ยันต์ล้านนาในพิพิธภัณฑ์เมืองขุนควร

ตำบลขุนควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา

บริเวณที่ตั้งของบ้านสบเกี๋ยงเคยเป็นชุมชนโบราณมาก่อน มีหลักฐานปรากฏในหลายยุคหลายสมัยทั้งยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคหิน ยุคโลหะ และยุคอาณาจักรล้านนา ในอดีตอำเภอปงมีชื่อปรากฏอยู่ในพื้นตำนานเมืองพะเยา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1639 สมัยพ่อขุนจอมธรรมแยกตัวจากเมืองหิรัญเงินยางเชียงแสน มาตั้งเมืองพะเยาและให้ทำการสำรวจหัวเมืองน้อยใหญ่ ปรากฏชื่อเมืองปง เมืองควร อันเป็นที่ตั้งตำบลขุนควรในปัจจุบัน จึงสันนิษฐานว่าเป็นเมืองหน้าด่าน และพบหลักฐานบ้านเมืองในอดีตส่วนใหญ่มาตั้งแต่ยุคล้านนา
สังคมล้านนาในอดีตมีความเชื่อต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ความเชื่อต่างๆ ถูกละเลยจนเกือบจะไม่มีคนรู้จัก บางอย่างถูกบิดเบือนความหมายที่แท้จริงจนกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าไร้สาระ จึงเกิดเป็น ‘พิพิธภัณฑ์เมืองขุนควร’ ที่เก็บรวบรวมเอกสารคัมภีร์โบราณล้านนาที่บันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนา โดยเฉพาะเรื่องยันต์และเวทมนตร์คาถา เพื่อให้คนในพื้นที่เกิดความต้องการอนุรักษ์และสืบทอดมรดกความเชื่อเหล่านี้สืบไป

พิพิธภัณฑ์เมืองขุนควร

พิพิธภัณฑ์เมืองขุนควร เป็นที่เก็บรวบรวมเอกสารโบราณและความเชื่อของชาวล้านนาที่บันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนา ทั้งเรื่องยันต์และเวทมนตร์คาถาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและโลกทัศน์ของชาวล้านนา รวมไปถึงเบื้องหลังของการนำไปใช้ในวิถีชีวิตจนกลายเป็นเรื่องเล่าถึงความอาถรรพ์และความมหัศจรรย์ต่างๆ โดยปรากฏว่ามีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชาวล้านนาตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งยันต์ที่ปรากฏมีหลากหลายรูปแบบ มีกระบวนการสร้าง มีวิธีการนำไปใช้ที่ล้วนแล้วแต่แฝงไปด้วยความเชื่อและข้อปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมาข้อมูลยันต์ล้านนาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการเก็บรวบรวมและจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในจังหวัดพะเยาที่ปรากฏหลักฐานความเชื่อในเรื่องยันต์มายาวนาน แต่ยังไม่ได้มีการศึกษาว่าได้รับอิทธิพลมาจากที่ใด มีรูปแบบการสร้างเป็นอย่างไร แบ่งออกเป็นกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีความเชื่อและวิธีปฏิบัติแตกต่างกันอย่างไร จึงเกิดแนวความคิดในการจัดการข้อมูลเหล่านี้เพื่อใช้ในการอนุรักษ์และสืบทอดมรดกความเชื่อของชาวล้านนาให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษาค้นคว้า

ความเชื่อเรื่องพุทธและผี

ในด้านความเชื่อ ชาวบ้านยังคงนับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับความเชื่อเรื่องผี ซึ่งปรากฏให้เห็นจากการนับถือผีและเลี้ยงผีต่างๆ เช่น ผีดงจาวบ้าน คือ ผีประจำหมู่บ้าน เชื่อกันว่าเป็นผีที่คอยปกป้องดูแลรักษาหมู่บ้าน เมื่อครบรอบปีจะมีการเลี้ยงผีกันครั้งหนึ่ง โดยชาวบ้านจะเก็บเงินตามแต่จะตกลงกันเพื่อนำไปซื้อไก่หรือหมูไปเลี้ยงผีประจำหมู่บ้าน ผีเจ้าที่ คือ ผีที่คอยปกปักรักษาตามหัวไร่ปลายนา เมื่อเสร็จฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการเลี้ยงผีทุกครั้ง ผีฝาย เป็นผีที่คอยปกปักรักษาฝายต้นน้ำที่ใช้ในการทำการเกษตร จะมีการนัดกันในกลุ่มลูกฝาย โดยมีนายฝายเป็นผู้เก็บเงินไปซื้อเครื่องเซ่นมาประกอบพิธีเลี้ยง เป็นต้น

นอกจากความเชื่อในเรื่องผีต่างๆ แล้ว ชาวบ้านยังนับถือพระพุทธศาสนา มีการเข้าวัดฟังธรรมเป็นประจำในช่วงเข้าพรรษา รวมถึงมีการบำเพ็ญบุญกุศลในวันสำคัญทางศาสนา เมื่อถึงวันสำคัญ ชาวบ้านจะมีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาคือ การตานขันข้าว เป็นการจัดเตรียมสำรับข้าวปลาอาหารถวายพระสงฆ์และกรวดน้ำอุทิศไปหาญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่าญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปจะคอยรับเอาข้าวปลาอาหารจากญาติที่ทำบุญไปให้

ชัยภูมิบ้านสบเกี๋ยง

คำว่า สบเกี๋ยง มาจากการที่หมู่บ้านตั้งอยู่ตรงปากน้ำห้วยเกี๋ยง ซึ่งเป็นลำห้วยที่มีพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ต้นเกี๋ยง หรือต้นลำเจียก ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก บ้านสบเกี๋ยงมีแนวเทือกเขาล้อมรอบ หมู่บ้านตั้งอยู่บนที่ราบสูง มีลักษณะเหมือนหลังเต่า มีแม่น้ำควรไหลมาจากทิศตะวันออกอ้อมมาทางทิศเหนือ และวกมาทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ส่วนทิศใต้มีลำห้วยเกี๋ยงไหลมาบรรจบกับแม่น้ำควร นับเป็นชัยภูมิที่ดีที่คนเฒ่าคนแก่เรียกว่า อยู่ในจุดหลังเต่าและท้องสำเภาเรือ คือหมู่บ้านตั้งอยู่บนเนิน มีน้ำล้อมรอบ และมีแนวเขาโอบรอบอีกทีหนึ่ง จึงมองเหมือนว่าหมู่บ้านอยู่ในท้องเรือสำเภา

คนเฒ่าคนแก่บ้านสบเกี๋ยงกล่าวกันว่า บ้านสบเกี๋ยงมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ดินดำน้ำชุ่ม ป่าไม้เขียวขจี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เข้าป่าได้กินเห็ด ตกเบ็ดได้กินปลา ไปมาหาสู่ได้สะดวกสบาย ยามเจ็บไข้ก็มีสมุนไพรในท้องถิ่นช่วยรักษา มีภูมิปัญญาท้องถิ่นมากมายให้ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน

ภูมิปัญญายาสูบ

ชาวบ้านสบเกี๋ยงประกอบอาชีพทำไร่ทำนาเป็นอาชีพหลักและมีการปลูกพืชหมุนเวียนไปตามฤดูกาล โดยพืชหลักที่ชาวบ้านนิยมปลูกกันมากคือ ต้นยาสูบพื้นเมือง ซึ่งสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลานานจนกลายเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้ความชำนาญเป็นพิเศษในการปลูก มีกรรมวิธีการปลูก การให้น้ำ การตอนยอด เพื่อควบคุมให้ใบยามีรสฉุน (ขม) อีกทั้งต้องอาศัยความชำนาญในการผลิตเส้นยาให้มีคุณภาพ ทั้งในด้านสีและรสเพื่อให้ขายได้ราคาดี

ชาวบ้านจะเริ่มปลูกต้นยาสูบในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม และเริ่มเก็บใบยาเพื่อผลิตเส้นยาสูบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน แต่เนื่องจากปัจจุบันมีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ และการปลูกต้นยาสูบต้องใช้ความพิถีพิถันในการดูแลสูง ชาวบ้านบางส่วนจึงหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทน เช่น การทำไร่ข้าวโพด ไร่มันสำปะหลัง สวนลำไย สวนผักหวานป่า สวนยางพารา สวนผักกาด และบางครอบครัวก็หันไปยึดอาชีพปศุสัตว์ เลี้ยงหมู เลี้ยงวัว

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ