กิจกรรม


หน้าหลัก / กิจกรรม / บรรยายเรื่อง "ล้านนามหาปกรณัม ความทรงจำแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย" ครั้งที่ 3

img

5 กุมภาพันธ์ 2564

บรรยายเรื่อง "ล้านนามหาปกรณัม ความทรงจำแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย" ครั้งที่ 3

ผ่านระบบออนไลน์

บรรยายเรื่อง "ล้านนามหาปกรณัม ความทรงจำแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย" ครั้งที่ 3

5 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 10.00-15.00 น.

ถ่ายทอดสดทาง Facebook Fanpage: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร-SAC

โดย ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

หริภุญชัยและพิงครัฐ (คริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13)

1. จามเทวีในความทรงจำของท้องถิ่นและความสำคัญในประวัติศาสตร์นิพนธ์ล้านนา

2. เรื่องราวขุนหลวงวิลังคะ (ตำนาน) VS การรุกรานของมหาราชโก๊ะล่อเฝิงแห่งหนานเจ้า (ประวัติศาสตร์)

3. หริภุญชัยในฐานะศูนย์กลางแห่งอารยธรรมพุทธ

   อาทิจจราช (อาทิตยราช) กับการสถาปนาพระบรมสารีริกธาตุ (พระเจดีย์หลวง) หริภุญชัย / ธรรมิกราชกับการหล่อพระอัฏฐารส / สรรพสิทธิราชกับการสร้างบูรณะพระเจดีย์หลวงหลังแผ่นดินไหว

 

วัน เวลา สถานที่

ผ่านระบบออนไลน์

5 กุมภาพันธ์ 2564

10:00 - 15:00 น.

กำหนดการ

2021-02-05

เอกสารสรุปการบรรยาย

บรรยายเรื่อง "ล้านนามหาปกรณัม ความทรงจำแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย" ครั้งที่ 3

สรุปการบรรยายวิชาการ

ล้านนามหาปกรณัม: ความทรงจำแห่งนวบุรี-ศรีหริภุญชัย

การบรรยายครั้งที่ 3

โดย ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว./สกสว.

ณ ห้องประชุม 601 ชั้น 6 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564

 

           

           

           จากการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนาจะเห็นได้ว่าปรากฏหลักฐานเอกสารเป็นจำนวนมาก เมื่อศึกษาเอกสารแต่ละเรื่องต้องสามารถแบ่งเนื้อหาออกให้เห็นถึงโครงสร้าง นัยยะ และภาพรวมของเอกสารนั้น ซึ่งในเบื้องต้นนี้ขอกล่าวถึงเรื่องของโครงสร้างประวัติศาสตร์ล้านนาจนถึงสมัยพรญามังราย หากแบ่งลำดับเหตุการณ์ตามเอกสารเริ่มแรก คือ ตำนานดึกดำบรรพ์ (ดึก = ย้อนหลังกลับไป ลึกลงไป + ดำ = ด้ำ ผีบรรพบุรุษ + บรรพ = บรรพบุรุษ เรื่องราวของต้นตระกูล) หมายถึง เรื่องของบรรพบุรุษที่เนิ่นนานมา เรื่องเล่าเก่าแก่ ซึ่งพบว่ามีความคลุมเครืออยู่หลายส่วน โดยขอกล่าวถึงตำนานกลุ่มที่ 1 คือ ตำนานก่อนการเข้ามาของชาติพันธุ์ไท-ลาว คือ วงศ์ลัวะหรือกร๋อม ซึ่งคำว่า "กร๋อม" มีปรากฏอยู่ในจารึกสมัยพุกาม (เมียนมา) หมายถึง ชนชาติที่พูดภาษามอญ-ขแมร์ อันเป็นชนชาติดังเดิมในดินแดนไทย เมื่อชนชาติไทเข้ามาไดมีการกล่าวถึงกลุ่มคนพื้นเมืองเดิมเหล่านี้ว่า ลัวะ ระเม็ง มิลักขุ

 

 

           นอกจากนี้ยังมีตำนานสุวรรณคำแดง สุวรรณโคมคำ อุโมงคเสนานคร และมหาเถรฟ้าโบสถ์ มีรูปแบบเป็นการเล่าดึกดำบรรพ์ที่อาจสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะมีตำนานในกลุ่มที่ 2 คือ สิงหนติกุมารโยนกนาคพันธ์ช้างแสน อันเป็นตำนานเล่าถึงการเข้ามาของชนชาติไท-ลาวที่มาจากยูนนาน นอกจากนั้นยังพยายามเล่าถึงที่มาและการกำเนิดของโยนรัฐ ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของตำนานสิงหนุวัตรกุมารคือได้กล่าวถึงปีศักราชได้ 17 ตัว ปีกดไจ้ เป็นปีที่มีพระมหากษัตริย์พระนามว่า เทวกาล ปกครองไทยเทศ มีเมืองหลวงชื่อราชคฤห์ ซึ่งสันนิษฐานว่านามเมืองราชคฤห์นี้เป็นอิทธิพลมาจากการเขียนตำนานโดยพระภิกษุ ซึ่งเป็นการยกนำชมพูทวีปสมัยพุทธกาลมาใส่ไว้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณโดยสมมติให้ยูนนานเป็นชมพูทวีป กล่าวถึงว่าสิงหนติกุมาร พระโอรสของกษัตริย์เมืองราชคฤห์ ได้อพยพลงมาแล้วตั้งเมืองขึ้นใหม่บริเวณแม่น้ำกก แม่น้ำสาย ซึ่งการเดินทางเข้ามาครั้งนี้ได้กล่าวถึงเมืองสุวรรณโคมคำและอุโมงคเสนาที่ได้ล่มสลายไปก่อนหน้านั้นแล้ว แสดงให้เห็นถึงตำนานการสร้างเมืองที่ถูกผูกขึ้นมากับความเชื่ออย่างเมืองอุโมงคเสนาได้เล่าว่าเป็นเมืองที่สร้างขึ้นมาโดยพระกัสปะพุทธเจ้า ในการเดินทางหาทำเลที่ตั้งเมืองของสิงหนติกุมารได้มาหยุดยังสถานที่หนึ่งและได้พบกับพญานาคที่มาปรากฏกายในรูปพราหมณ์มาเข้าเฝ้าสิงหนติกุมาร แล้วให้คำปรึกษาว่าให้ตั้งบ้านเมืองลง ณ ที่นั้น ดังนั้นจึงมีชื่อเมืองว่า "โยนกนาคพันธุเชียงแสน" มากกว่านั้นเพื่อความน่าเชื่อถือในตำนานผู้แต่งได้มีการนำไปโยงเข้ากับคัมภีร์มหาวงศ์ถึงการประดิษฐานพระพุทธศาสนายังดินแดนนั้น

           ตำนานกลุ่มที่ 3 เป็นตำนานที่ชนชาติไทสร้างขึ้นอย่างตำนานเกี่ยวกับราชวงศ์มังรายหรือตำนานปู่เจ้าลาวจก โดยกล่าวถึงสมัยพระอนิรุทธมหาราชแห่งพุกามต้องการตัดศักราช จึงต้องการให้กษัตริย์จากดินแดนต่างๆ ทราบโดยทั่วกันแต่เวลานั้นบริเวณล้านนาไม่มีกษัตริย์ ดังนั้นพระอนิรุทธจึงได้ไปขอผู้ปกครองบริเวณนั้นกับท้าวสักกะให้เทวบุตรจุติลงมาเป็นโอปาติกะแล้วไต่บันได (เกิ๋ง) ลงมาจากสวรรค์ขณะที่ไต่ลงมาเกิดค้าง (ยัง) อยู่ชั่วเวลาหนึ่ง จึงเรียกเมืองแห่งนั้นว่า เกิ๋งยัง ต่อมาได้เพี้ยนเรียกว่า "เงินยาง" เชื่อว่าอยู่บริเวณเชียงแสนหรือแม่สายลวจักราชลงมาท่ามกลางกลุ่มคนพื้นเมืองจึงได้เป็นกษัตริย์ครองเมือง ซึ่งตำนานเรื่องนี้อาจแฝงนัยยะในการอธิบายที่มาของวงศ์ไท-ลาวที่มาเข้ามายังบริเวณล้านนา

 

 

           ส่วนในทางแถบเมืองหริภุญชัยมีการเล่าตำนานจามเทวีวงศ์ที่รจนาโดยพระโพธิรังสี ซึ่งอาจเป็นการแต่งจากตำนานเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยกล่าวถึงฤๅษีวาสุเทพและสุกกทันตสร้างเมืองหริภุญชัยแล้วอัญเชิญพระนางจามเทวีจากเมืองละโว้ขึ้นมาครองเมือง ซึ่งในทางหนึ่งเป็นการนำเอาศิลปะวิทยาการทางละโว้ขึ้นมาสู่เมืองหริภุญชัยด้วย จากตำนานจามเทวีวงศ์นั้นสามารถถ่ายทอดให้เห็นถึงบริบททางประวัติศาสตร์ได้บางประการ ประเด็นที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงไว้คือเรื่องของขุนหลวงวิลังคะ ผู้เป็นกษัตริย์ของชาวลัวะ ซึ่งต่อมาได้เข้ามาทำสงครามกับ
หริภุญชัยเนื่องจากลุ่มหลงความงามของพระนางจามเทวีและส่งทูตมาขออภิเษก แต่ได้รับการปฏิเสธจึงก่อให้เกิดสงครามขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลับไป เหตุการณ์ในตำนานที่กล่าวถึงนี้สันนิษฐานว่ามีพื้นฐานมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ครั้งที่อาณาจักรน่านเจ้าสมัยมหาราชโก๊ะล่อเฝิงยกทัพเข้ามารุกรานบ้านเมืองในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอาณาจักรปยูและยังมีบันทึกว่าได้ลงมาโจมตีถึงอาณาจักรหนิวหวาง ซึ่งหมายถึงหริภุญชัยด้วย

 

 

           นอกจากนี้ยังมีอีกตำนานที่สำคัญในเวลาใกล้เคียงกันคือ ตำนานอาทิจจราช ซึ่งพระเจ้าอาทิจจราชได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ ค.ศ.1047/พ.ศ.1590 พระเจ้าอาทิจจราชทรงเป็นคู่ศึกที่ทำสงครามยือเยื้อกับพระเจ้ากรุง ลโวทัยปุระ ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่า บริบทของความขัดแย้งระหว่างหริภุญชัยกับแคว้นกัมโพช เป็นการสะท้อนถึงความพยายามของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ในการขยายอิทธิพลขึ้นไปทางเหนือเพื่อครอบครองหริภุญชัย และเชื่อว่าพระอาทิจจราชทรงเป็นผู้สร้างพระธาตุหริภุญชัย และเป็นที่น่าสนใจว่าอีกด้านหนึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเวลาที่หนงจื้อเกา ผู้เป็นวีรบุรุษของชาวไทน่ง (ผู้น่ง) ซึ่งอาศัยอยู่ทางบริเวณรอยต่อของประเทศจีนและเวียดนาม ขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่มคนไทบริเวณนั้นโดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มคนหรือชุมชนอย่างหลวมๆ และเป็นอิสระ แต่ขณะนั้นราชวงศ์ลี่ได้ยึดครองเมืองฮานอยและลอง พยายามเข้ามาจัดการปกครองชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่อยู่ทางเหนือรวมทั้งผู้น่ง โดยมีการเรียกเก็บส่วยและบังคับให้อยู่ภายใต้ปกครอง ดังนั้นหนงจื้อเกาและเหล่าคนไทน่งจึงตัดสินใจหันไปขอความช่วยเหลือและความคุ้มครองจากราชสำนักซ่งของจีนด้วยฐานะรัฐในอารักขาแต่ไม่ได้รับการยอมรับ ด้วยเหตุนี้เองหนงจื้อเกาจึงใช้วิธีในการจัดตั้งกองทัพเพื่อโจมตีบ้านเมืองโดยรอบ เพื่อตั้งรัฐใหม่จึงประกาศตั้ง “ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ทางใต้” และยังมีการทำสงครามกับจีนอย่างเช่น กวางซี กวางตุ้ง และหย่งโจว ตามตำนานบางแห่งกล่าวว่าสุดท้ายหนงจื้อเกาได้รับความช่วยเหลือจากราชสำนักต้าหลี่ให้เดินทางอพยพผู้คนออกมาและตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แม่สาย เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของคนไทกลุ่มต่างๆ และบุคคลผู้นี้ต่อมาได้กลายเป็นวีรบุรุษในตำนาน (ขุนเจื๋อง) ของคนไท-ลาวหลายกลุ่มที่อ้างว่าเป็นบรรพบุรุษของตน

 

 

           ตามชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า ราชวงศ์ลาวจกครองราชย์สืบต่อกันมาจนถึงพรญามังราย มีลำดับกษัตริย์ทั้งสิ้น 24 พระองค์ แต่ในราชวงศ์ปกรณ์เชียงใหม่กลับระบุว่า พรญามังรายเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 25 แสดงให้เห็นว่ามีการเพิ่มลำดับเข้าไปอีกคือ ขุนเจื๋อง ซึ่งไม่เคยมีการกล่าวถึงมาก่อนในชินกาลมาลีปกรณ์ โดยนำขุนเจื๋องเข้ามาใส่แทรกไว้หลังจากบุคคลที่เคยมีชีวิตจริง (หน่งจื้อเกา) เสียชีวิตไปนานกว่า 120 ปี เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่น่าสังเกตเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นิพนธ์ของล้านนาว่าต้องการผูกตำนานความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์มังรายกับขุนเจื๋อง อย่างกรณีของเรื่องการสู้รบรวบรวมบ้านเมืองของพรญามังรายก็คล้ายกับภาพสะท้อนของเรื่องราวการต่อสู้ของ
หน่งจื้อเกา

           ย้อนกลับไปยังราชวงศ์พระอาทิจจราชแห่งหริภุญชัย หลังสิ้นรัชกาลพระอาทิจจราชมีพระราชโอรสขึ้นเสวยราชสมบัติต่อมาคือ พระเจ้าธรรมิกราช โดยทรงครองราชย์ 5 ปี ความสำคัญในรัชกาลนี้คือ มีการหล่อพระอัฏฐารส ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ที่วิหารพระอัฏฐารสภายในวัดพระธาตุหริภุญชัย หากแต่ปัจจุบันภายในวิหารประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งไม่ใช่พระยืนแบบพระอัฏฐารสทั่วไป ดร.เพ็ญสุภา สุขคะตะ ได้เสนอความคิดว่า อาจเกิดการดัดแปลงลักษณะองค์พระพุทธรูปภายหลังด้วยสาเหตุบางประการอย่างกรณีบ้านเมืองมีภัย เกิดสงครามและความวุ่นวาย และข้อสันนิษฐานอีกประการคือ อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นพระอัฏฐารสภายในวิหารที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากพระองค์นี้ไม่ปรากฏที่มาและเรื่องราวการสร้างขึ้นเลย รัชสมัยต่อมาคือ พระเจ้ารถราช พระองค์ทรงครองราชย์ 5 ปี ข้อสังเกตของรัชกาลนี้คือพระนาม “รถราช” อาจอ่านและหมายถึงพระนามได้อีกอย่างคือ พระเจ้ารอด ซึ่งทำให้ชวนนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับการสร้างพระรอดของวัดมหาวันแห่งหริภุญชัยว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับรัชกาลนี้หรือไม่

 

 

           กษัตริย์ที่สำคัญอีกพระองค์หนึ่งของหริภุญชัย คือ พระเจ้าสวราธิสิทธิราช (พระเจ้าสรรพสิทธิ์) ทรงครองราชย์อยู่ในระหว่างปี ค.ศ.1116/พ.ศ.1659 ถึง ค.ศ.1161/พ.ศ.1704 (เป็นระยะเวลาที่คำนวณขึ้น) หลักฐานที่เป็นจารึกที่สำคัญเกี่ยวเนื่องในรัชกาลนี้คือ จารึกวัดดอนแก้วและจารึกวัดกู่กุด ข้อมูลในชินกาลมาลีปกรณ์ได้กล่าวถึงรัชกาลนี้ไว้มากกว่ารัชกาลอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างพระบฏ พระพุทธรูป เจดีย์และวัด นอกจากนั้นข้อมูลจากจารึกได้ทำให้ทราบว่าครั้งหนึ่งพระองค์ทรงทำผาติกรรม (บูรณะ ซ่อมแซม) “บูรณะแก้วอันประเสริฐ คือ เจดีย์องค์นี้ [ซึ่ง]ในปัจจุบัน ประดับด้วยทองและไม่อาจมีที่เปรียบได้ในประเทศนี้” การทำผาติกรรมนี้เพราะได้เกิดแผ่นดินไหว พระเจ้าสววาธิสิทธิได้ทรงเล่าว่า พระเจดีย์นี้ “ซึ่ง[พระอัยกา]ของข้าพเจ้า ผู้มีนามว่า[อาทิจจราช?] ได้สร้างขึ้นภายหลัง  (2 ปี) สําเร็จลงในรัชกาลที่แผ่ไปทั้งสิบทิศ” จากหลักฐานส่วนนี้เชื่อได้ว่าพระเจดีย์องค์นี้ก็คือ เจดีย์พระธาตุหริภุญชัย

 

 

           ต่อมาได้กล่าวถึง "โยนรัฐ: พรญามังรายหลวงและการสถาปนาราชวงศ์ใหม่" นับว่าเป็นเรื่องราวทางมุขปาฐะสู่ประวัติศาสตร์ โดยเรื่องเริ่มต้นของราชวงศ์มักมีความเกี่ยวข้องกับตำนานต่างๆ อย่างตำนานสิงหนวัติกุมาร ตำนานปู่เจ้าลาวจก และขุนเจื๋อง ส่วนเรื่องการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ของพรญามังรายเชื่อว่าได้มีความพยายามในการนำเอาตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับการสร้างเมืองและตำนานวีรบุรุษมาผสานเข้าด้วยกัน โดยราชวงศ์ของพรญามังรายได้นำเอาชื่อโยนรัฐที่มีปรากฏอยู่ในตำนานดึกดำบรรพ์มาใช้ ประเด็นที่น่าสนใจในรัชกาลพรญามังรายหลวงคือ พระนามของพระองค์มีที่มาอย่างไร ซึ่งตามข้อสันนิษฐานอาจอธิบายได้อย่างง่ายๆ ว่า มัง = กษัตริย์ ราย = เมืองราย (เมืองที่อยู่เรียงรายตามแนวแม่น้ำโขงที่อยู่ในพระราชอำนาจของพรญามังราย) จึงหมายความโดยรวมว่า กษัตริย์แห่งเมืองราย

 

 

           การศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยในเอกสารโบราณของจีน เอกสารที่น่าสนใจฉบับหนึ่งคือ "เจาปู่จ่งลู่" ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับดินแดนเชียงใหม่ในอดีต ซึ่งนับว่ามีคุณค่าและปรโยชน์เป็นอย่างมากในการนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ของล้านนา โดยลักษณะที่สำคัญของเอกสารจีนคือ มีการจดบันทึกอย่างละเอียดถึงการติดต่อกับบ้านเมืองต่างๆ อย่างการทูตที่ระบุถึงชื่อบ้านเมืองที่ติดต่อ วัน/เดือน/ปีที่เดินทางมาถึง สิ่งของที่นำมาเป็นเครื่องบรรณาการ แต่อย่างไรก็ตาม เอกสารจีนที่บันทึกข้อมูลนั้นบ้างส่วนไม่ตรงกับเอกสารประวัติศาสตร์พื้นเมือง เช่น รายนามกษัตริย์หายไป (พระเจ้าน้ำท่วม พระเจ้าแสนภู) โดยในการศึกษาเปรียบเทียบลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในช่วงต้นของล้านนาครั้งนี้ได้ใช้การเปรียบเทียบของเอกสารหลักๆ ที่นิยมนำมาศึกษากันร่วมด้วยกับเอกสารจีนคือ ชินกาลมาลีปกรณ์และราวงศ์ปกรณ์เชียงใหม่ อันสามารถจัดเรียงเทียบข้อมูลและนำเสนอในรูปแบบตารางดังนี้

 

เปรียบเทียบลำดับเหตุการณ์รัชกาลพระยามังรายหลวงในเอกสารต่างๆ

1 เอกสารจีน    2 ชินกาลมาลีปกรณ์     3 ราชวงศ์ปกรณ์

 


1  “ปาไป่ต้าเตี้ยนเซวียนเว่ยสื่อซือ เรียกในภาษาท้องถิ่นว่า จิ่งไม่ มีเรื่องเล่าขานกันมาช้านานว่าประมุขของประเทศนี้มีชายาแปดร้อยนางและแต่ละนางปกครองหนึ่ง ไจ้ เหตุนี้จึงเรียกว่าประเทศปาไป่สีฟู่ ประเทศปาไป่สีฟู่เป็นดินแดนแห่งช้าง เครื่องหอม เช่น กำยานและไม้จันทน์ขาว เป็นต้น พลเมืองของประเทศปาไป่สีฟู่ทั้งหมดเป็นชนกลุ่มเป๋ออี๋ นิยมสักลวดลายระหว่างคิ้วกับตา จะพนมมือไหว้แสดงการคารวะกัน ประชาชนมีจิตศรัทธาปสาทะในพระศาสนา วัดและเจดีย์จะพบเห็นได้ในทุกๆ หมู่บ้าน ดังนั้น จึงนับจำนวนวัดและเจดีย์ได้เป็นหมื่นแห่ง เกลียดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และไม่ชอบการทะเลาะวิวาท พวกเขาจะใช้กำลังทหารต่อเมื่อข้าศึกรุกรานและจะเลิกทันทีเมื่อได้ชำระความแค้นแล้ว ดังนั้น จึงได้ชื่อว่า ประเทศแห่งเมตตาธรรม”