ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ไทดำ,สังคม,ศาสนา,ความเชื่อ,พิธีกรรม,สิบสองจุไท,เวียดนาม
Author สุมิตร ปิติพัฒน์
Title ศาสนาและความเชื่อไทดำในสิบสองจุไทสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) Total Pages 108 Year 2545
Source สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Abstract

งานเขียนกล่าวถึงความเชื่อและพิธีกรรม สังคม การเมือง ความเป็นอยู่ของไทดำที่อยู่ในสิบสองจุไท ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม ซึ่งบริเวณนี้มีสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน ทั้งนี้กลุ่มไทดำ เป็นกลุ่มคนไทที่ยังรักษาวัฒนธรรมความเชื่อ และความเป็นอยู่ของตนเอาไว้อย่างมั่นคงมากระทั่งถึงทุกวันนี้ แม้ว่าสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมืองในประเทศเวียดนามจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต

Focus

ศึกษาเกี่ยวกับคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยกับคนไทกลุ่มต่างๆ ที่อยู่นอกประเทศไทย อาทิ เวียดนาม ลาว พม่า อินเดีย ซึ่งกลุ่มคนไทต่างๆ มีพื้นฐานภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมร่วมกันมาตั้งแต่อดีต แต่เนื่องจากที่คนไทได้อพยพไปตั้งถิ่น ที่อยู่ห่างไกลกันตลอดจนความแตกต่างทางสังคมและการเมือง จึงทำให้คนไทมีความแตกต่างด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรม สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับคนไทที่อยู่นอกประเทศไทย ทำให้ทราบเกี่ยวกับพื้นฐานและพัฒนาการทางภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชนชาติไทและทำให้ค้นพบว่าคนไทบางกลุ่มยังรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างมั่นคง

Theoretical Issues

ไม่มีข้อมูล

Ethnic Group in the Focus

ไทดำ คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาในตระกูลภาษาไท คาดว่าอพยพมาตั้งที่อยู่ในภาคเหนือของประเทศเวียดนาม เมื่อประมาณ สองพันปีที่ผ่านมา

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาไทดำ อยู่ในตระกูลภาษาไท ภาษาไทดำ ไม่ค่อยได้มีคำที่ยืมมาจากภาษาบาลีกับสันสกฤต เนื่องจากบริเวณที่ไทดำอยู่เป็นภูเขาสูงวัฒนธรรมอินเดียยังเข้าไปไม่ถึง (หน้า 2)

Study Period (Data Collection)

เดินทางไปศึกษาที่ประเทศเวียดนามหลายครั้งระหว่าง พ.ศ.2538 - 2545 (หน้าถ้อยแถลง)

History of the Group and Community

สิบสองจุไทอยู่ด้านทิศเหนือของประเทศเวียดนาม เป็นพื้นที่ที่รวมตัวทางการเมืองโดยหลวมๆ มาตั้งแต่ในอดีตแต่ไม่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นถึงขนาดเป็นรัฐ มีทหารดูแลพื้นที่ได้ทั้งหมด บริเวณแถบนี้นักวิชาการของเวียดนามระบุว่า บริเวณนี้เมื่อก่อนมีทั้งหมด 16 เมือง ต่อมาปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนาม ได้แบ่ง 6 เมืองให้กับจีน ดังนั้นจึงเหลือเมืองอีก 10 เมือง ภายหลังฝรั่งเศสจึงยกฐานะเมืองย่อยขึ้นเป็นเมืองหลัก 2 เมืองด้วยกัน ส่วนเอกสารของไทยสมัยรัตนโกสินทร์เรียกบริเวณนี้ว่า “สิบสองจุไท” (หน้า 7-9)

Settlement Pattern

บ้านไทดำ สร้างเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง รองเสาด้วยก้อนหินป้องกันปลวก พื้นบ้านปูด้วยไม้กระดานเหนือไม้ไผ่ ฝาบ้านเป็นไม้ไผ่หรือไม้กระดาน มุงหลังคาด้วยใบลาน (ต้นปาล์มอย่างหนึ่งชื่อ “ใบก้อ”) หลังคาคลุมลงมามองดูเหมือนหลังเต่า สำหรับบ้านของชนชั้นปกครองตระกูลลอ กับตระกูลคำ จะประดับด้วยเขาเป็นรูปเสาโค้งไปมาเรียกว่า “เขากูด” ไว้ที่จั่วบ้าน บริเวณด้านหน้าจะเป็นชานสำหรับนั่งพักผ่อน และบันไดที่พ่อแม่และแขกที่มาเยี่ยมใช้ สำหรับสะใภ้จะใช้บันไดอีกอันที่อยู่หลังบ้าน สำหรับการใช้สอยพื้นที่ภายในบ้าน แต่ละห้องจะใช้ผ้าม่านกั้น ในบ้านจะวางเตาไฟไว้ทำอาหาร บนเตาเป็นชั้นวางเก็บของใช้ ห้องที่อยู่ใกล้ประตูทางด้านหน้าเป็นห้องผีบรรพบุรุษเรียกว่า “ กะลอฮ้อง” การทำพิธีเซ่นไหว้จะประกอบพิธีที่ห้องนี้ (หน้า 21 ภาพบ้านหน้า 20,38)

Demography

ไม่มีข้อมูล

Economy

เศรษฐกิจ ไทดำทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงควายไว้ใช้แรงงานในไร่นาและเพื่อประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ และเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ไว้เป็นอาหารรวมทั้งเพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆ นอกจากนี้ไทดำยังทอผ้าฝ้ายใช้ในครัวเรือน ได้แก่ ทอเสื้อผ้า และเครื่องใช้ต่างๆ (หน้า 22)

Social Organization

ครอบครัวไทดำ ไทดำนับถือทั้งญาติฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่ แต่จะเน้นที่การสืบสายสกุลฝ่ายพ่อ ลูกหลานที่มาจากบรรพบุรุษเดียวกันถือว่าอยู่ “ด้ำ” หรือ “โคตรตระกูล” เดียวกัน สำหรับโคตรตระกูลฝ่ายพ่อเรียก “ด้ำปู่” ฝ่ายแม่เรียกว่า “ด้ำนาย” หรือ” ด้ำตา” การนับถือญาติจะนับที่เกี่ยวกับตนเอง 7 ชั้น (หรือชั่วคน) ได้แก่ รุ่นก่อนตัวเอง 3 ชั้นกับหลังตนเองอีก 3 ชั้นคือ รุ่นแรก พ่อ แม่, รุ่นที่ 2 ปู่ ย่า,รุ่นที่ 3 พ่อและแม่ของปู่ ทั้งสามรุ่นก่อนตนเอง หากเสียชีวิตแล้วจะกลายเป็นผีเรือน คนในครัวเรือนจะทำพิธีเซ่นไหว้ตามความเชื่อ รุ่นหลังตนเองอีก 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 ลูก, รุ่นที่ 2 หลาน และรุ่นที่ 3 เหลน ครอบครัวไทดำจะสืบสกุลทางฝ่ายชาย ครอบครัวมี คู่สมรส พ่อแม่ของฝ่ายชาย กับลูกหลานของคู่สมรส และพี่น้องที่ยังไม่แต่งงาน เมื่อก่อนนี้ผู้ชายไทดำถ้าแต่งงานแล้วจะไปอยู่กับครอบครัวภรรยา 3-6 ปี เพื่อช่วยทำงานต่างๆ หลังจากนั้นก็จะพาภรรยามาอยู่ที่บ้านตนเอง แต่ถ้าครอบครัวฝ่ายหญิงไม่มีลูกชายก็จะอยู่ที่นั่นเลย ครอบครัวไทดำเป็นแบบครอบครัวขยาย มีสมาชิกหลายคน เพราะจำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมากในการทำไร่นา (หน้า 17-19) การแต่งงาน หากชายหญิงรักกัน ฝ่ายชายก็จะให้พ่อแม่ไปสู่ขอกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง โดยจะนำสิ่งของไปด้วย เช่น หมาก พลู ยาสูบ และอื่นๆ โดยนำไป 12 กล่อง แต่ถ้าเป็นผู้ท้าว (คือชนชั้นปกครอง) ก็จะต้องเอาไป 24 กล่อง ถ้าหากฝ่ายหญิงรับของฝากนั้นไว้แสดงว่าตกลงยกลูกสาวให้ ถ้าฝ่ายหญิงรับของฝากเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายชายจะให้ล่ามไปเจรจาค่าสินสอด โดยจะเอาของฝากหลายอย่างไปพร้อมกัน เช่น เนื้อ ข้าว หมาก พลูและอื่นๆ หากตกลงไปด้วยฝ่ายหญิงก็จะทำอาหารเลี้ยงล่ามที่มาทำหน้าที่สู่ขอ (หน้า77) จากนั้นเมื่อถึงวันกำหนดส่งตัว ฝ่ายชายก็จะไปส่งเจ้าบ่าวพร้อมกับสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อ ที่นอน หมอน มุ้งและอื่นๆ การไปส่งครั้งแรกเป็นการทดลองไปอยู่ก่อนเรียกว่า “เขยกวาน” โดยจะให้นอนที่ห้องติดกับประตูบ้านที่เรียกว่า “กวาน” ตอนนี้ยังห้ามผู้ชายไปหลังบ้าน ห้ามเข้าห้องผู้หญิงและยังไม่ได้อยู่กินฉันสามีภรรยา เมื่อครบสิบวันฝ่ายหญิงก็จะให้ผู้ชายกับไปเยี่ยมบ้าน ถ้าผู้ชายไปแล้วไม่กลับมาที่บ้านฝ่ายหญิงอีก ฝ่ายหญิงก็จะยึดของฝากทั้งหมด แต่ถ้าฝ่ายหญิงเปลี่ยนใจก็จะต้องคืนของฝากให้ฝ่ายชายครึ่งหนึ่ง การเป็นเขยกวานจะใช้เวลา 3 เดือน - 1 ปี แต่ถ้าเป็นผู้ท้าวจะต้องอยู่ 2-3 ปีเป็นอย่างน้อย ในวันแต่งงานจริงเรียกว่า “กินดอง” ฝ่ายชายจะยกขบวนขันหมากพร้อมสินสอดทองหมั้นมาที่บ้านฝ่ายหญิงครั้งนี้เป็นการแต่งงานอย่างสมบูรณ์ ญาติผู้ใหญ่ก็จะผูกแขนอวยพรให้คู่บ่าวสาว และเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงานแสดงความยินดี ผู้ชายหลังจากที่อยู่ที่บ้านภรรยาได้ 8 ปีกรณีผู้ท้าว 12 ปี ก็จะพาภรรยากลับไปอยู่บ้านตนเอง (หน้า 78-79)

Political Organization

ในอดีตพื้นที่สิบสองจุไทมีการรวมตัวกันเป็นเมือง ซึ่งมีอยู่ 12 เมืองสำคัญ เมืองที่เป็นของไทดำมี 8 เมือง คือ เมืองแถง, เมืองควาย, เมืองตุง, เมืองม้วย, เมืองลา, เมืองโมะ, เมืองวาด, เมืองสาง และเมืองของไทขาว มี 4 เมืองคือ เมืองไล, เมืองมุน, เมืองเจียน, และเมืองบาง รวมทั้งหมดว่า “เมืองสิบสองจุไท” (หน้า 8) ในอดีต ผู้ปกครองของสิบสองจุไทจะเป็นเจ้าเมืองมาจากสกุลลอกับสกุลคำ หรือเรียกว่า “สิงลอ” กับ”สิงคำ” การปกครองเมืองจะสืบทอดจากพ่อสู่ลูก ชนชั้นปกครองเรียกว่า “ผู้ท้าว” มีฐานะสูงกว่าประชาชนทั่วไปและจะได้รับการจัดสรรที่ดินมากกว่าประชาชน สำหรับประชาชนเรียกว่า “ไป่” “ไพร่” “ผู้น้อย” สำหรับการปกครองชุมชน แบ่งออกตามลักษณะชุมชน เช่น หมู่บ้านมีผู้นำคือ “ต๊าว บ้าน” หรือท้าวบ้าน เมืองมีผู้นำเรียกว่า “ท้าวตง” เมืองขนาดเล็กเรียกว่า “เมืองตง” หากเป็นเมืองตงรวมกัน 5-6 เมืองจะมีเพียเมือง หรือ “พญา” ปกครองเมืองแบบนี้เรียก “เมืองเพีย” หากเมืองเพียหลายเมืองก็มีเจ้าเมืองหรืออาญาดูแล เมืองแบบนี้คือ “เมืองเจ้าเมือง” ได้แก่ เมืองแถง ซึ่งมีเมืองเพียด้วยกัน 9 เมือง (หน้า 10-11) เมืองที่เป็นเมืองหลวงจะมีเจ้าฟ้า หรือ “อาญาเมืองหลวง” ปกครอง ส่วนเจ้าเมืองต่างๆ จะส่งบรรณาการให้อาญาเมืองหลวงทุกปี เพื่อส่งให้กับเวียดนาม ลาว และจีน ซึ่งมีอำนาจครอบคลุมมาถึงสิบสองจุไท สำหรับการบริหารงานแต่ละเมืองจะมี “เฒ่าแก่ฮางเมือง” หรือคณะผู้อาวุโสเป็นฝ่ายดูแลงานทั้งหลาย ส่วนระดับบ้านจะมีผู้นำคือ “กวานบ้าน” และมีผู้ช่วยเรียกว่า “จ่าบ้าน” ปกครองดูแลในหมู่บ้าน (หน้า 11-12) อย่างไรก็ดี การปกครองภายในเวียดนามได้เปลี่ยนแปลงเมื่อฝรั่งเศสแพ้สงครามที่เดียนเบียนฟู เมื่อ พ.ศ.2497 ประเทศเวียดนามได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบสังคมนิยม (หน้า 15)

Belief System

ความเชื่อและศาสนา ความเชื่อเรื่องขวัญ ไทดำเชื่อว่า ในร่างกายคนมี ”ขวัญ“ อยู่ 32 ขวัญ ถ้าขวัญอยู่ไม่ครบก็จะทำให้คนๆ นั้นเป็นไข้ไม่สบาย หากขวัญไม่กลับเข้าร่างก็อาจทำให้เสียชีวิต หากเสียชีวิตไปแล้วขวัญกก หรือขวัญต้น ก็จะเดินทางไปอยู่เมืองฟ้าเพื่อไปอยู่กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับ โดยลูกหลานจะบอกทางขวัญโดยประกอบพิธีฝังหรือเผาศพที่ป่าช้า ส่วนขวัญปลายหรือเงาก็จะอยู่ที่ป่าช้าต่อไป โดยลูกหลานจะสร้างบ้านหลังขนาดเล็กให้อยู่ที่นั่น สำหรับขวัญหัวที่อยู่ศีรษะห้องหลานจะเชิญให้มาอยู่ที่ห้องในบ้านที่เรียกว่า “กะลอฮ้อง” โดยจะทำเป็นหิ้งให้พ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วอยู่ที่นี่ (หน้า 26, 27) ความเชื่อเรื่องผี เชื่อว่ามีทั้งผีดีและผีร้ายโดยแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้ “ผีฟ้า” หรือ ”แถน “ คือ เทวดาที่อยู่บนท้องฟ้ามีทั้งให้คุณและให้โทษถ้าคนทำดีก็จะช่วยเหลือแต่ถ้าทำเรื่องเลวร้ายก็จะลงโทษ แถนมีหลายอย่าง ดังนี้ แถนหลวง เป็นผู้นำของแถนทั้งหมด ดูแลการทำงานของแถน แถนปัวก่าลาวี ควบคุมความอุดมสมบูรณ์บนโลก ให้ฝนตกต้องตามฤดู แถนชาด กำหนดชะตาชีวิต ส่งคนมาเกิดบนโลก แถนแนน กำหนดอายุของคนให้อายุยืน อายุสั้น แถนบุน บันดาลความมั่นคง ความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดกับคน แถนเคอ ทำให้เกิดความเจ็บป่วยต่างๆ แถนเคาะ ทำให้เกิดเคราะห์ร้าย และความอัปโชคต่างๆ แถนสิง คือ แถนประจำตระกูลของไทดำ รักษาวงศ์ตระกูลให้มีความสุข แถนสัด ดูแลความประพฤติของคน ลงโทษคนเลว คุ้มครองคนดี แถนหุ่งขาว ทำให้เกิดแสงสว่าง ทำให้คนมีความงดงาม (หน้า 29) ผีเมืองกับผีบ้าน คือผีของอดีตเจ้าเมือง ทำหน้าที่คุ้มครองคนในเมืองให้มีแต่ความสุขความเจริญ ผีชนิดนี้อาจอยู่เนินเขา หรือต้นไม้ใหญ่หรือหลักเมือง ส่วนคนในเมืองก็จะจัดพิธีเสนเมืองทุกปีโดยจะฆ่าควายเซ่นไหว้ ผีหัวหน้ากลุ่มรุ่นก่อตั้งหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านจะสร้างหอให้อยู่ หรืออยู่ตามต้นไม้บริเวณหอผีบ้านซึ่งเรียก “ดงเสื้อ” หรือ “ดงเชื้อ” การทำพิธีเลี้ยงผีบ้านจะจัดเป็นประจำทุกปีเพื่อขอให้ดูแลคนในหมู่บ้านให้อยู่อย่างมีความสุขไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น (หน้า 29) ผีบรรพบุรุษ คือผีประจำตระกูลของไทดำหรือ “ผีด้ำ” ที่อยู่ของผีด้ำ คือ ศาลขนาดเล็กที่ปลูกไว้นอกบริเวณบ้าน สำหรับคนที่ทำพิธีเซ่นไหว้จะเป็นผู้ชายสูงอายุที่สุด โดยจะเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ ในวาระต่างๆ (หน้า 29,30) ผีป่า ผีขวงและอื่นๆ คือผีร้ายที่อยู่ตามป่าเขา แม่น้ำ ถ้าคนทำให้โกรธก็จะทำให้คนเป็นไข้ไม่สบาย ฯลฯ (หน้า 30,31) พิธีกรรม พิธีเสนเมือง ในอดีตพิธีจะจัดเป็นประจำทุกปี ก็เพื่อมุ่งหวังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองคนในเมืองให้มีความเจริญก้าวหน้า มีความสุขความเจริญ การประกอบพิธีจะฆ่าสัตว์ควาย หมู ไก่ เซ่นไหว้ พิธีนี้ถูกทางการห้ามทำพิธีหลังจากที่เวียดนามเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ เมื่อ พ.ศ.2497 (หน้า 50-54) พิธีเสนบ้าน พิธีจะจัดในเดือน 10 ของทุกปี ที่ศูนย์กลางหมู่บ้านคนที่เข้าร่วมพิธีจะเป็นผู้ชายเท่านั้น การทำพิธีจะฆ่าหมู หรือควายเซ่นไหว้ เพื่อขอให้ผีบ้านคุ้มครองดูแลคนในหมู่บ้าน ให้มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์และไม่เจ็บป่วย ฯลฯ พิธีเสนเรือนและปัดตง พิธีเสนเรือนคือการทำพิธีเซ่นไหว้ผีเรือนโดยจะมีหมอเสนซึ่งเป็นผู้เชิญผีบรรพบุรุษมากินเครื่องเซ่นไหว้ให้มาเป็นผู้ทำพิธี การจัดพิธีจะทำปีละครั้งเพื่อขอให้ผีบรรพบุรุษปกป้องดูแลคนในครอบครัวให้อยู่อย่างร่มเย็น ส่วนการเลี้ยงผีเรือนขนาดเล็กเรียกว่า “ปัดตง” จะจัดทุก 5 วันหรือ 10 วัน คนในบ้านจะจัดพิธีเซ่นไหว้ผีเรือนโดยไม่ต้องมีหมอเสนนำการทำพิธี (หน้า 55,56) พิธีกรรมเกี่ยวกับผีมด พิธีเสนอานปาง หรือ เสนกินปาง คือ การเซ่นไหว้ครูของมด การทำพิธีเซ่นไหว้ผีมด คนที่ทำจะเป็นมดหากไม่ใช่จะทำพิธีนี้ไม่ได้ การทำพิธีส่วนใหญ่จะทำต่อจากเสนเรือน ทั้งสองพิธีจะต่างกันคือ ”เสนอานปาง” มดจะเป็นคนทำพิธี สำหรับเสนเรือน หมอจะเป็นคนประกอบพิธี สำหรับเครื่องเซ่นที่ใช้ในพิธี ได้แก่ ไก่ หมู เหล้า กับเสื้อฮี (เสื้อคลุมยาวสีดำ หน้า 3 ดูภาพหน้า 5) ในการทำพิธีจะมีคนมาช่วยเป่าปีประมาณ 4 ถึง 5 คน (หน้า 73-76) พิธีเสนหับมด ทำเพื่อรับผีมด เพราะผีมดมาขออยู่ด้วย จึงทำให้เจ้าของบ้านไม่สบาย การรักษาจะไปหาหมอเยือง หรือ หมอดู เพื่อถามว่าป่วยเพราะอะไรหากหมอเยืองบอกว่าป่วยเพราะผีมดมาขออยู่ด้วยก็จะทำพิธีเสนหับมด และคนป่วยต่อไปจะต้องสืบเชื้อสายมดและเรียนรู้เพื่อเป็นพ่อมด หากจะทำพิธีอย่างแรกต้องทำหิ้งผีมด โดยนำไปติดที่บริเวณที่หัวนอนของคนที่เป็นไข้ ในตอนที่ตั้งหิ้งผีมดจะประกอบพิธีเชิญผีมดขึ้นหิ้ง เซ่นไหว้ด้วยเหล้ากับหมากพลู หากหากที่ไม่สบายอยากสืบผีมด เป็นมดก็จะนำสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวกับมดขึ้นวางบนหิ้ง ได้แก่ เครื่องแต่งตัว พัด ปั๊บมดหรือ “หนังสือมด” ซึ่งถ้าจะประกอบพิธีก็จะนำเหล้ามาเซ่นไหว้ผีมด การทำพิธีจะทำให้เสร็จในหนึ่งวัน โดยทำพิธีตั้งแต่เช้ากระทั่งถึงหัวค่ำ การทำพิธีจะทำวันไหนก็ไม่เป็นไรแต่ห้ามทำพิธีใน 3 เดือนได้แก่ เดือน 9 เดือน 10 เดือน 11 สำหรับผู้ประกอบพิธีจะเป็นมดผู้ชาย (หน้า 77) พิธีศพ เนื่องมาจากการปกครองของเวียดนาม ทุกวันนี้กำหนดให้จัดงานศพให้แล้วเสร็จไม่เกิน 3 วันยกเลิกการเซ่นไหว้ด้วยควาย ขั้นตอนการทำพิธีบางอย่างได้ลดลง ในบางพื้นที่ได้เปลี่ยนจากเผาศพมาเป็นพิธีฝัง (หน้า 97,84-96)

Education and Socialization

ไม่มีข้อมูล

Health and Medicine

การรักษาแบบพื้นบ้าน หากเจ็บป่วย ไม่สบายถ้ารักษาด้วยสมุนไพรไม่หายก็จะให้ “มด” เป็นผู้ทำพิธีรักษาโดยผ่านพิธีกรรม คนที่มาทำหน้าที่นี้จะสืบทอดทางสายเลือด หรือถ้าคนในครอบครัวไม่มีผู้สืบทอดคนที่มาเป็นอาจจะให้ลูกเขยหรือลูกสะใภ้มาทำหน้าที่แทน “มด” แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “มดผู้ชาย หรือมดลาว” และ ”พ่อมด” ทำหน้าที่รักษาคนที่ป่วยหนัก สำหรับการประกอบพิธี ”มดลาว” ผู้ช่วยจะทำหน้าที่เป่าปี่ขณะทำพิธี การรักษา “มดลาว” จะเสี่ยงทายว่าผีชนิดใดทำให้ป่วย เมื่อรู้แล้วก็จะทำพิธีขอขมาผีและเซ่นไหว้ด้วยอาหารที่ผีต้องการกิน เมื่อผีกินอาหารแล้วก็จะขอให้ผีส่งขวัญกลับคืนสู่ร่างผู้ป่วยเพื่อให้หายจากอาการป่วย สำหรับพิธีตอบแทนผีที่กล่าวในงานเขียนเช่นพิธีเสนแบ (แพะ) คือการฆ่าแพะทำพิธีขอบคุณผีที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บไข้ไม่สบาย (หน้า 60-65) “มดหญิง” หรือ “แม่มด” ทำหน้าที่รักษาคนที่ป่วยไม่มาก การรักษาจะประกอบพิธีเสน(เสียเคราะห์) ขอให้ผีส่งขวัญกลับมายังร่างผู้ป่วย การทำพิธีจะไม่มีการเป่าปี่ ขั้นตอนการรักษาจะให้หมอเยือง(หมอดู) ทำนายว่าผู้ป่วยเจ็บป่วยเพราะอะไร ถ้าหมอดูบอกว่าผีทำให้เจ็บป่วยก็จะทำพิธีเสนฆ่าเกือด ซึ่งเชื่อว่า “ผีเกือด” ต้องการชีวิตผู้ป่วย ดังนั้นต้องทำพิธีฆ่าสัตว์ เช่นไก่ เพื่อเซ่นไหว้ผี (หน้า 33,68) การคลอดลูก เมื่อเด็กคลอดก็จะนำด้ายมาผูกสายสะดือและใช้ไม้ไผ่แห้งที่นำมาจากฝาขัดแตะบ้านมาตัดสายสะดือ แล้วเอารกเด็กมาห่อใบตองเอาไปฝัง หรือใส่บ้องไม้ไผ่ นำไปแขวนที่กิ่งไม้ บางบางก็ทิ้งลงแม่น้ำ เมื่อทำความสะอาดร่างกายเด็กแล้วก็จะอุ้มมาวางใกล้ๆ แม่เด็กที่ห้องอยู่ไฟแล้วให้ดื่มนม สำหรับแม่เด็กจะอยู่ไฟ 1-2 เดือน ขณะอยู่ไฟจะให้กินน้ำต้มสมุนไพร ข้าวหลาม ปลาเนื้ออ่อน และไก่ ไม่ให้กินปลาตะเพียน เนื้อควายเผือก เป็นต้น เมื่อเด็กอายุ 1 เดือนก็จะทำพิธีตั้งชื่อให้เด็ก และเชิญมดมาทำขวัญให้กับเด็ก ฯลฯ (หน้า 81,82)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกายของไทดำ ผู้หญิง สวมเสื้อผ้าสีดำหรือสีน้ำเงินเข้ม เมื่อเข้าร่วมทำพิธีทางความเชื่อจะสวมเสื้อคลุมสีดำหรือ “เสื้อฮี” ซึ่งด้านในของเสื้อฮีจะประดับด้วยลวดลายงดงาม เมื่อสวมจะให้ทางสีดำอยู่ด้านนอก สำหรับไทดำเมืองวาด จะสวมซิ่นสีน้ำเงินเข้มประดับด้วยลายสีขาวสลับกันเป็นลาย ใกล้เคียงกับลายแตงโม โพกหัวด้วย ”ผ้าเปียว” ซึ่งเป็นผ้าสีดำ ชายผ้าประดับด้วยลวดลายสวยงาม (หน้า3 ภาพหน้า 5)

Folklore

นิทานอ้ายงูเห่า เรื่องเล่ามีอยู่ว่า นานมาแล้วขุนล้านเจือง ได้เดินทางไปเมืองม่วย และได้หลงรักแม่นาง ลูกสาวของเจ้าเมืองม่วยซึ่งตอนนั้นเป็นเมืองของคนขมุ เมื่อกลับมาบ้านจึงพาพาแม่นางกลับมาด้วย หลังจากแต่งงานแล้วแม่นางได้กำเนิดลูกชาย 1 คนจึงทำให้ภรรยาหลวงของขุนล้านเจืองไม่พอใจ จึงวางอุบายฆ่าบุตรชายของแม่นาง โดยหลอกให้จับงูเห่า แต่แม่นางขมุได้ทราบแผนร้ายนั้นก่อนจึงแก้ไขปัญหานั้นโดยเอาผ้าพันรอบตัวบุตรชายเพื่อความปลอดภัย เมื่อบุตรชายของแม่นางสามารถจับงูเห่าได้สำเร็จ ผู้คนที่เห็นต่างประหลาดใจ และเชื่อว่าลูกแม่นางขมุเป็นผู้วิเศษ จากนั้นมาบุตรชายแม่นางขมุจึงได้ชื่อว่า “อ้ายงูเห่า” และได้ครองเมืองต่อจากขุนล้านเจือง ดังนั้นอ้ายงูเห่าจึงได้รับการเคารพนับถือให้เป็นบรรพบุรุษของไทดำ (หน้า 42-43 ) นิทานตัวเงือกของไทขาวเมืองเติ๊ก “อ้ายหางกุด” กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หญิงคนหนึ่งไปช้อนปลาแต่ในวันนั้นได้ไข่มาด้วย 1 ฟอง ดังนั้นเมื่อกลับมาจึงเอาไปให้แม่เป็ดกกไข่ ภายหลังเมื่อไข่ฟักตัว งูน้อยก็ออกมาจากไข่ ดังนั้นงูกับลูกเป็ดจึงเป็นเพื่อนกันและเดินไปหาอาหารด้วยกัน กระทั่งวันหนึ่งชาวบ้านออกไปเลี้ยงเป็ด โดยได้ขุดไส้เดือนเป็นอาหารเป็ด แต่ขุดพลาดไปถูกหางงูน้อยจนขาด นับจากนั้นมางูน้อยจึงได้ชื่อเรียกใหม่ว่า ”อ้ายหางกุด” พอโตเป็นหนุ่มอ้ายหางกุดจึงแปลงร่างเป็นชายหนุ่มไปชอบพอกับลูกสาวของหญิงที่ไปช้อนปลาแล้วได้ไข่มาให้แม่เป็ดฟักตั้งแต่คราวโน้น ต่อมาเมื่อเวลาของเงือกหนุ่มบนโลกหมดลง จึงบอกให้ลูกหลานไปเอาทรัพย์สมบัติที่เตรียมไว้ให้ แล้วอ้ายหางกุดก็กลายร่างเป็นเงือกอีกครั้ง และฟาดหางลงที่ก้อนหินที่อยู่ฝั่งน้ำ พอก้อนหินแตกกระจายเงินทองจำนวนมากก็กระเด็นออกมาจากก้อนหิน ส่วนอ้ายหางกุดก็ดำหายไปในสายน้ำ ซึ่งทุกวันนี้เรียกบริเวณนี้ว่า “วังอ่อม” ซึ่งทุกวันนี้คนในเมืองจะทำพิธีระลึกถึงอ้ายหางกุด โดยในเดือนเจียงจะทำพิธีเสนเจ้าน้ำหรือ เรียกว่า “เสนปัวน้ำ” เป็นประจำทุกปี (หน้า 43) นิทานตัวเงือกของคนไตที่จังหวัดฮายาง นานมาแล้วมีหญิงคนหนึ่ง มีลูกสาวจำนวน 7 คน และในหมู่บ้านมีวังน้ำเป็นที่อยู่ของเงือกและเงือกใหญ่ตัวนี้มีลูกชายจำนวน 7 ตน เมื่อถึงเวลากลางคืน เงือกหนุ่มทั้ง 7 ตนจึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มมาแอบมองสาวสวยทั้ง 7 คนที่ทอผ้าอยู่ที่ชานบ้าน กระทั่งถึงคืนหนึ่ง ลูกสาวคนที่ 7 ขณะนั่งทอผ้าได้ทำไจฝ้าย ตกใต้ถุนบ้าน แต่พอลงจากบ้านก็สาวฝ้ายทอดตัวยาวจนถึงวังน้ำ เมื่อไปถึงก็พบเงือกหนุ่ม และตกหลุมรักเมื่อพบกันครั้งแรก เงือกหนุ่มจึงบอกพ่อแล้วขอแปลงกายเป็นคน พ่อเงือกจึงตกลงโดยให้ข้อตกลงให้เป็นคนได้นาน 7 ปี เมื่อเงือกหนุ่มมาแต่งงานกับสาวสวยกระทั่งมีลูก แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกกันเมื่ออยู่ครบ 7 ปีเพราะเงือกหมดเวลาที่สามารถเป็นคนได้แล้ว ต่อมาหญิงคนนั้นจึงมานั่งคอยเงือกสามีทุกวัน ผ่านไปเนิ่นนานบริเวณที่รอจึงกลายเป็นภูเขาชื่อ “มุ่งตึ” และเมื่อถึงเดือนเจียง ชาวเมืองก็จะประกอบพิธีเสนเงือกทุกปีเป็นประจำ ฯลฯ (นิทานตัวเงือกอีกส่วนหนึ่ง ดูที่หน้า 44) ที่มาของหลังคาบ้านไทดำทรงเต่า ความเป็นมามีอยู่ว่าขณะที่ฟ้ากับดินติดต่อกัน สามารถเดินทางไปมาหากันได้สะดวก ขณะนั้นแถนกำลังจะสิ้นใจ สัตว์ต่างๆ ก็เดินทางไปเยี่ยมอาการป่วยของแถน แต่เต่าไม่สามารถเดินทางไปได้อย่างสะดวกจึงขอให้คนพาไปด้วยเมื่อไปถึงเมืองฟ้า ผู้คนต่างก็ร้องไห้เสียใจ ส่วนสัตว์ชนิดอื่นไม่มีสัตว์ชนิดใดร้องไห้ เต่าจึงซาบซึ้งใจว่าคนนั้นจิตใจดีงามกว่าสัตว์ชนิดอื่น ฉะนั้นเต่าจึงบอกให้คนสร้างบ้านให้มีรูปทรงคล้ายเต่าเพื่อที่เต่าจะได้อยู่กับคนตราบนานเท่านาน ดังนั้นจากนั้นเป็นต้นมาบ้านของไทดำจึงมีหลังคาคล้ายกระดองเต่า (หน้า 44,45) นิทานเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ ที่ไทดำแต่ละตระกูลให้ความนับถือ สิงลอ ให้ความเคารพ ”นกตังลอ” เพราะนกชนิดนี้เคยช่วยคนสิงลอเมื่อตอนเกิดสงคราม ดังนั้นจากนั้นเป็นต้นมาคนในตระกูลนี้จึงห้ามไม่ให้กินเนื่อนกตังลอ นอกจากนี้ยังทำพิธีเสนเพื่อระลึกถึงบุณนกตังลอที่เคยช่วยชีวิต (หน้า 46) สกุลเลืองหรือสิงเลือง เคารพ “เสือ” เรื่องเล่ามีดังนี้ นานมาแล้วขณะที่ดินกับฟ้าต่อถึงกันสามารถเดินทางถึงกันได้ มีชายคนหนึ่งที่อยู่สกุลลอ ไปตีกลอง แถนจึงบอกเสือออกมาดูว่าใครมาตีกลองเล่น หากไม่มีเรื่องใดก็จะฆ่าให้ตาย เมื่อเสือออกมาจึงบอกชายคนนั้นให้ซ่อนตัวอยู่ในกลอง เมื่อแถนออกมาดูไม่เห็นใคร คนๆ จึงรอดตาย นับจากนั้นเป็นต้นมาคนสิงเลืองจึงซาบซึ่งในน้ำใจของเสือ ให้ความเคารพเสือที่เคยช่วยชีวิต ดังนั้นจึงทำพิธีเสนให้เสือเมื่อถึงเดือนเจียง ห้ามกินเนื้อเสือ ถ้าหากเห็นเสือตายอยู่ที่ไหนให้นำผ้าชุบน้ำไปปิดหน้ากับนั่งร้องไห้ไว้อาลัย (หน้า 46) คนสกุลคาให้ความเคารพ “นกกดกา” เรื่องมีอยู่ว่าระหว่างเกิดสงครามคนในสกุลคาได้หลบเข้าไปในกอหญ้า ข้าศึกได้เผาป่า แต่ที่กอหญ้านกกดคาได้บินออกมา ศัตรูจึงไม่เผาเพราะคิดว่าในกอหญ้าไม่มีคน ดังนั้นคนสกุลคาจึงนับถือ “นกกดคา” และทำพิธีเสนให้นกชนิดนี้ ไม่ให้กินรากหญ้าคา รวมทั้งห้ามเนื้อนกกดกา เป็นต้น (หน้า 47)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มีข้อมูล

Google Map

Map/Illustration

ภาพ ยอดเขาสูงใกล้ซาปา จังหวัดเลากาย, ทางจากเมืองถานไปเมืองเลากาย, ผู้หญิงไทดำ, ผู้หญิงไทขาว,เมืองมุน จังหวัด หัวบิง ตอนใต้ของเขตสิบสองจุไทเดิม, แม่น้ำดำ, เมืองเชียงเหนือ จังหวัดไลโจว, หมู่บ้านไทดำ จังหวัดเลากาย, หญิงชราไทแดงในชุดแต่งกายแบบเดิม ที่เมืองกุยเฮิบ จังหวัดเหง่อัน , พ่อลูกไทดำ ที่เมืองมิด, บ้านไทดำ, มดลาว, แม่มดที่เมืองแถง, ครอบครัวไทดำ, มดลาว เป่าแคน, หญิงไทดำปักดำข้าวในนา, เครื่องทุ่นแรงโดยใช้กระแสน้ำช่วยตำข้าว, ไทดำที่เมืองมิต, หญิงไทดำหาบสินค้าไปขายตลาด (ก่อนหน้าบทนำ) ผู้หญิงไทดำ (หน้า 1) ผู้หญิงไทดำทีเมืองวาด (หน้า 5) ผู้หญิงไทดำที่จังหวัดไลโจว (หน้า 6) ญิงชราไทขาว ที่เมืองเชียงจันเหนือ จังหวัดไลโจว (หน้า 8) หมู่บ้านไทดำ เขตเมืองถาน จังหวัดเลากาย (หน้า 13) เมืองลา ในปัจจุบัน (หน้า 15) เด็กไทดำในทุ่งนาบนเส้นทางไปเมืองแถง (หน้า 16) แม่และลูกไทดำ ที่เมืองกิ๋ม อำเภอถานเวียน จังหวัดเลากาย (หน้า 19) บ้านเก่าไทดำ เมืองลา (หน้า 20) บ้านเรือนไทดำสมัยใหม่ (หน้า 21) หญิงไทดำสอนลูกสาวทอผ้า (หน้า 23) ครกตำข้าวโดยใช้กระแสแรงน้ำไหลริมลำธารหน้าหมู่บ้านไทดำ (หน้า 24) ห้องผีเรือน (หน้า 30) มดลาว (หน้า 34) เรือนของผู้สืบทอดมาจากสกุลลอคำ ชนชั้นปกครองไทดำ (หน้า 38) ทุ่งนามืองแถง (หน้า 48) แม่มดเมืองแถง (หน้า 52) พ่อมดหรือมดลาวและผู้ช่วยเป่าปี่ ที่เมืองถาน จังหวัดเลากาย (หน้า 59) เด็กชายที่เจ็บป่วย (หน้า 61) การตั้งเครื่องประกอบพิธีหน้ามดลาว (หน้า 62) มดลาวกำลังประกอบพิธีเสนแบ ที่เมืองกิ๋ม อำเภอถานเวียน จังหวัดเลากาย (หน้า 63) ภรรยาของมดและญาติกำลังเตรียมตั้งเครื่องเซ่นสังเวยสำหรับพิธีเสนแบ(แพะ) ที่เมืองกิ๋ม จังหวัดเลากาย (หน้า 64) เครื่องเซ่นไหว้ผีกั้นด้วยแหในพิธีเสนแบ (หน้า 65) การฆ่าลูกไก่ในพิธีเสนฆ่าเกือด (หน้า 69) มดลาว(หน้า 72) สามีภรรยาไทดำ (หน้า 80) หญิงไทดำกำลังหาบฟืนไปขายยังตลาดเมืองควาย (หน้า 83) เรือนแฮ่ว (หน้า 95) การทำนาแบบขั้นบันไดของไทดำ ที่เมืองถาน (หน้า 97) เด็กไทดำ (หน้า 98) การฆ่าแพะ สำหรับพิธีเสนฆ่าแบ ”แพะ”(หน้า 108) แผนภาพ การจัดวางเครื่องบูชาในพิธีเสนแบ (หน้า 66,67) แผนที่ ประเทศเวียดนาม,ที่อยู่ของไทขาว ไทดำและไทแดงในประเทศเวียดนาม (ก่อนหน้าบทนำ)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 18 เม.ย 2556
TAG ไทดำ, สังคม, ศาสนา, ความเชื่อ, พิธีกรรม, สิบสองจุไท, เวียดนาม, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง