บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล

ตำบลสามเงา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ที่รัฐบาลในยุคนั้นมีนโยบายสร้างเขื่อนภูมิพลกั้นแม่น้ำปิง ส่งผลให้ชาวบ้านหมู่บ้านบ้านนาที่ตั้งอยู่เหนือจุดที่กำหนดให้เป็นเขื่อนคอนกรีตและต้องถูกน้ำท่วมถึง จำเป็นต้องโยกย้ายออกจากหมู่บ้านที่อยู่อาศัยกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ชาวบ้านบางกลุ่มถอยขึ้นที่สูงพ้นเขตน้ำท่วม บางกลุ่มย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด บ้างเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นชาวแพ ขณะที่ชาวบ้านนาส่วนใหญ่ย้ายถิ่นฐานไปบุกเบิกที่อยู่ใหม่ตามที่กรมชลประทานจัดสรรที่ดินไว้ให้ในบริเวณที่เรียกว่า 'หมู่บ้านจัดสรร' ระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านนาในหมู่บ้านจัดสรรมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก จนเป็นไปได้ว่า หากไม่มีการจัดเก็บและรักษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมาของทั้งชุมชนหมู่บ้านบ้านนาและหมู่บ้านจัดสรร ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมมาช้านาน ลูกหลานคนบ้านนาที่กระจัดกระจายออกไปก็จะลืมเลือนไปว่าตนเองมีรากเหง้าความเป็นมาอย่างไร โครงการบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล จึงเป็นความพยายามในการจัดเก็บองค์ความรู้ที่มีคุณค่าเหล่านี้ไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปถ่ายทอดและบอกเล่าแก่ลูกหลานชาวบ้านนาในอนาคต

ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง

โครงการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น บ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล ถูกจัดตั้งขึ้นในหลักสูตรท้องถิ่นศึกษา รายวิชาภูมิปัญญาท้องถิ่นอำเภอสามเงา ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนสามเงาวิทยาคม โดยมีครูชลอ ถนัดวณิชย์ เป็นครูประจำวิชา มีการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ ‘ผู้แก่เล่า ผู้เยาว์เขียน’ คือการพานักเรียนลงพื้นที่เข้าชุมชนเก็บข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ชุมชนบ้านนา ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านจัดสรรในปี พ.ศ. 2500 เพื่อเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ของชุมชน สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของปู่ย่าตายาย โดยหวังว่าหลักสูตรดังกล่าวจะทำให้เด็กรุ่นใหม่เกิดสำนึกรักและหวงแหนบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

ย้ายถิ่นฐาน

หมู่บ้านบ้านนาเป็นชุมชนที่ประกอบด้วยหมู่บ้านย่อยๆ 9 หมู่บ้าน มีชาวบ้านอยู่อาศัยกว่า 500 ครัวเรือน มีวัด 8 วัด และมีโรงเรียน 6 แห่ง ก่อนที่จะถูกน้ำจากเขื่อนภูมิพลท่วมจนหมดสิ้น ชาวบ้านนามีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุขมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ทั้งหมดได้รับผลกระทบจากนโยบายจนต้องย้ายถิ่นฐาน ขนย้ายข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ ทรัพย์สินมีค่า สัตว์เลี้ยง รวมถึงโบราณวัตถุและพระพุทธรูปจากวัดต่างๆ ไปยังที่อยู่ใหม่ ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 ปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500-2503 ที่ทางการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านโยกย้ายถิ่นฐาน ชาวบ้านนาได้แยกย้ายกันไปตั้งถิ่นฐานใหม่ออกเป็น 4 กลุ่ม คือที่หมู่บ้านจัดสรร หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 4 ตำบลสามเงา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ตามที่กรมชลประทานกำหนดให้ ขณะที่บางครอบครัวถอยร่นขึ้นไปที่สูงพ้นเขตน้ำท่วมตั้งหมู่บ้านใหม่ คือบ้านสันป่าป๋วย บ้านห้วยริน บ้านวังคำ และไปอยู่กับหมู่บ้านเดิมเหนือเขื่อนขึ้นไป คือบ้านโสมง บ้านอูมวาบ บางครอบครัวอาศัยอยู่ที่เดิมแต่เปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นชาวแพ และกลุ่มสุดท้ายย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น เช่น ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย และกำแพงเพชร

วิถีชีวิตใหม่

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ชาวบ้านนาส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่หมู่บ้านจัดสรร หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 4 ตำบลสามเงา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ซึ่งกรมชลประทานได้จัดสรรที่เอาไว้ให้ครอบครัวละ 1 ไร่เพื่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย และได้จัดสรรที่ทำกินไว้ กระจายรอบหมู่บ้าน
ในช่วงแรกหมู่บ้านจัดสรรยังมีสภาพเป็นป่าทึบ ชาวบ้านต้องช่วยกันแผ้วถางป่า สร้างบ้านเรือนและทำไร่ทำนา ชาวบ้านบางส่วนตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพไปทำงานเป็นลูกจ้างรายวันที่เขื่อนภูมิพล ขณะที่บางส่วนหักร้างถางพง เพื่อยึดอาชีพทำนาเช่นที่เคยทำมาในอดีต เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตด้วยการติดต่อค้าขายแบบสังคมเมือง ด้วยการนั่งรถยนต์โดยสารที่เรียกว่า ‘รถคอกหมู’ ออกมาซื้อสินค้าที่ตลาดเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอสามเงาในเวลานั้น จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 2520 มีการลาดยางถนน การเดินทางจึงสะดวกขึ้น ผู้คนจึงเดินทางไปจังหวัดตากมากขึ้น เริ่มมีการเดินทางไปเรียนหนังสือที่ตัวจังหวัดมากขึ้น และบางส่วนออกไปรับจ้างทำงานต่างถิ่นมากขึ้นด้วย

ศูนย์รวมศรัทธา

กรมชลประทานได้สร้างวัดชลประทานรังสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวบ้านนาเดิม และชาวบ้านหมู่บ้านจัดสรร โดยใช้เป็นสถานที่ทำบุญตามประเพณีที่สืบทอดกันมา เป็นที่เก็บโบราณวัตถุ สิ่งของมีค่า พระเครื่อง ที่รวบรวมมาจากวัดต่างๆ ของบ้านนา รวมถึงพระบรมธาตุลอย และพระเจ้าทันใจสามพี่น้อง สิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง
ชาวบ้านนาเชื่อกันว่า หากปีใดฝนไม่ตกตามฤดูกาล ชาวบ้านจะทำพิธีขอฝนกับพระเจ้าทันใจ หรือหากชาวบ้านเดือดร้อนไม่สบายใจไม่สบายกาย ต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็จะมาสวดมนต์ขอพรต่อพระเจ้าทันใจเสมอ พระเจ้าทันใจของชาวบ้านนามีสามองค์ หล่อด้วยทองลงหิน ปางมารวิชัย เรียกว่า พระเจ้าทันใจสามพี่น้อง

อาหารผสานความเชื่อ

ชาวบ้านนาศรัทธาในพระพุทธศาสนา และดำเนินวิถีชีวิตตามขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด แม้จะย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่หมู่บ้านจัดสรรแล้วก็ตาม การดำเนินชีวิตก็ยังคงเหมือนเดิมเมื่อครั้งที่อยู่บ้านนาไม่เปลี่ยนแปลง งานบุญประเพณีตลอดปีจะมีอาหารคาวหวานต่างๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เช่น เดือนสี่จี่ข้าวหลาม โดยในทุกเดือนสี่ (เหนือ) ตรงกับประมาณเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว มีไม้ไผ่ที่เจริญเติบโตมาจากฤดูฝนมาก ประกอบกับเป็นช่วงเก็บเกี่ยว ชาวนานิยมนำข้าวเข้ายุ้งฉาง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ชาวบ้านมักทำข้าวหลามและทำขนมเส้น (ขนมจีน) น้ำยาถวายพระ เป็นต้น

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ม.ค.
จี่ข้าวหลามขนมเส้นทำบุญตานไปให้ผู้ล่วงลับ
จี่ข้าวหลามขนมเส้นทำบุญตานไปให้ผู้ล่วงลับ
ม.ค.
เทศน์มหาชาติ
เทศน์มหาชาติ
พ.ย.
เทศน์มหาชาติ
เทศน์มหาชาติ
ก.พ.
งานเดือนห้า
งานเดือนห้า
ก.พ.
วันมาฆบูชา
วันมาฆบูชา
มี.ค.
บวชพระ
บวชพระ
มี.ค.
ปลูกบ้านใหม่
ปลูกบ้านใหม่
มี.ค.
แต่งงาน
แต่งงาน
เม.ย.
13 สังขารล่อง สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง
13 สังขารล่อง สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง
เม.ย.
14 วันเนา สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง
14 วันเนา สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง
เม.ย.
15 วันพญาวัน สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง
15 วันพญาวัน สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง
เม.ย.
16 วันปากปี สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง
16 วันปากปี สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง
เม.ย.
ทำบุญ ตานข้าววัดและญาติผู้ใหญ่
ทำบุญ ตานข้าววัดและญาติผู้ใหญ่
เม.ย.
รดน้ำดำหัว
รดน้ำดำหัว
พ.ค.
งานนมัสการพระบรมธาตุลอยเดือนแปดเป็ง
งานนมัสการพระบรมธาตุลอยเดือนแปดเป็ง
พ.ค.
ห่มผ้าแว้งที่วัดพระธาตุลอย
ห่มผ้าแว้งที่วัดพระธาตุลอย
พ.ค.
ทำบุญข้าวเหนียวแดง ก๋วยตี๋นจ้าง
ทำบุญข้าวเหนียวแดง ก๋วยตี๋นจ้าง
มิ.ย.
ไหว้ผีเหมืองฝาย
ไหว้ผีเหมืองฝาย
ก.ค.
ประเพณีเข้าพรรษา
ประเพณีเข้าพรรษา
ก.ค.
ทำบุญด้วย ขนมอั่วขนมกั้นตลอดพรรษา
ทำบุญด้วย ขนมอั่วขนมกั้นตลอดพรรษา
ส.ค.
อยู่ในพรรษา
อยู่ในพรรษา
ส.ค.
ทำบุญตักบาตรทุกวันศีล
ทำบุญตักบาตรทุกวันศีล
ส.ค.
ฟังเทศน์ช่วงบ่าย
ฟังเทศน์ช่วงบ่าย
ก.ย.
ตานก๋วยสลากอุทิศส่วนบุญถึงผู้ล่วงลับ
ตานก๋วยสลากอุทิศส่วนบุญถึงผู้ล่วงลับ
พ.ย.
ฟั่นตีกา
ฟั่นตีกา
พ.ย.
วาฝ้าย
วาฝ้าย
พ.ย.
บูชาประทีป
บูชาประทีป
พ.ย.
จุดบอกไฟ
จุดบอกไฟ
พ.ย.
ขอขมาแม่คงคา
ขอขมาแม่คงคา
พ.ย.
ทำบุญด้วยขนมลอดช่อง
ทำบุญด้วยขนมลอดช่อง
ธ.ค.
จ้อย ซอ
จ้อย ซอ
ธ.ค.
เล่าค่าวเอาข้าวเข้ายุ้งฉาง (การขับลำนำ)
เล่าค่าวเอาข้าวเข้ายุ้งฉาง (การขับลำนำ)
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ