ภูมิปัญญาการจัดการไร่หมุนเวียนของชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี)

ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก

บ้านขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) หมู่ที่ 5 ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เป็นหมู่บ้านชาวปกาเกอะญอที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยแวดล้อมด้วยพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก กว่า 8,386 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญ ประกอบด้วย ป่าต้นน้ำเป่อพาโกล บลึวาโกล แม่เหว่ยโกล ซึ่งเป็นต้นธารของน้ำตกถึง 3 แห่ง ด้วยสภาพความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของชุมชนที่มีต่อการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาไม่ต่ำกว่า 80 ปี ผ่านการสืบทอดประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาการทำไร่หมุนเวียนที่ถ่ายทอดกันมาแบบรุ่นต่อรุ่น ในปัจจุบันวิถีชีวิตของชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในรูปแบบของการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของชุมชน ดังนั้น โครงการภูมิปัญญาการจัดการไร่หมุนเวียนของชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) จึงเป็นการรวบรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากร ด้วยหวังว่าองค์ความรู้เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสมบูรณ์ของผืนป่าโดยรอบชุมชนให้คงอยู่ตลอดไป

ภูมิปัญญาการทำไร่หมุนเวียน

ชาวปกาเกอะญอบ้านขุนแม่เหว่ยทำไร่หมุนเวียนกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สืบทอดองค์ความรู้ขั้นตอนการทำไร่หมุนเวียนที่สอดแทรกทั้งวิธีการปลูกพืช วิถีการดำรงชีวิต พิธีกรรม ความเชื่อ ไว้อย่างกลมกลืน ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกพื้นที่ทำไร่ที่ต้องทำพิธีขออนุญาตใช้พื้นที่จากเจ้าป่าเจ้าเขา ขั้นตอนการถางไร่ ที่ชาวบ้านจะมีวิธีการตัดไม้ในไร่เพื่อไม่ให้ต้นไม้ตายและสามารถแตกยอดขึ้นมาได้ใหม่เมื่อชาวบ้านใช้ประโยชน์จากพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว การเลือกปลูกพืชพันธุ์ที่มีความหลากหลาย และการกำจัดวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมี รวมไปถึงการลงแขกช่วยกันเกี่ยวข้าว ตีข้าว

ความมั่นคงทางอาหาร

จุดเด่นของการทำไร่หมุนเวียนบ้านขุนแม่เหว่ย คือการรักษาความหลากหลายของพืชที่ปลูกในไร่ ชาวบ้านนิยมปลูกข้าวไร่พร้อมๆ กับพืชชนิดอื่นกว่า 40-50 ชนิด มีทั้ง พริก มะเขือ งาดำ ฟักเขียว ฟักทอง น้ำเต้า มะระ ถั่วเขียว ถั่วดำ ข้าวโพด พืชตระกูลแตง และพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ความหลากหลายที่เกิดขึ้นภายในไร่หมุนเวียนเกิดจากพืชพันธุ์หลากหลายชนิด เป็นความมั่นคงทางอาหารของชาวบ้าน อีกทั้งยังสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและชุมชน

พิธีกรรมก่าดูคี

เป็นพิธีกรรมขออนุญาตใช้ที่ดินจากเจ้าป่าเจ้าเขา และเสี่ยงทายว่าสามารถทำไร่หมุนเวียนในที่ดินแปลงนี้ได้หรือไม่ นิยมทำในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีหมอชาวบ้านหรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การทำนายเสี่ยงทายเป็นผู้ประกอบพิธี หากผลการทำนายบอกว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่สามารถทำไร่ได้ ก็ต้องไปหาที่ทำไร่ใหม่ โดยต้องเลือกพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าพื้นที่เดิมขึ้นไป

พิธีกรรมบือเชะโบ

หรือพิธีอธิษฐานขอฝนให้ตกลงมาเร็วๆ เพื่อให้ข้าวเจริญเติบโตอุดมสมบูรณ์ มีข้อห้ามคือห้ามให้สัตว์มากินต้นข้าวในพื้นที่นั้น ถ้ามีสัตว์มากิน เจ้าของสัตว์จะต้องทำพิธีขอขมาเรียกขวัญข้าว

พิธีกรรมบวอฆึ หรือ แซฆึ

หรือพิธีกรรมทำบุญดิน จัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม เป็นพิธีกรรมที่ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมสำหรับปลูกพืช เจ้าของไร่และผู้เฒ่าผู้แก่ผู้ประกอบพิธี จะจัดเตรียมอุปกรณ์ และทำศาลเจ้าที่ด้วยไม้ไผ่ 2 หลัง เรียกว่า ‘ต่าแซะ’ และ ‘ต่าสะปว่า’ มีข้อห้ามคือจะต้องไม่มีคนอื่นอยู่ในบริเวณไร่ จากนั้นวันรุ่งขึ้น เจ้าของไร่จะต้องไปถึงไร่เป็นคนแรก

พิธีกรรมพีเบาะ

เป็นพิธีสำหรับการใส่ปุ๋ยข้าวในไร่ รวมถึงกำจัดแมลงและสัตว์ที่มากินข้าว จัดขึ้นช่วงเดือนกันยายน โดยมีเจ้าของไร่เป็นผู้ทำพิธี อุปกรณ์ประกอบพิธี ได้แก่ หน่อไม้ มีด ไก่ 1 ตัว ไผ่หลาม 2 ลำ และใบตองกง มีการสวดอธิษฐาน และมีข้อห้ามคือ ห้ามคนเข้ามาในไร่ 2 วัน

พิธีกรรมอ้อบือโค่ หรือ พิธีกินข้าวใหม่

เป็นพิธีกรรมสำหรับขอบคุณเตาไฟ โดยชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าเตาไฟเป็นผู้มีพระคุณ เป็นจุดเริ่มต้นของการหุงข้าว และเป็นการขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้มีผลผลิตที่ดีในปีนั้นๆ นิยมทำในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

พิธีชิพอโค๊ะ

เป็นการเลี้ยงเจ้าที่ข้าวบนยุ้งฉาง ทำในช่วงเดือนธันวาคม โดยมีหัวหน้าครอบครัวเป็นผู้ทำพิธี มีการสวดอธิษฐานขอพรว่า “ขอให้ข้าวที่อยู่บนยุ้งฉางข้าวนี้ พอกินตลอดปี ไม่ขาดแคลน และเหลือกินในปีต่อๆ ไป

ประวัติศาสตร์

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ม.ค.
พิธีกรรมมัดมือควาย (กี่ปะหน่าจือ)
พิธีกรรมมัดมือควาย (กี่ปะหน่าจือ)
มี.ค.
พิธีกรรมกี้จือฮี้ซอโค้ (สำหรับผูกข้อมือหลังจากที่ถางไร่หมุนเวียนเสร็จ)
พิธีกรรมกี้จือฮี้ซอโค้ (สำหรับผูกข้อมือหลังจากที่ถางไร่หมุนเวียนเสร็จ)
เม.ย.
พิธีกรรมว้อฮี้ (ทำบุญหมู่บ้าน)
พิธีกรรมว้อฮี้ (ทำบุญหมู่บ้าน)
เม.ย.
รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
พ.ค.
พิธีกรรมลือก่อ (หม่าอ้อต่าโดะต่าล่า)
พิธีกรรมลือก่อ (หม่าอ้อต่าโดะต่าล่า)
พ.ค.
พิธีกรรมขอฝน (หม่าจูมูโค้)
พิธีกรรมขอฝน (หม่าจูมูโค้)
ส.ค.
พิธีกรรมกี้จือลาคุ
พิธีกรรมกี้จือลาคุ
ต.ค.
พิธีกรรมขอฝนหยุด (โอ้หย่อมูโค้)
พิธีกรรมขอฝนหยุด (โอ้หย่อมูโค้)
ธ.ค.
พิธีเฉลิมฉลองหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว (อ้อเธอคีดะ)
พิธีเฉลิมฉลองหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว (อ้อเธอคีดะ)
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ