บทความ

อำนาจ อคติและความรุนแรง: ความท้าทายของยุคสมัย

นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ | 19 มิถุนายน 2563 | วัฒนธรรมร่วมสมัย | ผู้เข้าชม : 1784

คำโปรย สังคมที่ไม่มีความเข้าใจใน “ความแตกต่างของมนุษย์” คือสังคมที่มองไม่เห็นความหลากหลายของประสบการณ์และวิถีชีวิตที่สร้างมนุษย์มาไม่เหมือนกัน

img

อำนาจ อคติและความรุนแรง: ความท้าทายของยุคสมัย

 

                                                                           ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

                                                                                                                  หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนา

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

 

           ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ปัญหาอคติ การรังเกียจเดียดฉันท์ และความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุแห่งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และชนชั้นทางสังคมยังคงปรากฏให้เห็นในหลายรูปแบบ มีความซับซ้อน และเกี่ยวโยงกับเงื่อนไขทางการเมืองและเศรษฐกิจภายใต้ระบอบอำนาจที่ซ่อนเร้น มองไม่เห็น และเปลี่ยนสภาพตลอดเวลา ทำให้ปัญหาดังกล่าวแก้ได้ยากและไม่มีนิยามที่ตายตัว (Fish & Syed, 2019) และเปรียบเสมือน “เงาที่มืดดำ” ของการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน (Roth, 2019)

           ดังนั้น การขจัดอคติที่มนุษย์มีต่อกันจึง...มิใช่เรื่องง่าย

           ปัญหาอคติและความรุนแรงนี้มิใช่เป็นสิ่งที่จะแก้ไขได้ในระดับบุคคล แต่ต้องแก้ไขในระดับโครงสร้างอำนาจและกลไกของรัฐ (Mulinar & Neergaard, 2017)

           สาเหตุของอคติที่พบเห็นได้มากที่สุดก็คือ การรังเกียจและเหยียดหยามทางเชื้อชาติ

           แม้ว่าแนวคิดเรื่อง “เชื้อชาติ” (Race) จะเป็นสิ่งประกอบสร้างขึ้นและเกี่ยวโยงกับลัทธิเหยียดสีผิวในยุคอาณานิคมช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 (Dennis, 2004, Fanon, 1952) ซึ่งคนผิวขาวคิดว่าเชื้อชาติของตนมีปัญญาและการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่าเชื้อชาติอื่น

           ความเชื่อนี้ถูกปฏิเสธโดยนักวิชาการยุคหลังอาณานิคม ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่าเป็นวิธีคิดของชาวตะวันตกที่เอารัดเอาเปรียบและแสวงหาประโยชน์จากคนเชื้อชาติอื่น โดยการสร้างมายาคติที่ว่าคนผิวขาวมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น (white privilege and supremacy) (Feagin, 2000; Gossett, 1997) อันเป็นผลผลิตของกระบวนทัศน์เหตุผลนิยมทางวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยใหม่ (Stoler, 1997)

           ลัทธิอาณานิคมตะวันตกมิได้เป็นเพียงวิธีที่คนผิวขาวเข้าไปปกครองควบคุมคนพื้นเมือง แต่ยังเป็นการสถาปนาระบอบศูนย์กลางอำนาจและการผูกขาดทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับคนผิวขาว และปัญหานี้ก็เพิ่มความรุนแรงที่ซับซ้อนมากขึ้นในยุคทุนนิยมโลก (Global Capitalism) (Harrison, 1995; Mullings, 2005; Stavenhage, 1999)

           อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (Fredrickson, 2002) และนักวิชาการส่วนใหญ่ก็จะใช้แนวคิดมาร์กซิสต์เพื่อวิจารณ์และวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวในฐานะเป็นการเอารัดเอาเปรียบทางชนชั้นที่คนผิวขาวใช้อำนาจเพื่อขูดรีดและตักตวงเอาทรัพยากรของคนพื้นเมืองมาแสวงหาประโยชน์ภายใต้ระบบทุนนิยม (racial capitalism) (Allen, 2006)

           ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 หลายประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมตะวันตกได้รับเอกราชและสร้างชาติด้วยอุดมการณ์ “ชาตินิยม” ที่ผลิตซ้ำมายาคติเกี่ยวกับรากเหง้า “เชื้อชาติที่บริสุทธิ์” ของพลเมือง ซึ่งถือเป็นระบอบการปกครองที่ยึดมั่นในเชื้อชาติ (racial regime) และนำไปสู่การแบ่งแยกกีดกันทางสังคมและไม่ยอมรับสิทธิของชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติและผู้อพยพ (Bonilla-Silva, 1997)

           องค์กรของรัฐจึงเป็นผู้สร้างและสืบทอดมายาคติแห่งความเกลียดชัง ทำให้ “ความเป็นชาติ” และ “เชื้อชาติ” ให้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาและวิธีคิดของพลเมือง (Baker, 2001; Winant & Omi, 1994) ซึ่งถือเป็นวิธีการครอบงำประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จ

           ดังนั้น ปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาอคติทางเชื้อชาติก็คือการที่รัฐได้สถาปนาระบอบโครงสร้างชาตินิยม และขัดเกลาสั่งสอนพลเมืองในชาติให้เชื่อในเผ่าพันธุ์ที่บริสุทธิ์ของตน สิ่งนี้คือกระบวนการทำให้เป็นเชื้อชาติของรัฐ (racialization of the state) (Bracey, 2015; Goldberg, 2002) ที่ลดทอนคุณค่าในความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม (Goodman, 2001)

           ตัวอย่างเช่น รัฐไทยพยายามทำให้ “เชื้อชาติไทย” เป็นสายเลือดที่แท้ ไม่เจือปนกับเชื้อชาติอื่น พร้อมกับสร้างภาพลักษณ์ “วัฒนธรรมไทย” ให้สง่างามและมีเอกลักษณ์เดียวเพื่อความมั่นคงและเป็นปึกแผ่น  และใช้เป็นตำราสอนในสถาบันการศึกษามายาวนาน (ธงชัย วินิจจะกูล, 2544; เกษียร เตชะพีระ, 2554)

           กระบวนการทำให้เป็นเชื้อชาติของรัฐ คือ รูปแบบของอำนาจชนิดหนึ่งที่สร้างมนุษย์ให้เป็นทั้ง “ผู้กระทำ” และ “ถูกกระทำ” ในเวลาเดียวกัน โดยการทำให้พลเมืองมีสำนึกร่วมในความเป็นเชื้อชาติเดียวกัน และทำให้ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองกลายเป็นชายขอบของความเป็นชาติ 

           ภายใต้กระบวนการนี้ เนื้อตัวร่างกายและความรู้สึกของมนุษย์จะถูกควบคุม ทำให้มนุษย์คิดและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของความเป็นชาติ (Macey, 1999) 

           ในปัจจุบัน ปัญหาอคติทางเชื้อชาติยังสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในรูปแบบอื่นๆ อีกหลากหลาย ทั้งเรื่องระดับการศึกษา ความเชื่อทางศาสนา เพศสภาวะ อายุ ฐานะทางเศรษฐกิจ รสนิยม และวิถีการดำรงชีวิต (Gillborn, 2015)

           รูปแบบการดูหมิ่นเหยียดหยามก็มิได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แต่ถูกสร้าง ผลิตซ้ำ แอบแฝงอยู่ในภาพลักษณ์ต่างๆ การเหยียดเชื้อชาติจึงมีพลวัตในตัวของมันเองภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สร้างวาทกรรมเกี่ยวกับ “รัฐ” และ “ความเป็นพลเมือง” (Boatcă, 2015)

           ในโครงสร้างนี้ได้สร้างคู่ขัดแย้งในลักษณะต่างๆ เช่น “พลเมืองของชาติ” กับ “คนต่างด้าว” และ “คนพวกเดียวกับเรา” กับ “คนที่ไม่ใช่พวกเรา” (Sudbury, 2004) คู่ขัดแย้งนี้คือสิ่งที่ผลิตซ้ำความเกลียดชังที่มนุษย์มีต่อกัน

           ประเด็นสำคัญ ก็คือ รัฐชาติในระบอบเสรีนิยมใหม่ คือ เครื่องมือที่ทำให้กระบวนการทำให้เป็น     เชื้อชาติ (racialization) ดำเนินต่อไปด้วยความรุนแรง (Gans, 2016)  ภายใต้โครงสร้างระบบทุนนิยมข้ามชาติที่ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นของแรงงานจากประเทศยากจนไปสู่ประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจความขัดแย้งทางเชื้อชาติ การกีดกันทางสังคม และความรู้สึกรังเกียจคนต่างด้าว เช่น คนจีน คนมุสลิม คนผิวดำ และกลุ่มชาติพันธุ์ ปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา (Bobo, 2004) 

           ปรากฏการณ์นี้คือ การเหยียดเชื้อชาติภายใต้การอพยพข้ามแดน (trans-migratory racism) (Mulling, 2005)  ผนวกกับเทคโนโลยีสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดการเผยแพร่ ส่งต่อ และผลิตซ้ำข้อมูลและภาพจำที่ยุยง ปลุกปั่นให้เกิดการเกลียดชังกันมากขึ้น (MacLean, 1995) 

           เราต้องตระหนักว่าการเหยียดเชื้อชาติเป็นรูปแบบหนึ่งของการกดขี่ข่มเหง การแบ่งแยก และความไม่เท่าเทียมทางสังคม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นร่วมกับการกดขี่ในรูปแบบและเงื่อนไขอื่นๆ เช่น การกดขี่ทางเพศ ทางศาสนา ทางชนชั้น ทางการศึกษา ทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรม และทางชาติพันธุ์

           สภาวะที่มาบรรจบกันของการกดขี่ดูหมิ่นเหยียดหยามหลากหลายรูปแบบนี้ (Intersectionality of social discrimination) คือประเด็นที่เราต้องทำความเข้าใจเพื่อที่จะมองเห็นปฏิบัติการของอำนาจที่ซับซ้อนในการกดขี่ข่มเหงที่มีการอิงอาศัยซึ่งกันและกัน จนทำให้ไม่สามารถมองอคติทางเชื้อชาติแยกออกจากการกดขี่ในมิติอื่น

           สิ่งนี้คือโครงสร้างของอคติทางสังคมที่ฝังตัวอยู่ในสถาบัน องค์กร และกฎระเบียบของรัฐ (Tourse, Hamilton-Mason & Wewiorski, 2018)

           ดังนั้น สังคมที่ไม่มีความเข้าใจใน “ความแตกต่างของมนุษย์” คือสังคมที่มองไม่เห็นความหลากหลายของประสบการณ์และวิถีชีวิตที่สร้างมนุษย์มาไม่เหมือนกัน  

           คำถามที่น่าสนใจก็คือ มนุษย์จะมีวิธีเรียนรู้และอยู่กับความหลากหลายได้อย่างไร

           ประเด็นแรกที่สังคมควรตระหนักก็คือ ต้องแยกสิ่งที่เรียกว่า “เชื้อชาติ” (race) ออกจาก “กระบวนการทำให้เป็นเชื้อชาติ” (racialization) โดยพิจารณาว่ามนุษย์ถูกทำให้เป็นเชื้อชาติได้อย่างไร เพื่อประโยชน์อะไร และวิธีปฏิบัติต่อการเป็นเชื้อชาตินำไปสู่ความขัดแย้งของมนุษย์ในรูปแบบใด (Barot & Bird, 2001; Miles, 1993) กระบวนการเหล่านี้ คือประสบการณ์และปฏิบัติการที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ในปริมณฑลทางสังคมซึ่งเราไม่สามารถแยกปัญหาใดปัญหาหนึ่งออกจากกันได้อีกต่อไป  

           อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้ที่จะเข้าใจในความแตกต่างของมนุษย์ก็คือ ระบอบอัตตาธิปไตย (autocratic regimes) ที่ดำรงอยู่ในผู้มีอำนาจเด็ดขาดในระบบการเมืองและเศรษฐกิจ (Carden & James, 2013; Roth, 2019) ระบอบดังกล่าวกำลังสร้างวาทกรรมและกลไกที่ซ่อนเร้นที่กระตุ้นความเกลียดชังให้กับผู้ที่อยู่ตรงข้ามและผู้ที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ และการธำรงรักษาอำนาจส่วนตน 

           วิธีการก้าวข้ามอุปสรรคดังกล่าวนี้ไม่มีคำตอบสูตรสำเร็จที่ตายตัว และสิ่งที่มนุษย์ทุกคนทำได้คือไม่ตกเป็นเครื่องมือของระบอบอัตตาธิปไตย และในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนผ่านทางความรู้ ความเชื่อ และการปฏิบัติอย่างรวดเร็วเราไม่ควรนิ่งเฉยและผลักภาระการแก้ปัญหาไว้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะปัญหาอคติทางสังคมมิใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่เราควรหันหน้าพูดคุยกันและร่วมมือกันคิดหาวิธีการใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิมเพื่อที่จะลดทอน ปิดกั้น ขจัด ตรวจสอบ ป้องกันและแก้ไขโครงสร้างอำนาจที่กำลังสร้างและผลิตซ้ำอคติที่มนุษย์มีต่อกัน

 

เอกสารอ้างอิง

เกษียร เตชะพีระ. (2554). “บริโภคความเป็นไทย.” ใน ประชา สุวีรานนท์. อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทยๆ. (หน้า 105-161). กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน.

ธงชัย วินิจจะกูล. (2544). ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม: จากยุคอาณานิคมอำพรางสู่ราชาชาตินิยมใหม่หรือลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพี ไทยในปัจจุบัน. ศิลปวัฒนธรรม, 23(1) (พฤศจิกายน2544), 57- 65.

Allen, T. (2006) [1975]. Class struggle and the origin of racial slavery: The invention of the  White race, Center for the Study of Working Class Life. New York: State University of New York.

Baker, L.D. (2001). Profit, power, and privilege: the racial politics of ancestry. Souls, 3(4), 66 - 72.

Barot, R. & Bird, J. (2001). Racialization: The Genealogy and Critique of a Concept. Ethnic and           Racial Studies, 24(4), 601-18.

Boatcă, M. (2015) Global inequalities beyond Occidentalism. Farnham: Ashgate.

Bobo, L.D. (2004). Inequalities that endure? Racial ideology, American politics, and the peculiar role of the social sciences. In M. Krysan & A.E. Lewis. (eds.). The Changing Terrain of Race and Ethnicity. (pp. 13–42). New York: Russell Sage Found.

Bonilla-Silva, E. (1997). Rethinking racism: toward a structural interpretation. American Sociological Review, 62(3), 465–480.

Bracey, G.E. (2015). Toward a critical race theory of state. Critical Sociology, 41(3), 553–572.

Carden, A. & James, H.S. (2013). Time Under Autocratic Rule and Economic Growth.  Contemporary Economic Policy, 31(1), 44-61

Dennis, R.M. (2004). Racism. In Kuper, A.; Kuper, J. (eds.). The Social Science Encyclopedia, Volume 2 (3rd ed.). London; New York: Routledge.

Fanon, F.  (2008) [1952]. Black skin. White masks. London: Atlantic Monthly Press.

Feagin, J. R. (2000). Racist America: Roots, Current Realities, and Future Reparations.  London: Routledge.

Fish, J. & Syed, M. (2019). The Multiple Levels of Racism, Discrimination, and Prejudice. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/332246359_Racism_Discrimination_and_Prejudice

Fredrickson, G.M. (2002). Racism: A Short History. Princeton, NJ: Princeton University Press.

Gans, H.J. (2016). Racialization and racialization research. Ethnic and Racial Studies, DOI:    10.1080/01419870.2017.1238497

Gillborn, D. (2015). Intersectionality, critical race theory, and the primacy of racism: race, class, gender, and disability in education. Qualitative Inquiry, 21(3), 277–287.

Goldberg, D. (2002). The racial state. London: Blackwell.

Goodman, A.H. (2001). Biological diversity and cultural diversity: from race to radical  biocultur-alism. In I. Susser & T.C. Patterson. (eds.). Cultural Diversity in the United States: A Critical Reader. (pp. 29–45). Malden, MA: Blackwell

Gossett, T. F. (1997). Race: The History of an Idea in America. New York: Oxford University Press.

Harrison, F.V. (1995). The persistent power of “race” in the cultural and political economy of racism. Annual Review of Anthropology, 24, 47–74.

Macey, D. (1999). Fanon, phenomenology and Race. Radical Philosophy. A Journal of Socialist and Feminist Philosophy, 095, 8-15.

McLean, P.E. (1995). Mass communication, popular culture, and racism. In B.P. Bowser. (ed.)  Racism and Anti-Racism in World Perspective. (pp.83–114). Thousand Oaks/London/New Delhi: Sage

Miles, R. (1993). Racism after race relations. London: Routledge.

Mulinar, D. & Neergaard, A. (2017). Theorising Racism: Exploring the Swedish racial regime. Nordic Journal of Migration Research, 7(2), 88-96.

Mullings, L. (2005). Interrogating Racism: Toward an Antiracist Anthropology. The Annual  Review of Anthropology, 34, 667-693.

Roth, K. (2019). World’s Autocrats Face Rising Resistance. In World report 2019. Retrieved  from https://www.hrw.org/sites/default/files/world_report_download/hrw_world report_2019.pdf

Stavenhagen, R. (1999). Structural racism and trends in the global economy. The International Council on Human Rights Policy, 25 May, 1–17.

Stoler A.L. (1997). Racial histories and their regimes of truth. in D.E. Davis. (ed.). Political

Power and Social Theory. (pp. 183-206). Greenwich, CT/London: JAI Press.

Sudbury, J. (ed.). (2004). Global Lockdown: Race, Gender, and the Prison-Industrial Complex.           New York: Routledge.

Tourse, R.W.C., Hamilton-Mason, J. & Wewiorski, N.J. (2018). Intersectionality: The Linkage of          Racism with Other Forms of Discrimination. In Systemic Racism in the United States. (pp 101-114). New York: Springer.

Winant, H. & Omi, M. (1994). Racial formation and hegemony. Global and local developments in A. Rattansi & S. Westwood (eds.). Racism, modernity and identity. On the Western front. (pp. 266-289). Cambridge: Polity Press.