาณานิคมมาปรับใช้ (หน้า 179-180 )
          - จากการเผยแพร่ศาสนาของชาวอังกฤษให้กับกะเหรี่ยง พวกมิชชันนารีได้พัฒนาและสร้างโรงเรียนให้แก่ชาวกะเหรี่ยง เป็นผลทำให้กะเหรี่ยงได้มีความรู้ด้านวิชาการต่างๆ เช่น ภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ,วิชาชีพต่างๆ ฯลฯ อังกฤษได้พัฒนาเรื่องการศึกษาให้กะเหรี่ยงด้วยการแปลพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษากะเหรี่ยง และยังพิมพ์ตำนาน นิทานปรัมปราดั้งเดิมของกะเหรี่ยงที่สนับสนุนความเชื่อศาสนาคริสต์ให้เป็นหนังสือ ได้สร้างโรงพิมพ์ภาษากะเหรี่ยง และได้ให้การศึกษาเรื่องโลกให้กะเหรี่ยงด้วย ศาสนาคริสต์นิกายแบบติสต์ของอังกฤษถือเป็นสิ่งสำคัญที่ได้สร้างให้เกิดการติดต่อ และการจัดองค์กรที่ดีกว่าระดับท้องถิ่น ทำให้การปกครองของกะเหรี่ยงมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น สถานะของคนถูกเลื่อนให้สูงขึ้น มีความป็นอยู่ที่ดีขึ้น (หน้า 193-194)

Health and Medicine

          -ชาวเซมังรู้จักการนำพืชมาทำเป็นอาวุธเพื่อฆ่าสัตว์ พิษที่นำมาใช้ได้มาจากต้น ipohทีมีพิษร้ายแรงมาก ในการฆ่าสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นก, ลิง,หนู หรือกระรอก (หน้า 152)

          - ด้านการรักษาพยาบาลในกลุ่มเซมัง หมอผีจะเป็นผู้มีบทบาทด้านการปรึกษา โดยหมอผีที่มีตำแหน่งใหญ่จะเป็นผู้วินิจฉัยและรักษาโรค (หน้า 155)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

          - ภาพเขียนถ้ำที่ชาวเซมังวาดไว้ปรากฎให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่น เช่น ภาพคนปลูกข้าว, บ้านแบบมาเลย์ที่ปลูกบนเสาสูง รูปคนกับปืน รูปรถจักรยานยนต์ และรูปเครื่องปั้นดินเผา (หน้า 150)
          - เครื่องมือที่ใช้จับปลาและล่าสัตว์ของชาวเซมัง ได้แก่ แห ฉมวก ธนูและลูกศร อาวุธที่โดดเด่นที่สุดคือ ไม้วางกับลูกดอกอาบพิษ (หน้า 152)
          - ชาวเซมังมีเครื่องประดับ คือ พวงมาลัย เนื่องจากเชื่อว่า chinoi ที่เป็นผีชั้นสูงจะอยู่ในดอกไม้ (หน้า 155)
          - ร่องรอยที่แสดงให้ทราบถึงความเชื่อเรื่องผีฟ้ากับผีดินในอุษาคเนย์คือกลองสัมฤทธิ์ที่เรียกว่ากลองดองซอนมีลักษณะลวดลายเป็นดาวแฉกอยู่ตรงกลาง มีรูปกวางและนก บนหน้ากลองเป็นรูปเรือหัวนกที่ไม่มีฝีพาย มีขาตั้งเป็นสัมฤทธิ์ เดิมเชื่อว่ากลองน้ำน่าจะทำมาจากไม้ มีขาตั้งที่ทำจากหวาย (หน้า 209-210)
          - ภาพเรือนใต้ถุนสูง 3 หลัง หลังหนึ่งมีหอกลองของกวางสี มีรูปคนยืนตีฆ้องรางหลายใบด้วยไม้ อีกหลังหนึ่งมีคนนั่งกระทุ้งไม้กับพื้นเหมือนเป็นการให้จังหวะ ใต้ถุนบ้านมีกลองสัมฤทธิ์ 4ใบ ส่วนหลังที่สามมีหลังคาสูงใหญ่ยื่นออกมา มีเสาไม้รับชายคาไว้เหมือนบ้านของหัวหน้าเผ่าโตระชะ ในเกาะสุราเวสี ประเทศอินโดนีเซีย (หน้า 210)
          - ในอเมริกากลาง พบว่ามีรูปเครื่องปั้นดินเผารูปผู้หญิงขนาดเล็ก เชื่อว่าเป็นเทพธิดาแห่งความอุดมสมบูรณ์ (หน้า 213)
          - มีการขุดค้นพบเครื่องปั้นดินเผาที่บ้านเชียง ซึ่งเป็นหม้อลายเขียนสีที่วาดลวดลายเป็นรูปงู ถูกฝังอยู่ในหลุมศพของคนที่มีตำแหน่งสูงสมัยยุคโลหะ ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย (หน้า 226)
          - บ้านวังกุลา ต.ช่อสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พบภาพเขียนสีบนผนังถ้ำเป็นรูปขบวนแห่ในพิธี มีคน เป็นกลุ่มเดินเรียงกัน บางกลุ่มจะแบกเครื่องมือเป็นรูปวงกลมคล้ายกลองหรือฆ้อง
อีกกลุ่มหนึ่งแบกอุปกรณ์ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมคล้ายหีบศพ สันนิษฐานว่า อาจเป็นหีบศพของคนหรือกบ (หน้า 223)
          - เสาหินตั้ง ที่เชื่อว่าใช้ปักเพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะเป็นหินปูนธรรมชาติ คล้ายเปลือกไม้ มีรูปร่างไม่แน่นอน ปลายเกือบแหลม หรือปลายตัด ผิวไม่เรียบ มีขนาดเท่าคนจริง พบว่าจะถูกปักไว้ล้อมรอบหลุม หรือปักเป็นรูปเกือบครึ่งวงกลม หลุมดินเชื่อว่าเป็นรูพญานาคที่มีขนาดลึกประมาณ 1 เมตร (หน้า 239-240)
          - ไหหินจะมีการจำหลักลวดลายเป็นรูปคนและสัตว์อย่างหยาบๆ เช่น รูปแมว หรือสัตว์เลื้อยคลาน (หน้า 243)
          - โลงหินในเขมรที่พบในปราสาทบันทายจำนวน 12 ใบ มีสภาพที่สมบูรณ์ มีฝาปิดทุกใบ แต่มีใบหนึ่งมีรูเจาะทะลุก้น คล้ายหีบศพของชวา (หน้า 247)
          - ขมุมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษซึ่งจะถูกเชิญให้กลับมาอยู่ที่บ้าน บ้านจึงถือว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ก่อให้เกิดข้อห้ามต่างๆ เช่น ห้ามทำกับดักสัตว์ในบ้าน เพราะถือเป็นเครื่องมือแห่งความตาย ห้ามผู้ชายแปลกหน้าเข้ามานอนในบ้าน เนื่องจากจะทำให้ผีบรรพบุรุษเข้าใจผิดคิดว่ามีพิธีเซ่นไหว้สังเวยสัตว์ให้ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยหรือเหตุร้ายในครอบครัว แต่ผู้หญิงสามารอยู่ได้ ถือว่าบ้านเป็นสมบัติของฝ่ายหญิง นอกจากนี้ขมุยังมีความเชื่อเรื่องผีแถน ผีเมือง ผีบ้าน และผีเรือน (หน้า 257)

Folklore

          - นิทานปรัมปราเกี่ยวกับจักรวาลของชาวกะเหรี่ยง เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ยวา ซึ่งเป็นเทพผู้สร้างธรรมชาติ และสร้างมนุษย์ชายหญิงคู่แรกที่ถือเป็นบรรพบุรุษของชาวกะเหรี่ยง อาศัยอยู่ในต้นไม้ที่มีผลไม้ 7 ชนิด มี 1ชนิดที่ยวาห้ามไม่ให้กิน อยู่มาวันหนึ่งพญางูชักชาวให้ชายหญิงกินผลไม้ต้องห้ามนั้น ทำให้ชายหญิงต้องตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบาก และต้องพบกับความตาย แล้วพญางูก็แปลงกายเป็นเทพธิดามาสั่งสอนมนุษย์คู่แรกนี้ให้รู้จักวัฒนธรรม ความเชื่อเรื่องผีต่างๆ ที่มีอยู่ในโลก วิธีปลูกข้าว นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้อง คือ ยวาได้ให้หนังสือแก่เด็ก 7 คน ที่เชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษที่สำคัญของโลก เพื่อให้อ่านออกเขียนได้ แต่เด็กๆ ไม่สนใจปล่อยให้สัตว์กินหนังสือหมด บางทีก็บอกว่าหนังสือไหม้ไฟหมดตอนที่กะเหรี่ยงเผาทุ่งนาของตนเอง ยวาจึงปลอบใจว่าจะมีพวกต่างชาติจะนำหนังสือทองที่เป็นความรู้มาให้ (หน้า 185-186)
          - นิทานเรื่องขุนบรมราชาเล่าว่า มีพญานาค 15 ตระกูลคุ้มครองบ้านเมืองอยู่สองฝั่งโขงทำให้บ้านเมืองนี้เกิดความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง (หน้า 227)
          - การกำเนิดมนุษย์ของอุษาคเนย์ จากนิทานปรัมปรา มีเรื่องเล่าที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละกลุ่มคน ดังนี้
                     1. โดยพงศาวดารล้านช้าง กล่าวถึงการกำเนิดมนุษย์ว่า แถนสั่งให้คนนำข้าวปลาไปให้แต่คนไม่ทำตามคำสั่ง แถนจึงโกรธและทำให้น้ำท่วมโลก ปู่ลางเซิง ขุนเค็ก ขุนคานก็เอาไม้มาทำเป็นแพ ให้ลูกเมียอยู่บนแพนั้นแล้วหนีไปอยู่เมืองฟ้า ต่อมาแถนก็ทำให้น้ำแห้ง แล้วมอบควายให้แก่ปู่ลางเซิง ขุนเค็ก ขุนคาน พอควายตายก็บังเกิดผลน้ำเต้าออกมาทางจมูกควาย 3 ผล มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงเอาเหล็กแหลมเผาไฟ แทงเข้าไปแล้วก็มีคนเบียดกันออกมา พอขุนคานเห็นก็เอาซิ่วใหญ่เจาะเป็นร่อง ก็มีคนเบียดกันออกมาสามวันสามคืนจนหมด คนที่ไหลออกมาทางรูแรก คือ ไทลม ไทลี ส่วนรูที่สอง ไทเลิง ไทลอ ไทควาง  (หน้า 289)
                    2. ส่วนพงศาวดารของเมืองแถง ของไทดำ กล่าวว่า ผลน้ำเต้าตกลงมาจากฟ้าแล้วแตกใกล้ๆ ภูเขาแห่งหนึ่งใกล้เมืองแถง ชาวข่าได้เจาะออกมาก่อน ไทดำออกตามมาเป็นที่สอง
ลาวพุงขาวออกมาที่สาม ฮ่อออกมาที่สี่ แกวหรือญวนออกมาที่ห้า ห้าคนที่ออกมาเป็นพี่น้องกันและถือเป็นบรรพบุรุษของแต่ละชนเผ่า (หน้า 290)
                    3.  สำหรับนิทานของลาว ปรากฎเป็นเรื่องย่อในขุนบรมราชาธิราช กล่าวว่า แถนหลวงได้ส่งโอรสลงมาเกิดเป็นขุนบรม มีภรรยาสองคน คือ นางแอกแคง และนางยมพาลา มีลูกเจ็ดคน ได้สร้างบ้านเมือนที่ทุ่งนาน้อย ต่อมามีต้นเครือเขากาดเกิดขึ้นกลางหนองน้ำได้ไปบังแสงอาทิตย์ ขุนบรมจึงส่งคนไปขอให้แถนส่งคนมาช่วยตัด และได้ส่งแถนซีให้มาเจาะน้ำเต้าปุงจนแตกทำให้ทั้งคนหญิงชาย สัตว์เลี้ยงออกมาจากน้ำเต้า คนที่อยู่ใกล้เหล็กซีจะมีผิวคล้ำ เรียกว่าข่า ถูกส่งให้ไปอยู่บนภูเขาสูง แต่คนที่อยู่ใกล้สิ่วจะมีผิวขาว ฉลาด เรียกว่า ไท ถูกส่งให้ไปอยู่ในที่ราบ และช่วยขุนบรมสร้างบ้านเมืองต่อไป (หน้า 290)
                    4. ตำนานของ ไทขาว กล่าวว่า สมัยก่อนฟ้ากับดินอยู่ใกล้กัน ต่อมาได้มีน้ำท่วมโลก แถนก็ได้ส่งย่าบมย่าบายลงมาบนโลก ย่าบมย่าบายได้ปั้นดินเป็นคน ต้นไม้ และสัตว์ ใส่ในหมากเต้าปุง แล้วแถนก็จี้หมากเต้าปุงทำให้คนออกมาจากหมากเต้าปุง มี ข่า ขมุ เป็นคนรุ่นแรก และญวน ลาว ไทลื้อ เป็นคนรุ่นที่สอง (หน้า 291)
                    5. นิทานขมุ มี 2 ตำนาน โดยตำนานหนึ่ง กล่าวว่า มีสองพี่น้องหนีน้ำท่วมเข้าไปอยู่ในกลอง และได้แต่งงานกัน คลอดลูกออกมาเป็นผลน้ำเต้า เมื่อน้ำเต้าโต ทั้งสองก็ได้ยินเสียงคนคุยกันในผลน้ำเต้า จึงเกิดความสงสัยเลยเอาสิ่วยาวเผาไฟแทงเข้าไปในผลน้ำเต้าป็นรู มีคนกลุ่มแรกที่ออกมาจากน้ำเต้า คือ ละเม็ด และมีพวกขมุ,ไทย,ฝรั่ง และจีน โดยตำนานนี้คล้ายกับตำนานของชาวจ้วงที่กวางสี ที่กล่าวว่า ตอนที่น้ำท่วมโลกมีพี่น้องสองคนหลบไปอยู่ในน้ำเต้า ได้แต่งงานและมีลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้  ส่วนอีกตำนานหนึ่ง กล่าวว่า ลาวกับขมุเป็นพี่น้องกัน ได้คลานออกมาจากน้ำเต้า ขมุออกมาก่อนจึงโดนเหล็กแหลมร้อนของปู่ลางเซิง ทำให้ขมุผิวคล้ำ ส่วนลาวออกมาทีหลังจังเป็นน้องทั้งสองเดินทางมาจากเมืองแถง แย่งกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จึงเกิดการดวนกันด้วยการยิงหน้าไม้ ว่าหากใครยิงให้ลูกหน้าไม้ติดผาจะได้เป็นใหญ่ ซึ่งลาวชนะ ขมุจึงต้องยอมเป็นข้ารับใช้ของลาว (หน้า 291)
                     6. นิทานของเย้าและมูเซอมีเรื่องเล่าที่คล้ายกันว่า มีผู้ชายที่มีรูปร่างเหมือนลิง กับผู้หญิงที่มีท่อนล่างเป็นปลา หนีเข้าไปอยู่ในน้ำเต้าแห้ง ตอนที่น้ำท่วมโลก แล้วได้มีลูกทั้งชายและหญิงที่คลอดออกมาพร้อมกัน 100 คน เมื่อน้ำลด ทำให้ผลน้ำเต้าค้างอยู่บนภูเขาหิมาลัย เด็กๆ ก็คลานออกมาจากน้ำเต้า ได้จับคู่ชายหญิงไปสร้างถิ่นฐาน สืบลูกหลานที่เป็นต้นตระกูลของคนในโลกนี้ (หน้า 292)

          - ตำนานเรื่องท้าวฮุ่งขุนเจืองมีเรื่องเล่าย่อๆ ว่า ท้าวฮุ่งหรือเจืองเป็นลูกของขุนจอมธรรมกับนางจอมเป็นคนแห่งเมืองสวนตาลหรือนาคอง มีพี่ชื่อท้าวเจื่อง ได้มีโหรมาทำนายว่าท้าวฮุ้งจะได้ครองเมือง 3 เมือง และพ่อจะเสียชีวิต พออายุได้ 3 ปีมีเผ่าพางดำจากภูทุ่มนำดาบและฆ้องเงินสองคู่มาถวายให้ต่อมามีคนเอาช้างเผือกหลายเชือกมาถวาย โดยช้างเชือกหนึ่งชือว่า พานดำ ท้าวฮุ่งได้ฝึกช้างจนชำนาญ เวลาต่อมาพ่อได้เสียชีวิต แม่จึงแต่งตั้งให้ท้าวเจื่องผู้เป็นพี่ให้ครองเมือง และให้ท้าวฮุ่งเป็นอุปราช แล้วได้ให้พี่สาวแม่ที่ชื่อนางเม็งที่อยู่เมืองเชียงเครือ นำลูกสาวชื่อง้อมให้มาแต่งงานกับท้างฮุ่ง แต่นางเม็งเรียกสินสอดแพง ท้าวฮุ่งจึงแอบลักลอบเข้าหานางง้อมแทน ซึ่งในขณะนั้น ท้าวแองกา แห่งเมืองคำวัง ได้หลงรักนางอั้วคำ ลูกสาวของขุนซื่มเจ้าเมืองเงินยาง จึงส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอ แต่ขุนซื่มไม่ชอบ เพราะเป็นคนละเชื้อชาติกัน จึงจะส่งให้ลูกสาวไปแต่งงานกับท้าวฮุ่งที่เป็นลูกของน้องชายแทน ท้าวแองกาจึงไปปรึกษาน้าชาย ชื่อ ท้าวกั่วผู้ครองเมืองปะกัน เพื่อให้ส่งทูตไปเจรจากับขุนซื่ม แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงเกิดสงครามต่อกัน ขุนซื่มสู้ไม่ได้ จึงให้ท้าวฮุ่งนำกองทัพมาช่วย ท้าวฮุ่งชนช้างชนะ ท้าวกั่วตายในที่รบ ฝ่ายท้าวแองกาที่มีขุนบังกับท้างหิ่งเป็นผู้ร่วมรบได้หลบหนีไป ท้าวฮุ่งไล่ทัพตามไปจนถึงเมืองปะกันและตีเมืองปะกันได้ ซึ่งในระหว่างทางก็เข้าตีเมืองต่างๆได้ จึงมีทรัพย์สินมากพอเอามาแต่งเมีย ได้ 4  ได้สืบเชื้อสายเป็นมอญ(เม็ง),จาม,ลาว และแกว(ญวน) ท้าวฮุ่งได้ครองเมืองปะกัน 17 ปี ก็มีเจ้าเมืองต่างๆ มาขอสวามิภักดิ์ ต่อมาขุนบังกับท้าวหิ่งได้ยกทัพมาตีเมืองปะกัน แต่มีพระยาท้าวฮว่าน เจ้าเมืองตุมวางมาเจรจาสงบศึก แต่ท้าวฮุ่งได้สืบทราบว่า พระยาท้าวฮว่านได้แอบนัดกองกำลังจากเมืองอื่นมาด้วย จึงเกิดการสู้รบกัน ทำให้ท้าวฮุ่งถูกฟันเสียชีวิต วิญญาณท้าวฮุ่งได้ไปพบกับพระอินทร์บนสวรรค์ ต่อมาได้จัดกองทัพผีไปทำสงครามกับแถนต่างๆ แล้วได้ครอบครองเมืองสวรรค์ที่เป็นของพระอินทร์ (หน้า 297-298)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          - ความสัมพันธ์ระหว่างชาวเขาและชาวทุ่งราบ เห็นได้จากพิธีกรรมการแลกเปลี่ยนของขวัญกันทุกๆ 3 ปี ระหว่างผู้แทนกษัตริย์เขมรและสะเด็ตหรือที่เรียกว่าเจ้าแห่งไฟและเจ้าแห่งน้ำของชาวจราย ซึ่งทำติดต่อกันมาประมาณคริสต์ศักกราช1600 ถึง1860 (พศ.2143-2403) แต่ก็ถูกล้มเลิกโดยพระเจ้านโรดมสีหนุแห่งเขมร ซึ่งพิธีกรรมนี้เกิดจากนิยายปรัมปราที่เกี่ยวกับดาบศักด์สิทธิ์ที่เดิมเป็นของกษัตริย์เขมรต่อมาสะเด็ตได้ครอบครองดาบนี้โดยที่เขมรได้เฉพาะฝักดาบ แสดงให้เห็นถึงความไม่เสมอภาคจึงเป็นที่มาของพิธีแลกเปลี่ยนของขวัญที่สะเด็ตจะนำไปให้กษัตริย์เขมรเป็นการตอบแท (หน้า124-125)
          นอกจากนี้ที่เมืองหลวงพระบางประเทศลาวยังมีพิธีกรรมหนึ่งยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันโดยจะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้งที่แสดงเรื่องราวปรัมปราที่เป็นประวัติศาสตร์และเน้นให้เห็นว่าพวกชาวเขาเป็นผู้สนับสนุนความรุ่งเรืองของอาณาจักรและความยั่งยืนของกษัตริย์ นอกจากความสัมพันธ์ที่มีลักษณะที่เป็นสัญญลักษณ์ที่ปรากฎเป็นประเพณีแล้วยังมีความสัมพันธ์ระหว่างชาวเขาและชาวทุ่งราบ คือ ชาวเขาจะเป็นผู้หาผลผลิตจากป่าไปให้แก่ชาวทุ่งราบในขณะที่ชาวทุ่งราบจะตอบแทนด้วยสิ่งของที่ชาวเขาไม่สามารถผลิตเองได้ เช่น เกลือ หม้อที่ใช้ในการค้าขาย กลองสัมฤทธิ์ ชาวทุ่งราบจะมีทัศนะคติว่าชาวเขาเป็นผู้ใช้แรงงานที่มีประสิทธิภาพจึงมีความต้องการพวกชาวเขามาเป็นแรงงานด้วย (หน้า124-127)
          ในช่วงยุคล่าอาณานิคมจากกลุ่มชาวอังกฤษที่เข้ามาในอุษาคเนย์เพื่อเผยแพร่ศาสนา ซึ่งมีอิทธิพลต่อความเชื่อดั่งเดิมที่ปรากฎให้เห็นว่าชาวกะเหรี่ยงเปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสต์ทั้งหมู่บ้านจนกระทั่งในตอนปลายคริสต์ศตวรรษ ที่ 19 ทำให้บริเวณที่เป็นของชาวเขากลายเป็นชุมชนคาทอลิกที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง และมีการพัฒนาด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ศูนย์รักษาพยาบาล ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาด้านทรัพยากรในเขตพื้นที่สูงและปัญหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่มีสาเหตุหลักมาจากกลุ่มล่าอาณาของยุโรปที่เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ด้านทรัพยากรเป็นหลักเพราะการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและปัญหาชนกลุ่มน้อยเป็นปัญหาหลักที่เกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศตามมา (หน้า127-137)
          - จากการที่ชาวเซมังถุกเรียกว่า “คนป่า” สร้างความรู้สึกด้านลบให้กับชาวเซมัง เนื่องจากคำว่าคนป่าหากตีความตามความรู้สึกแล้ว จะหมายถึง คนป่าเถื่อน ที่มีสภาพไม่ต่างจากสัตว์ หรืออาจมีสภาพดีกว่าเล็กน้อยเท่านั้น (หน้า 148) และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การจัดให้มีการแสดงการเป่าลูกดอกและธนูของชาวเซมัง ในงานฉลองปีใหม่ที่กรุงเทพ ในปี ค.ศ. 1964 และที่เชียงใหม่ ในปี ค.ศ. 1973 ซึ่งเซมังจะถูกจัดให้อยู่ในช่อกรงหนึ่งของงานแสดง โดยให้คนเสียค่าผ่านประตูเข้าไปชมการแสดง (หน้า 150)
          - ในสังคมชินที่ปกครองแบบนายปกครองบ่าว ตำแหน่งจะเป็นตัวกำหนดชนชั้นของคนอย่างตายตัว กลุ่มคนที่มีเป็นเครือญาติกับหัวหน้าหมู่บ้านจะมีอำนาจในการแยก จัดการ ยึดครอง หรือแจกจ่ายที่ดิน และยังจะได้รับที่อยู่อาศัย อาหาร และแรงงานแบบฟรีๆ อีกด้วย (หน้า 172-173)
          - จากนิทาน ตำนานของอุษาคเนย์ เรื่องการกำเนิดโลก และท้าวฮุ่งขุนเจือง สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของคนในอุษาคเนย์ โดยเฉพาะเรื่องเครือญาติ การเป็นพี่เป็นน้องกัน เห็นถึงสึกนึกด้านโลกทัศน์ของผู้คนในอุษาคเนย์ ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต จนเกิดการผสมผสานด้านวัฒนธรรมวิถีชีวิตและการมีเผ่าพันธุ์ร่วมกัน (หน้า 184) นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างทางสังคม ที่นิยมการแต่งงานภายในกลุ่มของตัวเอง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนในอุษาคเนย์ 2 กลุ่ม คือ คนพื้นที่สูงกับพื้นราบ (หน้า294-295)

Social Cultural and Identity Change

          - ชาวเซมังได้ถูกผสมกลมกลืนเข้ากับเพื่อนบ้านในสมัยยุคล่าอาณานิคม และจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มาลายูถูกอังกฤษแบ่งแยก การเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างคอมมิวนิสต์จีนกับอังกฤษและมาเลย์ ก่อให้เกิดการไม่ยอมรับชาวทุ่งราบพวกขบถจึงหนีไปอยู่ในป่า เพื่อการรักษาความสัมพันธ์กับชาวเซมัง รัฐบาลจึงจัดสรรที่อยู่ให้แก่ชาวเซมังและกระตุ้นให้เกิดการผสมรวม ก่อให้เกิดการทำลายวัฒนธรรม จนทำให้มังบางคนหนีขึ้นไปอยู่ทางเหนือของไทย (หน้า 158)
          - ผลจากการล่าอาณานิคม ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านมาอำนาจลดลง กลายมาเป็นหัวหน้าตำบลที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อปกป้องหน่วยงานพิเศษของชิน หัวหน้าบางคนสามารถอ้างสิทธิความเป็นหัวหน้าได้เพียงผิวเผิน (หน้า 175)
          - จากการล่าอาณานิคมของอังกฤษส่งผลให้ชาวกะเหรี่ยงอพยพมาอยู่ในพม่าและไทย ทั้งในที่ราบและเขตภูเขา และทำให้เกิคความขัดแย้งเรื่องสิทธิที่เท่าเทียมกับชาวพม่าและไทย อีกทั้งยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนศาสนา ที่มีผลกระทบต่อความเชื่อดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง (หน้า 184)
          - ศาสนาคริสต์มีอิธิพลต่อกะเหรี่ยงที่เข้ามาให้การศึกษา ทำให้พวกกะเหรี่ยงบางคนมีอำนาจเปลี่ยนมาเป็นผู้นำทางศาสนาคริสต์ มีสถานภาพที่สูงขึ้นในสังคม ความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่งผลให้กะเหรี่ยงผูกพันตนเองเข้ากับอังกฤษ แต่พอถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษถูกลดบทบาทลง ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกะเหรี่ยงกับพม่า ที่มีผลต่อเรื่องชาติพันธุ์ (หน้า 193-194)

Critic Issues

Other Issues

พัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมในอุษาคเนย์ที่ประกอบไปด้วยเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องต่างๆได้แก่
          1. สังคมดังเดิม(หน้า34-42)
          2. รัฐโบราณในอุษาคเนย์(หน้า42-51)
          3. สังคมยุคประวัติศาสตร์ ซึ่งว่าด้วยเรื่อง
               - พุทธศาสนาและสังคมไทย(หน้า52-54)
               - พระสงฆ์ในพุทธศาสนา(หน้า54-55)
               - ระบบราชการกับกษัตริย์ไทย(หน้า55-64)
          4.สังคมวัฒนธรรมสมัยใหม่ยุคต้นที่ว่าด้วยเรื่อง
               - กำเนิดของคริสต์ศาสนาในยุคประวัติศาสตร์(หน้า65-66)
               - ภาพพจน์ของชาวคริสต์และสังคมยุคกลาง(หน้า66-70)
               - ภาพพจน์ของลัทธิแคลวินนิสต์และรูปแบบใหม่ของสังคม(70-84)
               - แนวคิดจริยธรรมโปรแตสแตนต์กับกระบวนการพัฒนาอุสาหกรรมในญี่ปุ่น(หน้า85-95)
               - อเมริกา:การเกิดสังคมวัฒนธรรมสมัยใหม่(หน้า95-101)
          5. ลัทธิชาตินิยมของกระเหรี่ยง(หน้า193-196)
          6. สภาวะความเป็นอยู่ของกะเหรี่ยงในพม่าและในไทยปัจจุบัน(หน้า190-198)
          7. กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย (หน้า311-314)
          8. สภาพแวดล้อมและภูมิประเทศของอุษาคเนย์ (หน้า216-226)

Google Map

Map/Illustration

  - แม้จะรับพระพุทธศาสนาแล้ว แต่สังคมในอุษาคเนย์ก้ยังมิได้ละทิ้งความเชื่อพื้นเมือง คือการถือผี (หน้า 102)

  - รูปปั้นผีนัตในประเทศพม่า ที่ชาวพม่านับถือควบคู่กับพระพุทธศาสนา (หน้า 103)
  - ชาวหลวงพระบางตื่นแต่เช้ามืด ใส่บาตรพระด้วยความศรัทธาในผลบุญที่ได้ช่วยสืบพุทธศาสนา (หน้า 103)
  - หน้าที่ของชาวพุทธที่ดี คือการที่ได้บวชเรียน (หน้า 104)
  - ศาสนสถานเนื่องในศาสนาฮินดูที่บาหลี มีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมติดต่อกับเทพเจ้า (หน้า 105)
  - ขบวนแห่เทพเจ้าที่ชาวบาหลีประกอบพิธีเซ่นสังเวยเพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อในศาสนาฮินดู (หน้า 106)
  - บารายหรืออ่างเก้บน้ำที่สร้างขึ้นตามความเชื่อทางศาสนาฮินดูของเขมร ที่เน้นความเป็นเทวราชของกษัตริย์ สระน้ำเหล่านี้มีความศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญทางพิธีกรรม (หน้า 106)
  - ปราสาทบายน ศาสนสถานที่สร้างขึ้นตามคติความเชื่อเรื่อง พระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน (หน้า 107)
  - ประชาชนยังเข้ามาประกอบพิธีกรรมในปราสาทบายน จนทุกวันนี้ (หน้า 107)
  - บุโรพุทธโธ ศาสนสถานทางพุทธศาสนาลัทธิมหายานที่เกาะชวา (หน้า 108)
  - วัดพระศรีสรรเพชรญ์ ที่จังหวัดอยุธยา สัญลักษณ์ของพุทธศาสนาลัทธิหีนยาน ที่มีคติความเชื่อเรื่องความเป็นสมมุติเทพของกษัตริย์ (หน้า 108)
  -  ชาวเซียมังบริเวณชายแดนไทย-มาลายู (ภาพจากหนังสือชาวเขาในประเทศไทย) (หน้า 199)
  - กะเหรี่ยงหนุ่มกับทรงผมใหม่ (หน้า 199)
  - ลำน้ำงึมในเขตหลวงพระบาง เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนหลายเผ่าพันธุ์ ที่อยู่อาศัยในเขตที่ลุ่มและที่สูง (หน้า 200)
  - ชาวขมุหรือลาวเทิง ตั้งบ้านเรือนในเขตที่สูงเมืองหลวงน้ำทา ประเทศลาว (หน้า 200)
  - ศาลผีของชนกลุ่มที่อยู่สูง จะตั้งศาลไว้ปากทางเข้าหมู่บ้าน(เขตหลวงน้ำทา) (หน้า 201)
  - การทำนาขั้นบันไดนเขตที่ราบสูงที่บาหลี (หน้า 201)
  - ชาวบาหลีกำลังดำนา (หน้า 202)
  - ชาวนาที่บาหลีลงแขกนวดข้าวด้วยวิธีการฟาดรวงข้าวกับพื้น (หน้า 202)
  - ชาวขมุกำลังหมกปลาที่จับได้ข้างลำธารทางไปเมืองสิงห์ประเทศลาว (หน้า 203)
  - สาวลาวเทิงกำลังเก็บดอกฝิ่น (หน้า 203)
  - ชาวอีก้อที่เมืองหลวงน้ำทา (หน้า 204)
  - หญิงชราชาวม้งกำลังย้อมผ้าบาติกที่จังหวัดน่าน (หน้า 204)
  - บารายหรืออ่างเก็บน้ำที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพุชา (หน้า 274)
  - กลองสัมฤทธิ์ สัญลักษณ์ร่วมของชาวอุษาคเนย์ที่มีบทบาทในพิธีกรรมความเชื่อที่สำคัญ เช่นในพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายและความอุดมสมบูรณ์ (ในภาพเป็นกลองสัมฤทธิ์ที่ชาวขมุเมืองหลวงน้ำทาเรียกว่าฆ้องบั้ง ในพิธีฆ่าควายจะนำเลือดควายมาเซ่นที่หน้ากลองด้วย) (หน้า 274)
  - พิธีปั้นกบเพื่อขอฝนของชาวไทยเขินที่เมืองเชียงตุง (หน้า 275)
  - ชาวจ้วงที่กวงสีกำลังทำพิธีฝังศพกบในพิธีบูชากบเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ก่อนฤดูทำนา (หน้า 276)
  - ชาวนาที่จังหวัดอุทัยธานี ตั้งศาลแม่โพสพให้ปกปักรักษาข้าวในพิธีแรกนา (หน้า 276)
  - พิธีแข่งเรือเพื่อเสี่ยงทาย และขอความอุดมสมบูรณ์ให้น้ำลดเพื่อเก็บเกี่ยวข้าวได้ผลผลิตสมบูรณ์ กลายเป็นความแข่งขันเพื่อความสนุกสนาน และเป็นการพนันขันต่อในปุจจุบัน (หน้า 277)
  - พิธีไหว้ผีเรือนของชาวมอญ ที่จังหวัดราชบุรี (หหน้า 277)
  - พิธีเซ่นผีเรือนของชาวโซ่ง เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี มดหรือหมอกำลังเรียกหรือเชิญวิญญาณบรรพบุรุษมากินเครื่องเซ่น (หน้า 278)
  - ชาวขมุทำขวัญควายก่อนฆ่าเพื่อสังเวยผีเรือน (หน้า 278)
  - การทำนาในที่ราบลุ่มมีน้ำหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยพอเลี้ยงผู้คนได้จำนวนมาก (หน้า 315)
  - ที่นาในหุบเขามีเนื้อที่น้อยกว่าในเขตที่ราบลุ่ม (หน้า 315)
  - ลักษณะของการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มคนที่อยู่ในที่สูง มีที่เพาะปลูกน้อย มักต้องโยกย้ายหาที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์กว่าเสมอ (หน้า 316)
  - ชาวลื้อในประเทศลาว (หน้า 316)
  - ชาวซาไกหรือ “เงาะ”(จากหนังสือ “เงาะ” ชนผู้อยู่ป่า ของ สุวัฒน์ ทองหอม) กลุ่มชนที่พูดภาษาในตระกูลมอญ-เขมร อยู่ทางใต้ของประเทศไทยและมาเลเซีย (หน้า 317)
  - ผู้หญิงชาวไทยดำที่ประเทศเวียดนามออกไปทำนา (หน้า 318)
  - ลัวะหรือไปร ที่ จ. น่าน อยู่ในเขตที่สูง (หน้า 319)
  - อาข่าหรืออีก้อที่อยู่ในประเทศลาว (หน้า 320)
  - กลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มที่อยู่ปะปนในที่สูง ที่ลาวเรียกรวมกันว่าลาวเทิง (หน้า 321)
  - หินตั้ง เชื่อว่าเป็นแหล่งฝังศพของกลุ่มชนบนที่ราบสูงในเขตภาคเหนือของไทยและลาว เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว (หน้า 322)
  - ไหหินที่ประเทศลาว ชาวขมุเชื่อว่าเป็นไหเหล้าของจุนเจือง (หน้า 323)

Text Analyst สุนิษา ฝึกฝน Date of Report 27 พ.ค. 2562
TAG สังคม, วัฒนธรรม, อุษาคเนย์, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง