ภูมิปัญญาหม้อห้อมชาวพวนบ้านทุ่งโฮ้ง หมู่ที่ 1

ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่

ชาวพวนบ้านทุ่งโฮ้งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองเชียงขวาง หรือเมืองพวน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) เมื่อราว พ.ศ. 2376-2377 กองทัพสยามได้ยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงขวางจึงได้กวาดต้อนชาวพวนจำนวน 17 ครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองนครแพร่ในปี พ.ศ. 2377 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชาวพวนได้มีการขยับขยายและแยกย้ายไปตั้งชุมชนย่อยๆ ในละแวกใกล้เคียงกันอยู่หลายครั้งตามความเหมาะสมของพื้นที่ทำไร่ทำนา รวมถึงความเหมาะสมในการตั้งบ้านเรือน จนกลายเป็นชาวไทยพวนที่บ้านทุ่งโฮ้งใต้ บ้านทุ่งโฮ้งเหนือ บ้านกอเปา และบ้านร่องถ่าน สืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยชาวพวนทุ่งโฮ้งยังคงเรียกชื่อหมู่บ้านที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ในเมืองนครแพร่ว่า บ้านนาโห้ง หรือบ้านต่งโห้ง (บ้านทุ่งโฮ้ง) หรือบ้านเหล่าต่งโห้ง เหมือนกับบ้านนาโห้ง (บ้านนาโฮ้ง) ชื่อหมู่บ้านเดิมที่เมืองเชียงขวาง
ชาวไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้งมีประวัติศาสตร์ องค์ความรู้ และภูมิปัญญาที่น่าภาคภูมิใจ การรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้เหล่านี้ไว้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้มรดกทางวัฒนธรรมของชาวไทยพวนที่บ้านทุ่งโฮ้งจะไม่สูญสลายไปตามกาลเวลา

ผ้าหม้อห้อมบ้านทุ่งโฮ้ง

การทอผ้าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชาวบ้านทุ่งโฮ้งมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ผู้หญิงในหมู่บ้านจะมีความสามารถในการทอผ้าได้ทุกคน ผ้าหม้อห้อมมีขั้นตอนการผลิตหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนต้องใช้ความอดทนและพิถีพิถันในการทำเป็นอย่างยิ่ง โดยชาวบ้านทุ่งโฮ้งมักปลูกต้นฝ้ายและต้นครามที่หัวไร่ปลายนาของตัวเองควบคู่ไปกับการทำนา เมื่อต้นครามโตเต็มที่ก็จะเก็บมาแช่น้ำไว้ 2 คืน ผสมน้ำด่างกับปูนขาว ทำการซวก (การใช้ตะกร้อตีขึ้นลงจนเกิดฟองให้เข้ากันเป็นสีคราม) เมื่อฟองยุบทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วนำมาใส่ถุงผ้าห้อยไว้ให้น้ำหยด เรียกว่า ย่น จนเหลือแต่เนื้อคราม เรียกว่า ครามเปียก นำไปใช้ในการย้อมผ้า และย้อมเส้นฝ้าย จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเตรียมผ้า และเส้นฝ้ายที่จะย้อม โดยนิยมใช้ผ้าฝ้าย และเส้นฝ้าย เพราะสามารถย้อมติดสีได้ดี การย้อมจะล้างผ้าฝ้าย และเส้นฝ้ายบิดหมาดๆ ลงในถังย้อมเพื่อให้ดูดสีง่ายขึ้น จากนั้นนำไปตาก ลักษณะของผ้าหม้อห้อมบ้านทุ่งโฮ้ง ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมโบราณ ผ้าจกมือ ผ้าเพ้นท์ ผ้ามัดย้อม ผ้าเขียนเทียน ผ้าพิมพ์ลาย และผ้ากัดสี ลวดลายผ้าทอของชาวพวนทุ่งโฮ้งที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ลายทอผ้าหลบ ลายดอกแก้วเชียงราย ลายดอกดาวเสด็จ ลายขอใหญ่ ลายขอน้อย เป็นต้น

เรียบง่ายด้วยเสื้อหม้อห้อม

ชาวไทยพวนมีการแต่งกายที่เรียบง่าย ผู้หญิงใส่เสื้อหม้อห้อมแขนกระบอก นุ่งซิ่นแหล้ (เส้นฝ้ายที่ย้อมครามหรือห้อมแล้วนำไปทอเป็นผืนมีคิ้วสีแดง) ซิ่นตาเล๊ม (สีดำ และเหลือง) ซิ่นตามะนาว (สีเหลือง และแดง) ซิ่นซิว (สีขาว และสีแดง) ซิ่นตาตอบ (สีดำ และสีแดง) มีผ้าสไบสีขาวพาดบ่า ส่วนผู้ชายสวมเสื้อแขนสั้นผ่าอกและใช้สายมัดหรือสายผูกทำจากแถบผ้าเย็บเป็นเส้น เย็บติดตรงสาบเสื้อทั้งสองข้าง ข้างละประมาณ 4-5 คู่ เวลาสวมใส่ก็จะผูกสาย 2 สายเข้าด้วยกัน ต่อมามีการพัฒนามาใช้กระดุมแทนสายมัดเสื้อ เรียกว่า เสื้อกุยเฮง เนื่องจากมีลักษณะคล้ายเสื้อกุยเฮงของประเทศจีน กางเกงเป็นกางเกงหม้อห้อมขายาว เรียกว่า โซ้งกี ขาสั้นเรียกว่า โซ้งสะดอ ใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวเพื่อกันหลุดและเพื่อประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ใช้เป็นต่นเต้น (ผูกเปลนอน) ใช้โพกหัวเวลาอยู่กลางแดดหรือเช็ดหน้าเวลาเหงื่อออก

หม้อห้อมสานอาชีพ

ภายหลังปี พ.ศ. 2510 การผลิตเสื้อหม้อห้อมได้กลายมาเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านทุ่งโฮ้ง เมื่อผลิตได้จำนวนมาก ชาวบ้านผู้ชายจึงรับหน้าที่เป็นผู้นำไปขายต่างตำบล ต่างอำเภอ และต่างจังหวัด กระจายไปเกือบทั่วประเทศ แหล่งสำคัญคือส่งขายที่ตลาดต้นลำไย (กาดหลวง) จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีหม้อห้อมบ้านป้าเหลืองเป็นแหล่งเรียนรู้การจกห้อมแบบโบราณเป็นแห่งแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 เกิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนทุ่งเจริญ หม้อห้อมบ้านป้าเหงี่ยม เริ่มแรกได้รวมกลุ่มชาวบ้านในชุมชนทำกิจกรรมจนต่อมาได้พัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้ที่เกี่ยวกับผ้าหม้อห้อม ในปี พ.ศ. 2554 มีการรวบรวมสมาชิกในหมู่บ้านมาเรียนรู้การทอผ้าร่วมกัน เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนสาขาการทอผ้าฝ้าย โดยนางยุพิน สายสำเภา และฟื้นฟูอาชีพดั้งเดิมด้านการทอผ้าย้อมสีธรรมชาติให้กับคนในชุมชน ระยะเวลา 15 วัน ในปัจจุบันเสื้อผ้าหม้อห้อมได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีลวดลายที่สวยงาม แปลกใหม่ หลากหลาย และมีความทันสมัย สามารถผลิตเป็นเสื้อผ้าวัยรุ่น ชุดทำงาน ชุดนักเรียน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ หลายชนิด ผลิตภัณฑ์จากผ้าหม้อห้อมจึงกลายเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในชุมชน

คัมภีร์ใบลาน มรดกทางศาสนา

นอกจากมรดกทางภูมิปัญญาต่างๆ แล้ว ชาวพวนทุ่งโฮ้งได้นำคัมภีร์ใบลานที่จารึกพระธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาและตำรับตำราต่างๆ เข้ามายังถิ่นที่อยู่ใหม่ด้วย เพราะคัมภีร์ใบลานเหล่านี้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และเป็นวิทยาการความรู้ที่ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยปัจจุบันพบคัมภีร์ใบลานกรรมวาจาเก็บไว้บนหอธรรม (หอพระไตรปิฎก) วัดทุ่งโห้งเหนือ จารึกเมื่อ พ.ศ. 2283 (อายุ 278 ปี) ด้วยอักษรธรรมล้านช้าง เป็นคัมภีร์ฉบับเก่าที่สุดที่สำรวจพบภายในบ้านทุ่งโฮ้ง คัมภีร์ธรรมสรีมหามายา ผูก 5 เก็บไว้บนหอธรรมวัดทุ่งโห้งใต้ จารด้วยอักษรธรรมล้านช้าง เมื่อ พ.ศ. 2367 (อายุ 194 ปี) ที่เมืองเชียงขวางก่อนเข้ามาเมืองนครแพร่ 10 ปี และยังพบคัมภีร์ใบลานบันทึกพระธรรมคำสอน ตำรายา และตำราโหราศาสตร์จารด้วยอักษรธรรมล้านช้างและอักษรลาวเดิม (ไทน้อย) จำนวนหลายฉบับในหอธรรมวัดทุ่งโห้งเหนือและวัดทุ่งโห้งใต้

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ