บทความ

Lockdown Stories โควิดนี้ พี่ยังไหว

ธันวดี สุขประเสริฐ , รุ้งตะวัน อ่วมอินทร์ | 10 กรกฎาคม 2563 | วัฒนธรรมร่วมสมัย | ผู้เข้าชม : 1600

คำโปรย เมื่อเจอพิษโควิด ชีวิตที่เคยปกติเบสิค ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อ่านประสบการณ์การกักตัว 5 เรื่องราว เริ่มต้นด้วย social distancing และ social interaction ในเมือง Seattle สหรัฐอเมริกา เล่าถึงช่วงเวลากักตัวในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิดมากที่สุดในโลก เมื่อนกยักษ์ต้องหลับใหล อ่านความรู้สึกของพนักงานสายการบินที่เป็นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วง Lockdown Work from Home เหมือนสบาย แต่ก็ไม่ง่ายนะ เรื่องเล่าจากพนักงานของรัฐที่ต้อง work from home ที่พึ่งพาทักษะและเทคโนโลยีในการสื่อสารไปพร้อมๆกับฝึกทำอาหารด้วยตนเอง We win Covid-19 together. อ่านความคิดของนักเขียน “อุธิยา” ที่มองเห็นข้อดีของการ “หยุด” เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู และ Online Learning โลกใหม่ของการเรียนการสอน เรื่องราวการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนออนไลน์ที่ครูและนักเรียนต้องเรียนรู้

img

 

Lockdown Stories โควิดนี้ พี่ยังไหว

 

ธันวดี สุขประเสริฐ (ชวนสนทนา)

 

รุ้งตะวัน อ่วมอินทร์ (content editor)

นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

 

           ในช่วงปลายมีนาคม 2563 กรุงเทพมหานครที่เคยเป็นมหานครอันมีผู้คนและยวดยานสัญจรพลุกพล่านเป็นสีสัน กลับกลายเป็นเมืองที่เงียบสงัด ถนนโล่งไร้ยวดยาน นั่นเป็นผลมาจาก Lockdown ปิดเมือง

           Lockdown เป็นมาตรการที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้เพื่อจำกัดพื้นที่ และควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด 19 แต่ในทางกลับกัน ก็ต้องยอมรับว่าการ Lockdown ในระยะเวลาที่ยาวนานและต่อเนื่องนั้น มีผลต่อสภาพจิตใจของผู้คน และที่ร้ายแรงกว่าคือผลกระทบทางเศรษฐกิจ บางคนตกงาน มีรายได้ลดลง ทั้งที่รายจ่ายคงเดิม รวมทั้งต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็น work from home ฯลฯ 

           อ่านความรู้สึกและประสบการณ์ของคนเมืองชนชั้นกลางในช่วง lockdown 5 เรื่องราว พวกเขาคิดและมองเห็นตนเองอย่างไรในช่วง Lockdown

 

1. social distancing และ social interaction ในเมือง Seattle สหรัฐอเมริกา

เรื่องโดย – Nattawan Wood, freelance, Seattle, U.S.A.

 

 

“เราว่า social distancing มันทำให้คนตื่นตัวเรื่อง social interaction มากขึ้น

ที่นี่เป็นสังคมแบบเชิงเดี่ยว การ lockdown ทำให้คนโหยหาการมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น

ขณะเดียวกันมันทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วงานกว่าครึ่งสามารถทำจากที่บ้านได้

เราเชื่อว่าหลังจากนี้การทำงานของคนที่นี่จะเปลี่ยนไป หากระบบทุกอย่างลงตัว”

 

           ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 รัฐวอชิงตันเป็นรัฐแรกของสหรัฐที่พบคนป่วย covid-19 ก็คือรัฐที่เราอยู่นี่แหละ แต่ตอนนั้นยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จนกระทั่งเดือนมีนาคมรัฐเริ่มประกาศปิดเมือง ห้ามทำกิจกรรมกลุ่มเกิน 50 คน จากนั้นจำกัดลงมาเป็น 25 คน แล้วมาเป็น 10 คน จนปิดโรงเรียนประมาณวันที่ 13 มีนาคม 2563 ตอนนี้ประกาศปิดยาวไปจนหมดภาคเรียนเลย ส่วนกิจการอื่นๆ ตอนนี้กำหนดไว้ว่าจะปิดถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 ซึ่งก็ยังไม่แน่นอน อาจปิดนานกว่านั้น ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนหลายๆ อย่างตั้งรับกันไม่ทัน 

           ก่อนประกาศนี้ปรากฏว่ามีโรงเรียนในเขตข้างเคียงปิดก่อน มีการเตรียมการที่ดีมาก ภายในเวลา 24 ชั่วโมง เขาสามารถหา tablet ให้เด็กที่ต้องการได้ทั่วถึง ตรวจสอบจนแน่ใจว่าทุกคนมีอินเตอร์เน็ตพร้อมใช้งานได้ แล้วสั่งปิดโรงเรียนเลย

           นอกจากนี้ ยังมีการส่งอาหารกลางวันให้กับเด็กๆ ด้วย แต่พอผู้ว่าการรัฐสั่งปิดโรงเรียนทั้งหมด กลับกลายเป็นว่าเขตนี้ต้องมาติดตั้งระบบใหม่ เพราะเขตอื่น ทำแบบเดียวกันไม่ได้ เขาถือว่าไม่มีความเท่าเทียมทางการศึกษา

           เมื่อลูกๆ ต้องเรียนจากที่บ้าน จึงค่อนข้างฉุกละหุกในการจัดเตรียมเครื่องมือและความพร้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง zoom meeting และระบบการสอนแบบ online learning โดยเฉพาะความพร้อมของผู้ปกครอง ซึ่งหากต้องกลับไปทำงานต้นเดือนพฤษภาคมจริงๆ พ่อแม่จะทำอย่างไรในเมื่อโรงเรียนยังไม่เปิดเทอม 

           สำหรับเรา เราทำงานเป็นฟรีแลนซ์จึงยังไม่กระทบมาก นอกจากเวลาต้องมีประชุม ส่วนสามีทำงานด้าน Information System ให้กับ medical group ตอนนี้ต้องทำงานจากบ้าน 100% เขาบอกว่าตอนนี้ทุกอย่างเตรียมการติดตั้งระบบไว้แล้ว พร้อมรับมือกับจำนวนคนที่จะต้องทำงานจากบ้าน รวมถึงระบบ telemedicine ด้วย ที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นแบบนี้หมด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้า covid-19 มีความพยายามเปลี่ยนมาใช้ระบบ telemedicine แต่คนยังไม่นิยมกัน ยังคงคุ้นเคยกับการต้องเข้ามาพบหมอด้วยตัวเอง กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ผู้คนหันไปหาหมอแบบออนไลน์กันหมด  

           เราว่า social distancing มันทำให้คนตื่นตัวเรื่อง social interaction มากขึ้น ที่นี่เป็นสังคมแบบเชิงเดี่ยว การ lockdown ทำให้คนโหยหาการมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น ขณะเดียวกันมันทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วงานกว่าครึ่งสามารถทำจากที่บ้านได้ เราเชื่อว่าหลังจากนี้การทำงานของคนที่นี่จะเปลี่ยนไปหากระบบทุกอย่างลงตัว

           เราคิดว่ากลุ่มที่เหนื่อยคือ single parent เนื่องจากที่นี่อัตราหย่าร้าง 50% เลยทีเดียว เวลาออกไปซื้อของเขามักไม่ค่อยให้เอาเด็กไปด้วย ระวังเรื่อง social distancing มาก แม้แต่ไปเล่นกับเพื่อนก็ยังถูกห้าม 

           รัฐวอชิงตันมีคนเอเชียอาศัยอยู่เยอะมาก เรายังไม่เคยเจอเรื่องการเหยียดเชื้อชาติหรือเลือกปฏิบัติ แต่ได้ยินข่าวจากรัฐอื่น เช่น มีครอบครัวคนจีนโดนแทงตอนไปซื้อกับข้าว คนแทงเป็นอเมริกันบอกว่าโมโหที่คนจีนเอาไวรัสเข้ามา แม้กระทั่งหมอก็ยังโดนเหยียด ที่เราว่าประหลาดคือยังมีหลายคนไม่เชื่อว่า covid-19 มีจริง บางคนเชื่อว่าเป็นเรื่องของเกมการเมือง 

           ตอนนี้ (ปลายเมษายน 2563) ทรัมป์ประกาศเปิดประเทศอีกครั้งแล้ว โดยให้ผู้ว่าการรัฐแต่ละรัฐตัดสินใจเองว่าจะเปิดเมื่อไหร่  ตอนนี้มีความกังวลกันว่าถ้าเปิดเร็วไปไวรัสจะกลับมาอีกระลอกแล้วจะรับมือกันไม่ไหว เรื่องเศรษฐกิจที่นี่น่าห่วงมาก ยอดคนตกงานพุ่งไปอย่างน่ากลัว เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยแน่นอน แต่ไม่รู้จะหนักขนาดไหน

 

2.เมื่อนกยักษ์ต้องหลับใหล

เรื่อง– ทศพร วิทยาธนานนท์, พนักงานบริษัทการบินไทย

 

 

“สิ่งที่เคยแน่นอนกลับกลายเป็นความไม่แน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ หรือสถานการณ์ของบริษัท

ตอนนี้ผมต้องมองหาลู่ทางในการทำอาชีพเสริมไว้บ้างแล้ว

เพราะถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ไปอีก 2-3 เดือน

หรือลากยาวไปกว่านั้น ผมก็อาจจะกลายเป็นคนว่างงานก็ได้”

 

           covid-19 มาแบบไม่คาดคิด แบบไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ แม้จะติดตามตั้งแต่ข่าวการระบาดที่อู่ฮั่นแต่ก็ไม่คิดว่ามันจะระบาดหนักไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วขนาดนี้

           ผมทำงานสายการบิน เรื่องนี้จึงส่งผลกระทบกับอาชีพผมโดยตรง เมื่อโรคระบาดทั่วโลก ทุกคนหยุดเดินทางข้ามประเทศ การเดินทางด้วยเครื่องบินหยุดชะงัก แล้วไม่รู้ว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเมื่อไหร่  ทำให้สถานะของบริษัทผมเองตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน

           ตอนนี้สิ่งที่เคยทำในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นสิ่งต้องห้าม เคยนั่งกินข้าวในร้านโปรด เคยเล่นฟุตบอลกับเพื่อนทุกวันเสาร์ เคยเดินช๊อปปิ้งกับแฟนในวันหยุด เคยเข้ายิมอย่างต่อเนื่องแทบทุกวัน พอไม่ได้ทำแล้วก็รู้สึกอึดอัด เหมือนโดนพรากความสุขในชีวิตไป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เราก็มองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ตอนนี้กลับโหยหาชีวิตธรรมดาสุดๆ

           จากปกติที่ชอบดูฟุตบอลก็เปลี่ยนมาดู Netflix ลองเปิดใจดูซีรี่เกาหลีดู ก็พบว่าสนุกและน่าติดตามมาก เป็นเรื่องหนึ่งที่ค้นพบในช่วง covid-19 เพราะถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติ ผมก็คงเลือกใช้เวลาว่างทำกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่านั่งดูซีรี่

           ผมคุยกับเพื่อนร่วมงาน ต่างก็ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้เที่ยวบินเข้าประเทศไทยมหาศาล ต้องทำงานล่วงเวลาแทบไม่มีวันหยุด แต่มาวันนี้กลับต้องหยุดงาน เดือนหนึ่งทำงานแค่ 7-8 วัน เพราะปริมาณงานลดลงกว่า 90%

           กว่าที่เชื้อไวรัสนี้จะหมดไป กว่าที่แต่ละประเทศจะยอมเปิดประเทศให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว กว่าที่คนชั้นกลางจะมีเงินมากพอที่จะไปเที่ยวต่างประเทศได้อีกครั้ง พอนึกภาพดูแล้วคงใช้เวลาอีกหลายปี การท่องเที่ยวถึงจะฟื้นตัวกลับมา ดังนั้นสายการบินหลายแห่งอาจจะต้องปิดตัวเองลงเพราะแบกรับภาวะขาดทุนไม่ไหว

           สิ่งที่เคยแน่นอนกลับกลายเป็นความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ หรือสถานการณ์ของบริษัท ตอนนี้ผมต้องมองหาลู่ทางในการทำอาชีพเสริมไว้บ้างแล้ว เพราะถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ไปอีก 2-3 เดือน หรือลากยาวไปกว่านั้น ผมก็อาจจะกลายเป็นคนว่างงานก็ได้

           จากเดิมผมเคยใช้จ่ายกับสิ่งของฟุ่มเฟือยมากมาย ซื้อรองเท้ามาเป็นสิบคู่ ซื้อเสื้อผ้าใหม่ทุกเดือน ถึงตอนนี้คงทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เชื่อว่าหลายคนก็ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการใช้จ่ายเช่นกัน

           ต่อให้ covid-19 หมดไป ผมก็คิดว่าหลายๆ อย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิม บางธุรกิจจะล้มหายตายจากไปอย่างถาวร จำนวนคนตกงานคงมากมายมหาศาล ทุกคนจะไม่กล้าใช้จ่ายกับของฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็นอีกแล้ว

           ชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งเฉลี่ยราว 70 ปี กลับมาถูกไวรัสพรากเวลาแห่งความสุขไปแล้ว 1 ปีเต็มๆ คิดเป็นอัตราส่วนแล้วมันมากกว่า 1% ในช่วงชีวิตเราอีกนะ ดังนั้นจงใช้ชีวิตนี้ให้คุ้มค่าและมีความสุข เลิกทุกข์กับสิ่งที่เรากังวลไปเองและยังไม่เกิดขึ้น เลิกให้ค่ากับคนที่ไม่สำคัญกับชีวิตเรา ใช้เวลากับครอบครัวและคนที่คุณรักให้มากที่สุด เราไม่ปฏิเสธว่าเงินทองสำคัญในการดำเนินชีวิต แต่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การได้ใช้ชีวิตธรรมดาอย่างมีความสุขในทุกๆ วัน

 

3.Work from Home เหมือนสบาย แต่ก็ไม่ง่ายนะ

เรื่องโดย - สุธาทิพ ลาภสมทบ, พนักงานหน่วยงานรัฐ

 

 

“การสื่อสารระหว่างคนทำงานด้วยกันเป็นเรื่องสำคัญมาก

ต้องใช้เครื่องมือสื่อสารมากกว่าปกติ พูดมากกว่าปกติ 

ส่งเอกสารไปมาผ่านอีเมลมากกว่าปกติ

เรียกได้ว่าต้องปรับวิธีการทำงานใหม่ทั้งหมดเลยทีเดียว 

อีกทั้ง ยังต้องเขียนแผนการทำงานและรายงานผลการปฏิบัติงานรายวัน

เพื่อส่งทุกสัปดาห์  แต่ก็เข้าใจเพราะผู้บริหารคงไม่เห็นว่าลูกน้องทำงานยังไง”

 

           เราเริ่มได้ยินคำว่าไวรัสโคโรน่ามาตั้งแต่เดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ ปี 2563 ขณะนั้นยังคิดว่า การแพร่ระบาดนี้น่าจะประมาณโรคซาส์ เมอร์ และไข้หวัดนก

           แต่....ไม่ใช่เลยไวรัสนี้ไปไกลยิ่งกว่า แถมเชื้อไวรัสยังเดินทางด้วยเครื่องบินและเรือเดินสมุทรไปทั่วโลก

           ต่อมาถึงมีชื่อโรคว่า covid-19 ปรากฏการณ์นี้สะเทือนคนทั้งโลกและน่าจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคนี้ไปตลอดกาล

           ปลายเดือนมีนาคม 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มรุนแรงไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และมีรายงานจากฝ่ายอาคารที่สำนักงานเราเช่าอยู่ว่า มีผู้ติดเชื้อจำนวน 2 ราย สำนักงานที่เราทำงานอยู่ออกระเบียบให้เจ้าหน้าที่ทำงานอยู่บ้าน หรือ Work from Home

           การ Work from Home แบบ 3 วันจึงเริ่มขึ้น สำหรับเราซึ่งกำลังตั้งท้องได้ 7 เดือน จึงได้สิทธิในการทำงานที่บ้านเต็มเวลา 5 วัน ต่อมารัฐบาลประกาศ Lockdown ด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทำให้แทบทุกคนต้องอยู่บ้านสมบูรณ์แบบ ครอบครัวเราก็เช่นกัน

           การทำงานจากที่บ้านไม่ยากแต่ไม่ง่าย ดูเหมือนสบายแต่ไม่สบาย

           ข้อดี คือไม่ต้องออกไปเสี่ยงติดเชื้อและรถติดข้างนอก เพราะสำหรับคนท้อง 7 เดือน การขับรถเกิน 1 ชั่วโมง จะปวดขาและหลังมาก ตื่นมา กินข้าว อาบน้ำ เปิดโน้ตบุคก็ทำงานได้เลย

           ข้อเสีย คือ ต้องทำกับข้าวกินเองทุกมื้อ มันจึงเป็นการนั่งทำงานไปแล้วต้องนึกด้วยว่าจะกินและทำอะไรกิน ต้องล้างผักก่อน ต้องนำเนื้อสัตว์ออกช่องฟรีซก่อน หุงข้าวด้วย ทำให้ทัน กินให้ทัน ก่อนที่การประชุมออนไลน์จะเริ่ม

           การสื่อสารระหว่างคนทำงานด้วยกันเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องใช้เครื่องมือสื่อสารมากกว่าปกติ พูดมากกว่าปกติ ส่งเอกสารไปมาผ่านอีเมลมากกว่าปกติ เรียกได้ว่าต้องปรับวิธีการทำงานใหม่ทั้งหมดเลยทีเดียว อีกทั้งยังต้องเขียนแผนการทำงานและรายงานผลการปฏิบัติงานรายวันเพื่อส่งทุกสัปดาห์ แต่ก็เข้าใจเพราะผู้บริหารคงไม่เห็นว่าลูกน้องทำงานยังไง

           การรักษาระยะห่างทางสังคม หรือน่าจะเรียกว่าการรักษาระยะห่างทางกายภาพมากกว่า ทำให้เราไม่ได้เจอใครหลายคน ทำให้เราไม่ได้กินข้าวนอกบ้าน ทำให้เราไม่ได้ไปหาพ่อกับแม่ ทำให้เราไม่ได้ไปเที่ยว แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือ “เวลา”

           เวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนในครอบครัวแบบ 24 ชั่วโมง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต การได้ทำกับข้าวกินเองทุกมื้อเป็นเรื่องดีสำหรับคนท้องที่เป็นเบาหวานอย่างเรา ได้ทำอาหารปลอดภัยกิน และคนหลายคนพัฒนาทักษะการทำอาหารไปไกลมาก จากนี้ร้านอาหารบนโลกคงจะอยู่ยากมาก

           อีกสิ่งที่เราได้กลับมาคือ การฟื้นตัวของธรรมชาติบนโลกใบนี้ วันหนึ่งเราต้องกลับไปเซ็นเอกสารที่ออฟฟิศเนื่องจากเป็นการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุจึงไม่สามารถใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ เราจอดรถบนตึกชั้น 6 สิ่งที่เรามองเห็นคือ ฟ้าเป็นสีฟ้าใสปราศจากฝุ่น PM 2.5 ที่คุกคามกรุงเทพฯ มาตลอดหลายเดือน เราได้ข่าวพะยูนกลับมาว่ายน้ำที่จังหวัดตรังอย่างมีความสุข เราได้ข่าวเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่บนชายหาดทั่วโลก ล่าสุดเราได้ข่าวฝูงฉลามหูดำว่ายน้ำริมหาดที่จังหวัดกระบี่

           โลกอาจสูญเสียอะไรไปมากมายจากการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่าง covid-19 แต่ในอีกทางหนึ่งเราก็ได้อะไรหลายๆ อย่างกลับคืนมาเช่นกัน ตราบได้ที่เราสามารถป้องกันตัวเองรักษาชีวิตไม่ให้ติดโรคนี้ได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

 

4.We win Covid-19 together.

เรื่องโดย - อุธิสรา เทพบุรี นักเขียนนามปากกา อุธิยา

 

 

“จริงๆ ก็มีผลกระทบตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว

เราผลิตสินค้าบันเทิงซึ่งขึ้นตรงต่ออำนาจการซื้อและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ

ถ้าเทียบกับ covid-19 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

แต่ไปกระทบการใช้ชีวิตมากกว่า เราไม่สามารถไปพักผ่อนด้วยการเดินเข้าร้านหนังสือ

ร้านเครื่องเขียน หรือไปซุปเปอร์มาร์เก็ตได้ครั้งละนานๆ

และที่สำคัญงานสัปดาห์หนังสือที่ต้องยกเลิก ใจหายมากนะสำหรับเรา”

 

           เรามองปรากฏการณ์ covid-19 ด้วยความตื่นตะลึง เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น มุกตลกอย่าง เจอกันหลัง 7-11 ปิด หรือสมัยเด็กเราเคยอ่านแก๊กตลกเอาครกหินมาจำนำก็ได้เห็น แต่พอเกิดขึ้นจริงๆ มันไม่ขำเลย และวิกฤตนี้เกิดขึ้นทั้งโลก ต้องเรียกว่ายุคสมัยหนึ่งคนทั้งโลกจะมีประสบการณ์ร่วมกันได้ก็น่าจะเป็นเรื่องสงคราม ตอนนี้ก็เหมือนสงครามกลายๆ ลุ้นเหตุการณ์กันวันต่อวัน ข่าวลือ ข่าวจริง กองทัพไหนรับมืออย่างไร คนเสียชีวิตเท่าไร แต่เปลี่ยนจากมนุษย์ฆ่ากันมาเป็นมนุษย์ต้องฆ่าไวรัสให้ได้

           อาชีพเราคือ นักเขียนอิสระ จริงๆ ก็มีผลกระทบตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว เราผลิตสินค้าบันเทิงซึ่งขึ้นตรงต่ออำนาจการซื้อและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ถ้าเทียบกับ covid-19 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ไปกระทบการใช้ชีวิตมากกว่า เราไม่สามารถไปพักผ่อนด้วยการเดินเข้าร้านหนังสือ ร้านเครื่องเขียน หรือไปซุปเปอร์มาร์เก็ตได้ครั้งละนาน ๆ และที่สำคัญงานสัปดาห์หนังสือที่ต้องยกเลิก ใจหายมากนะสำหรับเรา แม้ว่าตลาดหนังสือเล่มจะเปลี่ยนเป็นอีบุ๊คบ้างแล้ว แต่มันคือเทศกาล คือ การพบปะกันระหว่างนักเขียนคนอ่าน เป็นพื้นที่ที่ได้แลกเปลี่ยนความเห็น พูดคุยกัน อัพเดทข่าวสารกัน พอไม่มีงานนี้ก็เหมือนชีวิตขาดอะไรไป อาชีพนักเขียนนักอ่านปีนี้ดูไม่สมบูรณ์ เชื่อว่าอีกหลายกิจกรรมที่ต้องล้มเลิกไปหลายๆ คนก็คงรู้สึกเหมือนกัน ภาพยนตร์ ดนตรี การท่องเที่ยว ทุกอย่างเลย

           เราได้เห็นคือปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์ทั่วโลก การรับมือ การแก้ปัญหา แน่นอนเราอยู่ร่วมในวิกฤตนี้กันทั้งโลก เรารับสาร เราคิด เราวิจารณ์ เราแบกรับความกังวลจากคนในครอบครัวจนเกิดความเครียดสะสมไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งเรามานั่งไตร่ตรอง ชีวิตเราไม่ได้แย่ขนาดนั้น มีคนที่แย่กว่าเรา ไม่มีใครที่ไม่ได้ผลกระทบ พอใจมันปลดล็อคปุ๊บ เราก็มีใจอยากช่วยเหลือคนอื่น แบ่งปัน เอื้อเฟื้อแบบที่เราทำได้ เพื่อให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีและเร็วที่สุด

           และ...ประเทศเราเนี่ย เวลาปกติก็มึนกันมาก ไม่ค่อยมีระเบียบ มือไวไปก่อนสมอง แต่พอเกิดภัยพิบัติทีไรก็พร้อมใจช่วยเหลือกันอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ต้องมีใครบอก ก็เป็นอะไรที่แปลกดี ซึ่งพอรับข่าวสารแบบนี้ทำให้พลังด้านบวกกลับมา

           ในภาวะที่โลกเผชิญภาวะวิกฤตที่ทำให้ต้องปรับตัว ถูกจำกัดอิสระบางอย่างทำให้เราพบว่าคนเราแค่ได้ใช้ชีวิตที่มีปัจจัยสี่ครบ มีเงินเก็บออมบ้าง ต้องการแค่ความสุขพื้นฐาน ล้มบ้างเดินบ้างแต่ได้ใช้ชีวิต ได้อยู่กับคนที่รักแค่นั้นก็พอแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริงๆ

 

5. Online Learning โลกใหม่ของการเรียนการสอน

ครูระดับมัธยมศึกษา, โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง กทม.

 

ภาพจาก www.freepik.com

 

“การเกิด covid–19 กลับเป็นสถานการณ์บังคับที่ทำให้ครูทุกคนต้องฝึกฝน

เรียนรู้โปรแกรมต่างๆ เพื่อเตรียมตัวกับการใช้จริง

ก็ถือได้ว่า covid–19 เป็นตัวผลักดันให้แวดวงการศึกษาหันมาใช้

รูปแบบการสอนออนไลน์อย่างจริงจังมากขึ้น"

 

           ถ้าให้มองปรากฏการณ์ covid–19 มองว่าเปรียบเสมือนสึนามิลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาโดยที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัว และส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิด ในไทยเองมองว่าคล้ายกับการเกิดสึนามิในปี 2547 ตรงที่ประเทศไทยยุคใหม่ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องโรคระบาดที่รุนแรงขนาดนี้ ทำให้การเตรียมการรับมือเป็นไปอย่างขลุกขลัก ต้องใช้เวลาและการระดมความคิด รวมถึงศึกษาจากตัวอย่างของหลายๆ ประเทศมาเป็นบทเรียนในการแก้ไขปัญหา

           ในส่วนตัว ช่วงแรก covid–19 กระทบกับงานไม่มากนัก เนื่องจากทำงานเป็นครูสอนระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง

           ช่วงที่มีการระบาดของ covid–19 เป็นช่วงที่นักเรียนปิดภาคเรียนไปแล้ว และคิดว่าโรงเรียนระดับประถม มัธยม ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติก็ปิดเทอมแล้วเช่นเดียวกัน จึงไม่กระทบกับการเรียนการสอน

           ตอนแรกคิดว่าไม่นานการระบาดนี้น่าจะจบลงทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่

           แต่ต่อมาสถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น โรงเรียนจึงต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะการสอนออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาทางโรงเรียนพยายามที่จะสนับสนุนให้ครูใช้โปรแกรมสอนออนไลน์ อย่าง google classroom นี่มีความพยายามที่จะใช้มา 2-3 ปี แล้ว แต่ด้วยความเคยชิน ความสะดวกในรูปแบบการสอนเดิมๆ การผลักดันเรื่องเหล่านี้จึงยังไม่เป็นผลสำเร็จ

           การเกิด covid–19 กลับเป็นสถานการณ์บังคับที่ทำให้ครูทุกคนต้องฝึกฝน เรียนรู้โปรแกรมต่างๆ เพื่อเตรียมตัวกับการใช้จริง ก็ถือได้ว่า covid–19 เป็นตัวผลักดันให้แวดวงการศึกษาหันมาใช้รูปแบบการสอนออนไลน์อย่างจริงจังมากขึ้น

           อย่างไรก็ดี การสอนออนไลน์อาจจะใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ขณะนี้ และเหมาะกับบางเนื้อหา ยังไม่สามารถทดแทนการเรียนการสอนทั้งหมดได้ ต่อไปก็น่าจะมีการเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

           สำหรับโรงเรียนที่ตัวเองสอนอยู่กำลังวางแผนกันว่าจะใช้โปรแกรม google classroom ในการสั่งงาน การสอบเก็บคะแนน และน่าจะใช้ google meet สำหรับการพูดคุยในห้องเรียน

           เท่าที่สำรวจเบื้องต้น เด็กนักเรียนเกินครึ่งมีทรัพยากรรองรับ แต่อาจจะติดขัดในบางราย เช่น บางคนมีพี่น้อง มีโน้ตบุ๊คเครื่องเดียวก็อาจจะต้องแบ่งกัน บางคนไม่สะดวกเพราะต้องตามพ่อแม่ไปที่ทำงาน ฯลฯ ซึ่งประเด็นพวกนี้ทางโรงเรียนก็ต้องคุยกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ความไม่พร้อมก็อาจจะมี ที่ต้องระวังคือพอเป็นการเรียนออนไลน์แล้ว ครูมักจะให้งานเยอะเพื่อให้นักเรียนมีคะแนนเก็บ สุดท้ายกลายเป็นงานถาโถมเด็ก

           ในส่วนการใช้ชีวิต แน่นอนว่ามีผลกระทบอยู่บ้าง อย่างแรก คือค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่มีการระบาด เนื่องจากต้องซื้อหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ เจลแอลกอฮอล์ ซึ่งของเหล่านี้ปกติที่บ้านจะซื้อไว้ใช้เป็นประจำอยู่แล้วแต่ไม่เพียงพอ อีกทั้งของเหล่านี้ราคาถีบตัวสูงขึ้นเป็น 10 เท่าและหายากขึ้น

           ยิ่งหลังจากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้ทำงานอยู่ที่บ้านและพยายามกักตัวอยู่บ้าน พบว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งคือการสั่ง Grab Food เพื่อลดการออกจากบ้าน ในมุมหนึ่งจึงอดคิดไม่ได้ว่าขนาดเราซึ่งมีเงินเดือน ยังรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้กระทบ และหากเป็นคนหาเช้ากินค่ำ มีรายได้เป็นวันๆ ไม่มากนัก จะเป็นอย่างไร ขณะที่รายได้อาจจะลดลงแต่ค่าใช้จ่ายกลับเพิ่มขึ้น การเข้าถึงสิ่งของจำพวกหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อก็น่าจะยากขึ้น ทำให้รู้สึกเห็นใจคนกลุ่มนี้มากๆ ว่าเขาจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร เราเลยพยายามช่วยเหลือโดยสนับสนุนการซื้อสินค้าจากผู้ขายระดับเล็กๆ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปถึงมือคนกลุ่มนี้บ้างไม่มากก็น้อย

           ขณะเดียวกันก็คิดถึงเรื่องการวางแผนการใช้เงินก็มากขึ้น ไม่ควรประมาท จากตัวอย่างหลายๆ อาชีพที่เคยบูม อาชีพที่ทำเงินมหาศาล เช่น นักบิน มาวันนี้ก็พาลตกงานเอาง่ายๆ และจากข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์ไม่น่าจะจบโดยเร็ว หรือหากจบแล้วก็ยังต้องมีการฟื้นฟูอีกระยะยาว เศรษฐกิจย่อมกระทบเป็นวงกว้างแน่ๆ และแม้ว่าการทำงานโรงเรียนดูเหมือนจะไม่น่ามีผลกระทบอะไรมาก แต่หากผู้ปกครองนักเรียนทำธุรกิจและประสบปัญหา แน่นอนก็ย่อมส่งผลมาถึงโรงเรียนด้วยเช่นกัน

           สุดท้ายแล้วสิ่งที่มองเห็นคือปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า จะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้มนุษย์ต้องตระหนักถึงความร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ช่วยเหลือโดยขจัดอคติ ผลประโยชน์ทางอำนาจ การเมือง และผลประโยชน์ส่วนตน การร่วมมือทั้งในแง่องค์ความรู้ ยารักษาโรค อุปกรณ์ ปัจจัยต่างๆ เพราะหากยังมีประเทศใดประเทศหนึ่งมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจโลกย่อมส่งผลกระทบซึ่งกันและกันแน่ อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ใหญ่ๆ แบบนี้ แม้ว่าจะบอกให้ทุกคนร่วมมือช่วยกัน เพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้ก็ตาม แต่ผู้รับผิดชอบหลักและผู้เกี่ยวข้องต้องตระหนักในหน้าที่ของตนเอง “รู้รับผิดชอบ” เป็นสิ่งสำคัญ

 

บทความแนะนำ

ETHNOGRAPHIC FILMS DATABASE

หมวดหมู่ :

ป้ายกำกับ : ETHNOGRAPHIC, FILMS, DATABASE,

ความเป็นไทย/ความเป็นไท

หมวดหมู่ : ชาติพันธุ์ อัตลักษณ์

ป้ายกำกับ : ชาติพันธุ์ อัตลักษณ์,