การสืบค้นข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ปะโอ

ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

บ้านทุ่งบานเย็น ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดเพะเยา เป็นชุมชนที่มีกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่มาเป็นระยะยาวนาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมากลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวไม่ค่อยเปิดเผยตัวตนของตนเองมากนักด้วยสาเหตุหลายประการ อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมากระแสชาติพันธุ์และการเปิดพื้นที่ทางสังคมทำให้กลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มเริ่มออกมาเปิดเผยว่าตนเองเป็นใครและมีวัฒนธรรมของตนเองอย่างไรเพื่อนำเสนอตัวตนให้สังคมได้รับรู้มากขึ้น 'คนปะโอ' หรือ 'ตองสู่' แห่งบ้านทุ่งบานเย็นก็เช่นเดียวกัน พวกเขาได้เริ่มฟื้นฟูข้อมูลทางวัฒนธรรมตนเองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ต่อเนื่องมาเป็นโครงการการสืบค้นข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ปะโอ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งนับว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ทางสังคมวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ปะโอ เพื่อส่งเสริมการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรมที่อาจนำไปสู่การฟื้นฟูและอนุรักษ์สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขาเพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่ยั่งยืนต่อไป

จุดพำนักบนเส้นทางการค้า

ชุมชนทุ่งบานเย็น หมู่ที่ 13 ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปะโอหรือที่รู้จักกันในชื่อตองสู่, ชาติพันธุ์ไทใหญ่, ชาติพันธุ์ลื้อ, ชาวพื้นเมือง และชาวจีน โดยได้มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 จากการที่กลุ่มพ่อค้าที่เดินทางค้าขายบนเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างพม่า ล้านนา ลาว ได้เข้ามาแผ้วถางพื้นที่รกร้างละแวกนี้เพื่อใช้เป็นจุดพักค้างระหว่างการเดินทาง และได้มีการบุกเบิกก่อสร้างที่พักของพระสงฆ์ที่ร่วมเดินทางมากับคาราวานพ่อค้าหรือพระสงฆ์ที่เดินทางธุดงค์ในเส้นทางสายนี้ด้วย ภายใต้การออกแบบและดูแลการก่อสร้างของช่างฝีมือที่เดินทางมาร่วมกับขบวนพ่อค้า ที่พักพระสงฆ์ในยุคแรกก่อสร้างด้วยไม้มุงด้วยใบคาจึงเรียกว่า วัดจองคา โดยคำว่า จอง เป็นภาษาพม่าหมายถึง วัดหรืออาคาร ส่วนคำว่า คา มาจากการใช้หญ้าคามามุงหลังคา ต่อมาคนท้องถิ่นเรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดม่าน ซึ่งมาจากคำว่า มะล่าน ในภาษาล้านนาหมายถึง พม่า

บูรณะวัดนันตาราม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 คหบดีชาวพม่าเชื้อสายปะโอซึ่งเดินทางเข้ามาค้าขายในเส้นทางนี้และได้มาทำสัมปทานไม้ในเขตลำปาง พะเยา เชียงราย มีศรัทธาที่จะบูรณะวัดจองคาเดิมให้เป็นวัดที่ทำศาสนกิจอย่างถาวร จึงร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาบูรณะปฏิสังขรณ์และร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างวิหารหลังใหม่ที่มีรูปทรงสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลศิลปะพม่า เรียกชื่อใหม่ว่า วัดนันตาราม โดยวัดนันตารามเป็นศูนย์กลางรวมตัวคนในชุมชนทุกชาติพันธุ์ มีกิจกรรมทางศาสนาสำคัญที่คนในชุมชนมารวมตัวกัน ได้แก่ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันครบรอบการสถาปนาวัดนันตารามในช่วงวันที่ 1–20 มีนาคมของทุกปี ประเพณีทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว (แด่นซี๊หล่าโบ่ย) วันมหาสงกรานต์ปี๋ใหม่เมืองล้านนาประเพณีจ่าก๊อก เป็นต้น

แต่งกายอย่างปะโอ

ถึงแม้ว่าลูกหลานชาวปะโอในชุมชนทุ่งบานเย็นได้ผสมผสานกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ จนความชัดเจนในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้คลี่คลายลงไปตามกาลเวลาแล้ว แต่ด้วยการค้นคว้าของชาวบ้านที่มีเชื้อสายปะโอจึงได้ค้นพบข้อมูลว่า
การแต่งกายของผู้ชายปะโอจะสวมผ้าโผกหัว ใส่เสื้อคอจีนแขนยาว เสื้อคลุมด้านนอกคอกลมแขนยาวทรงกระบอกสีกรมท่า สวมกางเกงขายาวที่ขาเป็นทรงกระบอกใหญ่เรียกว่าเตี่ยวเปา สะพายย่าม ถือดาบ พกมีดสั้นไว้ที่เอว ส่วนผู้หญิงสวมเสื้อคอวีแขนกุด เสื้อตัวนอกเป็นเสื้อกั๊กคอตั้งไม่มีกระดุมแขนยาวทรงกระบอก ใส่ผ้าถุงที่มีลักษณะเป็นผ้าผืนยาว มีผ้าโพกหัว ใส่ปิ่นปักผม ถือกระบุงทำจากไม้ไผ่สะพายห้อยติดตัว และนิยมใส่เครื่องประดับต่างๆ เช่น ตุ้มหู กำไลข้อมือ

อาหารท้องถิ่นปะโอ

ชาวปะโอนิยมทำอาหารจากพืชผักตามฤดูกาล รวมไปถึงการใช้เครื่องเทศต่างๆ ในการปรุงอาหาร อาหารที่นิยมทำในครัวเรือนส่วนมาก ได้แก่ น้ำพริกคั่วปะโอ, แกงน้ำขิง, แกงส้มปู เป็นต้น ขนมที่นิยมทำกันในงานประเพณีงานบุญ คือซอมยาคูและขนมปิ้ง โดยเมนูน้ำพริกคั่วปะโอมีความแตกต่างจากน้ำพริกทั่วไปตรงที่น้ำพริกคั่วทั่วไปจะใส่กากหมูและหอมเจียว ขณะที่น้ำพริกคั่วปะโอใช้หมูสับหรือกากหมูตามแต่ชอบ ไม่ใส่หอมเจียว และมีการตำหอมแดงผสมไปในเครื่องน้ำพริกพร้อมกับเครื่องปรุงอื่นๆ ส่วนซอมยาคูหรือข้าวยาคูเป็นขนมพื้นบ้านที่สืบต่อภูมิปัญญามาในลูกหลานตระกูลกันทะมาลาเท่านั้น

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ม.ค.
สาธยายบทมหาปัฏฐานฉบับพม่า สวดมนต์ข้ามปี – ทำบุญวันขึ้นปีใหม่ ตักบาตร 2 แผ่นดินไทย - พม่า
สาธยายบทมหาปัฏฐานฉบับพม่า สวดมนต์ข้ามปี – ทำบุญวันขึ้นปีใหม่ ตักบาตร 2 แผ่นดินไทย - พม่า
ก.พ.
วันมาฆบูชา
วันมาฆบูชา
มี.ค.
ประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
ประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
เม.ย.
วันมหาสงกรานต์ ปีใหม่เมืองล้านนา
วันมหาสงกรานต์ ปีใหม่เมืองล้านนา
ม.ค.
วันเด็กแห่งชาติ
วันเด็กแห่งชาติ
ก.ค.-ก.ย.
วันเข้าพรรษา
วันเข้าพรรษา
พ.ค.
วันวิสาขบูชา
วันวิสาขบูชา
ก.ค.
อาสาฬหบูชา
อาสาฬหบูชา
ส.ค.-ต.ค.
วันออกพรรษา
วันออกพรรษา
ก.ย.
กิจกรรมกลุ่ม อสม.
กิจกรรมกลุ่ม อสม.
พ.ย.
กิจกรรมวันลอยกระทง
กิจกรรมวันลอยกระทง
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ