ภูมิปัญญาท้องถิ่นสมุนไพรพื้นบ้านชอง

ตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี

พื้นที่ตำบลตะเคียนทอง อยู่ในเขตอำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ในอดีตพื้นที่แถบนี้ รวมถึงบางส่วนของจังหวัดตราด ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ชอง ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิต เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แหล่งที่อยู่อาศัยของชาวชองมีพืชสมุนไพรอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวชองสั่งสมภูมิปัญญาในการใช้สมุนไพรรักษาอาการป่วยมาตั้งแต่สมัยโบราณ แม้ปัจจุบันบริบททางสังคมของชุมชนตะเคียนทองจะเปลี่ยนแปลงไป แต่วิถีการแพทย์พื้นบ้านและองค์ความรู้ด้านสมุนไพรของชาวชองยังคงได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
โครงการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสมุนไพรพื้นบ้านชอง จึงเกิดขึ้นเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของชาวชอง ด้วยความตระหนักว่าองค์ความรู้เหล่านี้มีคุณค่าและควรได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่แก่ผู้ที่สนใจศึกษา เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ภูมิปัญญา 300 ปี

เขตที่อยู่ของชาวชองเป็นแหล่งพรรณไม้และเครื่องเทศที่มีราคา เช่น ไม้กฤษณา เร่วหอม และกระวาน เป็นต้น ในอดีตชาวชองมีอาชีพเพาะปลูกเครื่องเทศ โดยเฉพาะกระวานและเร่ว การทำสวนกระวานของชาวชองเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมานานกว่า 300 ปี กระวานเป็นพืชล้มลุกที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีตามบริเวณภูเขาที่มีความชุ่มชื้น มีไม้ใหญ่ปกคลุม ลําต้นมีขนาดสูงใหญ่ อายุยืน ผลและเมล็ดมีกลิ่นหอมคล้ายการบูร มีรสชาติเผ็ดร้อน นิยมใช้เป็นเครื่องเทศในการประกอบอาหาร เหง้าอ่อนสามารถดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ นอกจากนี้ยังถือเป็นสมุนไพรมีฤทธิ์ขับลมและบำรุงธาตุ ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แก้ลมจุกเสียดแน่นท้องได้ ชาวชองสั่งสมองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและการแพทย์พื้นบ้านไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งการใช้สมุนไพรทำเป็นยา การจับเส้น ยาต้ม ยารากไม้ เช่น หากเป็นไข้หวัดใช้ต้นใต้ใบมาต้มกิน ส่วนหญ้างวงช้างแก้ผื่นคัน รวมถึงเมื่อผู้หญิงชองตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6 เดือน สามีจะต้มยาครรภ์กล่อมกุมารให้ภรรยากินเพื่อให้ทารกในท้องสมบูรณ์ โดยยากล่อมกุมารประกอบด้วย ต้นเท้ายายม่อมทั้งห้าและสมุนไพรอื่นๆ อีกหลายชนิด และเมื่อแม่ลูกอ่อนคลอดลูกแล้ว หมอตำแยจะให้กินยาร้อน โดยนำพริกไทย 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ดีปลี 7 ใบ ไผ่สีสุก ใบพิกุล ใบบัวบก มาโขลกผสมกับเหล้าเพื่อไล่เลือดเสียที่คั่งอยู่ในอู่มดลูก

คนชอง

คนชองมีรูปร่างหน้าตาเป็นลักษณะเฉพาะ คือมีผิวคล้ำดำแดง ผมหยักศกค่อนข้างหยิก รูปร่างล่ำสัน ซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออก นอกเหนือจากนั้นยังมีภาษาที่แตกต่างจากภาษาอื่นๆ ที่ใช้พูดกันอยู่ในภาคตะวันออก

ต็อง

ชาวชองเป็นชาวป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้มาตั้งแต่ดั้งเดิมทำให้มีเอกลักษณ์ในการดำรงชีวิต เช่น ท่าเดินที่มักยกส้นเท้าสูง จากความเคยชินในการเดินป่าเพื่อป้องกันการสะดุดรากไม้และเสียงดังจากการเหยียบใบไม้แห้ง มีที่อยู่อาศัยที่เรียกว่า ‘ต็อง’ ซึ่งใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก โดยต็องมีทั้งแบบยกใต้ถุนสูงและแบบที่ปลูกติดดิน ประกอบไปด้วยพื้นที่ใช้สอยหลักสามส่วน ได้แก่ ส่วนเปิดโล่งหรือโถงของเรือน ส่วนครัวไฟ และส่วนห้องนอน

หัตถกรรมจากต้นคลุ้ม

ชาวชองมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกิดจากการนำวัสดุในท้องถิ่นมาทำเครื่องมือเครื่องใช้หลายอย่าง เช่น การนำต้นคลุ้มและต้นคล้า ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นที่มักขึ้นในพื้นที่ชื้นแฉะใกล้แหล่งน้ำตามป่าเขามาจักสานเป็นเสื่อ กระบุง กระด้ง หรือทำเชือกมัดสิ่งของในชีวิตประจำวัน

เมนูชอง

ชาวชองมีจุดเด่นด้านการทำอาหารคือขนมจีน วิธีการทำเส้นขนมจีนของคนชองแตกต่างจากขนมจีนทั่วไป เพราะคนชองจะมีวิธีทำให้ข้าวเจ้านิ่มและเหนียวด้วยการหมักเมล็ดข้าวเจ้าโดยค้างคืนไว้หลายคืนแล้วล้างด้วยน้ำเกลือ คนชองแถวตำบลตะเคียนทอง คลองพลู รับประทานขนมจีนกับน้ำยาไก่คั่วซึ่งเป็นน้ำยาที่ขึ้นชื่อของตนเอง

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ม.ค.
ทำบุญประจำปี (ปีใหม่ศาลเจ้าตะเคียนทอง)
ทำบุญประจำปี (ปีใหม่ศาลเจ้าตะเคียนทอง)
มี.ค.-พ.ค
ส่งทุ่ง, ส่งน้ำ
ส่งทุ่ง, ส่งน้ำ
มี.ค.-พ.ค
ผีหิ้ง, ผีโรง
ผีหิ้ง, ผีโรง
มิ.ย.-ก.ค.
สลากภัตผลไม้
สลากภัตผลไม้
เม.ย.
สงกรานต์
สงกรานต์
มี.ค.-เม.ย.
ตรุษ
ตรุษ
ก.ย.
สารท
สารท
ส.ค.-ต.ค.
เข้าพรรษา
เข้าพรรษา
ต.ค.-พ.ย.
ออกพรรษา
ออกพรรษา
พ.ย.
ลอยกระทง
ลอยกระทง
พ.ย.
กฐิน
กฐิน
ต.ค.
ทำบุญประจำปีท่านพ่อเพชร
ทำบุญประจำปีท่านพ่อเพชร
ก.ค.
แต่งงาน
แต่งงาน
พ.ค.
โกนจุก
โกนจุก
มิ.ย.-ก.ค.
การให้ศาลเจ้าที่
การให้ศาลเจ้าที่
พ.ย.-ธ.ค.
การให้ศาลเจ้าที่
การให้ศาลเจ้าที่
มิ.ย.-ก.ค.
ศาลไร่, ศาลนา
ศาลไร่, ศาลนา
ธ.ค.
ศาลไร่, ศาลนา
ศาลไร่, ศาลนา
เม.ย.
แห่โกศ
แห่โกศ
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ