ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลื้อ,วิถีชีวิต, การตั้งถิ่นฐาน, วัฒนธรรมประเพณี, การเปลี่ยนแปลง, เชียงใหม่
Author รัตนาพร เศรษฐกุล, ชุลีพร วิมุกตานนท์, ราญ ฤนาท
Title การสำรวจทางชาติพันธุ์ของชนเผ่าไทลื้อในลุ่มแม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลื้อ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) Total Pages 84 หน้า Year 2527
Source มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่
Abstract

งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจศึกษาการตั้งถิ่นฐานชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทลื้อบ้านเมืองลวง ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาชาวไทกลุ่มอื่นๆ ต่อไป ไทลื้อบ้านเมืองลวงเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนอพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนา มาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 ความเชื่อนี้สองคล้องกับร่องรอยของเมืองโบราณเวียงแก่นที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านปัจจุบัน ไทลื้อบ้านเมืองลวงมีภาษาพูดที่มีสำเนียงเฉพาะต่างจากภาษาของคนเมือง มีความเป็นอยู่เรียบง่าย ยึดมั่นผูกพันกับขนบธรรมเนียมประเพณีและศาสนา เพาะปลูกเป็นอาชีพหลัก ทั้งนี้ชาวบ้านเมืองลวงพร้อมที่จะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นทั้งจากระบบการศึกษาในโรงเรียน และการอบรมเพิ่มเติมจากหน่วยงานของรัฐบาลที่เข้าไปพัฒนาหมู่บ้าน (บทคัดย่อ)

Focus

ศึกษาแบบแผนการตั้งถิ่นฐาน ประวัติการก่อตั้งชุมชน วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ของไทลื้อ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นเฉพาะการตั้งถิ่นฐาน การธำรงรักษาวัฒนธรรมประเพณีเดิม และการผสมกลมกลืนเข้ากับสังคมพื้นเมือง (หน้า 3)

Theoretical Issues

ไม่ระบุ

Ethnic Group in the Focus

ชาวไทลื้อ บ้านเมืองลวง ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 3)

Language and Linguistic Affiliations

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

ชาวบ้านเมืองลวงเล่าสืบต่อกันมาว่า บรรพบุรุษของตนอพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนา ทางใต้มณฑลยูนนาน ประเทศจีน เนื่องจากสภาวะสงครามทำให้ทำมาหากินลำบาก จาก “วันตั้งบ้าน” วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.1932 ที่จารึกบนเสาหลักบ้าน ระยะเวลาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวบ้านจึงอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา (พ.ศ.1931-1954) กษัตริย์พระองค์ที่ 10 ของราชวงศ์เม็งราย (หน้า 12-13) จากการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดี หลักฐานประวัติศาสตร์ และคำบอกเล่า ผู้เขียนสรุปว่า ในพุทธศตวรรษที่ 20 มีชุมชน “พันนาฝั่งแกน” ตั้งอยู่แล้ว ในพื้นที่บ้านเมืองลวงและบริเวณใกล้เคียง (หน้า 14-15)

Settlement Pattern

ลักษณะหมู่บ้าน บ้านเรือนตั้งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกระจุก (Cluster Settlement) ตามแนวลำเหมืองแม่ลายทั้งสองฝั่ง กลุ่มบ้านที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเหมืองแม่สาย ได้แก่ บ้านเวียง บ้านหลวง บ้านพ่อเฒ่าก่ำ บ้านกิ่ว บ้านกอมะตี และกลุ่มบ้านฝั่งตะวันตกของลำเหมืองได้แก่ บ้านใหม่หล่ายหน้า บ้านหลวง บ้านกิ๋ว บ้านนาเกี๋ยง บ้านนาลาว (หน้า 29, 7) ลักษณะบ้านเรือน เรือนแบบดั้งเดิมของชาวบ้านเมืองลวงเป็นแบบไทลื้อในสิบสองปันนา มีหลังคาลาดต่ำ ใต้ถุนสูง มีเสาจำนวนมาก ในตัวเรือนไม่กั้นห้อง แบ่งพื้นที่ ปัจจุบันเรือนเก่าแบบไทลื้อทรุดโทรมผุพังหรือถูกรื้อหมดแล้ว ส่วนเรือนที่ยังมีลักษณะของเรือนไทลื้อเป็นเรือนที่เรียกว่า “เฮือนสองหลังหน้าเปียง” ประกอบด้วย “เฮือนนอน” และ “เฮือนไฟ” คู่กัน มี “ฮ่องล่น” อยู่ตรงกลาง มีชานรอบบ้าน ส่วนกลางบ้านนั้นก่อนถึงห้องนอนมี “เติ๋น” ใช้เป็นที่พักผ่อน กินอาหาร และรับแขก ทั้งบ้านมีห้องนอนห้องเดียวกัน โดยใช้ม่านกั้นหรือมุ้งแยกกัน ใต้ถุนบ้านสูงประมาณ 2 เมตร ใช้เลี้ยง วัว ควาย และนั่งทำงานตอนกลางวัน ใกล้ๆ บ้านมี “หลองข้าว” หรืองยุ้งข้าวรูปทรงลักษณะเดียวกับของไทลื้อในสิบสองปันนา ชาวบ้านไม่นิยมสร้างรั้วกั้นบริเวณบ้าน ส่วนใหญ่ใช้แนวต้นไม้ที่ปลูกรอบๆ กำหนดเขตบ้าน (หน้า 52-53) ปัจจุบันลักษณะเรือนของบ้านเมืองลวงเปลี่ยนไปมาก เป็นเรือนแบบใหม่ชั้นเดียวปลูกติดพื้นดิน สร้างด้วยอิฐปูน ทาสีแบบสมัยใหม่ เรือนแบบไทลื้อเหลือเพียงหลังเดียว นอกนั้นไม่เหลือรูปทรงแบบเก่าเลย แม้จะใช้ไม้สร้างแต่ก็นิยมตึกเพิ่มขึ้น บางหลังเป็นแบบครึ่งตึกครึ่งไม้ ไม่มีใต้ถุน การแบ่งพื้นที่ภายในเรือนเพื่อใช้สอยก็ต่างจากเดิมมาก (หน้า 76)

Demography

Economy

สภาพเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงขึ้นอยู่กับการผลิตทางการเกษตร รูปแบบความสัมพันธ์ทางการผลิตรวมทั้งลักษณะความผูกพันของคนในหมู่บ้านเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ในชุมชนแบบไร่นาของไทลื้อบ้านเมืองลวง (หน้า 46) การเพาะปลูก ชาวบ้านปลูกข้าวเป็นหลัก ปีละครั้ง โดยใช้นำฝนและน้ำเหมืองฝาย ถ้าปีใดมีน้ำเพียงพอก็ปลูกพืชอื่น เช่น ถัวเหลือง พริก กระเทียม หมุนเวียนแทนข้าว (หน้า 19, 21) ส่วนพืชผักอื่น เช่น หอม ถั่ว ฝ้าย คราม ยาสูบ ปละผักต่างๆ จะปลูกที่บริเวณผาแตก ซึ่งมีน้ำดินดี บริเวณนี้อยู่ห่างจากฝายผาแตกหรือฝายชลประทานแม่กวงประมาณ 5-6 กิโลเมตร สำหรับหลาก พลู และผลไม้จะปลูกในบริเวณบ้าน (หน้า 20) แรงงาน ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทางการเกษตรมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงการปลูกหรือเก็บเกี่ยว เนื่องจาก หาง่าย ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเลี้ยงอาหารแบบเอามื้อเอาวัน แบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการเลี้ยงอาหารแทนการจ่ายค่าจ้าง โดยอัตราค่าจ้างแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ แรงงานไร้ฝีมือและแรงงานมีฝีมือ (หน้า 26-27) ที่ดิน เป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ การถือครองที่ดินร้อยละ 56.1 เป็นการถือครองที่ดินของตนเอง นอกนั้นเป็นการทำกินในที่ดินของพ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง (หน้า 23)โดยการใช้ที่ดินเป็นการใช้แบบผสมผสานคือ ทำนา ทำส่วน และทำไร่ ในผืนเดียวกัน (หน้า 24) น้ำ ระบบเหมืองฝาย มีแก่เหมืองแก่ฝายดูแล ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน จะมีการตีฝายและขุดลองเหมือง (หน้า 28) ชาวบ้านจัดระบบเหมืองฝายเองในช่วงก่อนที่กรมชลประทานเข้ามาดูแล โดยทำฝายทดน้ำเข้านาเรียกว่าฝายเกาะมะตัน และฝายกอลาน ซึ่งมีการแบ่งเหมืองออกเป็น 2 สาย เรียกว่าเหมืองเกาะมะตัน และเหมืองหลวงซึ่งกรมชลประทานขุดภายหลัง (หน้า 30) กรมชลประทานสำรวจและสร้างฝายทดน้ำเสร็จในปี พ.ศ. 2490 เรียกว่าโครงการชลประทานแม่กวง ซึ่งเป็นฝายน้ำล้น ผ่านเข้าคลองส่งน้ำ 3 สาย (หน้า 30-31) โดยบ้านเมืองลวงได้รับน้ำจากคลองส่งน้ำเกาะมะตัน ได้รับน้ำใช้ในการเพาะปลูกอย่างพอเพียงในฤดูเพาะปลูก แต่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง (หน้า 31) มีการแก้ไขปัญหาโดยการขุดน้ำบาดาลในที่นาของตน และทำโอ่งเก็บน้ำตามบ้านเรือน วัด และโรงเรียน (หน้า 32) แหล่งน้ำการเกษตร นอกจากน้ำฝนแล้ว แหล่งน้ำเพาะปลูกอีกแห่งหนึ่งของหมู่บ้านคือ เหมืองฝายกักเก็บน้ำที่ชาวบ้านจัดการกันเอง โดยเลือกคนในหมู่บ้านเรียกว่า “แก่เหมืองแก่ฝาย” เป็นผู้ดูแลและจัดแบ่งน้ำ (หน้า 28) ก่อนมีโครงการชลประทานหลวงแม่กวง ชาวบ้านเมืองลวงจัดระบบเหมืองฝายโดยใช้น้ำแม่น้ำกวงที่ไหลมาจากดอนนางแก้วบรรจบกับน้ำแม่ลายแล้วไหลมาถึงเกาะมะตัน ชาวบ้านทำฝายทดน้ำเข้านาเรียกว่า “ฝายเกาะมะตัน” จากฝายเกาะมะตันลงมาเป็นฝายกอลาน ซึ่งมีเหมืองแยก 2 สายคือ เหมืองเกาะมะตัน และเหมืองหลวง ซึ่งเป็นลำเหมืองที่กรมชลประทานขุดขึ้นภายหลัง น้ำจากเหมืองเกาะมะตันไหลมาถึงบ้านดงเจริญชัย ก็แยกเป็น 2 สาย เหมืองร้องขี้เหล็กที่ไหลไปบ้านสันอุ้ม ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ดสายหนึ่ง และเหมืองแม่สายอีกสายหนึ่งที่ไหลสู่บ้านเมืองลวง ด้านหลังวัดศรีมุงเมือง ชาวบ้านดำเนินการจัดการเหมืองฝายเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2478 เจ้าราชภาคีนัยสร้างฝายชั่วคราวที่ดอยลอง บ้านผาแตกกั้นลำน้ำแม่กวงและขุดคลองส่งน้ำ แต่ฝายต้านทานแรงปะทะจากน้ำไม่ได้ พังลงทุกครั้ง จนกระทั้งปี พ.ศ. 2489 กรมชลประทานสำรวจและสร้างฝายทดน้ำขึ้นใหม่ อยู่ต่ำจากฝายผาแตกเดิมประมาณ 4 กิโลเมตร และเสร็จในปี พ.ศ. 2490 เรียกว่าโครงการชลประทานหลวงแม่กวง มีคลองส่งน้ำ 3 สายคือ คลองส่งน้ำเกาะมะตัน คลองส่งน้ำเมืองวะ และคลองส่งน้ำแม่กวง แม้กรมชลประทานจะเข้ามาจัดการดูแลฝายทดน้ำ แต่บริเวณที่อยู่นอกเขตโครงการชาวบ้านยังต้องบำรุงรักษาเหมืองฝายกันเองตามลักษณะเดิม (หน้า 30-31) การจัดการเหมืองฝาย ชาวบ้านจะเลือกแก่เหมืองแก่ฝายมาเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเหมืองฝาย เกณฑ์ชาวบ้านมา ตีฝาย ลอกฝาย และดูแลจัดการน้ำให้ยุติธรรม จัดสรรการใช้นำให้ทั่วถึง ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนจะแจ้งให้ชาวบ้านมาช่วยขุดลอกเหมือง ละตีฝาย โดยส่งครอบครัวละ 1 คนสำหรับครอบครัวที่ทำนา ทำประมาณ 1-3 วัน ชาวบ้านต้องนำหลักไปตีฝายเองตามจำนวนนาที่ครอบครอง การทำนุบำรุงฝายครัวเรือนที่ทำนาต้องรับผิดชอบร่วมกัน ผู้ที่ละเลยจะถูกปรับไหม แก่เหมืองแก่ฝายจะเป็นบุคคลที่ทุกคนไว้วางใจ ค่าตอบแทนอาจเป็นข้าวสารหรือที่ดินที่ชาวบ้านมอบให้ หากมีกรณีพิพาทตกลงกันไม่ได้อาจต้องให้เจ้าหน้าทางอำเภอช่วยไกล่เกลี่ย การควบควมการลักน้ำไปใช้ของชาวบ้านบางกลุ่มทำได้ยากเพราะพื้นที่ควบคุมของแก่ฝายกว้าง เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกพืชนอกฤดูจะมีการประชุมระหว่างตัวแทนชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ชลประทาน เพื่อพิจารณาพื้นที่ที่จะเพาะปลูกพืชนอกฤดู ถึงแม้เหมืองฝายในปัจจุบันได้จัดทำขึ้นโดยวัสดุที่แข็งแรงทนทานคือ พนังกั้นน้ำซีเมนต์ แต่ยังคงอาศัยแรงงานชาวบ้านในการบำรุงรักษาอยู่ (หน้า 28-29, 33-34) การแลกเปลี่ยนค้าขาย สมัยก่อนชาวบ้านเมืองลวงมีบทบาททางการค้าน้อย เพราะมีลักษณะเศรษฐกิจแบบเลี้ยงดูตนเอง การคมนาคมลำบาก สินค้าฟุ่มเฟือยมีน้อย และลักษณะนิสัยของชาวไทลื้อที่ไม่นิยมทำการค้า แต่ก็มีบางครอบครัวที่มีฐานะดีมีทุนสามารถทำการค้าระหว่างบ้านหรือเมืองได้ ส่วนชาวบ้านทั่วไปการค้าขายแลกเปลี่ยนมักทำที่ตลาดดอยสะเก็ดและหมู่บ้านใกล้เคียง สินค้าจากบ้านเมืองลวงได้แก่ หมาก พลู ข่าว ผัก และผลไม้ ผู้หญิงจะใส่เปี้ยด(กระบุง) หาบไปขายแล้วซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นกลับมาบ้าน ที่ตลาดดอยสะเก็ดจะมีพ่อค้าจีน เงี้ยว และคนเมืองนำสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคมาจำหน่าย และซื้อสินค้าจากชาวบ้าน นอกจากตลาดดอนสะเก็ดแล้วยังมีตลาดแม่ก๊ะ เขตอำเภอสันกำแพง ส่วนใน “เวียง” นั้นนำไปขายไม่ค่อยบ่อย บางครั้งพ่อค้าเงี้ยวก็จะนำสินค้ามาขายถึงในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็จะนำหมากดินหรือหมากแห้งไปแลกกับ งาขี้ม่อน แคบถั่วเน่า ปลาแห้ง พริก แต่สินค้าที่ชาวบ้านต้องการมากคือ เกลือ น้ำมันก๊าด ไม้ขีดไฟ เสื้อผ้า และด้ายซึ่งเป็นสินค้าราคาสูงขนส่งมาจากกรุงเทพฯ โดยชาวบ้านก็จะนำสินค้าตนมาแลก ถ้าใช้เงินก็เป็นเงินแถบหรือเงินรูปี ในระยะหลังเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงมาเป็นแบบการค้า รูปแบบการค้าบ้านเมืองลวงก็เปลี่ยนแปลงไป มีตลาดเล็กๆ ในหมู่บ้าน เปิดเฉพาะตอนเย็น เรียกว่า “กาดแลง” มีร้านค้าปลีก 6 ร้านขายเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพราะชาวบ้านสามารถเดินทางเข้าเมืองไปซื้อสินค้าอื่นๆ ได้สะดวกขึ้น สินค่าเข้าบ้านเมืองลวงจึงเป็นประเภทของกินและของใช้ที่จำเป็นที่มาจากร้านค้าส่งในจังหวัด ส่วยสินค้าออกได้แก่ พืชผลทางการเกษตร โดยมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงที่และเป็นผู้กำหนดราคาสินค้า ซื้อขายด้วยเงินสด (หน้า 35-38)

Social Organization

ลักษณะครอบครัว เป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว (Monogamy) ครอบครัวขนาดเล็ก (Nuclear family) บุตรจะแยกออกมาสร้างครอบครัวเมื่อแต่งงานแล้ว การสืบเชื้อสายให้ความสำคัญทั้งทางพ่อและทางแม่ หลังแต่งงานจะตั้งบ้านเรือนข้างฝ่ายหญิง (Matrilocal) แต่บุตรใช้นามสกุลของผู้เป็นพ่อ (หน้า 47-48) ในกรณีที่ฝ่ายชายฐานะดีกว่าฝ่ายหญิงและเป็นบุตรคนเดียวของครอบครัว ฝ่ายชายจะอยู่บ้านฝ่ายหญิงระยะหนึ่ง แล้วจึงย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านฝ่ายชาย (หน้า 55) บิดาเป็นหัวหน้าครอบครัวมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่ถ้ามารดามีรายได้ให้ครอบครัวก็มีอำนาจได้ (หน้า 48) ลูกทุกคนได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่ากัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมรดกที่ดินทำกิน ทั้งนี้บางครอบครัวอาจไม่แบ่งที่ดินทำกิน แต่จะนำผลผลิตมาแบ่งปันกัน เพื่อป้องกันปัญหาที่ดินทำกินไม่เพียงพอ สำหรับบ้านและที่ดินบริเวณบ้านมักจะยกให้ลูกสาวที่ออกเรือนคนสุดท้าย เพราะได้อยู่ดูแลบิดามารดา (หน้า 48) การแต่งงาน หนุ่มสาวมีอิสระในการเลือกคู่ครองตามธรรมเนียมอู้บ่าวอู้สาวของไทลื้อ เมื่อตกลงสมัครใจจะมีการหาวันหาฤกษ์ (หน้า 53) วันแต่งขบวนขันหมากจะนำหอกดาบและหีบบรรจุเสื้อผ้ามาที่บ้านเจ้าสาว ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะรวมเงินและแจกจ่ายแขกผู้มางาน นอกจากนี้จะมีการทำสวยดอกไม้หรือกรวยดอกไม้แลกเปลี่ยนระหว่างกันเพื่อนำไปไหว้ผีปู่ย่าของตนเอง (หน้า 54) หลังแต่งงานผู้ชายจะ “อยู่กรรม” สามวัน โดยตอนกลางคืนนอนที่บ้านฝ่ายหญิงแต่ตอนกลางวันกลับไปบ้านของตนเอง เมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วฝ่ายชายจึงอยู่บ้านฝ่ายหญิงอย่างถาวร และหลังจากแต่งงาน 15 วัน คู่สามีภรรยาจะนำผ้าถุง 1 ผืน เสื้อ 1 ตัว และไก่ต้ม 1 ตัว มามอบให้พ่อแม่ฝ่ายชาย ซึ่งทำพิธีผูกมือเรียกขวัญในการครองเรือน (หน้า 54-55)

Political Organization

ผู้ปกครองชุมชน ในอดีตเรียก กำนันและผู้ใหญ่บ้านว่าแคว่นและแก่บ้าน เมื่อ 2-3 ชั่วคนล่วงมา แคว่นบ้านมีตำแหน่งเป็น พญาและหมื่น แคว่นและแก่บ้านมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้านและเก็บภาษีอากรให้เจ้านายที่เชียงใหม่ สมัยก่อนตำแหน่งทั้งสองไม่ได้รับเงินเดือน อต่ได้รับการลดภาษีนาเป็นการตอบแทน ปัจจุบันแม้จะได้รับเงินเดือนแต่ก็จำนวนน้อย ผู้ที่เป็นแคว่นและแก่บ้านจึงมักฐานะดี ชาวบ้านมีเกณฑ์การเลือกคือ มีความรู้ดี อ่านออกเขียนได้ เข้าใจกฎหมายบ้านเมือง พูดจาฉะฉาน สามารถเป็นผู้นำ รักษาผลประโยชน์ชาวบ้าน และต้องเป็นชาวไทลื้อที่เกิดในหมู่บ้าน (หน้า 40-41) ในการดูแลหมู่บ้าน ผู้ปกครองใช้การประชุมร่วมกับชาวบ้าน การเรียกประชุมใช้การเคาะเกราะ (ตีกะหลก) ซึ่งมี 4 แบบคือ 1)การเคาะเกราะ (ตีกะหลก) เป็นจังหวะยาวๆ แสดงว่าเรียกประชุมเพื่อแจ้งข่าวราชการ 2)การเคาะเกราะ (ตีกะหลก) เป็นจังหวะกระชั้นสั้นๆ แสดงว่ามีเหตุร้าย 3)การตีผางลาง แสดงว่าวัวหาย 4)การตีกลอง เป็นการเรียกให้มาช่วยทำงาน ชาวบ้านจะต้องส่งคนมาประชุมอย่างน้อยบ้านละหนึ่งคน ปัจจุบันผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้แจ้งให้แต่ละบ้านทราบ (หน้า 42) การเกณฑ์แรงงาน ในอดีตราษฎรหรือไพร่ต้องมีการผลัดเปลี่ยนเกณฑ์แรงงานไปทำงานต่างๆ ตามสังกัดมูลนาย แต่ในปีพ.ศ.2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศยกเลิกการเกณฑ์แรงงาน ให้เสียเงิน 4 บาทต่อปี ถ้าไม่มีเงินเสียจะถูกเกณฑ์ไปทำงานโยธาปีละ 20 วัน ถึงแม้จะเป็นผลดีที่ประชาชนไม่ถูกเกณฑ์แรงงานบ่อยๆ แต่ชาวบ้านกลับประสบปัญหาเงินหายาก ทำให้ชาวบ้านเมืองลวงยังต้องถูกเกณฑ์ไปทำงานอยู่เสมอ การเกณฑ์แรงงานนั้นไม่ถูกยกเลิกเด็ดขาด ทางราชการยังมีสิทธิเกณฑ์ชาวบ้านไปทำงานต่างๆ ดังนี้ 1)หาบหามรับส่งสิ่งของราชการ 2)จัดหาสิ่งของรับใช้ราชการ 3)รักษาด่านหรือรักษาของราชการ 4)ซ่อมแซมปลูกสร้างสถานที่ราชการ 5)ขุดและรักษาทางน้ำ 6)ซ่อมแซมรักษาทางบก 7)ราชการอื่นๆ ตามคำสั่งเสนาบดี โดยทางราชการต้องจัดเสบียงอาหารและจ่ายเงินตอบแทนวันละ 16 อัฐ ปัจจุบันการเสียภาษีอากรและการเกณฑ์แรงงานถูกยกเลิกไป เว้นแต่เพียงความร่วมมือของชาวบ้านตามความสมัครใจ (หน้า 43-45)

Belief System

พุทธศาสนา ชาวบ้านเมืองลวงนับถือพุทธศาสนา มีวัดศรีมุงเมืองที่สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.1954 เป็นวัดประจำหมู่บ้าน ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่ปฏิบัติกิจทำบุญทางศาสนาแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางทำกิจกรรมอื่นของหมู่บ้านด้วย เช่น การประชุม การอบรมต่างๆ ชาวบ้านเมืองลวงมีการปฏิบัติพิเศษคือ ในช่วงเข้าพรรษา ชาวบ้านจะนำขันข้าวตอกดอกไม้ไปวัดหลังจากกินอาหาร ขณะที่ที่อื่นชาวบ้านนิยมไปวัดตอนบ่ายหลังอาหารกลางวัน นอกจากนั้นประเพณีการบวชของชาวบ้านเมืองลวงยังมีธรรมเนียมเฉพาะของหมู่บ้านด้วย คือ ก่อนวันบวช พ่อแม่ของผู้บวช จะนำดอกไม้ธูปเทียนไปแจ้งข่าวและขอขมาลาโทษกับญาติหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เรียกว่า”ขอแผ่นำบุญ” เจ้าของบ้านจะถวายปัจจัยเครื่องไทยทานต่างๆ ในวันดาหรือวันเตรียมงานเจ้าของบ้านมักจัดการละเล่นเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ร่วมงาน การบวชเณรเรียกว่า “บวชลูกแก้ว หรือ ปอยน้อย” เริ่มตั้งแต่อายุ 11-12 ปี เมื่อศึกออกมาจะได้รับคำนำหน้าชื่อว่า “น้อย” หากบวชเป็นภิกษุแล้วจะเรียกว่า “หนาน” ผู้ที่บวชจนได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อสึกออกมาเรียกว่า “หนานหลวง” (หน้า 55-57) ความเชื่อ แม้จะนับถือพุทธศาสนา แต่ชาวบ้านก็ยังนับถือผีอยู่ ได้แก่ ผีปู่ย่า ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของฝ่ายหญิง (ancertor spirit) สมาชิกครอบครัวต้องทำพิธีเลี้ยงผีทุกปีในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เหนือ ผีปู่ย่าจะคอยปกป้องคุ้มครองสมาชิกในครอบครัว ถ้าทำให้ผีปู่ย่าโกรธ คนในบ้านก็จะเจ็บป่วย เช่น การทำผิดประเพณี อย่าง “ผิดผี” หญิงชายแตะเนื้อต้องตัวกัน หรือ “ไปสู่” หญิงชายได้เสียกัน ผีปู่ย่าจะบัลดาลให้ญาติฝ่ายหญิง เช่น แม่หรือยายเจ็บป่วย ฝ่ายชายจะต้องจ่ายค่า “เสียผี” ให้ผู้หญิง ส่วนครอบครัวผู้หญิงก็จะทำพิธีเลี้ยงผี และเมื่อลูกสาวแต่งงานก็ต้องบอกกล่าวผีปู่ย่าด้วย เพื่อให้ชีวิตการครองเรือนราบรื่นมีสุข ปัจจุบันการนับถือผีปู่ย่าลดลงไม่เคร่งครัดเหมือนอดีต นอกจากผีปู่ย่าแล้ว ชาวบ้านยังนับถือ “เสื้อบ้าน” ซึ่งเป็นผีที่คุ้มครองหมู่บ้านทั้งหมด มีหอผีอยู่ใต้วัด ชาวบ้านจะร่วมกันทำพิธีเลี้ยงผีเสื้อบ้านในวันสงกรานต์ทุกปี โดยแต่ละครอบครัวจะนำหมู ไก่ ขนม ผลไม้ และเหล้าไปร่วมกันทำพิธี (หน้า58-59)

Education and Socialization

โรงเรียนของบ้านเมืองลวงก่อตั้งในปีพ.ศ. 2464 โดยโรงเรียนประชาบาลตำบลลวงเหนือ (บำรุงราษฎร์วิทยา) เป็นโรงเรียนสำหรับตำบลลวงเหนือ ได้รับการสนับสนุนด้านที่ดิน อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนทุนการศึกษาอย่างดีจากชาวบ้าน ทั้งนี้ชาวบ้านที่มีทุนทรัพย์มักส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนในตัวเมืองจนถึงระดับอุดมศึกษา (หน้า 49) นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้รับการอบรมวิชาชีพต่างๆ เช่น การทำโอ่ง ทำน้ำปลา การดัดแปลงถนอมอาหารผลผลิตทางการเกษตร โดยหน่วยงานรัฐ (หน้า 49)

Health and Medicine

ความเชื่อเกี่ยวกับการเจ็บป่วย เมื่อเจ็บป่วยชาวบ้านจะไปหาคนทรงหรือ “ม้าขี่” เพื่อเข้าทรงถามผีเจ้านายหรือผีหม้อนึ่งถึงสาเหตุและการรักษา โดยนำดอกไม้ ธูปเทียน วันเดือนปีเกิด และเสื้อผ้าผู้ป่วยพร้อมเงินบูชาครูไปมอบให้คนทรง (หน้า 59)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

หัตถกรรม เคยเป็นงานสำคัญในอดีต ผู้ชายจะเป็นผู้ผลิตเครื่องจักสาน ผู้หญิงจะทอผ้าที่ทำจากเส้นด้ายจากต้นฝ้ายที่ปลูกเอง โดยจะนำฝ้ายมาปั่นเป็นเส้น ม้วนเป็นไจ หรือ ต่อง นำไปแช่น้ำข้าว ทุกบ้านจึงมักมีหูกทอผ้าตั้งอยู่ใต้ถุนบ้านทุกบ้าน ผ้าที่ทอใส่แล้วจะอุ่นสบาย ทนทาน การทอผ้าใช้เองเริ่มยุติในช่วง พ.ศ. 2475-2490 ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปสู่การผลิตเพื่อการค้า (หน้า 22)

Folklore

ไม่ระบุ

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่ระบุ

Social Cultural and Identity Change

ชุมชนไทลื้อบ้านเมืองลวงเป็นชุมชนขนาดเล็กใกล้ชิดกับชุมชนคนเมืองเชียงใหม่มาช้านาน ไทลื้อบ้านเมืองลวงไม่เคยแบ่งแยกตัวเองกับคนเมืองซึ่งต่างจากไทลื้อที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันชาวไทลื้อบ้านเมืองลวงมีลักษณะกลมกลืนกับคนเมืองมาก (หน้า 63-64) ทั้งนี้สาเหตุการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนไทลื้อ บ้านเมืองลวง มาจาก 2 สาเหตุ คือ 1) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายในสังคมของชาวไทลื้อ เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากรโดยอัตราเกิดตามธรรมชาติ และการเพิ่มขึ้นของประชากรจากการย้ายเข้า อันเนื่องมาจากการแต่งงานที่นิยมให้ผู้ชายมาอยู่บ้านฝ่ายหญิง (matriloeal) และความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน ซึ่งดึงดูดคนต่างชุมชนให้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความเจริญของชุมชน และขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดการเสียระเบียบของชุมชน ชาวบ้านเมืองลวงจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป (หน้า 65-67) 2) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกสังคมของชาวไทลื้อ บ้านเมืองลวง ได้แก่ การยอมรับสิ่งใหม่ (Innovation) เช่นเทคนิควิทยาการ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ระเบียบแบบแผนต่างๆ จากการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม (Cultural diffusion) อันเนื่องมาจากการคมนาคมและการสื่อสารที่ดีขึ้น ทำให้ชุมชนบ้านเมืองลวงติดต่อกับชุมชนอื่นเพิ่มมากขึ้น (หน้า 67) ทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชาวไทลื้อ บ้านเมืองลวง: 1) รูปแบบครอบครัว เปลี่ยนจากครอบครัวขยาย (Extended family) เป็นครอบครัวเดี่ยว (Nuclear family) (หน้า 67-68) ที่อยู่ของคู่สมรส รูปแบบเดิมหลังพิธีแต่งงาน เจ้าบ่าวกลับไปอยู่บ้านตน 3 วัน แล้วจึงกลับไปอยู่บ้านเจ้าสาว 3 ปี จากนั้นคู่สมรสก็ไปอยู่บ้านฝ่ายชาย 3 ปี หลังจากนั้นทั้งคู่จึงจะแยกไปตั้งครอบครัวของตนต่างหากได้ แต่ในปัจจุบันผู้ชายนิยมตั้งถิ่นฐานอยู่กับฝ่ายหญิง ซึ่งต่างจากคู่สมรสคนเมืองจะเลือกอยู่กับญาติฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายก็ได้ เนื่องจากคนเมืองเข้าไปอยู่ในบ้างเมืองลวง จึงทำให้บางครอบครัวมีความคิดเรื่องการตั้งถิ่นฐานหลังสมรสเปลี่ยนไปในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น (หน้า 67-69) 2) รูปแบบเศรษฐกิจ ระบบอาชีพ การส่งเสริมการเกษตรของราชการและความต้องการขายผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมในครัวเรือนเพื่อนำเงินสดไปซื้อสินค้าประเภทอื่น ทำให้ชาวบ้านพยายามเพิ่มผลผลิตและผลิตเพื่อการค้ามากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังเปลี่ยนแปลงค่านิยมส่งลูกเรียนหนังสือเพื่อประกอบอาชีพที่มีรายได้เป็นค่าจ้างหรือเงินเดือน เช่น การรับราชการ หรือเป็นลูกจ้างมากขึ้น (หน้า 70) ระบบการแบ่งงานกันทำ การแบ่งงานในลักษณะตามเพศตามอายุเริ่มลดความสำคัญลง แต่ยังคงมีอยู่เป็นลักษณะพื้นฐาน การแบ่งงานเน้นความรู้ความสามารถที่ได้จากการศึกษามากขึ้น (หน้า 71) ระบบการแลกเปลี่ยนผลผลิตมี 2 แบบคือ การแลกเปลี่ยนระหว่างผลผลิตต่อผลผลิตและการแลกเปลี่ยนโดยใช้เงินตรา และในปัจจุบันเริ่มมีค่านิยมให้ความสำคัญกับเงินตรามากขึ้น (หน้า 72) ระบบทรัพย์สิน เครื่องมือ เครื่องใช้ เสื้อผ้า ปัจจัยการผลิต ที่ดิน และสิ่งอื่นๆ ที่เป็นนามธรรมเช่น ความรู้ เป็นสิ่งที่แสดงฐานะเศรษฐกิจและเป็นตัวกำหนดฐานะทางสังคม (หน้า 72-73) 3) ความทันสมัย ชุมชนไทลื้อบ้านเมืองลวงพัฒนาหมู่บ้านให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม พร้อมทั้งสร้างความทันสมัย ดังจะเห็นได้จาก สิ่งของเครื่องใช้ การติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และลักษณะบ้าน มีการเปลี่ยนแปลงทันสมัยมากยิ่งขึ้น (หน้า 74-77) 4) การศึกษา ปัจจุบันเริ่มมีการส่งเสริมให้ลูกเรียนหนังสือสูงๆ การศึกษามีอิทธิพล ส่งผลให้ระบบความเชื่อ พิธีกรรม รวมไปถึงค่านิยมเรื่องที่อยู่อาศัย อาหารการกิน และการทำงาน เปลี่ยนแปลงไป (หน้า 77-78) ทั้งนี้คณะผู้วิจัยเห็นว่า ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมต่อชุมชนไทลื้อ บ้านเมืองลวง ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชน (หน้า 78) แต่ก็ทำให้ชุมชนเสียระเบียบและนำมาซึ่งปัญหาสังคม บางครั้งระบบต่างๆ ในสังคมมีการปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา การปกครองและศีลธรรม เป็นต้น (หน้า 79-80)

Critic Issues

ไม่ระบุ

Other Issues

ไม่ระบุ

Google Map

Map/Illustration

แผนที่ตำบลต่างๆ (หน้า ก) แผนที่อำเภอใกล้เคียง (หน้า ข) แผนที่หมู่บ้าน (หน้า ค)

Text Analyst อภิรัตน์ ศุภธนาทรัพย์ Date of Report 11 เม.ย 2556
TAG ลื้อ, วิถีชีวิต, การตั้งถิ่นฐาน, วัฒนธรรมประเพณี, การเปลี่ยนแปลง, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง