ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลื้อ,อัตลักษณ์,พิธีกรรม,ตำนาน,การเปลี่ยนแปลง,น่าน
Author Yuji Baba
Title Being Lue, and not being Lue
Document Type บทความ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ลื้อ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 19 Year 2541
Source Inter - Ethnic Relations in the Making of Mainland southeast Asia.Vol.1, Compiled by Hayashi, Yukio, pp. 76 - 94, Center for Southeast Asian Studies Kyoto University.
Abstract

ไทลื้อที่อพยพจากสิบสองปันนามาอยู่ในภาคเหนือของไทย มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมกับคนยวนซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของภาคเหนือ ดังนั้นประเด็นปัญหาที่ว่า "ใครคือลื้อ" จึงเป็นปัญหาที่มีความคลุมเครือ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาถึงสถานการณ์ปัจจุบันของอัตลักษณ์ไทลื้อในภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะในสามหมู่บ้านไทลื้อของอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ไทลื้อ 3 หมู่บ้านในอำเภอท่าวังผา (หมู่บ้าน N, D และ T) มีการรักษาอัตลักษณ์ไว้โดยการทำพิธีบูชาเจ้าหลวงเมืองล้า ซึ่งเชื่อโยงกับความทรงจำเกี่ยวกับถิ่นฐานดั้งเดิมในสิบสองปันนาและตำนานเรื่องราวการอพยพ สิ่งสำคัญในพิธีกรรมคือความทรงจำเกี่ยวกับ ลำดับชั้นของผีเมืองเจ้าหลวงเมืองล้า (the pantheon of Chao Laung Muang La) และตำแหน่งสำคัญของผู้ร่วมประกอบพิธีกรรม เช่น เจ้าเมือง และหมอเมือง เป็นต้น โดยลำดับชั้นของผีเมืองแสดงให้เห็นถึงตำนานของกองทหารไทลื้อในช่วงเวลาของการอพยพ ส่วนเจ้าเมืองและหมอเมืองแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันทางเชื้อสายกับสิบสองปันนา แต่เมื่อโครงการพัฒนาชนบทและระบบการปกครองท้องถิ่นของรัฐเข้าสู่หมู่บ้าน มีความพยายามที่จะแสดงออกถึงความเป็นลื้อด้วยการสร้างความหมายใหม่ให้กับพิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้า โดยเชื่อมโยงเข้ากับประวัติศาสตร์ความทรงจำของแต่ละหมู่บ้าน

Focus

ศึกษาอัตลักษณ์ความเป็นไทลื้อ ผ่านการประกอบพิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าที่เชื่อมโยงกับตำนานการอพยพ และการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าในบริบทของการพัฒนาชนบทของไทลื้อใน 3 หมู่บ้าน อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

Theoretical Issues

ไม่มีข้อสรุปประเด็นทางทฤษฎีที่ชัดเจน ผู้เขียนมองว่า การรักษาอัตลักษณ์ความเป็นลื้อด้วยการทำพิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าของไทลื้อ 3 หมู่บ้านในอำเภอท่าวังผา สนับสนุนทฤษฎีของคายส์ (C.F.Keyes) ที่ว่า “อัตลักษณ์ท้องถิ่นฝังรากลึกอยู่ในจารีตประเพณี และดำเนินสืบเนื่องต่อมาผ่านเรื่องเล่า นิทาน และตำนานต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกลับไปถึงถิ่นฐานดั้งเดิมในช่วงเวลาก่อนสมัยใหม่” อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของคายส์ดังกล่าวอธิบายถึงอัตลักษณ์ไทลื้อในพื้นที่ที่ผู้เขียนศึกษาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากคายส์ไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างโครงการพัฒนาท้องถิ่นกับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้า (ซึ่งได้รับอิทธิพลจากโครงการพัฒนาของรัฐ) นอกจากนี้ คายส์ก็ไม่ได้พูดถึงอัตลักษณ์ไทลื้อในระดับปัจเจกชนเช่นกัน สำหรับชาวบ้านไทลื้อ 3 หมู่บ้านและหมู่บ้านรอบ ๆ ในอำเภอท่าวังผา มีวิธีการสัมพันธ์กับพิธีกรรมเจ้าหลวงเมืองล้าที่แตกต่างกัน ในระดับปัจเจกชนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกถึงอัตลักษณ์ไทลื้อในชีวิตประจำวัน (ซึ่งไม่แตกต่างจากการแสดงออกของไทยวน) และบางคนก็สูญเสียอัตลักษณ์ภายนอกที่บ่งบอกถึงความเป็นลื้อไป แม้จะบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าก็ตาม ในทางตรงข้าม มีการเคลื่อนไหวพยายามแสดงออกถึงความเป็นลื้ออย่างเด่นชัด โดยการพยายามสร้างความหมายใหม่ให้กับพิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าในบริบทของการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งเกิดขึ้นในระดับหมู่บ้าน การพยายามประกาศความเป็นลื้อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในระดับปัจเจกชน แต่เกิดขึ้นในระดับชุมชนหมู่บ้าน (หน้า 77, 85)

Ethnic Group in the Focus

ไทลื้อในหมู่บ้าน N หมู่บ้าน D และหมู่บ้าน T อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงช่วงเวลาการทำวิจัยใน 3 หมู่บ้านไทลื้อ อำเภอท่าวังผา แต่ในหน้า 76 และเชิงอรรถหน้าเดียวกันระบุว่าผู้เขียนทำวิจัยเกี่ยวกับไทลื้อในภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะในสามหมู่บ้านอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 – 1997

History of the Group and Community

ไทลื้อ 3 หมู่บ้าน ซึ่งผู้เขียนใช้นามสมมติว่า N, D และ T ของอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน อ้างถึงความเป็นมาว่ามาจากเมืองล้าในสิบสองปันนา อพยพจากสิบสองปันนาเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 เนื่องจากความวุ่นวายภายใน และถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่น่านโดยเจ้าเมืองน่าน ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยปัจจุบัน โดยมีผีอารักษ์ (guardian spirit) ที่เรียกว่า “เจ้าหลวงเมืองล้า” และการจัดพิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงถึงประวัติศาสตร์และความทรงจำของไทลื้อกับเมืองล้าถิ่นฐานดั้งเดิมที่สิบสองปันนา (หน้า 78)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ไม่มีข้อมูล

Economy

ไม่มีข้อมูล

Social Organization

ผีอารักษ์ (guardian spirit) ที่อยู่ในลำดับชั้นผีเมืองของเจ้าหลวงเมืองล้า (the pantheon of Chao Luang Muang La) ได้รับการบูชาในฐานะที่เป็นผีบรรพบุรุษของไทลื้อที่เป็นปัจเจกบุคคล ความเชื่อเหล่านี้มีอยู่ในหมู่บ้านไทลื้อทั้งสามหมู่บ้าน ( N, D, T ) ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นไทลื้อ ในหมู่บ้าน N และหมู่บ้าน T การสืบทอดความเชื่อและการปฏิบัติเกี่ยวกับผีอารักษ์เหล่านี้ สืบทอดผ่านสายตระกูลทั้งทางพ่อและทางแม่ (paternal and maternal line) แต่ในหมู่บ้าน D สืบทอดผ่านเฉพาะสายตระกูลทางแม่ (maternal line) ดังนั้น แต่ละบ้านในหมู่บ้าน N และหมู่บ้าน T จะบูชาผีหลายตน และเป็นสมาชิกในกลุ่มบูชาผีอยู่หลายกลุ่ม (เพราะต้องบูชาผีที่สืบทอดมาจากสายตระกูลของทั้งพ่อและแม่) แต่ในหมู่บ้าน D แต่ละบ้านบูชาผีเพียงตนเดียว และเป็นสมาชิกของกลุ่มบูชาผีเพียงกลุ่มเดียวคือเฉพาะสายตระกูลทางแม่ (ดูแผนผังที่ 2 หน้า 91) (หน้า 78) ความเป็นไทยลื้อไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่เฉพาะในหมู่บ้านเท่านั้น มีกรณีที่ไทลื้อบางคนออกจากหมู่บ้านไทลื้อและไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไทยวน เขาก็ยังคงถูกจำแนกออก ว่าเป็นไทลื้อ จึงอาจกล่าวได้ว่า การจำแนกความเป็นไทลื้อไม่ได้เชื่อมโยงกับอาณาเขตของหมู่บ้าน แต่สุดท้ายจะเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องผีของพวกเขา (หน้า 78-79)

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

พิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้า : หมู่บ้านไทลื้อส่วนใหญ่ในไทยประกอบพิธีกรรมซึ่งเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประวัติความเป็นมาของไทลื้อ ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน โดยที่สิบสองปันนาประกอบด้วยเมืองจำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่ละเมืองจะมีผีอารักษ์ (guardian spirit) ประจำเมืองของตนเอง ไทลื้อในประเทศไทยจำแนกตัวเองออกจากไทลื้อโดยรวม มาเป็นการอ้างถึงความเป็นไทลื้อที่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองต่างๆ แต่ละเมืองในสิบสองปันนา และเคารพนับถือผีเมืองที่เป็นบรรพบุรุษของตนเอง ไทลื้อใน 3 หมู่บ้าน ได้แก่ N, D และ T อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน อ้างถึงความเป็นมาของพวกตนว่ามาจากเมืองล้าในสิบสองปันนา อพยพมาอยู่เมืองน่าน โดยมีผีอารักษ์ (guardian spirit) เดียวกัน คือ “เจ้าหลวงเมืองล้า” ซึ่งทั้งสามหมู่บ้านจะมาบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าร่วมกันทุกสามปีหนึ่งครั้ง พิธีบูชาจะทำต่อเนื่องกัน 3 วัน โดยประธานผู้ประกอบพิธีคือ “เจ้าเมือง” (Chao Muang : ผู้สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากเจ้าเมืองล้าแต่ดั้งเดิม) และมี “หมอเมือง” (Mo Muang : the priest of the spirit Chao Luang Muang La) เป็นหัวหน้าในการประกอบพิธีกรรม โดยบทบาทของเจ้าเมืองใช้เฉพาะในพิธีกรรม ไม่มีอำนาจทางการเมืองที่แท้จริง (เจ้าเมืองคนก่อนอยู่หมู่บ้าน D คนต่อมาอยู่หมู่บ้าน N) พิธีกรรมวันแรก : ชาวบ้านจากหมู่บ้าน N ไปรับเจ้าเมือง และชาวบ้านจากสามหมู่บ้านนำผีลำดับย่อยอื่น ๆ พร้อมแท่นบูชาเข้าไปประกอบเป็นกองทัพของเจ้าหลวงเมืองล้า โดยนำไปจัดวางไว้รอบ ๆ อนุสาวรีย์ (statue) ของเจ้าหลวงเมืองล้า พิธีกรรมวันที่สอง : หมอเมืองและเจ้าเมืองไปที่ประรำพิธีในหมู่บ้าน N (เนื่องจากอนุสาวรีย์เจ้าหลวงเมืองล้าอยู่ที่หมู่บ้าน N) โดยมีชาวบ้านร้องรำไปในขบวนด้วย ที่ประรำพิธีมีการสวดบูชาเจ้าหลวงเมืองล้า จากนั้น มีการฆ่าวัว ควาย หมูสีดำและสีขาว เซ่นไหว้ และมีการร้องรำถวาย พิธีกรรมวันที่สาม : เป็นการทำพิธีสำหรับผีเมืองอู (spirit U) ซึ่งมาจากเมือง U (ปัจจุบันอยู่ทางเหนือของลาว) ส่งท้าย สิ้นสุดพิธีด้วยการที่หมอเมืองและเจ้าเมืองสวดให้พร อวยพรให้ชาวบ้านมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดี (หน้า 77-78, 93) ผีของไทลื้อส่วนใหญ่จะอยู่รวมกันที่ประรำพิธีบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าในหมู่บ้าน N ซึ่งมีการบูชาทุกสามปีหนึ่งครั้ง มีผีบางตนที่จัดพิธีบูชาเฉพาะเป็นประจำทุกปี แต่ผีบางตนก็ไม่มีพิธีบูชา นอกจากมีพิธีบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าและการบูชาผีประจำปีแล้ว ยังมีพิธีบูชาผีบรรพบุรุษในบางโอกาส เช่น วันสงกรานต์ งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น โดยจะถวายดอกไม้ ธูปเทียนบูชา สำหรับชาวบ้านหมู่บ้าน D และ T นอกจากเข้าร่วมพิธีบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าทุก 3 ปีครั้งที่จัดขึ้นในหมู่บ้าน N แล้ว จะไม่มีการบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าอีก แต่สำหรับชาวบ้านหมู่บ้าน N ยังบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าในฐานะผีบ้าน (the village guardian spirit – Phi Ban) ด้วย

Education and Socialization

ไม่มีข้อมูล

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ในบทความกล่าวถึงตำนานของการอพยพจากสิบสองปันนาที่แสดงให้เห็นถึงลำดับชั้นของผีเมือง (pantheon of spirits) และเชื่อมโยงกับความทรงจำเกี่ยวกับถิ่นฐานดั้งเดิมในสิบสองปันนา ซึ่งจะช่วยให้ไทลื้อรักษาอัตลักษณ์ของความเป็นลื้อไว้ แต่ไม่ได้พรรณนาถึงรายละเอียดเนื้อหาของตำนาน

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ผู้เขียนได้แสดงตัวอย่างของกรณีต่าง ๆ ของการสูญเสียอัตลักษณ์ไทลื้อ ดังนี้ 1) ไม่ได้อ้างถึงอัตลักษณ์ลื้อ : ชาวบ้านจำนวนมากในหมู่บ้าน T ไม่ค่อยอ้างถึงอัตลักษณ์ลื้อ หมู่บ้าน T เข้าร่วมพิธีบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าร่วมกับหมู่บ้าน N และ D ฉะนั้น ชาวบ้านหมู่บ้าน T ระลึกว่าตนเองเป็นไทลื้อ แต่พวกเขาไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการประกอบพิธีกรรมดังเช่นชาวบ้านหมู่บ้าน N และ D จึงไม่ค่อยอ้างหรือแสดงออกถึงความเป็นไทลื้ออย่างเด่นชัด และเมื่อหมู่บ้าน N และ D มีการแยกกันทำพิธีกรรม หมู่บ้าน T ยังคงเข้าร่วมพิธีกรรมกับหมู่บ้าน N (หน้า 81) 2) การสูญเสียอัตลักษณ์ลื้อโดยผ่านการแต่งงานระหว่างชาติพันธุ์ : บางครั้ง หญิงไทยวนที่ย้ายไปอยู่หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งในสามหมู่บ้านไทลื้อด้วยการแต่งงาน ในกรณีนี้ ความเป็นชาติพันธุ์ของลูก ๆ ของคู่แต่งงานดังกล่าวในหมู่บ้าน N หมู่บ้าน T และหมู่บ้าน D จะแตกต่างกันออกไป เพราะว่าแต่ละหมู่บ้านมีความแตกต่างของระบบการสืบทอดการนับถือผี เมื่อไทลื้อคนหนึ่งแต่งงานกับหญิงไทยวน ความเป็นชาติพันธุ์จะถูกจำแนกโดยระบบการสืบทอดผีบรรพบุรุษของแต่ละหมู่บ้าน ดังนี้ (หน้า 82-83) 2.1) ในหมู่บ้าน N และหมู่บ้าน T ผีบรรพบุรุษสืบทอดสายตระกูลผ่านทั้งทางฝ่ายพ่อและแม่ ดังนั้น ลูกจะบูชาผีบรรพบุรุษหลายผี ในกรณีนี้ ลูกชาย / หญิง จะถูกนับเนื่องว่าเป็นไทลื้อ เพราะสามารถสืบทอดผีของไทลื้อจากพ่อได้ 2.2) แต่หมู่บ้าน D ผีบรรพบุรุษสืบทอดผ่านเฉพาะทางสายตระกูลของแม่เท่านั้น ดังนั้นลูกจะบูชาผีบรรพบุรุษเพียงผีเดียว ในกรณีนี้ ลูกจะถูกนับเนื่องว่าเป็นไทยวนโดยอัตโนมัติ เพราะลูกชาย / หญิง จะสืบทอดได้เพียงผีของไทยวนผ่านสายตระกูลฝ่ายแม่เท่านั้น (ดูแผนผังที่ 6 หน้า 91) ปัจจุบัน ปรากฏว่าจำนวนผู้นับถือผีบางตนในหมู่บ้าน D กำลังลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการแต่งงานกับหญิงไทยวนจากหมู่บ้านอื่น ตัวอย่างเช่น ไทลื้อเพียงคนเดียวที่บูชาผี Thewada Nam Pat แต่งงานกับหญิงไทยวน ลูก ๆ ของชายคนนี้จะถูกนับเนื่องว่าเป็นไทยวนโดยอัตโนมัติ ผี Thewada Nam Pat ก็จะสูญหายไปจากลำดับชั้นผีเมืองของผีเจ้าหลวงเมืองล้า (the pantheon of Chao Luang Muang La) ในอนาคตอันใกล้ 3) อัตลักษณ์ลื้อเปลี่ยนไปโดยการกลืนกลาย : ศึกษาในกรณีของหมู่บ้าน K และหมู่บ้าน DC 3.1) หมู่บ้าน K ตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้าน N และ D เป็นหมู่บ้านไทยวน และมีกลุ่มพิธีกรรมที่บูชาผีอารักษ์ไทยวน (Tai Yuan guardian spirit) หลายกลุ่ม และในหมู่ผีอารักษ์ไทยวนเหล่านี้ มีผีอารักษ์ลื้ออยู่ตนหนึ่งชื่อว่า Muang Luk ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทัพของเจ้าหลวงเมืองล้า ดังนั้นทั้ง ๆ ที่ผู้ที่บูชาผี Muang Luk ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน K แต่พวกเขาก็มองว่าตนเองเป็นไทลื้อ มีผีอารักษ์อีกตนหนึ่ง เรียกว่า Muang Ham อยู่ในหมู่บ้าน K มีตำนานเล่าว่า ผี Muang Ham และผู้ที่นับถือบูชาผี Muang Ham อพยพมาจาก Muang Ham ในสิบสองปันนา แต่ปัจจุบันผี Muang Ham เป็นที่จดจำว่าเป็นผีไทยวน และผู้ที่บูชาผี Muang Ham มองว่าตัวเองเป็นไทยวน เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถพูดภาษาไทลื้อได้แล้ว แม้ว่าจะจดจำได้ว่าตนเองเป็นไทลื้อก็ตาม (หน้า 83) 3.2) หมู่บ้าน DC สร้างขึ้นโดยผู้อพยพจากหมู่บ้าน N และหมู่บ้าน T ปัจจุบัน ชาวบ้าน DC ส่วนใหญ่เกิดที่หมู่บ้าน T ชาวบ้านส่วนใหญ่บูชาผีที่ประกอบอยู่ในกองทัพของเจ้าหลวงเมืองล้า ดังนั้น จึงส่งเงินให้นักบวช (priests of the spirits) ในหมู่บ้าน T ให้ทำพิธีบูชาผีที่ตนเองบูชาอยู่ (โดยการฆ่าสัตว์เซ่นไหว้ผี) การปฏิบัติเช่นนี้บ่งบอกถึงความเป็นไทลื้อ แต่ชาวบ้านเหล่านี้ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นไทลื้อ เพราะว่าพวกเขาพูดภาษาไทลื้อไม่ได้ นอกจากนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จำชื่อที่แท้จริงของผีที่ตนเองบูชาไม่ได้อีกด้วย (หน้า 83)

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าในบริบทของการพัฒนาท้องถิ่นและนัยยะสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรม : เมื่อมีการเลือกกำนันจากหมู่บ้าน N ในปี พ.ศ.2522 (1979) กำนันได้สร้างอนุสาวรีย์ (statue) เจ้าหลวงเมืองล้าขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2527 (1984) หลังจากนั้น พิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้าได้ถูกขยายไปสู่การประชาสัมพันธ์การสืบสานวัฒนธรรมของชุมชนลื้อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาชนบทของรัฐ และหมู่บ้าน N ได้พยายามเผยแพร่วัฒนธรรมไทลื้อออกสู่ภายนอก ทำให้หมู่บ้าน N ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองมากกว่าหมู่บ้าน D กำนันซึ่งเป็นผู้นำชุมชนหมู่บ้าน N ได้รับรางวัลกำนันดีเด่นในฐานะกำนันที่สนับสนุนการพัฒนาหมู่บ้าน และอาจกล่าวได้ว่า อนุสาวรีย์ เจ้าหลวงเมืองล้าที่ถูกสร้างขึ้นโดยกำนันนั้นเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาของหมู่บ้าน N (หน้า 79 -80) ในขณะเดียวกันหนังสืออนุสรณ์ที่ระลึกของการสร้างอนุสาวรีย์เจ้าหลวงเมืองล้าขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการแปลจากต้นฉบับภาษาไทลื้อ มีเนื้อหาส่วนหนึ่งอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์การอพยพของไทลื้อว่า หมู่บ้าน N เป็นพื้นที่เริ่มแรกของการตั้งถิ่นฐาน นั่นคือจะบอกว่า หมู่บ้าน D และหมู่บ้าน T แยกออกไปจากหมู่บ้าน N แต่เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวไว้ในเอกสารต้นฉบับไทลื้อ การอ้างถึงเรื่องราวดังกล่าว จึงเป็นการพยายามที่จะเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นขึ้นใหม่ โดยมีหมู่บ้าน N เป็นจุดสนใจ สำหรับหมู่บ้าน D ก็มีการสืบสานวัฒนธรรมไทลื้อในหลายรูปแบบ และมีบทบาทสำคัญในพิธีบูชาเจ้าหลวงเมืองล้า แต่ไม่ได้รับการรับรู้จากบุคคลภายนอก ในทางความคิดเชิงอุดมคติ ผีอารักษ์ที่เป็นแกนหลัก คือ เจ้าหลวงเมืองล้าที่อยู่ในหมู่บ้าน N ควบคุมผีบรรพบุรุษที่กระจายอยู่ในสามหมู่บ้าน ดังนั้นหมู่บ้าน N และหมู่บ้าน D แม้ว่าในวิถีชีวิตปกติประจำวันจะไม่มีความขัดแย้งกัน แต่สามารถพบเห็นความขัดแย้งในเชิงจิตวิทยาอยู่เบื้องหลังเอกภาพที่คิดว่ามีอยู่ (หน้า 80) หมู่บ้าน D พยายามที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ โดยได้สร้างศาลผี (spiritual house) “เจ้าหลวงอนุภาพ” (Anuparp) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรกของ “เจ้าเมือง” ขึ้นในหมู่บ้านเมื่อ พ.ศ.2534 (1991) โดยให้เหตุผลการสร้างว่า วิญญาณเจ้าหลวงอนุภาพยังเร่ร่อนอยู่ เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะเศรษฐกิจไม่ดีในหมู่บ้าน การสร้างศาลผีใหม่ก็เพื่อปกป้องหมู่บ้าน D จากความยากจนแร้นแค้น แต่ที่สำคัญคือ ทำให้ปัจจุบันหมู่บ้าน D มีสัญลักษณ์ประจำหมู่บ้านเป็นของตนเอง ซึ่งแยกต่างหากจากอนุสาวรีย์เจ้าหลวงเมืองล้าที่อยู่ในหมู่บ้าน N ผู้เขียนมองว่า หมู่บ้าน D ได้สร้างสัญลักษณ์ของความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของตนเองที่เป็นรูปธรรมขึ้น และเป็นอิสระทางวัฒนธรรมแยกออกจากหมู่บ้าน N ด้วย พิธีประจำปีบูชาเจ้าหลวงอนุภาพเริ่มขึ้นในวันสงกรานต์ปี พ.ศ.2535 (1992) (หน้า 80) และในปีถัดมาพิธีบูชาเจ้าหลวงอนุภาพ ของหมู่บ้าน D จะจัดขึ้นระหว่างพิธีบูชาเจ้าหลวงเมืองล้า และหมู่บ้าน D ได้แยกกันจัดพิธีกรรมจากหมู่บ้าน N ในปี พ.ศ.2539 (1996) หลังจากพิธีกรรมถูกขยายไปสู่การส่งเสริมวัฒนธรรมไทลื้อ ในที่สุด นับจากปี พ.ศ.2539 หมู่บ้าน N ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ “เจ้าเมือง” ประกอบพิธีกรรม ผีต่าง ๆ ก็ไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในประรำพิธีเดียวกัน คือไม่ได้แสดงถึงลำดับชั้นผีเมืองของเจ้าหลวงเมืองล้าในพิธีกรรมอีก การประกอบพิธีกรรมจะเรียบง่ายและรวบรัดขึ้น ในขณะเดียวกันจะมีกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ เช่น การแสดงเต้นรำแบบไทลื้อ การประกวดความงาม เป็นต้น ผู้เขียนมองว่า ดูเหมือนชาวบ้านหมู่บ้าน N จะไม่ค่อยสนใจถึง “รูปแบบตามจารีตประเพณี” ของพิธีกรรมนัก ในขณะที่หมู่บ้าน D ชาวบ้านพยายามรักษา “รูปแบบตามจารีตประเพณี” ของพิธีกรรมไว้และมีการพัฒนาเชิงสัญลักษณ์ที่สลับซับซ้อนขึ้น ปัจจุบันหมู่บ้าน N และหมู่บ้าน D มีอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ของตนเอง คือ เจ้าหลวงเมืองล้าและเจ้าหลวงอนุภาพ หลังจากการส่งเสริมวัฒนธรรมลื้อเริ่มต้นขึ้นในทั้งสองหมู่บ้าน อนุสาวรีย์ทั้งสองกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในพิธีกรรม เป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงความทรงจำถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละหมู่บ้าน และกลายเป็นเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึงความเป็นไทลื้อในทั้งสองหมู่บ้าน แทนที่ลำดับชั้นของผีเมือง เจ้าเมือง และหมอเมือง (หน้า 80-81,84, 94) อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับอนุสาวรีย์ในหมู่บ้าน N และหมู่บ้าน D มีความแตกต่างกัน ในหมู่บ้าน D อนุสาวรีย์เจ้าหลวงอนุภาพถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์สำหรับหมู่บ้านโดยรวม (ไทยวนก็เข้าร่วมพิธีบูชาด้วยเช่นกัน บูชาพร้อมกับบูชาผีอารักษ์ประจำหมู่บ้าน - ผีบ้าน) ไม่ได้เกี่ยวโยงกับอัตลักษณ์ไทลื้อในระดับปัจเจกชน เนื่องจากหมู่บ้าน D มีผีอารักษ์หรือผีบ้านที่มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวโยงกับลำดับชั้นผีเมืองของเจ้าหลวงเมืองล้า แต่สำหรับหมู่บ้าน N อนุสาวรีย์เจ้าหลวงเมืองล้าเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ไทลื้อในระดับปัจเจกชนด้วย คือในชีวิตประจำวันของชาวบ้านมีความเกี่ยวพันกับอนุสาวรีย์ในฐานะที่เป็น “ผีบ้าน” หรือผีอารักษ์ประจำหมู่บ้าน ที่ต้องไปบูชาบนบานเพื่อให้ประสบความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ด้วย ดังนั้น เจ้าหลวงเมืองล้าจึงมีอิทธิพลต่อชีวิตของชาวหมู่บ้าน N แต่ไม่ได้มีอิทธิพลต่อชีวิตของชาวบ้านหมู่บ้าน D และ T มากนัก (หน้า 82,84,94) อัตลักษณ์ความเป็นไทลื้อในบริบทของการพัฒนา : การอ้างถึงความเป็นไทลื้อได้เกิดขึ้นในระดับชุมชนหมู่บ้าน ดังที่ปรากฏว่าหมู่บ้าน N และหมู่บ้าน D มีการแข่งขันกันในเรื่องของการพัฒนา ซึ่งการแข่งขันนี้ชาวบ้านพยายามเชื่อมโยงเข้ากับความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของแต่ละหมู่บ้าน แต่หมู่บ้าน N ได้รับการยกให้เด่นขึ้นมาในอีกระดับหนึ่ง เมื่อหมู่บ้าน N เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจระหว่างไทย ลาว พม่า และจีน (สิบสองปันนา) ซึ่งเป็นการประกาศความเป็นไทลื้อ (Tai – Lue – ness) ของหมู่บ้าน N ในระดับข้ามรัฐข้ามชาติ (transnational Level) ทำให้ชาวบ้านหมู่บ้าน N เชื่อมโยงความสำเร็จในการพัฒนาเข้ากับความเป็นไทลื้อ (Tai – Lue - ness) มีความภาคภูมิใจว่าไทลื้อมีความขยันขันแข็งและเหนือกว่าไทยวน ในขณะที่หมู่บ้าน D สามารถอ้างถึงความเป็นไทลื้อ (Tai – Lue - ness) ผ่านการประกอบพิธีกรรมอย่างประณีตสมบูรณ์ตามจารีตประเพณี ซึ่งเป็นไปได้ว่า พิธีกรรมในหมู่บ้าน D จะดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในอนาคต ส่วนหมู่บ้าน T ชาวบ้านระลึกว่าตนเองเป็นไทลื้อ แต่ด้วยเหตุที่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการประกอบพิธีกรรมดังเช่นชาวบ้านหมู่บ้าน N และ D จึงไม่ค่อยแสดงออกถึงความเป็นไทลื้ออย่างเด่นชัด ในปี พ.ศ.2540 (1997) ในหมู่บ้าน T มีการสร้างบ้านทรงไทลื้อแบบดั้งเดิมขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าชาวบ้าน T ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวประกาศความเป็นลื้อของตนเอง สำหรับหมู่บ้าน DC หัวหน้าหมู่บ้านได้รวบรวมคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เกี่ยวกับเรื่องราวการอพยพมาจากหมู่บ้าน T และหมู่บ้าน D รวมถึงการทำพิธีกรรมบูชาเจ้าหลวงเมืองล้า และเขียนเป็นประวัติของหมู่บ้านขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า อย่างน้อยผู้นำหมู่บ้าน DC ก็เริ่มเกิดความตระหนักถึงความเป็นลื้อ ผู้เขียนมองว่า ฉะนั้น สถานการณ์ในอนาคตของ “ความเป็นลื้อ” จึงยังไม่แน่นอน จะมีพลวัตรเปลี่ยนแปลงไปพร้อม ๆ กับนโยบายพัฒนาทั้งในระดับชาติและระดับข้ามชาติ (หน้า 83-86, 94)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มีข้อมูล

Google Map

Map/Illustration

- ตารางรายชื่อผีอารักษ์ (Name List of Spirits of Kin – groups) - หน้า 89 - แผนภูมิ 1. ลุ่มน้ำท่าวังผา (Thawanpha Basin) – หน้า 90 2. ระบบการสืบผีบรรพบุรุษ (System of Succession of Ancestor Spirits) – หน้า 91 3. การสืบเชื้อสายเจ้าเมือง (Succession of Choa Muang) – หน้า 92 4. การสืบเชื้อสายหมอเมือง (Succession of Mo Muang) – หน้า 92 5. Succession of Priests of Spirits of Each Kin Group – หน้า 92 6. ระบบการสืบสายตระกูลผีบรรพบุรุษ : ในกรณีของการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์ (System of Succession of Ancestor Spirits : The Case of Inter – Ethnic Marriage) – หน้า 91

Text Analyst บุญสม ชีรวณิชย์กุล Date of Report 10 มิ.ย 2562
TAG ลื้อ, อัตลักษณ์, พิธีกรรม, ตำนาน, การเปลี่ยนแปลง, น่าน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง