ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ผู้ไท,สังคม,วัฒนธรรม,การท่องเที่ยว,กาฬสินธุ์
Author เริงวิชญ์ นิลโคตร
Title ผลกระทบจากการจัดการท่องเที่ยวต่อสังคมและวัฒนธรรมของชาวผู้ไทย บ้านโคกโก่ง ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ผู้ไท ภูไท, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 200 Year 2547
Source หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพัฒนาชนบทศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
Abstract

สังคมและวัฒนธรรมของผู้ไทมีความเป็นเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ มีการนับถือญาติตามสายผี ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติดำเนินไปอย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เอกลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมสะท้อนให้เห็นได้จากพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีกรรมเหยา การแต่งงาน พิธีกรรมสำหรับคนตาย นอกจากนี้ผู้ไทยังมีประเพณีและวัฒนธรรมตามฮีตสิบสอง คลองสิบสี่อย่างชาวไทยถิ่นอีสาน แต่มีขั้นตอนของพิธีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้ไทสอดแทรกเข้าไปด้วย ในส่วนของการจัดการการท่องเที่ยวของชุมชนเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 ตามโครงการจัดงานน้ำตกโคกโก่ง ต่อมาในปี พ.ศ.2541 คณะกรรมการการท่องเที่ยวจังหวัดมีมติเห็นชอบเลือกหมู่บ้านโคกโก่ง เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐ ดังนั้นจึงมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นอย่างดี วิธีการจัดการท่องเที่ยวของหมู่บ้านมีรูปแบบการนำเสนอประเพณีและความเชื่อผ่านการแสดงกิจกรรม การเหยา การเลี้ยงผี เป็นต้นและนำเสนอวิถีชีวิตในลักษณะโฮมสเตย์ ผลกระทบจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งผลให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น ชุมชนมีรายได้และสังคม ภายนอกได้รู้จักชุมชนมากขึ้น ผลกระทบด้านลบส่งผลให้ความสัมพันธ์ มีการเปลี่ยนแปลง เช่นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน มี การเปลี่ยนจากเดิมที่มีลักษณะเกื้อกูลอุปถัมภ์เป็นลักษณะความสัมพันธ์ที่มุ่งผลต่างๆ ตอบแทนมากขึ้นและการนำเอาประเพณีพิธีกรรมดั้งเดิมของสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาแสดงแก่คณะทัวร์บางพิธีกรรม เช่น พิธีกรรมเหยาเลี้ยงผี ทำให้ถูกมองว่า จะทำให้คุณค่าของพิธีกรรมดังกล่าวลดความน่าเชื่อถือ

Focus

ศึกษาประวัติความเป็นมา สังคมและวัฒนธรรม การจัดการท่องเที่ยวและผลกระทบจากการจัดการการท่องเที่ยวต่อสังคมและวัฒนธรรมของผู้ไท บ้านโคกโก่ง ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ผู้ไท

Language and Linguistic Affiliations

ผู้ไทพูดภาษาผู้ไท ไม่ปรากฏว่ามีตัวอักษรใช้ ภาษาผู้ไทจัดอยู่ในภาษาไทยหรือคำไตสาขาตะวันตกเฉียงใต้ มีสำเนียงคล้ายกับภาษาถิ่นอีสาน (หน้า 50-51)

Study Period (Data Collection)

พ.ศ. 2547

History of the Group and Community

อำเภอกุฉินารายณ์ เดิมได้รับการยกฐานะเป็นเมืองตรี มีชื่อว่า "กุดสิมนารายณ์" ตั้งอยู่ที่บ้านกุดสิม(ปัจจุบันคือบ้านคุ้มเกล้าอำเภอเขาวง) โดยมีพระธิเบศวงษาเป็นเจ้าเมืองคนแรก เหตุที่เรียก "กุดสิมนารายณ์" เนื่องจากที่ตั้งมีหนองน้ำแยกจากห้วยเรียกว่า "กุด"และมีศาลาประกอบศาสนกิจอยู่กลางน้ำเรียกว่า "สิม" ต่อมาชาวบ้านพบเทวรูป ทำด้วยไม้เข้าใจว่าเป็นพระนารายณ์จึงเรียกชื่อเมืองว่า "กุดสิมนารายณ์"และเพี้ยนมาเป็น"กุฉินารายณ์" ปี พ.ศ.2454 ทางราชการได้แต่งตั้งหลวงประเวทย์อุทรขันธ์(ลี มัธยมนันท์)มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอ และได้พิจารณาเห็นว่าสภาพภูมิศาสตร์ไม่เหมาะสมจึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาที่บ้านบัวขาวเมื่อ พ.ศ.2456 จนถึงปัจจุบัน(หน้า 8) บ้านโคกโก่ง เมื่อประมาณปี พ.ศ.2432 ชาวบ้านคำเฮ้ หรือบ้านโนนน้ำคำ(ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตตำบลหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร) จะขยายพื้นที่ทำกินจึงได้ชวนกันอพยพมาตั้งหมู่บ้านทางทิศตะวันออกของบ้านโคกโก่งปัจจุบันและตั้งชื่อหมู่บ้านขณะนั้นว่า "บ้านทุ่งบักเฒ่า" ต่อมาอีกประมาณ 2 ปี มีชนเผ่ากุลาประมาณ 10 คนมาอยู่ร่วมกับผู้ไทบ้านทุ่งบักเฒ่า และนำฝิ่นมาขาย ชาวบ้านจึงร้องเรียนกับทางการทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าชาวหมู่บ้านทุ่งบักเฒ่าเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดความเดือดร้อนจึงมีคำสั่งให้ชาวบ้านทั้งหมด อพยพออกจากหมู่บ้าน ชาวบ้านทั้งหมดจึงอพยพกลับไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านคำเฮ้ตามเดิม หมู่บ้านทุ่งบักเฒ่าจึงถูกทิ้งร้าง ต่อมา พ.ศ.2449 ชาวบ้านทุ่งบักเฒ่า ได้ย้ายกลับมาตั้งหมู่บ้านที่บ้านทุ่งบักเฒ่าตามเดิมและตั้งชื่อหมู่บ้านใหม่ว่า "บ้านโคกโก่ง"มีนายจ้าชินเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ประมาณ พ.ศ. 2458 มีสมาชิกในหมู่บ้านเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ชาวบ้านจึงย้ายบ้านมาทางทิศเหนือ ฟากทุ่งนาตรงกันข้ามกับที่ตั้งหมู่บ้านเดิมและเป็นที่ตั้งของบ้านโคกโก่งจนถึงปัจจุบัน ประมาณ พ.ศ. 2477 ประชาชนจาก 3 หมู่บ้านคือบ้านโคกโก่ง บ้านห้วยแดงละบ้านขุมขี้ยางได้ยื่นความประสงค์แยกการปกครองจากอำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนมเนื่องจากระยะทางหมู่บ้านกับหน่วยงานราชการอยู่ห่างไกลกัน ทางการจึงอนุมัติให้บ้านโคกโก่งขึ้นกับตำบลจุมจัง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดมหาสารคามและปัจจุบันได้ขึ้นกับตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์(หน้า 8-9) ผู้ไท มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเขตชายแดนบริเวณใกล้รอยต่อระหว่างประเทศจีน เวียดนามและลาว โดยกระจายอยู่ในหัวเมืองสิบสองจุไทย ซึ่งปัจจุบันศูนย์กลางสำคัญของแคว้นสิบสองจุไทยได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเวียดนามต่อเนื่องเข้าไปในดินแดนจีนบางส่วน ในส่วนของการอพยพของผู้ไทเข้าสู่ดินแดนประเทศไทย ส่วนใหญ่ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกสงคราม เริ่มในสมัยกรุงธนบุรี ประมาณ พ.ศ. 2321-2322 และต่อมาสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณ พ.ศ. 2325-2328 เมื่อเมืองแถงและเมืองพวนแข็งข้อต่อเวียงจันทน์ กองทัพเวียงจันทน์จึงตีเมืองทั้งสองและกวาดต้อนลาวทรงดำและลาวพวนมาถวายที่กรุงเทพฯ โดยทั้งหมดได้ถูกส่งไปที่จังหวัดเพชรบุรีรวมกับพวกที่อพยพเข้ามาก่อนตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรี ส่วนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระลอกที่ใหญ่ที่สุด ประมาณ พ.ศ. 2377-2381 เมื่อกองทัพไทยขึ้นไปปราบเจ้าอนุเวียงจันทน์เรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะตัดศึกที่เกิดจากญวณ ซึ่งพยายามเข้าแทรกแซงตามแนวฝั่งแม่น้ำโขงจึงทรงโปรดฯ ให้อพยพครอบครัวในเมืองขึ้นของเวียงจันทน์เข้ามาอยู่ในดินแดนไทยทั้งหมด เพื่อมิให้ตกเป็นกำลังของญวณ (หน้า 45-46)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

โรงเรียนประถมศึกษาบ้านโคกโก่ง มีนักเรียนทั้งหมด 71 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 38 คน นักเรียนหญิง 33 คน มีครู 12 คน ครูช่วยราชการ 1 คนและนักการภารโรง 1 คน(หน้า 14)

Economy

จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจคือ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวนาปี นอกจากนี้ยังมีการประกอบอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางเพื่อแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและมีการจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์โดยแบ่งเป็น สหกรณ์ภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร (หน้า 7) อำเภอกุฉินารายณ์ สภาพเศรษฐกิจเป็นสังคมชนบทมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี 12,000 บาท รายได้เฉลี่ยต่อครอบครัวต่อปี 15,000 บาท ประชากรร้อยละ 90.0 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ทำสวนและเลี้ยงสัตว์(หน้า 8) บ้านโคกโก่ง ชาวบ้านมีอาชีพทำนาเป็นหลัก มีพื้นที่ทำนาประมาณ 900 ไร่ ทำนาได้ปีละ 1 ครั้งโดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ เป็นการผลิตเพื่อยังชีพ นอกจากนี้ยังมีอาชีพเสริมต่างๆ เช่น ทอผ้าพื้นบ้าน จักสาน เลี้ยงวัว เลี้ยงสุกรและหาพืชของป่าเพื่อนำไปขาย เป็นต้น (หน้า 12-13) ผู้ไทบ้านโคกโก่ง ปัจจุบันยึดอาชีพการทำนา ทำไร่ หาของป่า ต่อมาเมื่อทางราชการได้ประกาศพื้นที่รอบหมู่บ้านให้เป็นเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้หลายครอบครัวไม่มีที่ทำไร่ คงมีแต่อาชีพทำนาเท่านั้น ชาวบ้านบางส่วนจึงได้ออกไปใช้แรงงานเพื่อหารายได้ช่วงหมดฤดูการทำนา จนกระทั่งมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในหมู่บ้านจึงได้มีการส่งเสริมอาชีพเสริมรายได้ เช่น ตัดเย็บเสื้อผ้า ย่าม ผ้าถุง และการเลี้ยงวัว เป็นต้น(หน้า 49)

Social Organization

สังคมผู้ไทแต่เดิม ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยายและต่อเมื่อลูกเขยและลูกสาวแยกออกไปจึงมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว ในส่วนของการอยู่อาศัยของผู้ไทมีลักษณะเป็นการเข้าอยู่อาศัยแบบมาตาลัย(Matrilocal) คือ หลังจากแต่งงานแล้วคู่สมรสจะไปอาศัยอยู่ในครอบครัวของพ่อแม่เจ้าสาว ต่อเมื่ออยู่ได้ 6 ปีจึงจะแยกออกไปตั้งครอบครัวของตน สังคมดั้งเดิมของผู้ไท ผู้ชายจะได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำครอบครัว ฝ่ายหญิงต้องนับถือผีตามสามี สังคมผู้ไทมีการนับถือญาติตามสายโลหิตเดียวกันและญาติทางการแต่งงาน โดยเฉพาะฝ่ายชายจะนับถือผีเดียวกัน ผู้ไทมีญาติที่เกิดจากการแต่งงานประเภทหนึ่งคือ "พ่อล่าม" คือญาติที่มีศักดิ์ใหญ่กว่าให้เป็นล่าม และถือเสมือนเป็นพ่อคนที่สองของคู่สามีภรรยาที่พึงปฏิบัติให้ความเคารพนับถือเช่นเดียวกับบุตรที่แท้จริงพึงปฏิบัติต่อพ่อแม่(หน้า 47-48)

Political Organization

จังหวัดกาฬสินธุ์ แบ่งการปกครองเป็น 14 อำเภอ 4 กิ่งอำเภอ 134 ตำบล 1,515 หมู่บ้าน 1 เทศบาลเมือง 23 เทศบาลตำบล 129 องค์การบริหารส่วนตำบลและ 5 สภาตำบล(หน้า 7) อำเภอกุฉินารายณ์ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 12 ตำบล 134 หมู่บ้าน สำนักเทศบาลตำบล 2 แห่งและองค์การบริหารส่วนตำบล 12 แห่ง (หน้า 8) บ้านโคกโก่ง มีผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับการเลือกตั้งจากชาวบ้านเป็นผู้นำโดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านดำเนินการ ประกอบด้วย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 4 คน แบ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง 2 คนและผ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย 2 คน นอกจากนี้ยังมีกรรมการฝ่ายอีก 3 ผ่ายคือ กรรมการการเงินสงฆ์ กรรมการการลงทุนและคณะกรรมการฝ่ายการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มต่างๆ ดังเช่น กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน กองทุนยาและกลุ่มพัฒนาชุมชน เป็นต้น (หน้า 11-12)

Belief System

อำเภอกุฉินารายณ์ ประชากรร้อยละ 97.0 นับถือพุทธศาสนา และนอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ(หน้า 8,13) พิธีฮีตแปงเอาะ เป็นพิธีของฝ่ายหญิงที่แต่งงานใหม่ซึ่งจะต้องนับถือผีตามสามี ดังนั้นจึงต้องมีพิธีดังกล่าวเพื่อบอกคืนผีที่ตนเคยนับถือหลังการแต่งงาน โดยมีลุงตาพาเข้า(ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง)เป็นผู้ประกอบพิธี(หน้า 47) ขะลำหรือข้อห้าม ในเรื่องอาหารและการบริโภค เพราะเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น "แม่อยู่กำ"(หญิงอยู่ไฟ) ห้ามกินเนื้อวัวและเนื้อควาย เป็นต้น ในช่วงเทศกาลหรือเมื่อมีพิธีกรรมสำคัญ จะมีการเตรียมอาหารเป็นพิเศษมีการล้มวัวหรือล้มควาย(ฆ่าวัว ฆ่าควาย)เช่น ในพิธีแต่งงาน พิธีเลี้ยงปู่ตา เป็นต้น(หน้า 49-50) จารีตประเพณีของผู้ไทในปัจจุบัน ได้เอาคำสอนของพุทธศาสนาผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมของตนเพื่อเป็นแนวปฏิบัตินอกจากนี้ยังรับเอาวัฒนธรรมของคนลาวมาเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิต จึงเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม ทำให้ลักษณะความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรมของผู้ไทคล้ายกับชาวไทยถิ่นอีสานแต่รูปแบบ ความเชื่อและการถือปฏิบัติที่เป็นลักษณะเฉพาะของผู้ไทก็ยังปฏิบัติสืบทอดจนถึงปัจจุบัน ดังเช่น ความเชื่อเกี่ยวกับ "แถน" ว่าเป็นเทวดาที่กำกับความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ทั้งในด้านดีและด้านร้าย เมื่อบุตรหลานประพฤติผิดผีก็จะคอยลงโทษด้วยการทำให้เกิดการเจ็บป่วย ต้องหา "หมอเหยา" มาลำส่องเสี่ยงทายและจะต้องมีการเลี้ยงผี สำหรับการเลี้ยงผีเพื่อตอบแทน ในแต่ละปีจะต้องเซ่น 2 หนคือในเดือน 5 ก่อนจะลงมือทำนา และเมื่อเดือน 11 ตอนได้ข้าวใหม่อีก 1 หน ในพิธีจะมีการล้มวัวและเป็ดไก่ ถ้าเป็นคนที่มีรายได้น้อยก็จะนำเพียงโลหิต เป็ด ไก่ มาทากระดูกโคหรือกระดูกกระบือ หลังจากเซ่นไหว้เสร็จจะมีการเลี้ยงฉลองกันอย่างสนุกสนาน(หน้า 60) ผีตามความเชื่อของผู้ไท ได้แก่ ผีแถน เป็นผีเทวดาที่อยู่เมืองฟ้า เป็นผู้กำกับความเป็นไปของมนุษย์ ผู้ไทเรียกว่า "ผีไท้" "ผีเจ้าปู่" หรือ "ผีปู่ตา" ทุกปีจะมีการเลี้ยงผีปู่ตาที่ดอนปู่ตาโดยมี "เจ้าจ้ำ"เป็นตัวแทนชาวบ้านในการติดต่อกับผีปู่ตา ผีบรรพบุรุษ หรือบางพื้นที่เรียกว่า "ผีมเหศักดิ์" ผู้ไทเรียกว่า "ผีปู่ผีย่า" เป็นผีต้นตระกูลที่ติดตามมาจากเมืองบกเมืองวัง ประเทศลาว ซึ่งปกติจะตั้งศาลที่กลางหมู่บ้าน บางหมู่บ้านอาจเป็น "เสาหลักบ้าน" ผีปู่ผีย่าจะมีศักดิ์รองจากผีปู่ตาเท่านั้น ผีพ่อผีแม่หรือผีประจำเรือน เป็นผีบรรพบุรุษประจำตระกูลที่คอยดูแลอยู่ในเรือน ตามความเชื่ออีกนัยหนึ่งเชื่อว่าผีที่อยู่ในเรือนไม่ใช่ผีพ่อผีแม่ แต่เป็นวิญญาณเร่ร่อน ที่สวมรอยเป็นผีบรรพบุรุษแทน เพื่อคอยถามกินเครื่องเซ่น ของลูกหลานสำหรับการสมมา (เซ่นไหว้) ผีนาหรือผีตาแฮก เป็นผีที่คอยปกปักรักษาที่นาและคอยคุ้มครองคนในครอบครัว โดยมี "ดอนผีตาแฮก" เป็นที่สถิตของผีตาแฮก ซึ่งอาจจะเป็นต้นไม้ใหญ่หรือศาลเพียงตา การเลี้ยงผีตาแฮก นิยมเลี้ยงก่อนฤดูกาลทำนา ซึ่งจะเลือกวันพฤหัสบดี และหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จจะต้องนำข้าวเปลือก(โดยมากจะเป็นแกลบ)ส่วนหนึ่งใส่กระทงใบตองซึ่งสมมุติว่าเป็นเกวียนไปแบ่งข้าวให้ผีตาแฮก ผีปอบ เชื่อว่าเกิดจากผู้ที่เรียนวิชาเวทมนตร์คาถาต่างๆ ปอบชอบกินของคาว เลือดสด เมื่อสงสัยว่าปอบจะเข้าสิงจะต้องเชิญ "หมอมอ" หรือ "หมอเหยา" เพื่อส่องทายดูว่าเป็นปอบจริงหรือไม่ เมื่อเป็นปอบจริงก็จะต้องเชิญหมอไล่ปอบมาขับไล่ต่อไป นอกจากนี้ผู้ไทยังเชื่อว่ามีผีอื่นๆ อีกด้วย เช่น ผีซิ่น ผีตานี ผีเป้า ผีโพง ผีกองกอย เป็นต้น ซึ่งส่วนมากเป็นผีที่สิงสถิตตามที่ต่างๆ หรือเป็นผีเร่ร่อน นอกจากความเชื่อเรื่องผีแล้ว ผู้ไทบ้านโคกโก่งยังมีความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามอีกด้วย ดังเช่น "มื้อเก้ากอง" หรือ"มื้อเก้ากองฮองฟืน" หมายถึงวันอุบาทว์ วันอัปมงคลไม่นิยมประกอบกิจกรรมมงคล "มื้อเก้ากอง" มี 2 อย่างคือ "มื้อเก้ากองตามเดือน"และ "มื้อเก้ากองตามปี" "วันฟูวันจม" วันฟูคือวันที่อุดมมงคล ส่วนวันจมจะเป็นวันไม่เป็นมงคล ฤกษ์แต่งงาน นิยมแต่งเดือนคู่ เว้นช่วงเข้าพรรษา นอกจากนี้ยังมีความชื่ออื่นๆ อีกด้วย เช่น ความเชื่อเรื่องการสืบชะตา โดยเชื่อว่าเมื่อเกิดความทุกข์ใจหรือเจ็บป่วยจะต้องแต่งเครื่องบูชาเคราะห์ ความเชื่อเรื่องลางนึ่งข้าว-หุงข้าวแดง เชื่อว่าถ้าครอบครัวใดหุงหรือนึ่งข้าวแล้วข้าวสีเหลืองแดงทุกเม็ด สมาชิกในครอบครัวจะมีเคราะห์ วิธีแก้คือนำข้าวทั้งหมดไปถวายพระ ผู้ไทมีความเชื่อเรื่องขวัญตั้งแต่เกิดจนตาย การทำสู่ขวัญ จึงทำเพื่อความเป็นมงคลในชีวิตทั้งในยามประสบโชคหรือไม่ประสบโชค เป็นต้น (หน้า 63-69) ประเพณีสำคัญที่เกี่ยวกับศาสนาของผู้ไท คือการถือ "ฮีตคอง" ที่ถือปฏิบัติ คือ "ฮีตสิบสอง" ซึ่งเป็นประเพณีประจำเดือนทั้งสิบสองในรอบปี เป็นการร่วมทำบุญในแต่ละเดือน เช่น เดือนยี่ บุญคุณลาน เป็นพิธีทำบุญหลังการเก็บเกี่ยวขึ้นเล้าแล้วเสร็จ โดยเจ้าของยุ้งจะเป็นผู้กำหนดวันประกอบพิธี เดือนสาม บุญข้าวจี่ โดยปกติจะทำในวันเพ็ญเดือน 3 ซึ่งตรงกับมาฆบูชา เป็นการนำข้าวที่เป็นผลผลิตมาทำบุญอุทิศให้แก่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ ประเพณีสำคัญที่เกี่ยวกับชีวิตของผู้ไท การเกิด สถานที่ทำคลอดนิยมเลือกเอามุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ด้านล่างของเรือนที่เป็นห้องคลอดมีการนำหนามพุทรามาปกคลุมเพื่อป้องกันผีกระสือมากินเลือดและของคาว ห้องสำหรับคลอดและอยู่ไฟจะต้องโยงสายสิญจน์รอบห้องเพื่อกันภูติผีรบกวนและญาติผู้ใหญ่ต้องแต่งขันธ์ 5 ไปคอบ(บอกกล่าว)ให้ผีบรรพบุรุษปกปักรักษาให้การคลอดดำเนินไปด้วยความปลอดภัย ตามความเชื่อดั้งเดิม เวลาคลอดบุตร มารดาต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพราะถือว่าการเกิดใหม่เสมือนการขึ้นของดวงอาทิตย์ การแต่งงาน (ผู้ไทเรียกว่า "พะซู"หรือ "ปะซู") สังคมให้ความสำคัญกับการครองเรือนมาก ดังปรากฏในขั้นตอนการแต่งงานซึ่งมีถึง 9 ขั้น เช่น ครั้งที่ 1 การกล่าวโอม คือการจัดเถ้าแก่ไปสู่ขอ ต้องเสียเงิน 3 บาทให้กับญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง ซึ่งเรียกว่า "ลุงตาพาเข้า" เรียกว่า "เงินไขความปาก" ครั้งที่ 2 หมาย เป็นการจัดของกินของใช้ เต็ม 2 กระหยัง(ตะกร้า) ให้คน 2 คนนำไปมอบให้ลุงตาพาเข้าของฝ่ายหญิงเพื่อเป็นการจับจองตัวเจ้าสาว ล่วง 3 วัน ฝ่ายหญิงจึงคืนกระหยังเปล่าให้ชาย ประเพณีเกี่ยวกับการตายของผู้ไท ผู้ไทเชื่อว่าเมื่อคนตายจะกลายเป็นวิญญาณหรือขวัญ การทำพิธีศพจึงเป็นการส่งวิญญาณหรือขวัญของผู้ตาย เพื่อไปอยู่เมืองฟ้าพญาแถน หลังจากนั้น วิญญาณหรือขวัญของผู้ตายจะกลับมาอยู่บนเรือนเพื่อคอยปกปักรักษาลูกหลานของตน ตามปกติเมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน จะมีการยิงปืน 1 นัดเพื่อเป็นสัญญาณแจ้งข่าวการเสียชีวิตหรืออีกนัยหนึ่งเพื่อส่งวิญญาณผู้ตายขึ้นสู่สวรรค์ โดยมีเขยเป็นผู้รับผิดชอบการทำศพ การตั้งศพผู้ไทถือคติว่า ตายตรงไหนก็ให้ตั้งตรงนั้น ไม่ให้ย้ายและต้องหันทางทิศตะวันตกหรือตามขื่อเรือน การจัดวางศพปกติจะใช้เวลาทำพิธีที่บ้าน 1 วัน ถ้าไม่ตรงกับวันที่โบราณห้ามไว้ตามฤกษ์วันเก้ากองฮองฟืนหรือถ้าไม่ต้องการจะรอญาติที่อยู่ห่างไกล ในวันรุ่งขึ้นหลังจากถวายอาหารเพลแก่พระสงฆ์แล้วก็จะนำศพไปฌาปนกิจที่ป่าช้า โดยการหันศีรษะศพก่อนทำการเผาจะต้องหันไปทางทิศตะวันออกหรือไม่ก็หันไปทางที่ตั้งของเมืองแกว(เวียดนาม) ตามความเชื่อว่าวิญญาณจะเดินทางไปเมืองแถนอันเป็นที่กำเนิดของบรรพบุรุษ การหงายพาเข้า เป็นการทำบุญถวายสังฆทานแก่ผู้เสียชีวิตในตอนเช้า ผู้ไทถือว่าเป็นการทำบุญอุทิศให้ผู้ตายได้กินอยู่ไปพลางก่อนทำบุญแจกข้าวต่อไป ส่วนการทำบุญแจกข้าว เป็นการทำบุญเก็บกระดูกอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย ก่อนวันถวาย 1 วัน ญาติผู้ตายจะต้องเตรียมสำรับหนึ่งเพื่อไปเซ่นผี แจ้งข่าวให้ไปรับบุญแจกข้าวในวันพรุ่งนี้ เสร็จแล้วก็จะเก็บกระดูกตามปกติโดยใช้แขนงไม้หรือก้านกล้วยมาเขี่ยกระดูก การทำกองบุญหรือคึดบุญ เป็นการทำบุญครั้งสุดท้ายหลังการตาย (หน้า 71-99) พิธีกรรมเหยา เป็นพิธีกรรมการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับวิญญาณ โดยมี" หมอเหยา"เป็นผู้ประกอบพิธี โดยมี คาย(เครื่องเซ่นไหว้) ทำนองลำและกลอนลำ เป็นอุปกรณ์การสื่อสาร การเหยา มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาผู้ป่วยเพื่อต่ออายุ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เพื่อขอบคุณผีหรือวิญญาณที่มารักษาผู้ป่วยหรือเพื่อช่วยปกปักรักษาให้อยู่ดีมีสุข พิธีกรรมเหยาโดยทั่วไปมี 4 ประเภทคือ เหยาเพื่อชีวิต ซึ่งเป็นการเหยาเพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข เช่นเหยารักษาคนป่วย เป็นต้น เหยาคุมผีออก เป็นการเหยาเพื่อหาทายาทหมอเหยาเพื่อเพิ่มจำนวนหมอเหยา เหยาเพื่อเลี้ยงผี เป็นการเลี้ยงขอบคุณผีในรอบปี ระหว่างเดือน 3-5 เหยาเอาฮูปเอาฮอย เป็นการเหยาในบุญประเพณีผะเหวดประจำปี ซึ่งมีปีละครั้งและเมื่อทำติดต่อกันครบ 3 ปีแล้วเว้นอีก 1 ปีขึ้นไปจึงจะกลับมาทำอีกได้(หน้า 99-100,152)

Education and Socialization

อำเภอกุฉินารายณ์ มีสถานศึกษาสูงสุดระดับมัธยมศึกษา (หน้า 8) ในด้านการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขอนามัยจะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากบ้านนาไคร้และจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชมาให้ความรู้แก่ชาวบ้าน(หน้า 11) การศึกษาของชุมชนสามารถจำแนกได้ 2 ระดับได้แก่ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ระดับประถมศึกษาได้แก่โรงเรียนประถมศึกษาบ้านโคกโก่ง สังกัดสำนักงานประถมศึกษาอำเภอกุฉินารายณ์ ให้การศึกษาระดับอนุบาลและประถมศึกษาปีที่ 1-6 ส่วนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาพบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่นิยมส่งบุตรหลานศึกษาต่อที่โรงเรียนนาไคร้พิทยาสรรพ์ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านน้านโคกโก่ง 3 กิโลเมตรและมีนักเรียนบางส่วนได้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนพระปริยัติสามัญวัดสิมนาโก ตำบลนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาอีก 2 แห่ง คือ โรงเรียนกุฉินารายณ์และโรงเรียนบัวขาว (หน้า 14)

Health and Medicine

อำเภอกุฉินารายณ์มีโรงพยาบาลประจำอำเภอขนาด 90 เตียงคือ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (หน้า 8) บ้านโคกโก่ง อยู่ในเขตรับผิดชอบของสถานีอนามัยนาไคร้ โรคที่ชาวบ้านมารักษามากที่สุดคือโรคระบบย่อยอาหารและระบบกล้ามเนื้อ (หน้า 11)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกายของผู้ไทที่แคว้นสิบสองปันนา ผู้ชายนุ่งกางเกงขาแคบ ห่มเสื้อยาวอย่างญวน เกล้าผมมวย ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ห่มเสื้อยาวอย่างญวนและไว้ผมมวยเช่นกัน การแต่งกายของผู้ไทในเขตอำเภอกุฉินารายณ์ เวลาปกติผู้ชายนุ่งผ้าด้ายตาเมล็ดงาสีดำหรือนุ่งผ้าขาวม้าด้ายสีขาว สวมเสื้อด้ายสีดำ(ผ้าพื้นเมือง) ส่วนผู้หญิงนุ่งซิ่นใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองสีดำ ถ้าไม่สวมเสื้อแทนแทนที่จะห่มผ้าเอาแขนเสื้อผูกสะพายแล่งเฉียงบ่าใช้แทนห่มผ้า เครื่องประดับของชายในเวลาปกติไม่มี ส่วนผู้หญิงมีกำไรเงินกับกระจอนหู(ต่างหู) ถ้าเป็นงานนักขัตฤกษ์ ผู้ชายนุ่งผ้าไหมสวมเสื้อชั้นใน ห่มผ้าขีต ส่วนผู้หญิงนุ่งซิ่นหมี่ไหม สวมเสื้อผ้าดำแขนยาว รูปเสื้อกระบอกติดลูกกระดุมถ้วย แถวหนึ่งประมาณ 30-40 เม็ด บ้างก็ใช้เหรียญสตางค์ร้อยซ้อนกับกระดุมทุกเม็ดตามฐานะ เครื่องประดับมีลูกปัดแก้วร้อยเป็นสายใช้คล้องคอ ผูกข้อมือ เกี่ยวหู พันผมหลายเส้นทั้งชายและหญิงนอกจากนี้พบว่าผู้หญิงมีการนำเหรียญเงินต่างๆ ร้อยรูผูกเป็นแถวสำหรับคล้องคอคล้ายเสมาอีกด้วย (หน้า 57) การฟ้อนผู้ไท ลักษณะท่าทางจะเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ท่านกกระบ้าบินเลียบหาด เป็นต้น โดยจะตั้งแถวเรียงสองและถือเอาผู้อยู่ด้านหน้าเป็นหลักในการสังเกตขบวน เครื่องแต่งกายในการฟ้อน ฝ่ายหญิงจะนุ่งผ้าถุงสีดำหรือน้ำเงิน มีเชิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำหรือกระดุมธรรมดาเป็นแถวยาว สวมกำไล ตุ้มหูหรือสร้อยคำทำด้วยเงิน ผมเกล้าเป็นมวย ทัดดอกไม้ ฝ่ายชายนุ่งผ้าโจงกระเบน แต่ปล่อยชายทั้งหน้าและหลังคล้ายหางหรือนุ่งกางเกงขาแค่น่อง สีดำหรือสีน้ำเงิน สวมเสื้อกุยเฮงสีดำ ขลิบด้วยผ้าแดงบริเวณคอเสื้อและสายเสื้อ ปางทีก็ใช้ผ้าโพกศีรษะ (หน้า 58) การนุ่งผ้าให้ศพ จะใช้ผ้าขาวนุ่งสองชั้น ชั้นในกลับด้านหลังเป็นด้านหน้า ส่วนชั้นที่สองนุ่งตามปกติ ตามความเชื่อว่า "นุ่งข้างหลังเห้อข้าง นุ่งหน้าเห้อผี" (หน้า 93)

Folklore

ตำนานจังหวัดกาฬสินธุ์ เดิมเป็นถิ่นของพวกละว้าและขอม สมัยขอมรุ่งเรืองมีชื่อเดิมว่าเมืองฟ้าแดด จังหวัดกาฬสินธุ์มีประวัติที่ปรากฏหลักฐานในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์โดยสังเขปว่า เจ้าผ้าขาวซึ่งเป็นพวกเดียวกับเจ้าพระตา เจ้าพระวอฯ(พระวรราชภักดี) เมืองอุบลฯ เกิดผิดใจกับเจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์ ด้วยพระโอรสของเจ้านครเวียงจันทน์ผิดประเวณีกับหลานสาวของตน จึงได้นำครอบครัวไปตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ แต่เมื่อกองทัพเวียงจันทน์ตามราวี เจ้าผ้าขาวพาไพร่พล อพยพลงมาทางใต้ยึดมั่นในหมู่บ้านตำบลต่อมาที่เรียกกันว่าบ้านพรรณนา บ้านผ้าขาว ฯลฯ จนหลานสาวที่มีครรภ์กับโอรสเจ้านครเวียงจันทน์มาก่อนนั้น คลอดบุตรเป็นชายให้ชื่อว่า "เจ้าโสมพมิตร" ต่อมาเจ้าโสมพมิตรได้ปกครองบ่าวไพร่แทนพระเจ้าวอ มีความเห็นว่าต่อไปเบื้องหน้าจะอยู่ที่บ้านผ้าขาวไม่ปลอดภัย จึงได้ย้ายมาต้งที่ตำบลแก่งสำโรง ริมน้ำปาวในปัจจุบัน ปี พ.ศ.2336 เจ้าโสมพมิตรกับท้าวอุปฌาเข้าเฝ้าขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร รัชกาลที่ 1 และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมืองกาฬสินธุ์ ตามนามที่เจ้าโสมพมิตรกราบถวายบังคมถึงถิ่นที่ตนอพยพมาอยู่ริมน้ำก่ำมาก่อนและถือนิมิตที่เจ้าโสมพมิตรได้ทูลเกล้าฯ ถวายกาน้ำสำฤทธิ์จึงได้พระราชทานนามว่า "เมืองกาฬสินธุ์" และโปรดเกล้าฯให้เจ้าโสมพมิตรเป็น "พระยาไชยสุนทร" เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ทำราชการขึ้นกรุงเทพมหานคร ภายหลังมีการปกครองระบบเทศาภิบาลเมืองกาฬสินธุ์ถูกโอนขึ้นกับมณฑลร้อยเอ็ด(พ.ศ.2456) ต่อมาได้ยุบจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นอำเภอของจังหวัดมหาสารคาม(18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2474) ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2490 อำเภอกาฬสินธุ์ได้แยกออกเป็นจังหวัดตามเดิมจนถึงปัจจุบัน (หน้า 6) สังคมผู้ไทนิยมแต่งงานภายในกลุ่มดังมีคำกล่าวว่า "เซ้อไก่ป่าอย่ามาเอ็ดไก่หวั๋น คนต่างพันอย่ามาเอ็ดนอเอ็ดแนว" (ไก่ที่มีสายพันธุ์จากไก่ป่าไม่ต้องนำมาเป็นไก่มงคล คนต่างเผ่าต่างเหล่าอย่าได้นำมาเป็นเชื้อสาย)(หน้า 47) เพลงกล่อมเด็กของชาวบ้านโคกโก่งปัจจุบันไม่มีการร้องเพื่อกล่อมเด็กเหมือนอดีต แต่จะเป็นการร้องเลียนแบบกันเล่นเพื่อความสนุกสนาน ลักษณะคำร้องเลียนแบบสำเนียงชาวไทยอีสาน ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็ก เช่น นอนสาหล่าหลับตาแม่สิก่อม อ่อ อ่อมอ้อย แมวน้อยสิตอดตา แม่ไปไฮ่ปิ้งไก่มาหา แม่ไปนาปิ้งปามาต้อน แม่ไปเล้งม่อนเก็บม่อนมาส่ง เจ้าอยู่บ้านนอนท่าแม่สิมา เอ้อ เหอะ เออ เหอะ เออ เห้อะ เออ นอกจากนี้ยังมีเพลงพื้นบ้าน ตำนานและนิทานของท้องถิ่น เช่น เพลงทุกข์ของเขยใหม่ผู้ไท ในส่วนของมุขปาฐะที่ยังแพร่หลายในหมู่ผู้สูงอายุคือ "ผะญ๋าสุภาษิต" เหมือนชาวไทยอีสาน (หน้า 55-56) ตำนานของผู้ไท เชื่อว่าต้นกำเนิดของบรรพบุรุษตนมาจากเทพยดาซึ่งจุติมายังโลกมนุษย์เพื่อเป็นต้นชาติมนุษย์ ช่วยบำรุงแผ่นดินที่เป็นทุ่งเป็นป่าให้ตั้งเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นได้ เพื่อมนุษย์จะได้ที่พึ่งแก่กันต่อๆ ไปจนสิ้นโลก นอกจากนี้ในตำนานยังมีความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับ "น้ำเต้าปุง" เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง(หน้า 61-63)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

สังคมผู้ไทนิยมแต่งงานภายในกลุ่มของตน (หน้า 47)

Social Cultural and Identity Change

ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ไม่ให้ความสนใจกับนิทานพื้นบ้านมากนัก ซึ่งเป็นผลมาจากสื่อความบันเทิงทางวิทยุ โทรทัศน์ได้แพร่หลายมากขึ้น (หน้า 56) การแต่งกายของผู้ไทบ้านโคกโก่ง ก่อนจะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยว เกือบจะไม่มีการแต่งกายแบบเดิม คงแต่งกายตามสมัยนิยม จะมีก็เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น(หน้า 57) ปัจจุบันประเพณีพิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิดของผู้ไทได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก คงเหลือเฉพาะการผูกแขนทำขวัญให้แก่มารดาและทารก ส่วนการปฏิบัติตามประเพณีดั้งเดิมแทบจะไม่ปรากฏให้เห็น (หน้า 79) ปัจจุบันประเพณีแต่งงานของผู้ไทได้ตัดตอนลงไปมาก เนื่องด้วยเหตุผลทางความเหมาะสมและทางเศรษฐกิจ (หน้า 81)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

การจัดการการท่องเที่ยวและผลกระทบ การจัดการการท่องเที่ยวได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน มีการกำหนดสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กิจกรรมการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณีในรอบปี เช่น การเลี้ยงผีเชื้อ เลี้ยงหอมเหสักข์และพิธีเหยา มีการนำชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมทั้งในหมู่บ้านและบริเวณใกล้เคียง โดยมีอัตราการคิดค่าบริการสำหรับการพักแรมและการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ยังมีแนวทางการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของคณะกรรมการท่องเที่ยวจังหวัด เช่น การจัดระเบียบหมู่บ้าน การต้อนรับนักท่องเที่ยว การจัดนิทรรศการวิถีชีวิตของผู้ไท จัดให้มีการฝึกอาชีพทอผ้าพื้นเมืองตลอดจนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับหมู่บ้านโคกโก่ง จากการจัดการท่องเที่ยวมีผลกระทบต่อชุมชนหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงแบบแผนการประกอบอาชีพ แบบแผนการครองชีพ การว่างงานในชุมชนลดลงและมีครอบครัวที่ย้ายไปประกอบอาชีพต่างจังหวัดได้ย้ายกลับมาอยู่ในชุมชนเพิ่มขึ้น ภายในชุมชนมีการขยายตัวของการลงทุน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการเพิ่มขึ้น ระบบตลาดมีรายได้จากแหล่งรายได้ใหม่และมีการติดต่อทางสังคมที่มีรูปแบบมากขึ้น ด้านสภาพแวดล้อมในหมู่บ้านมีการเปลี่ยนแปลง เช่น มีการจัดระเบียบหมู่บ้านและสถานที่ท่องเที่ยว การจัดการท่องเที่ยวในหมู่บ้านส่งผลให้เกิดระบบตลาดการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและด้านสาธารณสุข นอกจากนี้การจัดการท่องเที่ยวยังมีผลกระทบด้านวัฒนธรรม เช่น ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตที่สำคัญ เช่นประเพณีการเหยา มีการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับการเหยาลดน้อยลง เป็นต้น (หน้า 112-169)

Google Map

Map/Illustration

ตาราง - มื้อเก้ากองตามเดือนและปี(หน้า 66) - มื้อเก้ากองตามวันข้างขึ้น/แรม(หน้า 67) - ฤกษ์การแต่งงาน(หน้า 68) แผนภูมิ - แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย(หน้า 5) - แสดงแผนผังการจัดสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว(หน้า 129) - แสดงลำดับขั้นตอนการจัดกิจกรรมการต้อนรับนักท่องเที่ยว(หน้า 131)

Text Analyst สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ Date of Report 27 ก.ย. 2555
TAG ผู้ไท, สังคม, วัฒนธรรม, การท่องเที่ยว, กาฬสินธุ์, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง