ศมส. กับการขับเคลื่อนงานชาติพันธุ์ เดือนกันยายน 2565

 |  ข่าวประชาสัมพันธ์
ผู้เข้าชม : 915

ศมส. กับการขับเคลื่อนงานชาติพันธุ์ เดือนกันยายน 2565

ประชุมนำเสนอผลงานของเครือข่ายสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2565

           ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดประชุมนำเสนอผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและชาวกะเหรี่ยง ตามมติคณะรัฐมนตรี 2553 ของเครือข่ายสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 20 จังหวัด ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและชาวกะเหรี่ยงอยู่อาศัย ณ ห้องประชุมโรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพฯ  

           ในปีงบประมาณ 2565 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้กำหนดให้มีแผนงานขับเคลื่อนนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและชาวกะเหรี่ยง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2553 และการขยายผลพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จึงร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 20 จังหวัด ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอยู่อาศัย 5 จังหวัด ประกอบด้วย ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล และจังหวัดที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงอยู่อาศัย 15 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ตาก แพร่ สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินงานตามแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตามมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 และแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 โดยกำหนดให้มีการคัดเลือกชุมชนชาติพันธุ์ต้นแบบเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการผลักดันไปสู่การประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในอนาคตต่อไป 

           ในช่วงที่ผ่าน ศมส. จึงได้ให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมศักยภาพการจัดทำข้อมูลและแผนบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในทุกภูมิภาค ทำให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และเครือข่ายชุมชนชาติพันธุ์เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและหลักการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่ให้ความสำคัญกับฟื้นฟูและอนุรักษ์วิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์ การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนฐานเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม โดยในด้านการปฏิบัตินั้นแต่ละชุมชนจะต้องมีการจัดทำข้อมูลชุมชนทั้งในด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมา วิถีชีวิต วัฒนธรรม ปฏิทินชุมชน แผนที่เดินดิน ตลอดจนการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา การวิเคราะห์ทุนชุมชน ที่ประกอบด้วยทุนในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ทุนเศรษฐกิจ ทุนเครือข่าย ทุนทรัพยากร ซึ่งเป็นทุนที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกชุมชน เมื่อเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้แล้วจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการนำมาออกแบบและจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้ปรากฏเป็นรูปธรรม สามารถกำหนดทิศทาง เป้าหมายและออกแบบกระบวนการดำเนินงานที่สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนได้อย่างแท้จริง 

           ในการประชุมนำเสนอผลการดำเนินงานครั้งนี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 20 จังหวัด ได้นำเสนอให้เห็นการนำแนวคิดและกระบวนการปฏิบัติในการขับเคลื่อนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ไปใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน ส่งผลให้ชุมชนชาติพันธุ์ชาวเลและชาวกะเหรี่ยงได้เกิดการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและทุนชุมชนได้ครอบคลุมและรอบด้าน โดยนำเสนอให้เห็นว่าทุนภูมิปัญญา วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นทุนสำคัญที่ยังดำรงอยู่และแสดงให้เห็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของความเป็นชาติพันธุ์ ทั้งในด้านการแต่งกาย การใช้ภาษา การดำรงวิถีทำกินในแบบดั้งเดิม เช่น การทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง การจับสัตว์น้ำในทะเลตามวิถีวัฒนธรรมของชาวเล เป็นต้น อย่างไรก็ตามเป้าหมายของการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลชุมชนชาติพันธุ์ถือเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการนำไปพัฒนาให้เกิดเป็นแผนบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในระยะต่อไป  

           ทั้งนี้จากการนำเสนอผลการดำเนินงานยังพบว่า ชุมชนชาติพันธุ์หลายแห่งได้ตระหนักและเห็นความสำคัญต่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์วิถีชีวิตวัฒนธรร โดยมองว่าทุนทางวัฒนธรรมที่มีของชุมชนนั้นถือเป็นทุนสำคัญที่สามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดทั้งในด้านการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและครอบครัว ดังปรากฏกรณีชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านห้วยหินลาดใน จังหวัดเชียงราย ที่นำเสนอให้เห็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนไม่ว่าจะเป็นน้ำผึ้ง ชา กาแฟ ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับระบบนิเวศน์โดยรอบชุมชน หรือกรณีการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดการท่องเที่ยวชุมชนชาติพันธุ์ในรูปแบบของการจัดให้พื้นที่ตลาดชุมชนชาติพันธุ์หรือที่เรียก “ตลาดโอ๊ะป่อย” ที่แสดงให้เห็นอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี หรือกรณีชุมชนชาวเลบ้านทับปลา จังหวัดพังงาที่ได้ส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดตลาดนัดชาว     มอแกลน เพื่อเป็นพื้นที่ในการซื้อขายสินค้าที่เกิดขึ้นจากการผลิตภายในชุมชนและครัวเรือนของชาวมอแกลน นอกจากนี้ยังมีการนำเสนออัตลักษณ์ที่โดดเด่นของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งในด้านศิลปะการแสดง การใช้ฟื้นฟูและสืบทอดการใช้ภาษากลุ่มชาติพันธุ์ภายในชุมชน การดูแลและรักษาทรัพยากรธรรมชาติตามภูมิปัญญาและวิถีวัฒนธรรม เป็นต้น 

           สำหรับการดำเนินงานของเครือข่ายสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและชุมชนชาติพันธุ์พื้นที่ต้นแบบในระยะต่อไปจะมีการขยายความร่วมมือและบูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนากระบวนการจัดเก็บและจัดทำข้อมูลชุมชนชาติพันธุ์ในระดับตำบลและร่วมผลักดันให้เกิดการจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้ปรากฏเป็นรูปธรรม โดย ศมส. จะร่วมเป็นหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อเป็นชุดข้อมูลที่จะนำไปสู่การพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการผลักดันและขับเคลื่อนให้พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เป็นที่รับรู้และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ชุมชนชาติพันธุ์เพื่อยกระดับศักยภาพให้มีความสามารถในบริหารจัดการข้อมูลชุมชน การจัดแผนชุมชน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตบนฐานการเคารพในวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างมั่นคงและยั่งยืน

     

     

 

คืนข้อมูลชุมชน เสริมสร้างศักยภาพต้นแบบพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

           14-15 กันยายน 2565 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ร่วมกับชาวปกาเกอะญอบ้านดอยช้างดอยช้างป่าแป๋ ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ซึ่งเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษหรือพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จัดประชุมนำเสนอ “การพัฒนาต้นแบบการจัดเก็บข้อมูลพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์บ้านดอยช้างป่าแป๋ ตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้ออกแบบและพัฒนาแนวทางการจัดเก็บข้อมูลชุมชนทั้งในด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมา การบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบต่าง ๆ ผลจากการดำเนินโครงการได้แสดงให้เห็นรายละเอียดการบริหารจัดการข้อมูลพื้นฐานสำคัญของชุมชน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนที่แสดงให้เห็นการค้นพบเอกสาร        “ใบรัชชูปการ” ซึ่งเป็นเอกสารทางราชการแสดงให้เห็นการเสียภาษีของชาวบ้านให้แก่รัฐบาลสยามในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเอกสารดังกล่าวมีการระบุปี พ.ศ. 2472 หรือ 93 ปี เมื่อเทียบกับเวลาปัจจุบัน และเมื่อสืบค้นข้อมูลบุคคลที่เป็นเจ้าของใบรัชชูปการดังกล่าวซึ่งขณะนั้นมีอายุ 50 ปี จึงทำให้สามารถคำนวณระยะเวลาของการถิ่นฐานของชุมชน ในพื้นที่มาไม่น้อยกว่า 140 ปี ข้อมูลดังกล่าวจึงช่วยยืนยันว่าชุมชนบ้านดอยช้างป่าแป๋มีการตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้มาอย่างยาวนาน และมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างการบริหารจัดการการเมืองการปกครองในฐานะพลเมืองของรัฐไทย 

           อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการได้มีการออกแบบและพัฒนาแนวทางการจัดเก็บข้อมูลด้านการบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน โดยพบว่าชุมชนได้มีการพัฒนาและออกแบบระบบการดูแลและป้องกันไฟป่าที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ป่ารอบชุมชนครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 20,000 ไร่ ระยะทางยาวกว่า 30 กิโลเมตร แสดงให้เห็นศักยภาพด้านการปรับประยุกต์ใช้ความรู้ ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนที่มีความเข้าใจสภาพภูมิศาสตร์และลักษณะภูมิประเทศ ตลอดจนสภาพความหลากหลายของทรัพยากรในพื้นที่ จึงทำให้เกิดพัฒนาระบบการวางถังน้ำและท่อน้ำเป็นแนวรอบผืนป่า ซึ่งช่วยให้มีน้ำเพียงพอต่อการดับไฟป่า รวมถึงการติดตั้งกล้อง IP camera เฝ้าระวังแนวกันไฟ ตลอดจนการติดตั้งเครื่องวัดหมอกควันตามแนวกันไฟ ซึ่งช่วยให้มีการติดตามเฝ้าระวังไฟป่าและหมอกควันที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการจัดเก็บข้อมูลระบบนิเวศภายในชุมชน ผ่านการจัดเก็บข้อมูลการกักเก็บและดูดซับคาร์บอนของชุมชน แสดงให้เห็นศักยภาพของชุมชนที่สามารถอยู่ร่วมป่าได้อย่างมั่นและยั่งยืน 

           นอกจากนี้ชุมชนยังได้มีการออกแบบและพัฒนาแนวทางการจัดเก็บข้อมูลขอบเขตพื้นที่รูปแบบต่าง ๆ ของชุมชน แสดงให้เห็นขอบเขตเชิงกายภาพและพิกัดของพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ไร่หมุนเวียน พื้นที่สวนและไร่นาถาวร พื้นที่สาธารณะประโยชน์และพื้นที่ศักดิ์สิทธิของชุมชน ซึ่งช่วยให้สามารถออกแบบแนวทางการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนรอบด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากความไม่เข้าใจในวิถีวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ได้ 

           สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในระยะต่อไปของบ้านดอยช้างป่าแป๋ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการข้อมูลนั้น จะมีการนำข้อมูลที่ได้ไปสื่อสาร สร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกับชุมชนและหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนถิ่นในพื้นที่ เพื่อสร้างกระบวนการรับรู้ ยอมรับและเข้าใจในวิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพร่วมกัน รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดกระบวนการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูลชุมชนให้แก่เครือข่ายชุมชนชาติพันธุ์อื่น ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนและผลักดันให้พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นเครื่องมือในการยืนยันสิทธิในการอยู่อาศัยและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนบนฐานของการเคารพในวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ 

     

     

 

 

ศมส. สำรวจและวางแผนแผนการขับเคลื่อนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์  ชุมชนชาติพันธุ์ลุ่มน้ำแม่ขาน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ 

           15-16 กันยายน 2565 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดประชุมร่วมกับผู้แทนชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ขาน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสื่อสารความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนทบทวนสถานการณ์ปัญหา ข้อกังวลของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญต่อการออกแบบและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ภายใต้กรอบแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหี่ยง ตามมติคระรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป

           โดยในวันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน 2565 ได้มีการจัดประชุมที่บ้านแม่โต๋ ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนเครือข่ายลุ่มน้ำขาน ที่มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอมาอย่างยาวนาน การประชุมครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหา ข้อกังวลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยพบว่าการกำหนดแนวนโยบายและประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ส่งผลให้เกิดความรู้สึกกังวลและไม่มั่นคงในวิถีการดำรงชีวิตตามวิถีปฏิบัติดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา โดยเฉพาะวิถีของการทำไร่หมุนเวียนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายและมาตรการห้ามเผาในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ของทุกปี เนื่องจากถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันและไฟป่า หากแต่ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมทั้งสภาพอากาศ ความชื้นที่ทำให้การเผาไร่เพื่อทำไร่หมุนเวียนเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เมื่อมีการประกาศมาตรการและนโยบายห้ามเผา จึงส่งผลให้ชาวบ้านต้องปรับเปลี่ยนช่วงเวลาของเผาเลื่อนไปช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตก สภาพอากาศมีความชื้นส่งผลให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ สภาพดินและแร่ธาตุที่เกิดจากการเผาจึงไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกตามวิถีของการทำไร่หมุนเวียนที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลัก 

 

“เรามีความกังวลเรื่องของการทำไร่หมุนเวียนว่าจะไม่เหมือนเดิม ตั้งแต่มีการประกาศมาตรการห้ามเผา ทำให้ดินในไร่หมุนเวียนของเราไม่สมบูรณ์ หญ้าขึ้นเยอะ ข้าวไม่งาม...วิถีที่เราเคยพึ่งพาตัวเองได้ก็จะค่อยๆ หมดไป” ผู้แทนชาวบ้านแม่โต๋กล่าวในที่ประชุม 

 

           จากสถานการณ์และสภาปัญหาที่เป็นข้อกังวลดังกล่าวของชุมชนจึงมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันวิเคราะห์สภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนปัจจุบัน ทำให้พบว่านอกจากวิถีการทำไร่หมุนเวียนที่กำลังเผชิญกับความท้าทายอันเป็นผลจากมาตรการและแนวนโยบายด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐที่ขาดการคำนึงและตระหนักถึงความหลากหลายของวิถีชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว ชุมชนยังเผชิญปัญหาการขาดการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นความท้าทายภายในชุมชน ที่จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์และหาแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการฟื้นฟู คุ้มครองวิถีวัฒนธรรมให้สามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางพลวัตการเปลี่ยนแปลงของสังคม

           อย่างไรก็ตามบริบททั่วไปของบ้านแม่โต๋ยังคงมีความโดดเด่นเรื่องความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รอบข้าง ตลอดจนการดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของความเป็นชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่แสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของความเป็นชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นทุนทางทรัพยากรและวัฒนธรรมของชุมชนที่สามารถนำมาประยุกต์และต่อยอดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสอดคล้องตามแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่ให้ความสำคัญกับหลักการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตวัฒนธรรม การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม

           นอกจากนี้ในวันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2565 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้เดินทางไปยังชุมชนบ้านสบลาน ซึ่งเป็นชุมชนที่ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษไปเมื่อปี พ.ศ. 2558 และชุมชนบ้านป่าคานอก ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ชุมชนดังกล่าวอยู่ในเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำแม่ขาน ซึ่งมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับบ้านแม่โต๋และอีกหลายชุมชนที่ได้มีการพัฒนาขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนเกี่ยวกับการคัดค้านแนวนโยบายอพยพคนออกจากป่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ในการจัดประชุมครั้งนี้ได้มีผู้แทนจากชุมชนโดยรอบ หรือเรียกว่ากลุ่มบ้านแม่ลานคำหมู่ 6, และหมู่ 11 เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและบอกเล่าสถานการณ์ปัญหาที่กระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ พบว่า โดยส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับการเตรียมประกาศพื้นที่อุทยานออบขาน เนื่องจากจะมีการนำเอากฎหมายและแนวนโยบายเกี่ยวกับการจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเข้ามาบังคับใช้  ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการดำรงชีวิตตามวิถีชีวิตวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะการทำไร่หมุนเวียนที่อาจถูกจำกัดสิทธิการเข้าใช้ประโยชน์และห้ามดำเนินการในอันจะถูกมองว่าส่งผลกระทบ หรือสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมพื้นที่ให้มีควาเหมาะสมกับการเพาะปลูก ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าทั้งในด้านการเก็บหาของป่าและเลี้ยงสัตว์ตามวิถี ซึ่งปัจจุบันชาวปกาเกอะญอในพื้นที่มีวิถีการเลี้ยงวัว ควายในรูปแบบที่ปล่อยให้ออกหาอาหารและดำรงชีวิตในป่า ดังนั้นเมื่อมีการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานชาวบ้านจึงเกิดความกังวลต่อข้อจำกัดที่จะเกิดต่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว 

 

“เราอยากดำรงชีวิตอยากมีเสรีภาพ ไม่ต้องถูกจำกัดในวิถีการทำกินตามภูมิปัญญาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเรา เพราะเราไม่ได้อยู่อย่างผิดกฎหมาย แต่กฎหมายกระทำผิดต่อชีวิตเรา” ผู้แทนชาวบ้านป่าคานอกกล่าวในที่ประชุม 

 

           อย่างไรก็ตามในที่ประชุมได้มีการนำเสนอให้เห็นแนวทางของการขับเคลื่อนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีหลักการสำคัญที่มุ่งให้การคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต วัฒนธรรม สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม โดยได้มีการเน้นย้ำให้เห็นว่าการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นั้นเป็นเพียงให้การสิทธิในการจัดการพื้นที่บนพื้นฐานของการจัดการร่วม ไม่ได้มีเป้าหมายให้สิทธิการจัดการในลักษณะที่เป็นปัจเจก แนวทางการประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จึงมีเป้าหมายสำคัญที่จะนำไปสู่การยืนยันสิทธิในการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ของชุมชน การสร้างมาตรการและแนวทางการคุ้มครองวิถีชีวิต วัฒนธรรม และยืนยันสิทธิในการอยู่อาศัย การบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ โดยชุมชนต้องมีการดำเนินการสำรวจและจัดทำข้อมูลชุมชนแสดงขอบเขตจำนวนพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่พิธีกรรม พื้นที่ใช้ประโยชน์ทำสวน ทำนาและเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนพื้นที่อนุรักษ์ของชุมชนให้มีความชัดเจน รวมถึงการจัดทำข้อมูลแผนการบริหารจัดการพื้นที่บนหลักการ “ป่าอยู่ได้ คนอยู่รอด” ภายใต้การออกแบบและกำหนดกติกาชุมชนที่แสดงให้เห็นศักยภาพและกลไกในการจัดการตนเองบนฐานภูมิปัญญาและวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ 

ทั้งนี้สำหรับการขับเคลื่อนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในระยะต่อไปในพื้นที่ชุมชนลุ่มน้ำแม่ขาน ทั้งในกลุ่มบ้านแม่โต๋ กลุ่มบ้านสบลาน บ้านแม่ลานคำ บ้านป่าคานอก จึงได้มีการกำหนดแนวทางโดยในระยะแรกจะมีการศึกษาและจัดทำข้อมูลชุมชนให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชน ขอบเขตพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นทีจิตวิญญาณของชุมชนให้มีความชัดเจน รวมถึงการร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนที่ชี้ให้เห็นสิ่งที่เป็นทุนของชุมชน ทั้งทุนทางวัฒนธรรม ทุนความรู้ ภูมิปัญญา ทุนเศรษฐกิจ ทุนเครือข่าย เพื่อนำมาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและวางแผนผลักดันไปสู่การประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ร่วมกันต่อไป 

 

 

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จัดอบรมส่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมสำหรับเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ 

 

           เมื่อวันที่ 24-25 กันยายน 2565 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรม สำหรับผู้นำเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ ณ โรงแรม เอส.ดี.อเวนิว กรุงเทพฯ เพื่อให้เยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การค้นหาทุนทางวัฒนธรรมในชุมชน แล้วนำไปพัฒนาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน 

           ในครั้งนี้มีเยาวชนชาติพันธุ์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 5 ชุมชน จากภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ ได้แก่ ชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น (พุเม้ยง์) จ.อุทัยธานี ชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านห้วยหินดำ            จ.สุพรรณบุรี ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่ปอคี จ.ตาก ชุมชนชาวเลมอแกลนบ้านทับตะวัน จ.พังงา และชุมชนชาวเลอูรักลาโวยจบ้านเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากสืบทอดและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนตนเองให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้ให้ได้ 

           การสำรวจและวิเคราะห์ทุนทางวัฒนธรรมที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนกันจากการอบรมครั้งนี้ เราได้คัดเลือกมา 4 ทุนหลักที่แต่ละชุมชนมีเช่นเดียวกัน คือ ทุนความรู้ ทุนทรัพยากร ทุนเครือข่าย และทุนเศรษฐกิจ ซึ่งแต่ละชุมชนมีทุนทางวัฒนธรรมมากมายหลากหลายที่ได้นำมาเรียนรู้ด้วยกันให้แหลมคม จนนำไปสู่การทดลองพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าในชุมชน โดยแบ่งให้เห็นว่าแต่ละชุมชนอยากพัฒนาอะไรเป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้า มีแหล่งทรัพยากรหรือวัตถุในชุมชนอะไรบ้างและอะไรที่ยังไม่มี/ต้องการเพิ่ม ตลอดจนในทุกชุมชนล้วยมีปราชญ์ความรู้หรือผู้รู้ในชุมชนที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานของกลุ่มเยาวชนชาติพันธุ์ได้เป็นอย่างดี 

           นอกจากนี้ กลุ่มเยาวชนชาติพันธุ์ยังได้ทดลองนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจทุนและศักยภาพชุมชนมาเขียนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือสินค้าในชุมชน โดยมีเป้าหมายให้เยาวชนลองฝึกทักษะวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ตัวอย่างเช่น เครื่องเทศคนชั้นสูงแห่งดอยแม่ปอคี (ผงเพิ่มรสชาติอาหารจากไร่หมุนเวียน), ขนมปอมปอมอูรักลาโวยจ (ทำมาจากแป้งเท้ายายม่อมขึ้นชื่อ), ทะเลแห้งชาวเล๊ชาวเล (อาหารทะเลจากกรรมวิธีถนอมอาหารสูตรพิเศษ), กรีนดีวิสาหกิจ (ผลิตจากไร่หมุนเวียนและหมู่บ้านแบบออแกนิกร้อยเปอร์เซนต์) และ มิงสิพุเม้ยง์ (ขนมทองโย้) 

           โดยกิจกรรมครั้งต่อไปจะมีเยาวชนกะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋ จ.ลำพูน มาสมทบ และจะออกไปเรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์/สินค้าชุมชน ในชุมชนตัวอย่างที่ ศมส. และ UNDP ได้ร่วมกันคัดสรรมาให้เยาวชนชาติพันธุ์ได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์/สินค้าชุมชนตนเองต่อไป

     

     

 

 

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา