ศาลาแดงเหนือ หมู่บ้านชาวไทยเชื้อสายมอญและวิถีชีวิตริมน้ำ

ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

หมู่บ้านศาลาแดงเหนือเป็นหมู่บ้านชาวไทยเชื้อสายมอญ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คนมอญที่อาศัยในเขตสามโคก และเมืองปทุมธานีนั้น อพยพเข้ามาสามครั้งใหญ่ๆ คือสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่อำเภอสามโคก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ด้วยความที่บรรพบุรุษคนมอญศาลาแดงเหนือมีความชำนาญในการออกเรืออยู่แล้ว ทำให้เมื่อย้ายมาอยู่ที่บ้านศาลาแดงเหนือจึงมีอาชีพหลักเป็นการออกเรือไปนอกหมู่บ้านเพื่อค้าขายและรับจ้าง
ชาวมอญที่บ้านศาลาแดงเหนือมีสถานที่รวมใจของคนในหมู่บ้าน คือวัดศาลาแดงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของชุมชน เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา และมีการจัดเก็บคัมภีร์ใบลานภาษามอญด้วย เพราะในอดีต วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนภาษามอญบาลีของคนมอญในแถบนี้ ความรู้ที่อยู่ในคัมภีร์เป็นสิ่งทรงคุณค่า ชุมชนจึงต้องการอนุรักษ์และทำสำเนาคัมภีร์ใบลานในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายต่อไปในอนาคต

ศูนย์รวมใจวัดศาลาแดงเหนือ

วัดศาลาแดงเหนือ ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นไปตามผังของชาวมอญที่สืบคติมาจากอินเดียสมัยพุทธกาล ที่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าจะบรรทมหันพระเศียรไปทางทิศใต้ หันพระบาทไปทางทิศเหนือ วัดศาลาแดงเหนือ หรือเภียปราน ในภาษามอญ แปลว่า วัดไม้แดง มีที่มาจากการที่ชาวมอญนำชื่อเก่าของบ้านเมืองตนมาตั้งชื่อวัดและสถานที่สำคัญใหม่ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์ใบลานมีข้อมูลว่าชื่อวัดเภียปรานของชาวมอญนั้นมีอยู่จริงที่เมืองเมาะตะมะ
ภายในวัดศาลาแดงเหนือมีสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สถูปบรรจุอัฐิบรรพชนมอญ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2474 เป็นสถานที่ทำบุญอุทิศให้แก่บรรพชนบ้านศาลาแดงเหนือ หอพระไตรปิฎก เป็นแหล่งรวบรวมหนังสือตำรับตำราทั้งทางธรรมและทางโลกเป็นจำนวนมาก กุฏิสงฆ์ทรงปั้นหยา สร้างใน พ.ศ. 2451 เพื่อใช้เป็นกุฏิของหลวงปู่บุนนาค อดีตเจ้าอาวาสวัดศาลาแดงเหนือ เจดีย์มอญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บันทึกว่าเป็นของเก่ามีมาแต่แรกสร้างวัด อย่างน้อยก็ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2409 ขึ้นมาเล็กน้อย ต่อมาใน พ.ศ. 2525 องค์เจดีย์ถูกกิ่งไม้ล้มทับเสียหาย ปี พ.ศ. 2533 จึงได้รับการบูรณะเปลี่ยนแปลงรูปทรงไปจากเดิม
ชาวไทยมอญในพื้นที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธจึงมีธรรมเนียมประเพณีที่ต้องเชื่อมโยงกับวัด ไม่ว่าจะเป็นประเพณีวันสงกรานต์ ภาษามอญเรียกว่า กะต๊ะ ถือเป็นวันทำบุญครั้งสำคัญทั้งหมด 7 วันของคนมอญ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง มีการทำบุญตักบาตรด้วยน้ำผึ้งและข้าวต้มมัด หลังจากนั้นจะรวมกันกินข้าวต้มมัดจิ้มน้ำผึ้ง วันสารทมอญตรงกับวันออกพรรษา มีการทำบุญตักบาตร และอาหารที่ถวายพระจะนิยมทำขนมกระยาสารท และประเพณีทอดกฐินที่มีการทำพิธีเหมือนทั่วไป แต่ชาวมอญใช้ผ้าสีขาวเป็นผ้ากฐินแทน

ออกเรือเพื่อค้าขาย

ในอดีตชาวบ้านในหมู่บ้านมีอาชีพหลักคือการค้าขายทางเรือ โดยเฉพาะการค้าพวกเครื่องปั้นดินเผา โดยคนมอญศาลาแดงเหนือจะไปซื้อเครื่องปั้นดินเผาของคนมอญเกาะเกร็ด และหม้อดินของคนมอญบางตะนาวศรี บรรทุกใส่เรือไปค้าขายตามแม่น้ำลำคลองจนถึงนครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ นอกจากเครื่องปั้นดินเผาจำพวกโอ่ง อ่าง หม้อดินแล้ว ยังมีของจำพวกเต้าเจี้ยว ไตปลา ปูเค็ม ถ้วยชาม และเมื่อขายสินค้าหมดก็มักซื้อข้าวเปลือกมาขายโรงสีที่กรุงเทพฯ เมื่อเวลาผ่านไป สินค้าที่ค้าขายก็เปลี่ยนแปลงไปตามความนิยม โดยชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนมาขายสินค้าจำพวกโอ่งมังกรราชบุรี บางบ้านมีเรือกระแชงรับจ้างบรรทุกข้าวโพด ข้าวเปลือก บ้างก็รับจ้างบรรทุกปูนซีเมนต์ รับจ้างบรรทุกทรายแทน

ภูมิปัญญาอาหารมอญ

ภูมิปัญญาอาหารของชาวมอญส่วนใหญ่เกิดจากวัตถุดิบที่หาได้ในท้องที่หรือใกล้เคียง นำมาประกอบอาหารในชีวิตประจำวันและเพื่อประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา มีอาหารที่สำคัญ เช่น กะปิ ภาษามอญเรียกว่า ฮะล๊อกฮะแหม่ง ทำจากกุ้งฝอยจากนอกพื้นที่ นำไปตำกับกะปิในครกดินตีนช้างของมอญเกาะเกร็ด, ปลาร้ามอญ ในภาษามอญเรียกว่า ก๊ะฮะล๊อกโมน ในอดีตการหาปลาจะพายเรือไปซื้อปลาที่ตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อได้ปลาแล้วมีการหมักปลาให้เน่าริมตลิ่งแล้วค่อยแจวเรือกลับหมู่บ้านเพื่อทำปลาร้ามอญในขั้นตอนต่อไป, หมี่กรอบโบราณ เป็นอาหารที่นิยมทำในงานมงคล โดยเฉพาะงานกฐินและบวชนาค เจ้าภาพมักจะทำครั้งละมากๆ เทใส่โอ่งขนาดสองปี๊บไว้สำหรับเลี้ยงคนที่มาร่วมงาน, กระยาสารท เป็นอาหารที่นิยมทำถวายพระในวันสารทมอญ เวลาเก็บจะเก็บเป็นชิ้นใหญ่ๆ หากนำมากินจะใช้สิ่วตอกกระยาสารทให้เป็นชิ้นเล็กๆ พอกิน

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ก.พ.
วันมาฆบูชา
วันมาฆบูชา
เม.ย.
วันสงกรานต์
วันสงกรานต์
พ.ค.
วันวิสาขบูชา กลางคืนจุดประทีปบูชาวันวิสาขะ และไหว้พระสวดมนต์บาลีมอญ แต่งงาน (จะเรียง)
วันวิสาขบูชา กลางคืนจุดประทีปบูชาวันวิสาขะ และไหว้พระสวดมนต์บาลีมอญ แต่งงาน (จะเรียง)
มิ.ย.
บวชนาค(ปะบะยัง)
บวชนาค(ปะบะยัง)
ก.ค.
วันเข้าพรรษา (จาวหะเกิน)
วันเข้าพรรษา (จาวหะเกิน)
ก.ย.
ตักบาตรน้ำผึ้ง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ / กวนขนมกระยาสารท / ลำพาขนมกระยาสารททางเรือ
ตักบาตรน้ำผึ้ง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ / กวนขนมกระยาสารท / ลำพาขนมกระยาสารททางเรือ
ต.ค.
วันออกพรรษา (ซอกขะวา)
วันออกพรรษา (ซอกขะวา)
ต.ค.
วันสารทมอญ
วันสารทมอญ
พ.ย.
กฐิน
กฐิน
พ.ย.
แข่งเรือ
แข่งเรือ
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ