กิจกรรม


หน้าหลัก / กิจกรรม / บรรยายเรื่อง "ล้านนามหาปกรณัม ความทรงจำแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย" ครั้งที่ 2

img

18 ธันวาคม 2563

บรรยายเรื่อง "ล้านนามหาปกรณัม ความทรงจำแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย" ครั้งที่ 2

ห้อง 601 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ

บรรยายเรื่อง "ล้านนามหาปกรณัม ความทรงจำแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย" ครั้งที่ 2

18 ธ.ค. 2563 เวลา 09.00-12.00 น.

ณ ห้อง 601 ชั้น 6 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องคืการมหาชน)

โดย ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

1 ดินแดนล้านนาในบริบทของประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน

    1.1 ความสำคัญของภูมิ-รัฐศาสตร์ ชาติพันธุ์ดั้งเดิม การตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง

    1.2 ถิ่นเดิมและการขยายตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาวระหว่างคริสต์ ศตวรรษที่ 9-11

         คำสำคัญ: หนานเจ้า อ้ายลาว (ลาว เหมาหนาว/มู่ลัม/หมู่ลาว อาหนาน/อ้ายหนาน สุย/อ้ายซุย) ไทกวางสี (ไทนุง ผู้ไต้/ผู้ไท ผู้น่ง ผู้ถู่ / ขันหมาก เมิง กู ผู้ก้ำ / แอ่วสาว แอ่วเมิง ผู้เย้ย/ผู้ใหญ่) เผาไต/เผ่าไท กาว ซ่าว เลิง ฯ

2 กำเนิดเมืองหริภุญชัยและพิงครัฐ

   2.1 จินตนทัศน์ตำนาน

   2.2 หลักฐานประวัติศาสตร์

วัน เวลา สถานที่

ห้อง 601 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ

18 ธันวาคม 2563

09:00 - 12:00 น.

กำหนดการ

2020-12-18

เอกสารสรุปการบรรยาย

บรรยายเรื่อง "ล้านนามหาปกรณัม ความทรงจำแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย" ครั้งที่ 2

 

สรุปการบรรยายวิชาการล้านนามหาปกรณัม: ความทรงจำแห่งนวบุรี-ศรีหริภุญชัย  การบรรยายครั้งที่ 2

โดย ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว./สกสว.

ณ ห้องประชุม 601 ชั้น 6 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2563

 

           การบรรยายในครั้งนี้มีเนื้อหาซึ่งเป็นพื้นฐานความเข้าใจก่อนการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ล้านนา โดยเกี่ยวข้องกับความสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์และชาติพันธุ์ดั้งเดิม การศึกษาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีต มักศึกษาโดยการแบ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น 2 ส่วน คือ ภาคพื้นสมุทรและภาคพื้นทวีป (แผ่นดินใหญ่) แต่ความจริงแล้วยังมีอีกพื้นที่ที่ควรศึกษาด้วยเป็นพิเศษคือ บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้เปรียบได้กับเข็มขัดที่คาดโลกตะวันตกมาสู่โลกตะวันออก สิ่งที่เข้ามากำหนดวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมของคนในพื้นที่นี้คือ เส้นทางระหว่างหุบเขาต่างๆ โดยมีการค้าแบบกองคาราวานเป็นส่วนสำคัญ  และความสำคัญเรื่องภูมิศาสตร์ทำให้ได้คิดว่า ต้นเรื่องของอาณาจักรโยนรัฐซึ่งภายหลังได้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา แทบจะไม่มีความผูกพันกับบ้านเมืองทางใต้เท่าใดนัก เนื่องจากมีความผูกพันอย่างมากกับกลุ่มบ้านเมืองในแถบยูนนาน ลาว เมียนมาตอนเหนือ และเวียดนามตอนเหนือ

 


 

           ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ ในราชวงศ์ปกรณ์เชียงใหม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พรญามังรายยกทัพไปตีเมืองหริภุญชัยได้สำเร็จ แล้วได้บันทึกถึงราชวงศ์หริภุญชัยว่ามีกษัตริย์ปกครองมา 25 พระองค์ หลังจากนั้นมาเป็นวงศ์ของ “พรญาลาว” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในความรับรู้ของคนเชียงใหม่หรือคนล้านนาในพื้นที่ต่างๆ ทราบว่า อาณาจักรล้านนาเป็นลาว (ลาวยวน) และในเอกสารโบราณ “มังรายวินิจฉัย” ก็มีการระบุอยู่ในบทบานแพนกว่า พรญามังรายได้สืบเชื้อสายมาจาก “ลาวจง” มีเรื่องเล่าตำนานที่เกี่ยวข้องกับล้านนาช่วงกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ที่ควรกล่าวถึง ได้แก่ ตำนานโยนกนาคพันธุ์ เชียงแสน ทำให้ทราบว่าคนในเชียงรายหรือคนไทที่ตั้งหลักแหล่งอยู่เดิมนั้น พยายามหาคำอธิบายถึงการดำรงอยู่ของชาวยวนหรือลาวโยนก โดยข้อมูลจากตำนานเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่สร้างและให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อ

           เมื่อกล่าวถึงล้านนา มักกล่าวถึงเมืองขึ้น 57 เมืองของล้านนา (สัตตปัญญาสบุรี) เช่นกัน แต่จากการสำรวจเงินเจียงล้านนา ซึ่งเป็นเงินที่มีจารึกระบุถึงชื่อเมืองต่างๆ อย่างสั้น ปัจจุบันพบว่ามี 60 กว่าเมือง แสดงให้เห็นถึงการขยายอำนาจของล้านนาไปยังเมืองต่างๆ

           หากจะกล่าวถึงชุมชนก่อนการก่อตั้งอาณาจักรล้านนาที่เป็นชาติพันธุ์ไท แถบประเทศจีน พบกลุ่มคนไทในกวางสี (ไทจ้วง) ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่และมีระบบวัฒนธรรมเป็นของตน ในเอกสารโบราณของจีนและเวียดนามเรียกกลุ่มชนนี้ว่า “ถู่หรือน่ง” กลุ่มคนไทในแถบนี้มีการรักษาเอกลักษณ์ไว้ในชื่อชนชาติโดยเรียกว่า “ผู้” นำหน้าชื่อกลุ่มคน เช่น ผู้ไท ผู้น่ง ผู้เย้ย ผู้ก่ำ เป็นต้น ต่อมาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว โดยกลุ่มนี้จะมีการเรียกตัวด้วยคำว่า “ลาว” นำหน้าเช่น ลาวกาว ลาวยวน  ส่วนกลุ่มคนไทที่อยู่ทางด้านฝั่งตะวันตกคือ กลุ่มฉาน ซึ่งเรียกตนว่า “ไต/ไท” เช่น ไตเหนอ ไตมาว ฯลฯ

 

 

           ส่วนคนของอาณาจักรล้านนานั้นเกี่ยวข้องกับพัฒนาการการเคลื่อนย้ายลงมาของชนชาติลาวจากบริเวณทางใต้ของยูนนาน เมื่อครั้งไปที่ประเทศจีนได้ไปบริเวณเทือกเขาอายหลาว ซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของยูนนานเกือบถึงบริเวณประเทศเวียดนามที่เป็นส่วนต่อกับประเทศลาว เอกสารโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่นยุคหลังได้บันทึกว่า อาณาจักรอายหลาวเคยส่งทูตไปเมืองจีน 2-3 ครั้ง ชื่ออายหลาวนี้ไม่ใช่ชื่ออาณาจักรแต่เป็นชื่อผู้นำของรัฐนั้น ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่ากลุ่มคนลาว อาจสืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรอายหลาวโบราณ และเอกสารจีนสมัยราชวงศ์ถังที่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในแดนลาวก็มีการเรียกว่า พวกอายหลาว

 

 

 

 

           ตัวแปรสำคัญทางประวัติศาสตร์ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 นี้คือ อาณาจักรน่านเจ้า หรือ หนานเจ้า ซึ่งกำลังเรืองอำนาจสูงสุด เมื่อปี ค.ศ. 832 รัชสมัยพระเจ้าโก๊ะล่อเฟิงได้แผ่อำนาจลงมา ส่งผลเกี่ยวเนื่องกับเส้นทางสายไหม เพราะในสมัยราชวงศ์ฮั่นนั้นจีนพยายามเปิดเส้นทางโดยส่งนักเดินทางชาวจีนเป็นผู้แทนจากราชสำนักไปจนถึงบริเวณที่เป็นประเทศอัฟกานิสถานและคาซัคสถานในปัจจุบัน การเดินทางครั้งนั้นได้พบว่ามีสินค้าจากเสฉวนไปขายยังที่นั้น แสดงให้เห็นว่ามีเส้นทางการค้าอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ก็เป็นที่ต้องการของอาณาจักรน่านเจ้าเช่นกัน ต่อมาเพื่อเป็นการแผ่อำนาจไปยังดินแดนอื่น อาณาจักรน่านเจ้าจึงได้ยกกองทัพลงมาตีอาณาจักรปยู (อาณาจักรโบราณของเมียนมา) ตลอดทั้งไปยังดินแดนทางตอนใต้ของเมียนมาด้วย ในปีเดียวกันกับที่ยึดครองอาณาจักรปยูได้ราว ค.ศ. 833 - 834  ปรากฏข้อมูลในเอกสารราชวงศ์ถังว่า  อาณาจักรน่านเจ้าได้ยกกองทัพไปโจมตีกลุ่มรัฐมอญในเมียนมาและอาณาจักรหนิวหวาง (รัฐที่มีสตรีเป็นเจ้าเมือง) ผลการศึกไม่เป็นที่สำเร็จ ทำให้อาณาจักรน่านเจ้าถอยทัพกลับไปพร้อมความเสียหายเป็นอย่างมาก ประเด็นเป็นที่น่าสนใจเรื่องอาณาจักรหนิวหวางว่าอาจหมายถึง พิงครัฐหรือหริภุญชัย สมัยการปกครองของพระนางจามเทวี เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้เกิดการสร้างตำนานการทำสงครามของพระนางจามเทวีกับขุนหลวงวิลังคะขึ้นมาในภายหลัง

           การเคลื่อนไหวที่สำคัญอีกครั้งของอาณาจักรน่านเจ้าเกิดขึ้นใน ค.ศ. 853 ในเวลานั้น ราชวงศ์ถังของจีนปกครองญวน (เวียดนาม) ซึ่งเรียกว่าแคว้นเกียวจี้ ญวนไม่พอใจที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบกดขี่ข่มเหงของขุนนางจีนที่ปกครองอยู่ ผู้นำญวนติดต่อขอความช่วยเหลือจากอาณาจักรน่านเจ้า ดังนั้นทางน่านเจ้าจึงส่งกองทัพเข้ามายึดอำนาจและปกครองแทน แต่เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเนื่องจากการปกครองโดยน่านเจ้านั้นเลวร้ายกว่าพวกขุนนางจีนเสียอีก จึงร่วมกันขับไล่กองทัพน่านเจ้าออกไป เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายอพยพของกลุ่มคนไทเชื้อสายลาว จากอาณาจักรน่านเจ้ามาสู่ดินแดนที่ประเทศลาวในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาอยู่ทางเหนือสุดของประเทศไทย ตลอดทั้งภาคอีสานในเวลาต่อมา

           การเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวของกลุ่มคนไทที่เคลื่อนย้ายลงมาแรกๆ พบมากอยู่ในพื้นที่ทางเหนือของประเทศไทย โดยมีแม่น้ำสายสำคัญหล่อเลี้ยงไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำโขง แม่น้ำกก แม่น้ำสบลวก และแม่น้ำอิง ที่อยู่บริเวณจังหวัดเชียงรายซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการตั้งถิ่นฐานมาแต่โบราณ ชาวไทเหล่านี้ได้รับอิทธิพลและวัฒนธรรมจีนติดค้างมาโดยมีความสามารถในการทำการเกษตร ระบบชลประทาน ระบบการนับศักราชแบบหนไท ระบบความคิดทางจักรวาลวิทยาอย่างกรณีที่ชาวจีนนับถือเทียนเป็นเทพสูงสุด ชาวไทก็มีการสร้างแถนขึ้นมาเป็นเทพสูงสุด นอกจากนั้นตำนานความเชื่อก็ถูกนำมาปรับให้เป็นความเชื่อของตน เช่น ตำนานขุนบรมที่เล่าถึงแถนหลวง (เทียน) ส่งขุนบรม ผู้เป็นโอรสลงมาปกครองโลกนี้ ภรรยาของขุนบรมก็ทำหน้าที่เหมือนกับชายาพระจักรพรรดิหลวงมาสอนทอผ้าไหม

           กลุ่มคนไทที่มีส่วนสำคัญเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ล้านนาคือ กลุ่มคนไทที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แถบริมแม่น้ำโขงยังเมืองเชียงราย ซึ่งแม่น้ำโขงนี้นับว่าเป็นทั้งเส้นทางติดต่อค้าขายและจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การที่คนไทเหล่านี้มาพร้อมกับตำนานความเชื่อแบบจีนทำให้เกิดการสร้างตำนานขึ้นมาเพื่ออธิบายถึงการมีอยู่ของกลุ่มตน เช่น ตำนานลาวจก บรรพบุรุษในตำนานของราชวงศ์มังราย และกลุ่มคนไทนี้มีการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กันในระหว่างเมืองต่างๆ ที่เป็นเครือญาติกัน ดังตัวอย่างในสายตระกูลของพรญามังรายไม่มีการกล่าวอย่างแน่ชัดในหลักฐานชั้นต้นทราบเพียงว่าพระบิดาคือ ลาวเม็ง พระมารดาคือ ท้าวเทพคำขร่าย (ลูกสาวเจ้าเมืองเชียงรุ่ง) ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองเชียงรายอันปกครองด้วยสายตระกูลมังราย เอกสารโบราณของพระรัตนปัญญาเถระบันทึกว่า พรญามังรายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 24 ของราชวงศ์นี้ แต่ในตำนานสิบห้าราชวงศ์ได้กล่าวว่า พรญามังรายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 เมื่อเทียบเอกสารทั้งสองฉบับพบว่าชินกาลมาลีปกรณ์ของพระรัตนปัญญาเถระไม่มีบันทึกถึงขุนเจื๋อง เชื่อว่าขุนเจื๋องถูกนำมาเติมในภายหลังโดยนำตำนานวีรบุรุษจีนเข้ามาเติม

           ราชวงศ์มังรายมีรากฐานอยู่ที่การควบคุมเส้นทางแม่น้ำโขงทั้งหมด เพราะเป็นพื้นที่เขตอิทธิพลที่ติดต่อกับบ้านเมืองทางตอนเหนือในช่วงเวลาตอนต้นประวัติศาสตร์ ด้วยประการหนึ่งคือ ผลประโยชน์ต่างๆ ยังมีสัมพันธ์กับทางสิบสองปันนาและดินแดนทางเหนือ ต่อมาเมื่อพรญามังรายสร้างเมืองเชียงรายได้อย่างมั่นคงแล้วจึงมีการขยายอำนาจลงมาบริเวณใต้แม่น้ำโขงอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเรียกรัฐการปกครองนี้ว่า "โยนรัฐ" นอกจากนี้แล้วยังมีพื้นที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางใต้โยนรัฐคือ พิงครัฐ ของกลุ่มมอญ ต่อมาไม่นานก็ถูกผนวกเข้ากับโยนรัฐในสมัยพรญามังราย

           เมื่อค.ศ. 1287 กองทัพของกุบไลข่านยกมาตีเมืองพุกามแตก เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับบ้านเมืองในแถบสิบสองปันนา ล้านนา สุโขทัย รวมทั้งบ้านเมืองน้อยใหญ่ใกล้เคียง สันนิษฐานว่าแต่เดิมฐานอำนาจของราชวงศ์มังรายอาจอยู่แถบแม่สายหรือเชียงแสน แต่จากเหตุนี้ทำให้มีการย้ายเมืองหลวงให้ออกไปไกลขึ้นยังเมืองเชียงราย ตามชินกาลมาลีปกรณ์ได้กล่าวถึงปีที่พุกามแตก สามกษัตริย์ (พรญามังราย พ่อขุนรามคำแหง พรญางำเมือง) ได้มาพบกันที่ประตูชัย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นประชัยที่เมืองเชียงราย การมาพบกันนี้เป็นการมาทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรกัน แสดงให้เห็นถึงการเป็นพันธมิตรเพื่อต้องการต่อต้านการขยายอำนาจของกุบไลข่าน ต่างจากในประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่ทราบกันอย่างแพร่หลายว่า การที่กษัตริย์สามองค์มาพบกันเพื่อมาสร้างเมืองเชียงใหม่ และราชวงศ์ปกรณ์เชียงใหม่ได้กล่าวถึงการมาพบกันของทั้งสามว่า มาพบกันตามตำนานพระร่วงแห่งเมืองสุโขทัยลักลอบเข้าหานางอั่วคำเมือง พระชายาของพรญางำเมือง พรญามังรายจึงมาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แล้วจึงทำสนธิสัญญาเป็นไมตรีกันใหม่

 

 

           ต่อมาได้กล่าวถึงอาณาจักรหริภุญชัยหรือพิงครัฐ ซึ่งเป็นบ้านเมืองสำคัญและประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ตามตำนานเมืองมักกล่าวถึงการขึ้นมาครองเมืองของพระนางจามเทวี พบว่าแฝงไปด้วยนัยทางพุทธศาสนา มีการเล่าถึงพระฤษีวาสุเทพได้สร้างเมืองขึ้นเป็นรูปเกล็ดหอยริมฝั่งแม่นํ้าพิงค์ โดยใช้ไม้เท้าขีดไปตามรูปเกล็ดหอย เมื่อไม้เท้าขีดไปโดยรอบดินก็ยุบลงไปเป็นแนวคูเมือง และดินพอกพูนขึ้นเป็นปราการและหอรบ เหตุนั้นจึงให้ชื่อว่า “เมืองละพูน” เมื่อสร้างเมืองแล้วได้ส่งทูตไปเมืองละโว้ ขอให้เจ้าเมืองดังกล่าวส่งเชื้อสายมาปกครอง ฝ่ายพระเจ้าจักรพรรดิทรงส่งพระราชธิดาชื่อว่า นางจามเทวี ผู้เป็นชายาของเจ้าเมืองรามให้ขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองที่สร้างใหม่ เมื่อพระฤษีวาสุเทพประกอบพิธีราชาภิเษกนางจามเทวีเป็นเจ้าเมืองละพูน ได้ให้พระนางจามเทวีทรงประทับเหนือกองไม้จันทน์สีเหลืองที่พูนขึ้นจึงเรียกชื่อเมืองละพูนว่า “หริภุญชัย” (หริ = ทอง เปลือกไม้จันทน์ หริจันทน + ภุญชีย = ผู้ได้เสพสุข) มีความหมายถึง “มั่งคั่งมั่งมีในทองหรือไม้จันทน์หอม” การขึ้นมาปกครองเมืองของพระนางจามเทวีในครั้งนี้ เสมือนการนำเอาแสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนา และอารยธรรมเมืองมายังกลุ่มชนตระกูล มอญ-เขมร คือ ลัวะ ระเม็ง มิลักขะ และกร๋อม อีกมรดกของพระนางจามเทวีที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ พระสงฆ์ 500 รูป แลพุทธบริษัทที่ติดตามมายังหริภุญชัย เป็นที่มาของสงฆ์หนยางควงผู้วางรากฐานของพุทธาสนาลัทธิเถรวาทในล้านนาภายหลัง

           ตำนานพระธาตุหริภุญชัยนับว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงประเพณีการเล่าเรื่องพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ของทางล้านนา โดยเน้นการผูกเรื่องราวที่มีพุทธทํานายเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการเล่าถึงที่มาของการสร้างพระธาตุว่า พระเจ้าอาทิตยราชทรงเข้าห้องบังคน แต่ถูกอีกาถ่ายมูลลงบนพระเศียร (ครั้งแรก) แลตกเข้าไปในพระโอษฐ์ (ครั้งที่สอง) เมี่อสืบสาวเรื่องราวดูจึงทรงทราบว่า ที่บังคนหนักได้สร้างทับเหนือพระบรมสารีริกธาตุที่มีมาแต่เดิม พระองค์จึงโปรดให้สร้างพระบรมสารีริกธาตุอย่างวิจิตร ณ ที่แห่งนั้น นอกจากนั้นพระบรมสารีริกธาตุหริภุญชัยยังเป็นอุทิศเจดีย์ที่มีชื่อเสียงกล่าวกันว่า พระภิกษุนิกายมหายานในทิเบตถือว่าพระธาตุหริภุญชัยเป็นปูชนียสถาน 1 ใน 17 แห่งที่ต้องไปจาริกแสวงบุญ

           อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ได้พบจารึกของพระเจ้าสัพพาสิทธิ์ที่วัดกู่กุด (วัดจามเทวี) เขียนด้วยภาษามอญ เนื้อหาได้กล่าวถึง พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นปู่ของพระเจ้าสัพพาสิทธิ์ว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่นั้นคือ พระเจ้า อาทิตยราช ที่สร้างพระบรมสารีริกธาตุพระธาตุหริภุญชัยและเป็นผู้ทำสงครามกับแคว้นกัมโพช ต่อมาเกิดเหตุแผ่นดินไหว ทำให้เจดีย์พังทลาย พระเจ้าสัพพาสิทธิ์จึงไปบูรณะ สันนิษฐานว่าในการซ่อมครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนรูปทรงเจดีย์จากที่เคยมีกล่าวอยู่ในชินกาลมาลีปกรณ์ว่าเป็นทรงปราสาท โดยเปลี่ยนให้เป็นทรงแบบที่เห็นในปัจจุบัน ข้อความในจารึกบางส่วนมีความชำรุดทำให้เนื้อความไม่สมบูรณ์ แต่มีการกล่าวต่อไปถึง “รัตนเจดีย์” ที่ผ่านมาจึงมีการตีความกันว่า พระเจ้าสัพพาสิทธิ์ได้สร้างรัตนเจดีย์ขึ้นใหม่อีกองค์หนึ่ง หากแต่เมื่อไปค้นคว้าเพิ่มเติมจึงทราบว่า “รัตนเจดีย์” ที่ใช้ในจารึกมอญนั้น แท้ที่จริงใช้สำหรับการกล่าวถึง “มหาเจดีย์” ดังนั้นจึงตีความได้ว่า พระองค์ทรงซ่อมพระธาตุหริภุญชัยขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นมหาเจดีย์