โครงการวัฒนธรรมด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิว

ชุมชนนาบอน ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช

ชุมชนชาวจีนฮกจิวนาบอนอาศัยกันอยู่ในหมู่ที่ 11 ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมชนแห่งนี้มีลักษณะเป็นห้องแถวเก่าแก่ที่เรียงรายเป็นแนวยาว มีลักษณะเป็นทั้งอาคารไม้ห้องแถวแบบดั้งเดิมและอาคารปูน 2 ชั้น ตลอดทั้งชุมชนห้องแถวนี้แบ่งเป็นทั้งที่อยู่อาศัย ร้านขายอาหารจีนฮกจิว ร้านทำขนมจีนฮกจิว ร้านน้ำชา ร้านค้าทั่วไป ร้านขายของชำ ตลาด ศาลเจ้า สมาคมจีน และสำนักงานของบริษัทยางพารา ทั้งหมดล้อมรอบไปด้วยสวนยางพาราที่เป็นอาชีพสำคัญของคนในชุมชนแห่งนี้มาอย่างยาวนาน หลายปีที่ผ่านมาชุมชนชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอนได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับสังคมไทยในหลายรูปแบบ รวมถึงมิติวัฒนธรรมด้านอาหารที่เป็นจุดเด่นของชาวจีนฮกจิวด้วยเช่นกัน โครงการวัฒนธรรมด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮกจิว (Hockchiu) เป็นการจัดการข้อมูลชุมชนโดยมุ่งเน้นในมิติด้านอาหารเป็นสำคัญ โดยมุ่งหวังว่าการดำเนินงานครั้งนี้จะมีส่วนส่งเสริมให้ชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนเกิดความรักและหวงแหนในอัตลักษณ์และวัฒนธรรมด้านอาหารของตนเอง และนำข้อมูลความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมด้านอาหารของคนจีนฮกจิวเผยแพร่ออกสู่วงกว้างมากขึ้นต่อไป

คนจีนฮกจิว

กลุ่มคนจีนที่นาบอนก็เป็นคนจีนอพยพอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย แต่พวกเขาแตกต่างจากกลุ่มอื่นตรงที่ไม่ได้เดินทางเข้าสยามโดยเรือสำเภาโดยตรง เพราะเดิมทีชาวจีนกลุ่มนี้มีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ต่อมาได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในเมืองซีเทียวัน รัฐเประ ประเทศมาเลเซียเป็นที่แรก โดยพวกเขาได้ยึดอาชีพทำสวนยางพาราตามนโยบายของประเทศเจ้าอาณานิคมในยุคที่ประเทศมาเลเซียยังตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ ต่อมารัฐสยามเปิดโอกาสให้ชาวจีนโพ้นทะเลจับจองที่รกร้างว่างเปล่าได้คนละ 50 ไร่ ราวปี พ.ศ. 2468 นายลิ่งจือล้อ นายฮวาลิง นายพ้างมิงอู้ และนายก่งกว่างจั๊ว ชาวจีนฮกจิวจากเมืองซีเทียวันกลุ่มแรกจึงเดินทางเข้ามาสำรวจและจับจองพื้นที่ในชุมชนนาบอน และขยายเป็นเครือข่ายชาวจีนฮกจิวในพื้นที่นาบอนมาถึงปัจจุบัน

สวนยางพารา

เมื่อชาวจีนจากเมืองซีเทียวันทยอยเดินทางตามเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่นาบอนจำนวนมากขึ้น ๆ ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายชาวจีนที่เข้ามาพัฒนาสวนยางพารา ทำให้ชุมชนนาบอนเป็นเมืองที่มั่งคั่งขึ้น จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมามีการสร้างถนนเชื่อมระหว่างทุ่งสงกับนครศรีธรรมราช ฐานเศรษฐกิจจึงได้เริ่มย้ายจากนาบอนไปยังทุ่งสงและจังหวัดตรัง ซึ่งถึงแม้ว่านาบอนกับทุ่งสงจะอยู่ห่างกันไม่มากนักแต่ก็ส่งผลให้ชุมชนนาบอนค่อย ๆ เงียบเหงาลงจนกลายเป็นเมืองปิด หากแต่ชาวจีนในท้องถิ่นก็ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยางพาราอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ขาดหายไป

ชาวไทยเชื้อสายจีน

ชาวจีนฮกจิวในตำบลนาบอนมีการปรับตัวเข้ากับสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง มีการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมในงานเทศกาลและประเพณีท้องถิ่นใต้ อาทิ งานทำบุญขึ้นปีใหม่ งานทำบุญวันสงกรานต์ งานทำบุญเดือนสิบ และงานประเพณีสำคัญทางพุทธศาสนา โดยส่วนใหญ่จัดขึ้นที่วัดพิศิษฐ์อรรถาราม ซึ่งเป็นวัดที่ชาวจีนฮกจิวร่วมกันก่อตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรมในการจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนาประจำชุมชนนาบอน นอกจากนี้ชาวจีนฮกจิวที่มีอาชีพหลักเป็นเกษตรกรสวนยางพารา ซึ่งต้องมีการติดต่อค้าขายกับคนไทยท้องถิ่นใต้ทั้งในชุมชนและต่างชุมชน จึงมีการใช้ภาษาไทยสำเนียงท้องถิ่นใต้และภาษาไทยกลางในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามการดำรงอัตลักษณ์ความเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนยังปรากฏให้เห็นจากภาษาพูด ชาวจีนฮกจิวมีการสื่อสารภาษาจีนสำเนียงฮกจิวภายในครอบครัว เครือญาติ และกลุ่มชาวจีนฮกจิวด้วยกัน

อาหารจีนฮกจิว

คนจีนนาบอนในยุคก่อร่างสร้างตัวเมื่อครั้งที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในตำบลนาบอนใหม่ ๆ มีการกินอยู่อย่างประหยัด อาหารการกินส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ผลิตเองทั้งสิ้น มีการปลูกผักหมักซีอิ๊ว แปรรูปผลผลิตไว้กินในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่มักปลูกพืชผักในสวนยาง ส่วนเนื้อสัตว์จะได้บริโภคเมื่อมีงานเทศกาลหรืองานมงคลเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีฐานะดีขึ้น คนจีนนาบอนจึงเริ่มรื้อฟื้นอาหารตามวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมา เกิดร้านอาหารในตลาดที่มีเมนูอาหารจีนขาย มีร้านขายขนม ขายเส้นหมี่  ร้านน้ำชา และข้าวของเครื่องใช้ตามวัฒนธรรมอื่น ๆ ตามมา
เมนูหลักของชาวจีนฮกจิวนาบอนคืออาหารประเภทเส้น โดยเฉพาะเส้นหมี่เหลืองซึ่งผลิตมาจากแป้งสาลีตามกระบวนการของชาวจีนฮกจิว ได้เส้นหมี่เหลืองมีขนาดใหญ่ กลม อวบนุ่ม นิยมนำมาผัดเป็นหลัก ปัจจุบันในชุมชนยังมีผู้ผลิตเส้นหมี่เหลืองอยู่ นอกจากเส้นหมี่เหลืองแล้วชาวจีนฮกจิวยังผลิตเครื่องปรุงสำหรับการประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำส้มสายชูหมักที่ทำมาจากข้าวเหนียวหมักกับยีสต์ เหล้าจีน กากเหล้าจีน และยังมีขนมกินเล่นต่าง ๆ เช่น ขนมก่งเปียว/จิ่วตุงเปียง ขนมอูลี้งู ขนมแหล่เปี้ยง ขนมเหล่านี้แต่ละบ้านมีสูตรและเทคนิควิธีที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ