บทความ

เมื่อนักมานุษยวิทยา "พบรัก" ในงานภาคสนาม

ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ | 12 กุมภาพันธ์ 2563 | วัฒนธรรมร่วมสมัย | ผู้เข้าชม : 2092

คำโปรย เมื่อนักมานุษยวิทยาลงไปในพื้นที่หมู่บ้านของชนพื้นเมือง ความรู้สึกใกล้ชิดผูกพันที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านและกลายเป็นความรักเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ในช่วงทศวรรษ 1970 Kenneth Good นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันพบรักกับยารีน่า หญิงสาวชนพื้นเมืองเผ่า Yanomami ในเขตป่าอะเมซอนของประเทศเวเนซูเอล่า Kenneth ตัดสินใจพายารีน่ามาใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเขาในฐานะภรรยาในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสังคมสมัยใหม่ที่ยารีน่าไม่เคยรู้จัก เธอใช้เวลาปรับตัวอยู่นานและเรียนรู้ที่จะมีชีวิตแบบชาวตะวันตก แต่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ทำให้ยารีน่ารู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง เธออยู่กับ Kenneth เป็นเวลา 5 ปี และมีลูกด้วยกัน 3 คน เมื่อยารีน่ากลับไปที่ป่าอะเมซอน เธอก็สารภาพกับ Kenneth ว่าจะไม่กลับไปอยู่อเมริกาอีกแล้ว Kenneth จึงตัดใจจากเธอและกลับไปอเมริกาพร้อมกับลูกทั้งสามคน ลูกชายคนโตของยารีน่า ได้อ่านบันทึกของพ่อและค้นพบว่าเมื่อแม่ของเธอมาอยู่ที่อเมริกา แม่รู้สึกโดดเดี่ยว เขาจึงเดินทางกลับไปเยี่ยมแม่และเรียนรู้วัฒนธรรมของชาว Yanomami อย่างที่แม่ของเธอเติบโตมา (Baker, 2017)

img

เมื่อนักมานุษยวิทยาลงไปในพื้นที่หมู่บ้านของชนพื้นเมือง ความรู้สึกใกล้ชิดผูกพันที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านและกลายเป็นความรักเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่นในช่วงทศวรรษ 1970 Kenneth Good นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันพบรักกับยารีน่า หญิงสาวชนพื้นเมืองเผ่า Yanomami ในเขตป่าอะเมซอนของประเทศเวเนซูเอล่า Kenneth ตัดสินใจพายารีน่ามาใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเขาในฐานะภรรยาในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสังคมสมัยใหม่ที่ยารีน่าไม่เคยรู้จัก เธอใช้เวลาปรับตัวอยู่นานและเรียนรู้ที่จะมีชีวิตแบบชาวตะวันตก แต่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ทำให้ยารีน่ารู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง เธออยู่กับ Kenneth เป็นเวลา 5 ปี และมีลูกด้วยกัน 3 คน เมื่อยารีน่ากลับไปที่ป่าอะเมซอน เธอก็สารภาพกับ Kenneth ว่าจะไม่กลับไปอยู่อเมริกาอีกแล้ว Kenneth จึงตัดใจจากเธอและกลับไปอเมริกาพร้อมกับลูกทั้งสามคน ลูกชายคนโตของยารีน่า ได้อ่านบันทึกของพ่อและค้นพบว่าเมื่อแม่ของเธอมาอยู่ที่อเมริกา แม่รู้สึกโดดเดี่ยว เขาจึงเดินทางกลับไปเยี่ยมแม่และเรียนรู้วัฒนธรรมของชาว Yanomami อย่างที่แม่ของเธอเติบโตมา (Baker, 2017)

จากกรณีของ Kenneth ทำให้เห็นว่าความรักเกี่ยวกับกับเงื่อนไขทางวัฒนธรรม กล่าวคือ อุดมการณ์ความรักแบบ Romanticism ระหว่างคู่รักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับวัฒนธรรมตะวันตก ในขณะที่ความรักของชนพื้นเมืองในชนเผ่า Yanomami ดำรงอยู่ท่ามกลางข้อกำหนดทางสังคมที่เรื่องส่วนรวมมีความสำคัญมากกว่าเรื่องส่วนตัว ความรู้สึกถึงความรักและความผูกพันที่แตกต่างกันระหว่าง Kenneth และยารีน่า จึงเป็นบทเรียนให้นักมานุษยวิทยาตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณค่า ความหมาย โลกทัศน์ และการปฏิบัติของมนุษย์ที่สะท้อนเรื่องราวความรักและความผูกพันได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นการศึกษา “ความรัก” ของนักมานุษยวิทยานำไปสู่การตั้งคำถามว่า ความรักแบบโรแมนติกคือสิ่งที่เกิดขึ้นและพบได้ในทุกวัฒนธรรมหรือไม่ หรือเป็นวัฒนธรรมแบบวิคตอเรียนที่มีอยู่ในสังคมตะวันตกและมีอิทธิพลให้กับสังคมอื่นในเวลาต่อมา (Stone, 1989; Karandashev, 2015, 2017) Lindholm (2006) ตั้งข้อสังเกตว่าในยุคของสื่อสมัยใหม่ทั้งภาพยนตร์ ละคร นวนิยาย รายการโทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต เรื่องราวของความรักถูกสร้างขึ้นอย่างแพร่หลายและทำให้เกิดวัฒนธรรมที่บูชาความผูกพันที่เหนียวแน่นของคนสองคน ภายใต้วัฒนธรรมบริโภค ความรักจึงกลายเป็นสินค้าที่สำคัญของคนหนุ่มสาวที่ตอบสนองความเป็นส่วนตัวและวิถีชีวิตในสังคมอุตสาหกรรม (Illouz, 1997,1998)

ในสังคมที่มนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยกันในการดำรงชีพ เช่นสังคมเก็บของป่าล่าสัตว์และสังคมเกษตรกรรม สำนึกของคนหมู่มากจะมีพลังมากกว่าการอยู่ตามลำพัง สมาชิกในสังคมจึงมองข้ามการเติมเต็มความต้องการส่วนตัว อารมณ์ผูกพันแบบรักโรแมนติกจึงไม่ปรากฎ (Averill, 1980) นอกจากนั้น ในสังคมที่มีความแตกต่างทางชนชั้น การแสดงความสัมพันธ์ของบุคคลจะเกิดขึ้นภายใต้การแลกเปลี่ยนเชิงเศรษฐกิจ ผู้ที่มีฐานะต่ำกว่าจะเป็นฝ่ายปรนเปรอความสุขทางกายและใจให้กับผู้ที่มีฐานะที่สูงกว่า (Chernoff, 2003) ในสังคมที่มีการสืบตระกูลทางฝ่ายชาย ความสัมพันธ์ระหว่างคู่หญิงชายจะเกิดขึ้นบนการสร้างพันธมิตรโดยการแต่งงานที่ผู้ใหญ่ในครัวเรือนจะมีผู้จัดหาผู้หญิงมาแต่งงานกับลูกชาย และผู้หญิงจะต้องย้ายเข้าไปอยู่กับตระกูลฝ่ายสามี ความสัมพันธ์แบบโรแมนติกระหว่างหญิงชายก่อนการแต่งงานจึงไม่ปรากฏ การครองคู่ในลักษณะนี้จึงวางอยู่บนการทำหน้าที่ทางสังคม มิใช่การตอบสนองความพึงพอใจส่วนบุคคล (De Munck, Korotayev, & McGreevey, 2016; Lindholm, 2006)

อย่างไรก็ตาม Jankowiak & Fisher (1992) ทำการศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรม 166 แห่งทั่วโลกพบว่าส่วนใหญ่มนุษย์จะมีประสบการณ์ความรักและความผูกพันระหว่างคนสองคน ซึ่งล้มล้างความเชื่อที่ว่าความรักแบบโรมแนติกเกิดขึ้นเฉพาะสังคมตะวันตกเท่านั้น เพียงแต่ว่าเงื่อนไขและวิธีการแสดงออกถึงความผูกพันใกล้ชิดของคนรักในแต่ละวัฒนธรรมอาจไม่เหมือนกัน (Hatfield & Rapson, 2005) การศึกษาของ De Munck และ Korotaye (1999) พบว่าในสังคมที่ผู้หญิงที่ฐานะสูงและมีบทบาททางสังคม ความรู้สึกผูกพันระหว่างหญิงชายค่อนข้างเห็นได้ชัดเจน ในขณะที่สังคมที่ผู้หญิงไม่มีอำนาจ ความรู้สึกผูกพันของการครองคู่จะมีน้อย การศึกษาของ Buss (1994) ชี้ว่าผู้ชายมักจะสนใจเลือกคู่ครองของตนจากรูปร่างหน้าตาและอายุที่ออ่นเยาว์ ในขณะที่ผู้หญิงจะให้ความสำคัญกับคู่ครองจากฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบุคคลที่สามารถให้การคุ้มครองและปกป้องครอบครัวได้

ในสังคมที่มีการสร้างครอบครัวเดี่ยวที่ประกอบด้วยพ่อแม่ลูก ความผูกพันระหว่างคู่สามีภรรยาจะมีเข้มข้นมากกว่าครอบครัวขยาย เนื่องจากผู้เป็นพ่อในครอบครัวเดี่ยวจะต้องทำหน้าที่ดูแลภรรยาที่ตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด ในขณะที่ครอบครัวขยาย ญาติพี่น้องหลายคนจะเข้ามาช่วยดูแลผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ (Boehm, 1999; Farooq, 1985) ดังนั้น เงื่อนไขของการดูแลภรรยาที่ตั้งครรภ์นำไปสู่การสร้างความผูกพันทางใจของหญิงชาย ในสังคมที่ควบคุมการมีเพศสัมพันธ์อย่างเข้มงวด เช่นในวัฒนธรรมชนเผ่าในหมู่เกาะปาปัวนิวกีนีและเมลานีเซีย ความใกล้ชิดผูกพันระหว่างหญิงชายจะพบน้อยมาก (Heider, 1970)

มิติที่ยังมีการศึกษาน้อยในประเด็นความรักก็คือ การทำความเข้าใจประสบการณ์ทางอารมณ์ของมนุษย์ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งก็คือยังไม่มีแนวคิดทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายความรู้สึกที่มนุษย์มีความผูกพันทางกายและใจต่อกันได้อย่างครบถ้วน เท่าที่ผ่านการเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรมในมิติประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการทางสังคม จิตวิทยาสังคม และชีววิทยาทางสังคม ให้คำอธิบายที่บ่งชี้ว่าบริบททางวัฒนธรรมและปัจจัยทางฮอร์โมนล้วนมีผลต่อการสร้างอารมณ์ความรักได้เหมือนกัน รวมทั้งแบบแผนการดำเนินชีวิตที่ต่างกันระหว่าง “ปัจเจกนิยม” และ “ส่วนรวมนิยม” ก็มีผลต่อการปฏิบัติและการให้ความหมายต่อความรัก (Karandashev, 2015)

บรรณานุกรม

Averill, J. R. (1980). A constructivist view of emotion. In R. Plutchik & H. Kellerman (Eds.), Emotion. Theory, research, and experience: Vol. 1. Theories of emotion (pp. 305-340). New York: Academic Press.

Baker, C. (2017). Story df An Anthropologist Who Fell In Love With A Native Woman From The Amazon and Took Her To The USA. Retrieved from https://fabiosa.com/lbpft-4707- story-of-an-anthropologist-who-fell-in-love-with-a-native-woman-from-the-amazon- and-took-her-to-the-usa/

Boehm, C. (1999). Hierarchy in the forest: The evolution of egalitarian behavior. Cambridge, MA: Harvard University Press.

Buss, D. M. (1994). The evolution of desire: Strategies of human mating. New York, NY: Basic Books.

Chernoff, J.M. (2003). Hustling is not Stealing: Stories of an African Bar Girl. Chicago: Chicago University Press.

De Munck, V. C., & Korotayev, A. (1999). Sexual equality and romantic love: A reanalysis of Rosenblatt’s study on the function of romantic love. Cross-Cultural Research, 33,265– 277.

De Munck, V.C., Korotayev, A., & McGreevey, J. (2016). Romantic Love and Family Organization: A Case for Romantic Loveas a Biosocial Universal. Evolutionary Psychology (October- December 2016), 1-13. Farooq, G. M. (1985). Household fertility decision-making in Nigeria. In G. M.

Farooq & G. B. Simmons (Eds.), Fertility in developing countries. An economic perspective on research and policy issues. (pp. 312–350). New York, NY: St Martin’s Press, Inc.

Hatfield, E., & Rapson, R. L. (2005). Love and sex: Cross-cultural perspectives. Lanham, MD: University Press of America.

Heider, K. (1970). The Dugum Dani: A Papuan Culture in the Highlands of West New Guinea. Chicago: Aldine.

Illouz, E. (1997). Consuming the Romantic Utopia: Love and Cultural Contradictions of Capitalism. Berkeley: University of California Press.

Illouz, E. (1998). The Lost Innocence of Love: Romance as the Postmodern Condition. Theory, Culture & Society, 15(3-4), 161-186.

Jankowiak, W. R. & Fischer, E. F. (1992). A Cross-Cultural Perspective on Romantic Love. Ethnology, 31(2), 149-155.

Karandashev, V. (2015). A Cultural Perspective on Romantic Love. Online Readings in Psychology and Culture, 5(4), 1-21.

Karandashev, V. (2017). Romantic Love in Cultural Contexts. New York: Springer.

Lindholm, C. (2006). Romantic Love and Anthropology. Etnofloor, XIX(1), 5-21.

Stone,L. 1989. Passionate Attachments in the West in W. Gaylin and E. Person (eds.). Historical Perspective. Passionate Attachments. (pp. 15-26). New York: Free Press.