เครื่องมือประมงน้ำจืดในลุ่มน้ำมูลตอนกลาง ชุมชนบ้านผึ้ง หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 14

ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

ชุมชนบ้านผึ้ง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ในเขตลุ่มน้ำมูลตอนกลาง เป็นชุมชนที่ทำการประมงพื้นบ้านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สมัยก่อนการทำประมงของคนในชุมชนนิยมใช้วัสดุในท้องถิ่นมาทำเป็นเครื่องมือจับสัตว์น้ำ โดยเครื่องมือเหล่านี้ประดิษฐ์ขึ้นให้สัมพันธ์กับพฤติกรรมของปลา ฤดูกาลมาของน้ำ และระบบนิเวศเฉพาะถิ่น อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2536 มีการก่อสร้างเขื่อนราษีไศลกั้นลำน้ำมูล ส่งผลต่อชาวบ้านชุมชนบ้านผึ้งเป็นอย่างมาก เพราะระบบนิเวศบุ่งทามที่ชาวบ้านใช้เป็นพื้นที่จับสัตว์น้ำได้กลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนราษีไศล เมื่อระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงจากการมีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น เครื่องมือประมงแบบเดิมจึงไม่สามารถใช้ได้ในระบบนิเวศแบบใหม่ ชาวประมงจึงมีความจำเป็นต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีการจับสัตว์น้ำของตนเอง
โครงการคลังข้อมูลชุมชนเครื่องมือประมงน้ำจืดในลุ่มน้ำมูลตอนกลาง ได้เล็งเห็นความสำคัญในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำมูลตอนกลางในช่วงระยะเวลาก่อนและหลังการสร้างเขื่อนราษีไศล ที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเครื่องมือประมงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยทำให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของชุมชนประมงพื้นบ้านได้อย่างชัดเจนขึ้น

หาอยู่ หากิน

ชุมชนบ้านผึ้งเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำมูลที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายตามแบบพื้นบ้านอีสาน ชาวบ้านหาอยู่หากินกับพื้นที่ป่ารอบชุมชนที่มีความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงอาศัยแหล่งน้ำโดยรอบจับสัตว์น้ำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันมายาวนานนับร้อยๆ ปี โดยแหล่งน้ำที่สำคัญของชุมชนบ้านผึ้งมีด้วยกัน 2 แหล่ง ได้แก่ แม่น้ำมูล ที่อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน และหนองเพียมาตร หนองน้ำสาธารณะขนาด 9 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 เริ่มมีการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล การกักเก็บน้ำของเขื่อนราษีไศลทำให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมขนาดใหญ่ในพื้นที่บุ่งทามราษีไศล-รัตนบุรี พื้นที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำมูล ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ ราษีไศล บึงบูรพ์ รัตนบุรี ท่าตูม โพนทราย และสุวรรณภูมิ

ศรัทธากับสายน้ำ

วิถีชีวิตของชาวบ้านผึ้งมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติโดยรอบเป็นอย่างมาก ดังนั้น วงรอบของธรรมชาติ โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำมูลในแต่ละฤดูกาลจึงมีส่วนในการกำหนดรูปแบบความเป็นอยู่และพิธีกรรมของคนในชุมชนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ ในวันออกพรรษาซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 จะมีงานไหลเรือไฟของหมู่บ้านที่ติดลำน้ำมูล และหลังจากออกพรรษา 1 วันเป็นช่วงน้ำลด ชาวบ้านจะจัดงานประเพณีแข่งเรือเพื่อความสนุกสนานในหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนได้มาพบปะสังสรรค์ เกิดความสามัคคีของคนในชุมชน

วิถีประมงพื้นบ้าน

ที่ตั้งของชุมชนบ้านผึ้งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก การอยู่ติดกับแม่น้ำมูลทำให้ชาวบ้านสามารถจับปลา ได้มากมายหลากหลายชนิด ในแต่ละฤดูกาล ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำมูลจะส่งผลต่อพันธุ์ปลาที่ชาวบ้านจะจับมาเลี้ยงชีพได้ เช่น ในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงฤดูน้ำหลาก เป็นช่วงที่ชาวบ้านใส่แนบบริเวณพื้นที่น้ำตื้นริมฝั่ง โดยใช้ไส้เดือนและปลาซิวเป็นเหยื่อล่อ ส่วนในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่แม่น้ำมูลลดระดับลง ชาวบ้านจะจับปลาที่ยังตกค้างอยู่ในหนองหรือสระในพื้นที่นา อย่างปลาดุกและปลาช่อนได้เป็นจำนวนมาก ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงฤดูน้ำลดเช่นกัน ชาวบ้านจะลงซุมแห เป็นการหาปลาเป็นกลุ่มประมาณ 3-5 ลำเรือ โดยเรือ 1 ลำจะมี 2 คน คนแรกจะทำหน้าที่บังคับท้ายเรือ ส่วนคนที่สองจะทำหน้าที่หว่านแห

นวัตกรรมการจับปลา

เครื่องมือประมงที่ชาวบ้านนิยมใช้ คือ แก่โซ่ สระโอ และแทงเอียน ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมจะมีการตีปลาฮ่อง โดยจะนำกระสอบทรายกั้นบริเวณปากฮ่อง จากนั้นนำแก่โซ่มาวิดน้ำออกเพื่อจับปลา ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน ชาวบ้านนิยมใช้เบ็ดใหญ่ในการหาปลา ซึ่งปลาที่สามารถหาได้ จะเป็นปลาค้าว ปลาปึ่ง ปลาคัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการลงจิบ ซึ่งเป็นวิธีการหาปลาในลุ่มน้ำมูลตอนกลาง จิบมีลักษณะเป็นสามขา ชาวบ้านนิยมนำไม้ที่อยู่ในป่ามาประดิษฐ์ คือ ไม้หัวลิง ไม้เปือย และไม้ที่หาได้ทั่วไปในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่และเถาวัลย์ นำมามัดแล้วนำมากั้นบริเวณปากฮ่อง

ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย

การทำประมงพื้นบ้านของชาวบ้านริมแม่น้ำมูลได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศของลำน้ำ และการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำประมง ซึ่งเห็นได้จากเครื่องมือประมงดั้งเดิมหลายชนิดเริ่มสูญหายไปและไม่ได้ใช้ประโยชน์ เครื่องมือประมงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลแต่ละช่วงยุคสมัย และบ่งบอกพฤติกรรมการหาปลาของผู้คนได้เป็นอย่างดี เช่น เดิมเคยใช้ข้องใส่ปลา แต่ปัจจุบันใช้กล่องโฟมและถังน้ำแข็ง ซึ่งแช่ปลาได้ยาวนานกว่า รวมถึงในอดีตเคยใช้เรือพาย แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เรือเครื่องแทน

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ